กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 83 : ทอง ไม้ น ้า ไฟ ดิน
อู่ อวี้ ได้เจอกับพวกเขาทั้งห้า ทันทีที่ก้าวเข้าสู่เจดีย์
ชั้นที่ 4 ทั้งห้าก็รีบหันหลังกลับไปยืน อยู่ใน
ตำแหน่งกึ่งกลางดังเดิม หลังจากนั้นพวกเขาก็เริ่ม
กระจายตัวออก อู่ อวี้ ยังคงแสดงสีหน้าไม่แยแส แม้
จะถูกคนทั้งล้อมเอาแล้วเขาอยู่ในจุดกึ่งกลาง
อู่ อวี้ มองไปที่พวกเขา เป็นบุรุษสามคน และ สตรี
สองคน ศิษย์หลักที่อยู่ในระดับหลอมรวมลมปราณ
ขั้นที่ 3 นั้นความสามารถของทุกคน ไม่น่าจะด้อยกว่า
ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน
บัญญัติก่อกำเนิดทั้งสามจุดนี้ มี จุดถานจง จุดที่สอง
คือเสินถิง จุดที่สามเสินเหมิน อยู่ตรงบริเวณมือ
ร่วมกับวิถีบ่มเพาะขั้นหลอมรวมลมปราณ ทำให้ช่วย
เพิ่มพลังศักดิ์สิทธิ์ขึ้นเป็นจำนวนมาก
หากมองระดับของศิษย์คนอื่น ๆ ภายในนิกายกระบี่
สวรรค์ พวกเขาทั้งหมดถือเป็นสาวกที่ยอดเยี่ยม มี
อนาคตสดใสรุ่งโรจน์ ภายในอนาคตอันใกล้ หรือ อีก
10 ปีข้างหน้า นิกายกระบี่สวรรค์จะเป็นนิกายที่
แข็งแกร่งอย่างแท้จริง
แต่อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าพวกเขาไม่ค่อยเป็นมิตร
กับ อู่ อวี้ นัก ลึกลงไปภายในจิตใจของพวกเขาแล้ว
เต็มไปด้วยความริษยา และ ดูถูกเหยียดหยามจนฝัง
เข้ากระดูก
หัวหน้าคือชายร่างกำยำ ซึ่งดูราวกับกำแพงอันโดด
เด่น เขาสวมใส่ชุดคลุมยาวแบบนักพรตเต๋าสีเงิน
กล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งอัดแน่นอยู่ภายใต้ชุดคลุม
นักพรตเต๋านั้น สิ่งที่โดดเด่นสะดุดตามากที่สุดก็คือ
กระบี่สีทองเล่มใหญ่ ที่เขาถืออยู่ในมือ ปลายกระบี่ถูก
ตั้งอยู่บนพื้น มีความยาวกว่า 4 ฉือ กว้างเท่าฝุามือ
แสงสีทองเปล่งประกายระยิบระยับ มันช่างดู
แข็งแกร่ง และ ทรงพลังอย่างน่าเหลือเชื่อ!
“ทอง, ไม้, น้ำ , ไฟ, ดิน!.”
อู่ อวี้ กวาดสายตาเหลือบมองคนทั้ง 5 อย่างรวดเร็ว
ไม่ว่าจะเป็นอาวุธ หรือ เครื่องแต่งกาย เพียงเท่านี้ก็
สามารถประมาณการ และ ความเข้าใจ พวกเขาได้
คร่าว ๆ ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญประมาณหนึ่ง
หากกล่าวถึงธาตุทั้ง 5 ที่มีอยู่ในสววค์และปฐพีนี้ ก็ยัง
มีผู้คนที่มีธาตุทั้ง 5 อยู่ด้วย เช่นตัวของ อู่ อวี้ ใน
บรรดาธาตุทั้ง 5 ตัวของเขามีธาตุทอง และ ธาตุไฟอัน
โดดเด่น แน่นอนว่าจะต้องย่อมอ่อนแอในธาตุน้ำที่
เป็นธาตุตรงกันข้าม ซึ่งธาตุทั้งสองนี้ ทำให้เขา
กลายเป็นคนดุดัน ตรงไปตรงมา ซึ่งคล้ายคลึงกับบุรุษ
ร่างกำยำที่เป็นหัวหน้าของคนทั้ง 5 นี้
นอกเหนือจากธาตุทั้ง 5 แล้ว ก็ยังมีธาตุต่าง ๆ อีก
อย่างเช่น เมฆ ,ลม ,สายฟูา บางคนอาจจะมีมากกว่า
ธาตุทั้ง 5 นี้ ซึ่งเป็นอะไรที่น่าเหลือเชื่ออย่างยิ่ง
การที่พวกเขาทั้ง 5 ได้มารวมตัวกันได้นั้น ไม่ใช่เรื่อง
บังเอิญอย่างแน่นอน แต่น่าจะเป็นวิธีการฝึกตนอีก
หนทางหนึ่ง!
สตรีผู้หนึ่งมีร่างสูง และ เพรียวบาง ถึงแม้นางจะถือ
กระบี่ไม้ แต่มันจะต้องเป็นศาสตราเต๋าอย่างหนึ่ง
แน่นอน
ส่วนสตรีอีกคนดูบอบบางนุ่มนวล นางถือกระบี่ที่ดู
ราวกับวารี อีกทั้งกระบี่เล่มนี้ยังสามารถเปลี่ยนรูปร่าง
ได้อีกด้วย
นอกจากนี้ยังมีบุรุษอีก 2 คน ชายผู้หนึ่งมีรูปร่าง
ใหญ่โตอวบอั๋นราวกับภูเขา รูปร่างของสูงใหญ่กว่าคน
ที่เป็นหัวหน้าเสียอีก ส่วนบุรุษอีกคน มีรูปร่างผอม
บางมาก ๆ เส้นผมของเขายาวรุงรังกระเซอะกระเซิง
ราวกับถูกเปลวเพลิงเผาไหม้
พวกเขาไม่ได้เอื้อนเอ่ยวาจาใดออกมา แต่ก็สามารถ
บอกได้ว่า พวกเขาผู้ครอบครองธาตุทั้ง 5 นั่นก็คือ
ทอง, ไม้, น้ำ, ไฟ, ดิน พวกเขาทั้งหมดล้อมเป็น
วงกลม โดยมี อู่ อวี้ ยืนอยู่ในจุดกึ่งกลาง หากมองเข้า
ไปภายในดวงตาของพวกเขาทั้ง 5 ก็พอสันนิษฐานได้
ว่าพวกเขานั้นอยากบดขยี้ อู่ อวี้ เป็นชิ้น ๆ มากแค่
ไหน
” อู่ อวี้ พวกข้าทั้ง 5 ผู้ใช้กระบี่เบญจธาตุทั้ง 5 จะ
ให้โอกาสเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย ให้เจ้าได้ไตร่ตรอง
ทบทวนดูให้ถี่ถ้วน ว่าเจ้าตัดสินใจที่จะเผชิญหน้าท้า
ทายกับพวกเราจริง ๆ หรือไม่ ข้าขอบอกให้เจ้าได้
ล่วงรู้เอาไว้อย่าง แม้แต่ผู้หลอมรวมลมปราณระดับที่
4 ก็ยังต้องพ่ายแพ้ให้แก่พวกข้า! แม้แต่ผู้ที่อยู่ในขั้น
หลอมรวมลมปราณอยู่ในระดับที่ 4 ยังเอาชนะเราได้
ยากเย็น แล้วระดับพลัง และ ความสามารถของเจ้า
ในตอนนี้ในสักเท่าใดกันเชียว หากพวกข้าพลาดพลั้ง
ทำให้เจ้าบาดเจ็บขึ้นมา พวกข้าก็อาจจะถูกลงโทษจะ
ผู้อาวุโส หากว่าเจ้ายังรักตัวกลัวตายอยู่บ้าง ก็จงรีบ
ถอนตัวออกไปซะ!”
คนที่เป็นหัวหน้ากล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
” ดีมาก! ”
เปูาหมายของพวกเขาในวันนี้ก็คือ อู่ อวี้!
การที่ อู่ อวี้ มาท้าทายในวันนี้ ก็เพราะปรารถนา
เคล็ดวิชาเต๋าที่ดีที่สุด สักหนึ่งเคล็ดวิชา แต่เขาจะต้อง
ผ่านด่านเหล่านี้ เพื่อยืนยันคุณสมบัติของเขาไปให้ได้
ก่อน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว อู่ อวี้ ได้สัมผัสถึงระดับ
พลัง และ ความสามารถของพวกเขาทั้ง 5 เมื่ออดีต
เขาเคยต่อสู้กับพวกนักรบที่โง่เง่ามาแล้วนับไม่ถ้วน ใน
การท้าทายครั้งนี้ มันคือสิ่งที่เขาปรารถนามากที่สุด!
ในสามชั้นแรกก่อนหน้านี้ ฝุายตรงข้ามไม่สามารถทำ
ให้เขาต้องเผยเคล็ดวิชาใด ๆ ออกมา
ปัง!
พลองพิชิตมารสีทองที่ตั้งตรงอยู่บนพื้น เวลานี้เริ่ม
ปลดปล่อยเปลวเพลิงออกมาแล้ว
สาวกส่วนใหญ่ของ นิกายกระบี่สวรรค์ จะใช้เคล็ด
วิชาเต๋าเกี่ยวกับกระบี่ แม้แต่ทั้งห้าคนนี้ก็ไม่มี
ข้อยกเว้น
” หึ ! ”
อีกฝุายหัวเราะเยาะเย้ย
” เหล่าศิษย์พี่น้องทั้งหลาย เรามาร่วมกันรับ
ประสบการณ์จากการสั่งสอนจากศิษย์ผู้สืบทอดคนนี้
กันเถอะ !”
“จะดีที่สุดถ้าเราไม่เสียหน้าให้กับศิษย์ของเจ้านิกาย
ผู้นี้”
” ถ้าทำได้ บางทีพวกเรา อาจจะได้เป็นศิษย์ของ
ท่านเจ้านิกายก็ได้”
ขณะที่พวกเขากำลังกล่าวอยู่นั้น ปลายกระบี่ยาว
ของพวกเขาก็ได้ชี้มาที่ อู่ อวี้
” ดูเหมือนพวกเขาจะร่วมมือโจมตีผสานกัน
ไม่เช่นนั้นพวกเขาคงไม่ล้อมข้าเช่นนี้”
อู่ อวี้ เคยร่วมการเดินทัพในสงครามมาก่อน ทำให้
เขารู้ถึงผลจากคลื่นการโจมตีถาโถมในสงครามเป็น
อย่างดี เมื่อตกลงไปในจุดยุทธศาสตร์ที่ศัตรูวางเอาไว้
ก็เหมือนกลายเป็นลูกไก่ในกำมือของฝุายตรงข้ามแล้ว
นี่คือการท้าทายที่เขาไม่ค่อยมั่นใจนัก!
ตูม!
ก่อนที่ฝุายตรงข้ามจะได้มีโอกาสลงมือ เขาก็เริ่มควง
พลองพิชิตมารสีทองที่อยู่ในมือของเขา โจมตีออกไป
ทันที ก่อให้เกิดเป็นเสียงระเบิดดังสะเทือนเลือนลั่น!
” มังกรสังหารไร้ต้าน ! ”
เนื่องจากเขายังไม่มีเคล็ดวิชาเต๋าเป็นของตนเอง
ดังนั้นเขาจึงเลือกใช้วิชายุทธที่ดีที่สุดอย่าง มังกร
สังหารไร้ต้านผ่านพลองในมือ ทะลวงผ่านคมกระบี่ที่
จ่อเข้ามามากมาย พุ่งตรงเข้าไปยังเปูาหมายเพียง
หนึ่งเดียว นั่นคือผู้ใช้กระบี่ไม้ยาว
พวกเขาอ้างตนว่าเป็น ‘ผู้ใช้กระบี่เบญจธาตุทั้ง 5’ แต่
ความจริงแล้วควรเรียกว่าผู้ใช้กระบี่ไม้มากกว่า!
หากเป็นการต่อสู้แบบตัวต่อตัวแล้วล่ะก็ ไม่มีใครในนี้
ที่เป็นคู่ต่อสู้ของ อู่ อวี้ ได้!
“อย่าปล่อยให้เขาหนีรอดไปได้! ”
ผู้ที่กำลังประมืออยู่กับ อู่ อวี้ เวลานี้ คือชายร่างกำยำ
ที่ครอบครองกระบี่สีทอง เขาร้องตะโกนขณะฟาดฟัน
กระบี่สีทองขนาดใหญ่ลงมา เชร้ง!!! หวืด!!!
ปลดปล่อยแรงกดดันมหาศาล ราวกับยอดเขาที่กด
ทับ ในเวลาเดียวกันนั้นผู้ใช้กระบี่ธาตุไม้ก็ดีดปลาย
เท้าเคลื่อนไหว วินาทีนั้นผู้ใช้กระบี่ทั้ง 5 ก็ลงมือ
พร้อมกัน ในเวลานี้การโจมตีจาก ‘ผู้ใช้กระบี่เบญจ
ธาตุทั้ง 5’ ได้เริ่มขึ้นแล้ว พวกเขาทั้ง 5 ต่างฝึกฝน
เคี่ยวกรำมาหลายปี ดังนั้นกระบวนท่าของพวกเขาจึง
เฉียบคม และ น่าหวาดกลัวอย่างยิ่ง พวกเขาทั้งหมด
ต่างลงมือโดยพร้อมเพรียงกัน การที่ อู่ อวี้ พุ่งโจมตี
เข้าใส่ผู้ใช้กระบี่ธาตุไม้ ในเวลาดูราวกับว่าเขากำลัง
จมลงไปอยู่ในโคลนตม
ตูม!
หวืด!!! เชร้งงงงง!
พวกเขาทั้ง 5 หมุนวนเปลี่ยนตำแหน่งล้อมรอบ อู่ อวี้
อย่างรวดเร็ว ราวกับตั้งค่ายกล 5 คน 5 ศาสตรา
ศาสตราเต๋าทั้ง 5 ได้กลายเป็นปีศาจอสรพิษที่พุ่ง
โจมตีฉวัดเฉวียนออกมา ในเวลานี้อสรพิษทั้ง 5
กำลังจ้องมองมาที่ โดยพุ่งเข้ามาฉกกัด อู่ อวี้ ด้วย
ความเร็วเป็นครั้งคราว
” ศิษย์สายตรงผู้สืบทอด ที่แท้ก็ไม่เท่าไหร่!”
หลังจากติดอยู่ในวงล้อมโจมตี ทำให้ อู่ อวี้ ตกเป็น
ฝุายต้านรับ ในเวลานี้ได้ปรากฏเป็นร่องรอยกระบี่ขึ้น
มากมายบนร่างกายของเขา ผู้ใช้กระบี่วารียิ้มขึ้นอย่าง
เหยียดหยาม
” หึ! ความสามารถของมันยังไม่ถึง หนึ่งส่วนสิบของ
พี่ใหญ่เลย ” ผู้ใช้กระบี่ธาตุไฟยิ้มเยาะแล้วพูดขึ้น
อู่ อวี้ แสดงสีหน้าสงบนิ่ง เขาคิดหาวิธีแก้ไขการโจมตี
ที่พุ่งเข้ามาจากอีกด้านหนึ่ง เขาคิดขึ้นมาว่า “พวกเขา
เคี่ยวกรำฝึกฝนร่วมกันมานานหลายปี ทำให้ ‘กระบี่
เบญจธาตุทั้ง 5’ และพวกเขาทั้ง 5 คน ผสานหลอม
รวมเป็นหนึ่ง ซึ่งทำให้พวกเขามีความสามารถ
เทียบเท่ากับ ผู้ซึ่งมีระดับการฝึกตนอยู่ในขั้นหลอม
รวมลมปราณระดับ 4 เป็นการผสานที่น่าสะพรึงกลัว
อย่างแท้จริง…”
เกี่ยวกับ ‘วงเวทย์ประทับกระบี่’ เขาไม่ค่อยเข้าใจมาก
นัก ในความเป็นจริงแล้ว ‘วงเวทประทับกระบี่’ เป็น
หนึ่งใน ‘วงเวทย์’ ประเภท ‘วงเวทย์รูปแบบโจมตี’
อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นวงเวทย์รูปแบบโจมตีที่แท้จริง
แหละก็ มันมีความสามารถในการทำลายล้างได้ทั้ง
สวรรค์ และ ปฐพี ซึ่งรูปแบบวงเวทย์ของ ‘ผู้ใช้กระบี่
เบญจธาตุทั้ง 5’ นี้ ควรจะเป็นรูปแบบคัดลอกที่ไม่
ซับซ้อน เพื่อทำให้ง่ายต่อการเรียนรู้มากขึ้น
แน่นอนว่า การเรียนรู้รูปแบบนี้ก็มิใช่เรื่องง่าย
เรื่องเกี่ยวกับ ‘วงเวทย์’ สำหรับ อู่ อวี้ แล้ว หนทางนี้
ยังอีกยาวไกล เขายังไม่หาญกล้าคิดมากในเรื่องนี้
ความปรารถนาเดียวของเขาในตอนนี้ก็คือเคล็ดวิชา
เต๋า ที่เป็นของเขาอย่างแท้จริง!
“ทำลาย!”
พลองเทวะทะลวงจิต พุ่งทะลวงอัดกระแทกเข้าใส่
ผู้ใช้กระบี่ธาตุทอง อำนาจพลังโจมตีส่งผ่านมาถึงแขน
ของเขาจนด้านชา หยดโลหิตอาบไหลระหว่างง่ามหัว
แม่มือและนิ้วชี้ ซึ่งช่วงเวลานั้นทำให้ อู่ อวี้ มีโอกาส
ได้หายใจบ้าง
ทันใดนั้นเอง การโจมตีก็พุ่งเข้ามาจากอีกด้านหนึ่ง
เป็นการโจมตีที่พุ่งเข้ามานั้นราวกับพายุคลั่ง
เคล็ดวิชาเต๋า เป็นวิชาที่ไร้สิ้นสุด และ ไร้ขอบเขต
จำกัด เพียงแค่นี้ก็ทำให้ อู่ อวี้ เปิดหูเปิดตาได้มากขึ้น
เมื่อเปรียบเทียบกับเคล็ดวิชาเต๋าของพรรคจงหยวน
แล้ว เคล็ดวิชาเต๋าของนิกายกระบี่สวรรค์ จำเป็นต้อง
ใช้ออกในระยะประชิดมากยิ่งกว่า ทำให้ผู้คนมากมาย
ในนิกายจำเป็นต้องพึ่งพาศาสตราเต๋าประเภทกระบี่
ยาว
“ผ่าภูผา!”
แสงสีทองส่องสว่างพร่างพราว ผู้ใช้กระบี่ธาตุทอง
ตวัดฟันกระบี่ลงมาจากด้านบนราวกับเห็น อู่ อวี้ เป็น
ภูเขาขนาดใหญ่
“ไอหมอกบุปผาวารี!”
ม่านหมอกแพร่กระจายปกคลุมไปทั่วทั้งพื้นที่
ท่ามกลางม่านหมอกนั้นได้ปรากฏเป็นแสงกระพริบ
แพรวพราวออกมาอย่างหนาวเย็น แน่นอนว่านั่นต้อง
เป็นแสงจากคมกระบี่!
“เชือกเพลิงเมฆา!”
กระบี่ในมือของคนผู้นั้นได้แปรเปลี่ยนเป็นเชือกเปลว
เพลิง จากนั้นมันก็พุ่งเข้าไปรัดร่างกายของ อู่ อวี้
เอาไว้!
เคล็ดวิชาเต๋าถูกใช้ออกมาผสานกันอย่างลงตัว แม้ว่า
จะเป็น มังกรเพลิงคะนอง ของฮ่าวเทียน ก็ไม่สามารถ
ต้านทานต่อเคล็ดวิชาที่ผสานกันเช่นนี้ได้
หลังจากการโจมตีที่ประดังเข้ามา ทั่วทั้งร่างของ อู่ อวี้
ก็ปรากฏบาดแผลขึ้นมากมาย
“การโจมตีด้วยเคล็ดวิชาเต๋าจากพลังศักดิ์สิทธิ์ ยาก
ที่จะต้านรับอย่างแท้จริง ถึงแม้ข้าจะมีกายาเพชร
อมตะระดับแรกอยู่ แต่ข้าก็ไม่สามารถทนรับการ
โจมตีอันเกรี้ยวกราดนี้ได้!”
“เว้นเสียแต่ว่า ข้าจะมีกายาเพชรอมตะที่แข็งแกร่ง
ยิ่งกว่านี้!”
“แต่น่าเสียดาย ที่หมิงซวงไม่ยอมมอบเคล็ดวิชาบ่ม
เพาะกายาเพชรอมตะระดับ 2 ให้กับข้า”
ข้อเสนอและเงื่อนไงแต่ละอย่างที่ หมิงซวง ว่ามานั้น
ทำให้ อู่ อวี้ ต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง ด้วยลักษณะ
นิสัยของเขานั้น เขาไม่ยินยอมที่จะตกเป็นหนี้ผู้อื่น
มากเกินไป แค่หนี้ที่เขาติดค้างหมิงซวงอยู่ตอนนี้ เขา
ยังไม่แน่ใจเลยว่าในอนาคต เขาจะสามารถจะชำระ
มันคืนได้ทั้งหมดหรือไม่
“หากมีกายาเพชรอมตะระดับ 2 แล้วข้าทำการ
ฝึกฝนบ่มเพาะจนเสร็จสิ้น ไม่เพียงแต่ ข้าจะทำการ
ดูดซับพลังฟูาดินจากเม็ดยาหลอมรวมลมปราณได้
มากขึ้น ข้ายังสามารถดูดซับเม็ดยาหลอมรวม
ลมปราณได้โดยตรงอีกด้วย หากต้องพบเจอ
สถานการณ์อย่างเช่นในวันนี้ หอกหรือดาบคงมิอาจ
ทำอะไรข้าได้ และไม่ต้องตกเป็นฝุายเสียเปรียบ
เช่นนี้!”
การโจมตีจากผู้ใช้กระบี่เบญจธาตุทั้ง 5 รวดเร็วดุดัน
และรุนแรงเกินไป ถึงแม้ว่า อู่ อวี้ จะมีร่างกาย
แข็งแกร่งเพียงใด ก็ไม่สามารถทนแบกรับต้านทาน
อำนาจทำลายล้างจากเคล็ดวิชาเต๋ามากมายเช่นนี้ได้!
ซึ่งสิ้งนี้ทำให้ อู่ อวี้ ได้ตระหนักถึงจุดอ่อนของตนเอง
” เคล็ดวิชาตรึงกายาไม่สามารถใช้ได้บ่อย ประการ
ที่หนึ่งก็คือเขาจำเป็นต้องไต่ตรองให้ถ้วนถี่ ประการที่
สองก็คือ มันเป็นวิชาที่เอาไว้ช่วยชีวิตในยามคับขัน
เท่านั้น!”
นี้เป็นเหมือนข้อห้ามสำหรับวิชาเต๋า หากไม่ตกอยู่ใน
สถานการณ์บีบคั้นวิกฤตจริง ๆ ก็ไม่ควรเผยไพ่ตาย
ออกมาให้ใครเห็น
“มีแต่ต้องพึ่งพาตัวข้าเท่านั้น!”
หลังจากครุ่นคิด เขายังคงตัดสินใจได้แล้ว
” ร่างจำแลงเซียนวานร!”
ท่ามกลางสายตาจากผู้ใช้กระบี่เบญจธาตุทั้ง 5 อู่ อวี้
กระโดดสูงพุ่งตัวขึ้นไปบนอากาศ จากนั้นเขาก็เปลี่ยน
ร่างกลายเป็นเซียนวานรทองคำอันสูงใหญ่ในทันที ขน
สีทองที่ขึ้นปกคลุมทั่วทั้งร่าง ดวงตาส่องประกายวาว
โรจน์ราวกับดวงอาทิตย์ พร้อมกับสัญลักษณ์ ‘卍’
(สวัสติกะ) ที่ส่องสว่างอยู่บนแผ่นหลัง มันทำให้พวก
เขารู้สึกตกตะลึง และ หวาดกลัวไปตาม ๆ กัน!
หลังจากเปลี่ยนร่างกายเป็นเซียนวานร ถึงแม้ว่าพลัง
ศักดิ์สิทธิ์ภายในร่างของเขาจะไม่ได้เพิ่มสูงขึ้น แต่
สมรรถภาพทางกาย พละกำลัง การปูองกัน และ
ความเร็ว ทั้งหมดต่างเพิ่มสูงขึ้น!
แต่สิ่งที่สำคัญสุดก็คือ การเปลี่ยนแปลงพลังอำนาจ
ของ อู่ อวี้ ในครั้งนี้ ทำให้พวกเขาทั้ง 5 ที่ห้อมล้อมตัว
ของตัวของ อู่ อวี้ อยู่นั้น ได้รู้สึกราวว่า อู่ อวี้ ได้
กลายเป็นสัตว์ปุาไปแล้ว ทั้งดุร้าย บ้าคลั่ง น่า
หวาดกลัว ซึ่งความรู้สึกคุกคามนี้ ได้ส่งผลกระทบต่อ
จิตใจของพวกเขา!
“พลองเทวะทะลวงจิต!”
อู่ อวี้ จ้องมองไปที่ผู้ใช้กระบี่ทองเพียงคนเดียวเท่านั้น
โดยที่ไม่สนใจเคล็ดวิชาเต๋าอื่น ๆ ที่พุ่งเข้ามา
“เขาเสียสติไปแล้ว จัดการเลย!”
ผู้ใช้กระบี่ทอง และ อู่ อวี้ต่างพุ่งเข้าประจันหน้ากัน
มือของผู้ใช้กระบี่ทองถูกดีดจนสะบัดออกราวกับแส้
ร่างของเขาลอยละล่องกระเด็นออกไป แขนของเขา
แทบจะหักทั้งหมด
เคล็ดวิชาเต๋าของทั้ง 4 คนที่เหลือ ถาโถมโจมตีเข้าใส่
ร่างกายของอู่ อวี้ ราวกับพายุคลั่ง
ก่อนการจำแลงร่าง อู่ อวี้ ทำได้เพียงตกเป็นฝุายที่
ต้านรับการโจมตีเท่านั้น อีกไม่นานผู้ใช้กระบี่ทองก็
ค่อยๆที่จะเริ่มฟื้นตัวกลับมา จากนั้นไม่นานเขาก็ได้
กลับเข้าร่วมกันต่อสู้อีกครั้ง แต่ อู่ อวี้ ไม่ปล่อยให้เป็น
แบบนั้น ในตอนนี้เขาบ้าคลั่งราวกับสัตว์ปุา เขา
กระโจนผ่านเคล็ดวิชาเต๋ามากมายที่ประดังเข้ามา
ปลายด้ามพลองพิชิตมาร หมุนควงกวาดฟาดเข้าใส่
ศีรษะของผู้ใช้กระบี่ธาตุทอง ส่งผลให้ฝุายตรงข้าม
ร้องโอดโอยออกมาอย่างเจ็บปวด จากนั้นก็หมดสติไป
ทันที!
ฟุบ!
อู่ อวี้ หันหลังกลับมายังฉับพลัน ส่งผลให้ผู้ใช้กระบี่ที่
เหลืออีก 4 คนต่างพากันก้าวถอยหลังออกไปสามก้าว
ด้วยความหวาดกลัว!
ในเวลานี้ อู่ อวี้ เปรียบดั่งเทพสงครามทองคำ
บาดแผลสองแห่งจากศาสตราเต๋ากระบี่ยาวที่อยู่บน
ร่างกายของเขา ในเวลานี้ทุกคนสามารถมองเห็นได้
อย่างชัดเจนว่า บาดแผลนั้นกำลังสมานตัวด้วย
ความเร็วที่สามารถมองดูด้วยตาเปล่า
“อา!”
ภาพนี้ ทำให้ผู้ใช้กระบี่ที่เหลือก้าวถอยหลังเป็นก้าวที่
สี่ด้วยสีหน้าอันหม่นหมอง
“จะเข้ามาอีกมั้ย?” ดวงตาที่ส่องแสงประกายวาว
โรจน์ของของ อู่ อวี้ มองผ่านมองกวาดผ่านไปที่ผู้ใช้
กระบี่
“โจมตี!”
ความหวาดกลัวทำให้พวกเขาไม่กล้าที่จะเข้าไป ผู้ใช้
กระบี่ทั้งสี่ต่างหันมามองหน้ากันและกัน ทันใดนั้นเอง
คำว่า “โจมตี” ก็ดังขึ้นมา แต่ในเวลานี้ กระบี่เบญจ
ธาตุทั้ง 5 ได้ถูกทำลายลงแล้ว ส่งผลให้ประสิทธิภาพ
ในการต่อสู้นั้นลดลงเป็นอย่างมาก การที่พวกเขา
เหลืออยู่ 4 คนนั้นถือได้ว่าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของฝุายตรง
ข้าม ผลลัพธ์คือ ผ่านไปเพียงไม่ถึง 10 ลมหายใจ ทั้ง
สี่คนต่างคุกเข่าลงพื้น พร้อมกับกรีดร้องร้องโหยหวน
ออกมา
“พวกเจ้าพ่ายแพ้แล้ว”
อู่ อวี้ พยายามทำให้จิตใจของเขามั่นคง จากนั้นก็
เปลี่ยนร่างคืนสู่รูปแบบมนุษย์ เขาสับเปลี่ยนอาภร
และนาบพลองพิชิตมารไว้ด้านหลัง จากนั้นก็เดินผ่าน
คนทั้งห้าไป
ผู้ใช้กระบี่ 4 คนที่ยังมีสติเหลืออยู่ ยังคงจ้องมองไปที่
อู่ อวี้ ด้วยร่างกายที่สั่นสะท้าน
พวกเขาตระหนักแล้วว่า ผู้ที่สามารถกลายเป็นศิษย์
ของเจ้านิกายได้นั้น ไม่เพียงแต่มีความสามารถและ
พรสวรรค์อันโดด แต่ยังต้องมีความมุ่งมั่นแน่วแน่อัน
แรงกล้าอีกด้วย!
พวกเขาคลานเปิดทางให้ สายที่จ้องมอง อู่ อวี้ ด้วย
ความหวาดกลัว ในเวลาเดียวกันก็ได้ปรากฏ ความ
ใฝุฝัน มุ่งหวังปรารถนา และ แรงบันดาลใจผสมปนเป
กันไป
และสิ่งที่อยู่ด้านหน้าของ อู่ อวี้ ในตอนนี้ ก็คือชั้นที่ 4
ของหอคัมภีร์
“เคล็ดวิชาเต๋าแรกของข้าเอ๋ย ตอนนี้ข้ามาหาเจ้าแล้ว!”
♡(⺣◡⺣)♡* เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ