กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 822: พินาศยอยยับ
บางที อู่ อวี้ อาจจะไม่รู้ตัวเองว่านับแต่เขามีร่างกลืน
สวรรค์ความคิดของเขาก็เปลี่ยนไป
เต๋าของเขาก็เปลี่ยนไปเช่นกัน สิ่งนี้ไม่สามารถพูดได้เต็ม
ปากว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ดี นั่นเพราะตัวเขายังคง
เป็นตัวของตัวเอง ฉะนั้นจึงสามารถพูดได้ว่าทั้งสองร่างมี
การเปลี่ยนแปลงบางอย่าง และเนื่องด้วยร่างกลืน
สวรรค์ก็คือร่างของเขา เมื่อเวลาผ่านไป ดังนั้นคำว่า
‘ระหว่าง’ ร่างต้นร่างรองจึงค่อย ๆ ลดหย่อนลงไป
แม้อนาคตร่างต้นของเขาอาจจะถูกสังหาร อู่ อวี้ ก็ยัง
สามารถพึ่งพาร่างกลืนสวรรค์ให้มีชีวิตรอดอยู่บนชมพู
ทวีปโลกธาตุนี้ได้ เป็นเพราะว่าร่างนี้เหมือนตนเองอย่าง
สมบูรณ์ทุกประการ
ปัจจุบันหน่วยกู้ชีพยังไม่มาถึงนับเป็นเรื่องผิดปกติ
หนานซาน หวางเยว่ ตกอยู่ในอันตราย ส่วนอีกหกชีวิต
กำลังอยู่ระหว่างวิกฤตแห่งความตาย อู่ อวี้ ไม่ใช่คนดื้อ
รั้นกระทำเรื่องที่ไร้ประโยชน์ ผู้คนมากมายที่อยู่บนโลก
นี้ไม่มีผู้ใดสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่าสิ่งใดถูกสิ่งใด
ผิดจริง ๆ เมื่อเขามีร่างกลืนสวรรค์ เขาก็ยอมรับ
ความสามารถในการกลืนกินของมัน ทั้งยังเชื่ออีกว่า
ตนเอง จะต้องแตกต่างจากบรรพชนมารกลืนสวรรค์
อย่างแน่นอน
ดังนั้น อู่ อวี้ จึงตัดสินใจ ระวังที่ฝั่ายตรงข้าม กำลัง
หลอกล่อให้เขาใช้ชีวิตแลกชีวิตกับ หนานซาน หวางเยว่
ร่างกลืนสวรรค์ในสภาวะหมอก ก็ลอยออกมาจาก
ด้านข้าง ลงสู่ปั่าเขาเบื้องล่าง บางทีอีกฝั่ายน่าจะเห็นก็
เป็นได้ แต่มันไม่สำคัญอีกต่อไป เพราะความสนใจของ
มันส่วนใหญ่อยู่บนร่างของ อู่ อวี้ และเนื่องจากว่า
ความสามารถของร่างกลืนสวรรค์ซึ่งมีความสามารถใน
การกลืนกิน แล้วจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นทุกครั้งที่ได้กลืนกิน
ยังคงเป็นความลับ ดังนั้นสถานการณ์ตอนนี้จึงค่อนข้าง
ยากลำบากอยู่บ้าง เพราะ กุ้ย เจิ้นเค่อ ไม่รู้
ความสามารถร่างกลืนสวรรค์ของ อู่ อวี้ จึงเพ่งเล็งแต่
เพียงร่างหลัก
ท่ามกลางรูปร่างไร้รักษ์ของร่างกลืนสวรรค์ มันค่อย ๆ
คืบคลานเข้าใกล้ซากศพของผู้ฝึกตนที่ถูกสังหารอย่าง
เงียบ ๆ เลือดเนื้อซากศพของผู้ฝึกตนที่ถูกสังหาร ไม่ต่าง
จากอาหารรสเลิศของร่างกลืนสวรรค์
” เวลาใกล้หมดแล้วจะทำอย่างไรล่ะทีนี้? ” กุ้ย เจิ้นเค่อ
จ้องมอง อู่ อวี้ ด้วยรอยยิ้ม
กล่าวได้ว่าเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่ออย่างแท้จริง
สถานการณ์ของคนทั้งหกมีการเปลี่ยนแปลงไปอีกครั้ง
ชายผู้หนึ่งกำลังต่อสู้กับคนหลายคนที่กำลังรุมโจมตี
ส่งผลให้คนผู้นั้นตายไปในทันที
ปัจจุบันหน่วยกู้ชีพก็ยังไม่มาถึง อู่ อวี้ จึงตระหนักได้ว่า
จะต้องมีปัญหาอันใดเกิดขึ้นแน่ ๆ หากดูจากระยะเวลา
ที่เขาส่งยันต์สื่อสารออกไปจวบจนปัจจุบันก็ถือว่านาน
มากแล้ว ความจริงเพียงแค่สัญญาณจากยันต์เพลิงเห
ยียนหวงดังขึ้น หน่วยกู้ชีพก็น่าจะปรากฏตัวกันแล้ว ต่อ
ให้ไม่สามารถแก้ไขวงเวทค่ายกลนี้ได้ อย่างน้อยก็น่าจะ
ปรากฏตัวให้เห็นอยู่แถวนี้แล้ว
หลังจากคนที่ 2 ตกตายไป กุ้ย เจิ้นเค่อ ก็ยังไม่รีบร้อน
มันยิ้มเหลือบมอง อู่ อวี้ แต่ดูเหมือนครั้งนี้มันจะล่วงรู้
ความคิดของเขา จากนั้นมันก็เอ่ยขึ้นว่า ” อย่าคิดให้
เปลืองสมอง ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังรออะไรอยู่ การที่เจ้านำ
ยันต์สื่อสาร 2 แผ่นออกไปก่อนหน้านี้เพื่อส่งข่าว เจ้าคง
ยังไม่รู้ว่าขอบเขตของวงเวทค่ายกลกว้างใหญ่เพียงใด
นอกจากนี้ข้ายังตั้ง ‘วงเวทปิดกั้นยันต์สื่อสาร’ ควบคุม
ไม่ให้ยันสื่อสารถูกส่งออกไป ฉะนั้นจะไม่มีผู้ใดมา
ช่วยเหลือเจ้าแม้แต่คนเดียว หลายปีที่ข้าตั้งค่ายกลวง
เวทนี้มา ข้าสามารถจัดการคนของเจ้าไปเป็นจำนวน
มาก แต่น่าเสียดายที่เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้ว่าข้าทำได้
อย่างไร ฮ่า ๆ ๆ !”
หลังจากอีกฝั่ายพูดจบ ก็ส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่าง
ชอบอกชอบใจ มันได้เผยความลับในสิ่งที่ไม่เคยพูดมา
ก่อน เป็นเพราะว่า อู่ อวี้ กำลังหมดหนทาง ไม่ว่าจะทำ
อะไรเขาก็ไม่สามารถใช้ยันต์สื่อสาร หรือ ยันต์เพลิงเห
ยียนหวงแจ้งข่าวไปถึงผู้อื่นได้ อีกทั้งชีวิตของ หนานซาน
หวางเยว่ ได้ตกอยู่ในกำมือของมันแล้ว ฉะนั้นจึงไม่เกรง
กลัวที่จะเอ่ยความลับนี้ออกมา อีกทั้งคำพูดนี้ยังสามารถ
ทำให้ อู่ อวี้ สิ้นหวัง จนต้องตัดสินใจ
นี่คือเหตุผลที่มันไม่รีบร้อน
สามารถคิดได้เพียงแค่ว่า ตอนนี้เหลือเพียง อู่ อวี้ กับอีก
ห้าคนที่กำลังคลุ้มคลั่งราวกับเสียสติ นอกจากนี้ดู
เหมือนว่าพวกมันยังทยอยตกตายไปทีละคน
อู่ อวี้ ไม่คาดคิดว่าอีกฝั่าย การจัดวางวงเวทค่ายกล
ดังกล่าวไว้ด้านนอก ผลลัพธ์ที่ได้จากวงเวทค่ายกลที่มัน
จัดวางขึ้นนี้นำพาซึ่งผลสำเร็จสูงสุดของพวกมันจริงๆ!
อีกทั้งสิ่งนี้ยังนำพาปัญหาใหญ่มาให้ อู่ อวี้ อีกด้วย!
ปัจจุบันซากศพของเหล่าผู้ฝึกตนที่ตกตายไป ได้
กลายเป็นเครื่องสังเวยสำหรับร่างกลืนสวรรค์
ยิ่งไปกว่านั้นหากปราศจากหน่วยกู้ชีพ เห็นได้ชัดว่า
สถานการณ์คงไม่มีทางเปลี่ยนไปแน่ ดังนั้น อู่ อวี้ ต้อง
เป็นผู้ช่วยเหลือ หนานซาน หวางเยว่ ด้วยตนเอง!
กล่าวได้ว่ายามนี้ ไม่มีโอกาสให้เขาลังเลใด ๆ แน่นอนว่า
อู่ อวี้ ซื่อตรงต่อเจตจำนงแห่งเต๋าของตนเอง คนลงมือ
กระทำโดยที่มิได้ตะขิดตะขวงใจแม้แต่น้อย
ระหว่างที่เผชิญหน้ากับกุ้ย เจิ้นเค่อ มันได้สร้างแรง
กดดันขึ้นภายในจิตใจของ อู่ อวี้ ครั้งแล้วครั้งเล่า
” ข้าขอถามอีกครั้งว่าคิดเห็นเช่นไร? หากเจ้ายินดีให้ข้า
ใช้ศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณกักขังเจ้า ข้าจะปล่อย
ตัวคนผู้นี้ออกไปทันที แถมยังปล่อยโอกาสให้หนีไปด้วย
” กุ้ย เจิ้นเค่อยังคงกล่าวหลอกล่อตะล่อมต่อไป
อย่างไรก็ตามคำเชื้อเชิญของมันไม่สอดคล้องกับ
พฤติกรรมชั่วช้าก่อนหน้านี้ ถึงแม้จะเป็นการใช้ชีวิตแลก
ชีวิต แต่ อู่ อวี้ ก็ไม่เชื่อว่ามันจะยอมปล่อย หนานซาน
หวางเยว่ ไปง่าย ๆ บางทีเปั้าหมายของมันอาจอยู่ที่ตัว
เขา กับ ซาน หวางเยว่ ส่วนคนที่เหลือจะต้องถูกสังหาร
ทิ้งอย่างแน่นอน
อู่ อวี้ ตระหนักดีว่า การใช้ชีวิตแลกชีวิตจะต้องไม่สำเร็จ
อย่างแน่นอน
สิ่งที่เขาไม่คาดคิดก็คือ ชั่วขณะนี้เองคนจากกองทัพ
เพลิงอัสนี ก็ลงมือห้ำหั่นสังหารกันด้วยดวงตาแดงก่ำ
ทันที บางทีอาจเป็นเพราะก่อนหน้านี้ ความสัมพันธ์
ระหว่างพวกมัน พังพินาศย่อยยับลงอย่างสิ้นเชิง
ผลักดันให้พวกมันเกลียดชังคั่งแค้นกันไปจนถึงขีดสุด
จนกระทั่งยามนี้พวกมันทุกคนคือศัตรูแห่งชีวิตและ
ความตายไม่อาจอยู่ร่วมโลกเดียวกันได้ บัดนี้ค่ายกลวง
เวทของ กุ้ย เจิ้นเค่อ ได้แสดงความน่าสะพรึงกลัว
ออกมาให้เป็นที่ประจักษ์แล้ว นั้นคือการสร้างความ
ปันปั่วนในจิตใจ โดยเริ่มต้นจากความบาดหมางแคลงใจ
เพียงเล็กน้อย ผลักดันไปจนถึงขีดสุด เพียงชั่วอึดใจ โดย
ไม่คำนึงเป็นชายหรือหญิง พวกมันต่างลงมือ
ประหัตประหารกันอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นศพร่วงโรย
กันทีละคน ๆ โลหิตเจิ่งนองสาดกระเซ็นไปทั่วทั้งท้อง
เวหา อาบย้อมธาราปฐพีเบื้องล่างจนเป็นสีแดงฉาน ใน
ท้ายสุดก็ปรากฏสตรีนางหนึ่งเหลือรอดเป็นคนสุดท้าย
สภาพของนางก็ไม่ต่างจากตายไปแล้วครึ่งหนึ่ง แม้ว่า
ความตายจะอยู่ใกล้เพียงเอื้อม แต่นางก็ยังไม่ยอมหยุด
เมื่อเห็นว่าไม่มีศัตรูคนใดหลงเหลือ นางก็จ้องเขม็งมายัง
อู่ อวี้ กับ กุ้ย เจิ้นเค่อ ทันที บัดนี้ทั่วทั้งสรรพางค์กาย
ของนางอาบฉโลมไปด้วยโลหิต ดวงตาสีแดงฉาน กรีด
ร้องคำราม กระชับศาสตราเต๋าวิถีแท้ในมือ พุ่งทะยาน
ประหัตประหารเข้าใส่ กุ้ย เจิ้นเค่อ ทันที กุ้ย เจิ้นเค่อ
แสยะยิ้ม จากนั้นมันก็สะบัดมีดสั้นในมือออกไป พุ่งตรง
ปักเข้าใส่กลางศีรษะของสตรีนางนั้น ปลิดชีพนาง
ในทันที
จวบจนกระทั่งปัจจุบัน ทหารจากกองทัพเพลิงอัสนีทั้ง 7
ได้ถูกสังหารตกตายไปภายใต้เงื้อมมือของค่ายกลนี้ หาก
ไม่ใช่เพราะ หนานซาน หวางเยว่ ถูกฝั่ายตรงข้าม
ควบคุมเอาไว้ คาดว่ายามนี้มันคงตกตายไปแล้ว
คาดว่าตัวตนและฐานันดรของพวกมันคงไม่นับว่าต่ำ
ต้อย นอกจากนี้ยังมีบิดามารดาที่ฝีมือสูงส่งยิ่ง อย่าง
น้อย ๆ พื้นฐานสุดต้องเป็นเจ้าแคว้น การที่พวกมันตก
ตายกันอยู่ที่นี่ คงกลายเป็นข่าวใหญ่โตครึกโครมเป็นแน่!
“ บนร่างของคนทั้ง 7 มีสมบัติพิเศษอยู่มากมายเลยใช่
หรือไม่? แล้วร่างแยกของเจ้าก็ต้องการมัน? หรือเจ้าจะ
ไม่คิดจะช่วยชีวิตสหายของตน เพราะต้องการนำสมบัติ
หลบหนีไปคนเดียว?” กุ้ย เจิ้นเค่อ จับจ้องมาที่เขาอย่าง
น่าสะพรึงกลัว
ยามนี้ อู่ อวี้ ทราบแล้วว่าบทบาทหลักของค่ายกลนี้ คือ
การกระตุ้นสร้างความไม่พอใจ ให้ผู้คนจมเข้าสู่โลกแห่ง
ความบ้าคลั่ง ทว่า อู่ อวี้ ก็มิได้ตกอยู่ภายใต้การควบคุม
ของโลกนี้ ดังนั้นเขาจึงไม่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นภายในสาย
ธารเบื้องล่าง
ภายในสถานที่แห่งนั้น ร่างกลืนสวรรค์กำลังเติบโตขึ้น
เรื่อย ๆ
ถึงแม้ว่า กุ้ย เจิ้นเค่อ จะมิได้รีบร้อนอันใด อย่างไรก็ตาม
เพื่อไม่ให้เรื่องราวบานปลาย มันจึงคิดจะจัดการ อู่ อวี้
โดยเร็วที่สุด
ดังนั้นในเวลานี้ เมื่อมันแลเห็นคนทั้ง 7 จากกองทัพ
มังกรเพลิงตกตายไปอย่างต่อเนื่อง ความสนใจทั้งหมด
ของมันจึงมุ่งมาที่ตัวของ อู่ อวี้
สิ่งที่ อู่ อวี้ ไม่ทราบก็คือ เพื่อรับประกันว่าคนทั้ง 7 จะ
ตกลงสู่ห้วงแห่งความโกลาหลอย่างแน่นอน กุ้ย เจิ้นเค่อ
จึงโคจรพลังแก่นแท้ตำหนักม่วงขยายขอบเขตการ
ทำงานของค่ายกลอย่างต่อเนื่อง ถือว่ากินพลังของมัน
อยู่ไม่น้อย หลังจากจัดการคนทั้งหมด ยามนี้มันจึงทุ่มเท
สมาธิทั้งหมดเพื่อจัดการกับ อู่ อวี้ เพียงคนเดียวเท่านั้น
” ข้าให้เวลาเจ้าคิดสิบลมหายใจ ถ้ายังตัดสินใจไม่ได้ ก็
อย่ามาตำหนิข้า ที่ส่งเจ้าปีศาจนี่ตามหลังคนทั้ง 7 ไป
อันที่จริงแล้วข้าไม่ได้อยากสังหารมันเลย เจ้าอย่าได้
ลังเลจนบังคับให้ข้าต้องลงมือจะได้หรือไม่? ”
มันยื่นคำขาดสุดท้าย หลังจากกล่าวจบ มันก็เริ่มนับถอย
หลัง ซึ่งการนับจำนวนดังกล่าว ถือเป็นช่วงเวลาเพียงสั้น
ๆ เท่านั้น
“สิบ!”
“เก้า!”
ยิ่งเวลานานลดลงเท่าไหร่ หัวใจก็ยิ่งเต้นระรัวมาก
เท่านั้น
อู่ อวี้ ร่างต้นยังมิได้ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย
กระทำเพียงแค่ขมวดคิ้ว และจับจ้องไปยังฝั่ายตรงข้าม
ภายใต้สายธารเบื้องล่าง หมอกทมิฬกำลังม้วนกวาดผ่าน
อย่างต่อเนื่อง กลืนเลือดเนื้อของเหล่าทหารในกองทัพ
เพลิงอัสนี บัดนี้ร่างกลืนสวรรค์กำลังเติบโตท้าทาย
ขีดจำกัดของตนอย่างต่อเนื่อง ผู้ฝึกตนทั้ง 7 กับปีศาจที่
อู่ อวี้ เคยกลืนกินก่อนหน้านี้ มีความแตกต่างกันอย่าง
ใหญ่หลวง เนื่องจากพลังแก่นแท้ตำหนักม่วงของพวก
มันเป็นธาตุร้อนตอน ก่อนหน้านี้ร่างกลืนสวรรค์ กลืน
กินเติบโตขึ้นภายในจักรวรรดิเปั่ยหมิง ดังนั้นธาตุยิ้มห
ยินในร่างจึงมีอยู่มากเกินไป อย่างไรก็ตามหลังจากกลืน
กินคนทั้ง 7 ทิศทางการพัฒนาของเขาก็มีความสมดุล
มากยิ่งขึ้น หนึ่งหยินหนึ่งหยางผสานรวมไปในทิศทาง
เดียวกัน…
หลังจากปรับสมดุลก็ก่อให้เกิดคุณประโยชน์อย่างใหญ่
หลวง ระหว่างที่อีกฝั่ายกำลังนับถอยหลัง ร่างกลืน
สวรรค์ก็ยังคงกลืนกินเปลี่ยนแปลงเป็นพลังของตนเอง
อย่างต่อเนื่อง เพียงชั่วอึดใจ ความแข็งแกร่งของร่าง
กลืนสวรรค์ก็พุ่งทะยานขึ้นเกินกว่าอาณาจักรก่อร่าง
กำเนิดที่เทวะขั้นที่ 9 จนแทบจะแตะระดับขึ้นไปถึงขั้นที่
10 ซึ่งสูงกว่าจิตเทวะของร่างต้นเล็กน้อย
พื้นฐานฝึกตนของ อู่ อวี้ ในปัจจุบัน ความแข็งแกร่งอยู่
ในระดับก่อร่างกำเนิดจิตเทวะ ขั้นที่ 8 ส่วนร่างกลืน
สวรรค์บัดนี้ได้ทะยานเข้าสู่ระดับก่อร่างกำเนิดจิตเทวะ
ขั้นที่ 10 เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งสูงกว่าร่างต้นอยู่พอสมควร
แต่แม้ว่าพื้นฐานฝึกตนของทั้งสองจะไม่สมดุลกัน อู่ อวี้
กลับยังสามารถควบคุมมันได้อย่างน่าอัศจรรย์
หลังจากผสานรวมกับศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญาณ
พิมานจักรพรรดิเปั่ยหมิง กล่าวได้ว่าพลังของร่างกลืน
สวรรค์ก็เพิ่มสูงขึ้นมากอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
จนบัดนี้ร่างกลืนสวรรค์เป็นอาวุธชิ้นเดียวที่ อู่ อวี้
สามารถต่อกรกับ กุ้ย เจิ้นเค่อ ได้!
——————————–
(´▽`).。o♡เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ