กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 826: ข่าวสําคัญ
หลังจากที่ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมอ่อนข้อกันเป็นเวลานาน
กุ่ย เจิ้นเค่อ ก็ยังไม่อาจหาหนทางที่จะจับกุมตัวของ อู่
อวี้ ได้อยู่ดี ดูเหมือนว่าภายนอกมันจะแสร้งทำเป็นยิ้ม
และเต็มไปด้วยความมั่นใจ ทว่าภายในใจของมันกลับ
เปี่ยมไปด้วยโทสะ!
ยามนี้มันกำลังไตร่ตรองหาหนทางที่จะทำให้ อู่ อวี้ ยอม
จำนน ฉับพลันนั้นใบหน้ามันเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่าง
รวดเร็ว มันจึงรีบเรียกคืนมีดที่กำลังไล่ล่า อู่ อวี้ พริบตา
ต่อมามันได้เร่งพุ่งทะยานลงสู่บนพื้น และมุดหายเข้าไป
ในพื้นดิน หายไปจากครรลองจักษุในชั่วพริบตา
เมื่อมันหายตัวไป ทั่วทั้งโลกใบนี้ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงที่
เรียกได้ว่าฟ้าดินพลิกตลบ ภูเขาและลำธารที่ถูกแช่แข็ง
หายไปจนสิ้น โลกแห่งนี้กำลังสลายลงอย่างเห็นได้ชัด
ภายในช่วงเวลาสั้นๆ โลกที่เต็มไปด้วยลาวาปรากฏขึ้น
อีกครั้ง บรรยากาศอันร้อนแรงผนวกกับกระแสลาวาที่
กำลังเคลื่อนตัว พุ่งเข้าโอบรอบกาย อู่ อวี้ อีกครั้ง แม้ว่า
มันจะมีอุณหภูมิที่ร้อนแรง ทว่า อู่ อวี้ ยังคงรู้สึกสบาย
ตัว เมื่อพิจารณาจากสิ่งนี้ก็อธิบายได้ว่าอีกฝ่ายได้
หลบหนีจากไปแล้ว แม้กระทั่งวงเวทค่ายกลก็ไม่ได้ถูกใช้
งานอีกต่อไป ในที่สุดเขากับ หนานซาน หวางเยว่ ก็
หลบหนีออกจากวงเวทนี้ได้สำเร็จ
การได้เห็นโลกที่เต็มไปด้วยลาวาและมีหมอกควันพวย
พุ่งออกมาจากทุกทิศ อู่ อวี้ ก็รู้แล้วว่า กุ่ย เจิ้นเค่อ ได้
หนีไปแล้ว อาจจะเป็นเพราะการมาถึงของชาวเหยียน
หวงหรืออาจจะเป็นผู้ที่ผ่านทางมาได้พบเจอกับการ
เปลี่ยนแปลงทางฝั่งนี้โดยบังเอิญ!
แน่นอนว่าเมื่อ อู่ อวี้ กำลังมองหาคนผู้นั้น พลันปรากฏ
เงาร่างของชายชราผู้หนึ่งที่มีผมสีขาว เป็นชายชราที่มี
รูปร่างสูงใหญ่ เปี่ยมล้นไปด้วยพลังอำนาจ สิ่งที่ทำให้คน
รู้สึกประทับใจที่สุดก็คือดวงตาของอีกฝ่ายที่เป็นสีม่วง
ราวกับเป็นสายอัสนี ในขณะที่ประสานสายตากับอีก
ฝ่าย อู่ อวี้ ก็รู้สึกปวดดวงเนตร เหมือนกับว่ากระแส
อัสนีสีม่วงพุ่งทะลวงเข้ามาโจมตีใส่นัยน์ตาของเขา!
คนผู้นี้น่าจะมาจากกองทัพเพลิงอัสนี อย่างไรก็ตามเมื่อ
มองดูจากชุดเกราะสีม่วงดำที่อยู่บนร่างของเขา ก็จะ
เห็นได้ว่าสถานะของเขาจะต้องสูงส่งกว่าขุนพลมังกร
ซ่อนอย่างแน่นอน โดยทั่วไปแล้วขุนพลมังกรฟ้าแห่ง
กองทัพเพลิงอัสนีจะไม่ค่อยปรากฏตัวในสถานที่แห่งนี้
หากเป็นเช่นนี้นคนผู้นี้น่าจะเป็นขุนพลลำดับสอง ขุนพล
เพลิงอัสนี!
ความแข็งแกร่งของคนผู้นี้อยู่ในระดับขั้น 3 ภัยพิบัติ
ค้นหาเต๋า และยังเห็นได้ชัดว่าพลังฝึกตนของคนผู้นี้อยู่
เหนือล้ำกว่า กุ่ย เจิ้นเค่อ มิฉะนั้นมันก็คงไม่หลบหนีหัว
ซุกหัวซุนไปเช่นนี้!
เนื่องจากว่าอีกฝ่ายเป็นคนของกองทัพเพลิงอัสนี เขาจึง
ระแวดระวังตัวพอสมควร เพราะท้ายที่สุด อู่ อวี้ ได้
เขมือบกลืนร่างของผู้ฝึกตนทั้ง 7 คนนั้นไป
ยามนี้ กุ่ย เจิ้นเค่อ หลบหนีจากไปแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น กุ่ย
เจิ้นเค่อ ก็ไม่ได้ล่วงรู้ถึงเรื่องที่ อู่ อวี้ ได้กลืนร่างพวกมัน
ไป จึงเป็นเรื่องยากที่มันจะแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป
เช่นนั้นแม้ว่า อู่ อวี้ จะต้องเผชิญหน้ากับ ขุนพลเพลิง
อัสนี เขาก็ไม่ได้รู้สึกหวาดกลัว
ก่อนหน้านี้ร่างกลืนสวรรค์ของเขาได้เปลี่ยนกลายเป็น
หมอกทมิฬและแทรกซึมเข้าไปอยู่ในเสื้อผ้าของเขา ยาม
นี้จึงเหลือเพียงแค่เขากับ หนานซาน หวางเยว่ ที่ยืนอยู่
ที่นี่ อีกฝ่ายสังเกตพวกเขา จากนั้นสายตาก็ตกไปอยู่ที่
ร่างของ อู่ อวี้
“ที่แท้ก็เป็นราชอารักษ์เล่อนี่เอง เหตุไฉนราชอารักษ์เล่อ
ไม่อยู่ภายในนครเทวะ แต่กลับมาปรากฏตัวที่นี่? ยิ่งไป
กว่านั้น หากข้าคาดเดาไม่ผิด ผู้ที่เพิ่งจะหลบหนีไปน่าจะ
เป็น กุ่ย เจิ้นเค่อ ใช่หรือไม่?” ขุนพลเพลิงอัสนีลอบ
สังเกตดู อู่ อวี้ และ หนานซาน หวางเยว่ จากนั้นก็เอ่ย
ขึ้น
เมื่อได้ยินเช่นนั้นแล้ว ดูเหมือนว่า กุ่ย เจิ้นเค่อ จะมี
ชื่อเสียงค่อนข้างมากทีเดียว
อู่ อวี้ พยักหน้าตอบรับแล้วกว่าว่า “ข้ามาที่นี้เพรราะ
ได้รับการยินยอมจาก ซู เฉินหยาง แห่งกองทัพมังกร
เพลิง ข้าเข้ามาเพื่อหาประสบการณ์ แต่ทว่ากลับตกเข้า
สู่วงเวทของ กุ่ย เจิ้นเค่อ โชคดีที่ท่านมาถึงและ
ช่วยเหลือข้าเอาไว้ อย่างไรก็ตาม ขอถามหน่อยว่าท่าน
เป็นขุนพลเพลิงอัสนีแห่งกองทัพเพลิงอัสนีหรือไม่?”
“ซู เฉินหยาง ชายหนุ่มผู้มีอนาคตไกล…ไม่ผิด ข้ามีนาม
ว่า เหลยทิง เป็นขุนนพลเพลิงอัสนี” ยามนี้อีกฝ่ายยังไม่
รู้เรื่องที่เกิดขึ้น ดังนั้นจึงมีท่าทีสบายๆ และเขาก็ไม่ได้ไล่
ตาม กุ่ย เจิ้นเค่อ เห็นได้ชัดว่า กุ่ย เจิ้นเค่อ มีชื่อเสียง
โด่งดังและยากที่จะติดตามจับกุมตัวได้
หลังจากที่ยืนยันตัวตนของ เหลยทิง อู่ อวี้ จึงรู้ว่าเขาไม่
ควรจะปิดบังเรื่องของทั้ง 7 คน เช่นนั้นเขาจึงกล่าว
ออกมาตรงๆ “ข้ามีเรื่องที่จำเป็นจะต้องบอกท่าน
ในขณะที่ข้าตกเข้าสู่วงเวทนี้ ยังมีขุนพลมังกรซ่อนแห่ง
กองทัพเพลิงอัสนีอีก 7 คน วงเวทของ กุ่ย เจิ้นเค่อ วง
เวทนี้มีความสามารถในการสร้างความสับสนในจิตใจ
ของคนที่ตกเข้าสู่กับดักของมัน มันจึงได้ชี้นำให้ขุนพล
มังกรซ่อนทั้ง 7 เข่นฆ่ากันเอง และด้วยความสามารถ
ของตัวข้าก็ทำได้เพียงแค่ช่วยเหลือผู้ติดตามข้างกายข้า
เท่านั้น ไม่อาจขัดขวางการสังหารกันเองของคนทั้ง 7 ได้
และเพราะว่ามันเกิดขึ้นกะทันหัน ข้าก็เลยไม่ได้รู้ชื่อแซ่
ของพวกเขา จึงจดจำได้เพียงแค่ เหลียงเซิง และ หว่าน
เอ๋อ 2 คนเท่านั้น”
“เจ้าว่ากระไรนะ?” ใบหน้าที่สงบนิ่งของอีกฝ่ายพลัน
เปลี่ยนไป ในฐานะที่เป็นขุนพลเพลิงอัสนี แน่นอนว่าเขา
ย่อมรู้จักคนเหล่านี้ดี ทั้ง 7 คนจัดตั้งกลุ่มขึ้นมาก็เพื่อเข้า
มาหาประสบการณ์ในสถานที่แห่งนี้ จึงไม่น่าแปลกใจ
มากนักที่พวกเขาจะรู้จักกัน นอกจากนี้บางทีพวกมัน
อาจจะเป็นขุนพลมังกรซ่อนใต้สังกัดของเขาก็เป็นได้! ไม่
แน่ว่ายันต์สื่อสารที่พวกมันส่งออกไป อาจจะติดต่อกับ
คนผู้นี้ก็เป็นได้ เพียงแต่ว่ายันต์สื่อสารถูก กุ่ย เจิ้นเค่อ
ขัดขวาง!
ยามนี้อีกฝ่ายจึงเกิดความรู้สึกตะลึงอย่างช่วยไม่ได้!
อู่ อวี้ กล่าวออกมาด้วยท่าทีจริงจังว่า “นี่คือสิ่งที่ข้าพบ
เจอด้วยตัวเอง กุ่ย เจิ้นเค่อ นั้นโหดเหี้ยมและเก่งกาจ
ความรู้ในด้านของวงเวทมันอยู่ในระดับสูง ข้ายังต้อง
อาศัยเคล็ดอิทธิฤทธิ์ จึงสามารถหนีรอดจากการไล่
สังหารของอีกฝ่าย ทว่าน่าเสียดายที่ทั้ง 7 คนไม่ได้โชคดี
เช่นข้า ทั้ง 6 คนนั้นสังหารกันเองจนตาย แต่สตรีคน
สุดท้ายนางถูกจัดการโดยฝีมือของ กุ่ย เจิ้นเค่อ!”
“มันคือ ‘วงเวทผนึกวิญญาณโลหิต’” หลังจากที่ อู่ อวี้
กล่าวจบ เหลยทิง ก็กล่าวนามของวงเวทนี้ออกมาทันที
อีกฝ่ายน่าจะคุ้นเคยกับ กุ่ย เจิ้นเค่อ เป็นอย่างดี!
เมื่อ อู่ อวี้ เอ่ยจบ เหลยทิง ก็รู้ได้ทันทีว่าเรื่องที่ทั้ง 7 คน
ตายไปนั้นคือเรื่องจริง!
นี่ถือเป็นเรื่องใหญ่ ท้ายที่สุดแล้วคนเหล่านี้เป็นขุนพล
มังกรซ่อนที่มีอายุน้อย เป็นเหมือนกับเสาหลักในอนาคต
ของอาณาจักรโบราณเหยียนหวง บิดามารดาของพวก
มันส่งตัวมาอยู่ในกองทัพเพลิงอัสนี ทว่าพวกมันก็ไม่
คาดคิดว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น!
ใบหน้าของ เหลยทิง เป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด เขาลอง
กวาดสายตามองไปรอบๆ พริบตานั้นเขาได้เก็บรวบรวม
ถุงจักรวาลและศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอดวิญญาณของ
คนเหล่านั้น เนื่องจากภายใต้สถานการณ์ที่เร่งด่วน กุ่ย
เจิ้นเค่อ จึงไม่ได้เก็บสมบัติเหล่านี้ไป
“ไยจึงเหลือแต่สมบัติแล้วร่างของพวกเขาอยู่ไหนกัน?”
เหลยทิง เอ่ยถามด้วยความสงสัย เรื่องที่ใหญ่โตเช่นนี้
จำเป็นจะต้องเหลือร่างของพวกเขาเอาไว้สิถึงจะถูก
อู่ อวี้ ได้คิดเอาไว้แล้วว่าเขาควรจะตอบเช่นไร จึงเอ่ยขึ้น
อย่างเป็นธรรมชาติ “ข้าก็เห็นมันได้ไม่ชัด อาจจะเป็นไป
ได้ว่า กุ่ย เจิ้นเค่อ ได้นำร่างของพวกเขาไปด้วย
ท้ายที่สุด มันอาจจะใช้เคล็ดวิชานอกรีตกับร่างของพวก
เขามาทำการสร้างเป็นเคล็ดวิชาเต๋าอันร้ายกาจ”
“ทำไมมันจึงนำซากศพไปแต่กลับไม่นำสมบัติล้ำค่า
เหล่านี้ไปด้วย?”
อู่ อวี้ ก็กล่าวว่า “เรื่องนี้ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน คาดว่าหากมัน
นำสิ่งเหล่านี้ไปก็ไม่สามารถใช้งานมันได้ เดิมทีมันก็
ต้องการสังหารพวกข้าอยู่แล้ว ตราบใดที่พวกข้าตายไป
ก็จะไม่มีผู้ใดรู้ว่ามันเป็นผู้ลงมือ และหากนำสมบัติ
เหล่านี้ไปอาจจะนำพาซึ่งปัญหามาสู่ตัวมันแทน สำหรับ
ซากศพ แน่นอนว่ามันอาจวิธีการจัดการอยู่อีกมากมาย
ที่ทำให้พวกเราไม่สามารถมองออก”
คำอธิบายของ อู่ อวี้ ล้วนสมเหตุสมผล ที่สำคัญคือ
ความเป็นความตายของพวกมัน ดังนั้นร่างของพวกมัน
จึงไม่สำคัญอีกต่อไป ยามนี้ เหลยทิง กำลังลองติดต่อ
พวกมันแต่แน่นอนว่าย่อมไม่สำเร็จ
เขาไม่ได้กล่าวอะไรเพิ่ม แต่ให้ อู่ อวี้ รอก่อน จากนั้นก็
ส่งยันต์สื่อสารออกไปหลายแผ่น คาดว่าเขาน่าจะนำ
เรื่องที่เกิดขึ้นที่นี่ออกไปสู่ภายนอก
“เจ้าอย่าเพิ่งไป เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ และสิ่งที่ข้ารู้
ในตอนนี้ล้วนมาจากปากของเจ้าเท่านั้น บิดามารดาของ
พวกเขาย่อมต้องอยากรู้สิ่งที่เกิดขึ้นด้วยเช่นกัน ”
อู่ อวี้ เป็นเพียงคนเดียวที่เอาชีวิตรอดจากที่นี่ได้ พ่อแม่
ของพวกมันจะต้องอยากจะพบเขาอย่าง และแน่นอนว่า
ฆาตกรคนนั้นก็คือ กุ่ย เจิ้นเค่อ
แม้ว่าจะไม่รู้เรื่องของร่างกลืนสวรรค์ แต่คนอื่นๆจะต้อง
ซักถามเขา และหากจับตัว กุ่ย เจิ้นเค่อ มาได้ ก็จะรีด
เค้นถามจากมัน ซึ่งเป็นไปได้ว่ามันอาจจะสร้างปัญหา
ให้กับ อู่ อวี้
อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่เป็นเรื่องแน่นอนคือเรื่องที่ กุ่ย
เจิ้นเค่อ เป็นผู้สังหารพวกมันทั้ง 7 คน การตายของพวก
มันไม่มีสิ่งใดที่เกี่ยวข้องกับ อู่ อวี้ สำหรับเรื่องก่อนหน้า
นี้ที่ว่าพวกมันคิดจะแย่งชิงศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอด
วิญญาณนอกรีตที่ อู่ อวี้ ได้รับมาจากชาวกุ่ยเหยียน ก็
ไม่เกี่ยวกับ อู่ อวี้ เช่นกัน เป็นพวกมันที่หาเรื่องเอง
ความหมายของ เหลยทิง คือให้ อู่ อวี้ กลับไปที่ป้อม
เพลิงอัสนีด้วยกันกับเขา หลังจากที่เขานำเรื่องที่เกิดที่นี่
บอกกับผู้อาวุโสของทั้ง 7 คนแล้ว พวกเขาจะต้องรีบ
ตรงมาที่ป้อมเพลิงอัสนีอย่างแน่นอน
น่าจะผ่านมาสักพักแล้วที่ไม่ได้เกิดเรื่องร้ายแรงเช่นนี้
ขึ้นกับ 8 กองทัพหลักภายในพิภพอเวจีแห่งนี้
“กุ่ย เจิ้นเค่อ ผู้นี้ สร้างความเสียหายให้กับ 8 กองทัพ
มากมาย ทว่าด้วยความเชี่ยวชาญในด้านวงเวทของมัน
จึงหลบหนีเอาตัวรอดได้เสมอมา หากไม่สามารถจับเป็น
มันได้ ก็จงสังหารมันซะ ไม่เช่นนั้นมันอาจจะเกิดเรื่องที่
เลวร้ายยิ่งกว่านี้!”
ยามนี้ เหลยทิง โกรธเกรี้ยวยิ่ง แต่เขาก็ไม่อาจทำอะไรได้
ในส่วนลึกของพิภพอเวจีเป็นพื้นที่ของชาวกุ่ยเหยียน
ความตั้งใจเดิมของชาวเหยียนหวงที่ไว้ชีวิตชาวกุ่ยเห
ยียน ก็เพื่อให้ผู้เยาว์ของชาวเหยียนหวงได้ฝึกฝนหา
ประสบการณ์ แน่นอนว่าชาวเหยียนหวงมีความ
แข็งแกร่งเหลือล้นที่จะกำจัดชาวกุ่ยเหยียน ซึ่งหากเป็น
เช่นนี้ ชาวกุ่ยเหยียนก็สควรจะล่มสลายไปเมื่อหลายปี
ก่อนหน้านี้แล้ว จึงเป็นมุมมองที่แจ่มแจ้งว่าชาวเหยียน
หวงคิดจะเก็บพวกมันเอาไว้
อย่างน้อยจอมจักรพรรดิโบราณเหยียนหวงก็ไม่ได้มี
คำสั่งออกมา คนอื่นจึงไม่อาจจะจัดการถอนรากถอน
โคนพวกมันได้ ยิ่งไปกว่านั้นหากหลังจากที่ กุ่ย เจิ้นเค่อ
สังหารคนแล้วเร่งไปหลบซ่อนตัวอยู่ในส่วนลึกของพิภพ
อเวจี การจะหาตัวมันให้เจอคงไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป
วัตถุประสงค์ที่ อู่ อวี้ มายังพิภพอเวจีแห่งนี้ ก็เพื่อ
ยกระดับให้ร่างกลืนสวรรค์ของเขาแข็งแกร่งพอที่จะอยู่
เหนืออาณาจักรจิตเทวะของร่างหลัก
เมื่อบรรลุผล เช่นนั้นเขาก็ไม่จำเป็นจะต้องรั้งอยู่ภายในที่
แห่งนี้อีก ส่วนการไปที่ป้อมเพลิงอัสนีก็ไม่ได้สลักสำคัญ
อะไรต่อเขาอยู่แล้ว
ระหว่างทางที่ อู่ อวี้ กำลังเดินทางกลับไปพร้อมกับเหล
ยทิง เขาก็ได้รับยันต์สื่อสาร ไม่คิดว่านี่จะเป็นยันต์
สื่อสารที่ส่งมาจาก ชวีอิ๋น ผู้บัญชาการแห่งกองทัพมังกร
เพลิง บนยันต์สื่อสารมีข้อความว่า “โอรสเล่อออกมา
จากการปิดด่านฝึกตนแล้ว 5 วันหลังจากนี้ จะมีการจัด
พิธีแต่งตั้งบรรดาศักดิ์ขึ้นภายในนครเทวะ เจ้าจงรีบ
กลับมาภายใน 5 วัน”
ยามนี้ โอรสเล่อ ก็ได้ออกจากการปิดด่านแล้ว ถึงเวลาที่
เขาจะต้องเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายสักที
ประจวบเหมาะกับที่ อู่ อวี้ ไม่ค่อยอยากไปที่ป้อมเพลิง
อัสนีเท่าไหร่ ดังนั้นเขาจึงนำยันต์สื่อสารแผ่นนี้ให้ เหล
ยทิง อ่านดู ทั้งตำแหน่งและสถานะของ ชวีอิ๋น ล้วนอยู่
เหนือกว่า เหลยทิง ยิ่งไปกว่านั้นเรื่องนี้ยังเกี่ยวข้องกับ
พิธีแต่งตั้งบรรดาศักดิ์ของราชอารักษ์เล่อ จึงถือเป็นเรื่อง
ที่สำคัญสำหรับโอรสเล่อทั้งยังเป็นราชโองการของ
จักรพรรดิโบราณเหยียนหวงอีกด้วย แน่นอนเขาย่อมไม่
มีความกล้าหาญพอที่จะขัดคำสั่ง หลังจากที่ไตร่ตรองดู
เขาก็กล่าวเพียงว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าก็จงกลับไปที่
นครเทวะก่อนเถอะ แต่หลังจากที่พิธีแต้งตั้งบรรดาศักดิ์
เสร็จสิ้นแล้ว บิดามารดาของพวกเขาอาจจะไปที่นครเท
วะเพื่อหาตัวเจ้า”
“ไม่มีปัญหา”
อู่ อวี้ พยักหน้าตอบรับ จากนั้นก็เดินทางพร้อมกับ เหล
ยทิง มุ่งหน้าไปยังป้อมมังกรเพลิงเพื่อเตรียมตัวกลับนคร
เทวะ
หลังจากผ่านไปไม่นาน พวกเขาก็มองเห็นป้อมมังกร
เพลิง
ยามนี้เรื่องต่างๆยังไม่มาถึงที่นี่ ดังนั้นป้อมมังกรเพลิงจึง
อยู่ในความสงบ
——————————–
(´▽`).。oเพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ