กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 827: คนทั้งสี่
จากหลุมขนาดใหญ่ใจกลางป้อมมังกรเพลิง ขึ้นมาจนถึง
ป้อมมังกรเพลิง
ขั้นตอนการข้ามผ่านหลุมโบราณนี้ อันที่จริง อู่ อวี้ มี
ประสบการณ์ถูกตรวจสอบผ่านค่ายกลวงเวทมา
มากมายหลายชนิด อีกอย่างเขาเข้าสู่พิภพอเวจีผ่านทาง
ป้อมมังกรเพลิงมาก่อน ดังนั้นค่ายกลบางส่วน จึงบันทึก
ข้อมูลของเขาเอาไว้บ้างแล้ว ไม่เช่นนั้นค่ายกลของป้อม
มังกรเพลิงคงคิดว่าเขาเป็น ‘ชาวกุ่ยเหยียน’ หรือไม่ก็
ปีศาจจากพิภพอเวจี หรืออาจจะเป็นสรรพวิญญาณ
หากค่ายกลนี้ตรวจจับได้ว่าไม่ใช่คนของเหยียนหวง มัน
จะทำการขับไล่ทันที หรือไม่ก็โจมตีทำลายล้างให้สิ้นชีพ
ลงไป
เมื่อ อู่ อวี้ กับ หนานซาน หวางเยว่ ปรากฏตัวขึ้น ค่าย
กลเหล่านี้จึงไม่ได้มีการเคลื่อนไหวหรือต่อต้านใด ๆ
ส่งผลให้ทั้งสองเดินทางมาถึงป้อมมังกรเพลิงได้อย่าง
ราบรื่น
ปัจจุบันป้อมมังกรเพลิง มีองครักษ์มังกรเพลิงอยู่เป็น
จำนวนมาก ส่วนใหญ่ยังมีอายุอานามเพียงน้อยนิด พวก
มันได้รับการฝึกฝนจากป้อมมังกรเพลิง ทั้ง ๆ ที่เพิ่ง
มาถึงที่นี่ แต่ดูเหมือนพวกมันจะดูวุ่นวายชุลมุนกันมาก
เนื่องจากหลายคนเตรียมตัวที่จะเข้าสู่พิภพอเวจี พิภพ
อเวจีเป็นพื้นที่ต่อสู้ทดสอบของพวกมัน ส่วนป้อมมังกร
เพลิงคือฐานทัพมีไว้สำหรับพักผ่อนเติมพลัง
อู่ อวี้ กำลังตามหาคนพาเขาออกจากป้อมมังกรเพลิง
ซู เฉินหยาง กับคนอื่น ๆ ยังไม่ได้เข้าสู่พิภพอเวจี กลุ่มที่
ตัวมันเป็นผู้นำมายังอยู่ระหว่างการเตรียมตัว ส่วนใหญ่
เพิ่งเคยมาที่นี่เป็นครั้งแรก ดังนั้นจึงจำต้องเตรียมตัว
เตรียมใจเอาไว้ให้มาก คาดว่าน่าจะมาพักอยู่ที่ป้อม
มังกรเพลิง ก่อนจะเข้าไปในพิภพอเวจี
การที่ อู่ อวี้ เพิ่งกลับมาจากพิภพอเวจี ย่อมเป็นเรื่อง
ธรรมดา ที่คนทั้งสองจะได้รับความสนใจ ซึ่งเขาเองก็
กำลังตามหาพวกมันอยู่เช่นกัน
“ เอ้า! ทำไมรีบออกมาเร็วนักเล่า หรือว่ากลัวจนหัวหด?
” ทันทีที่ ซู เฉินเยวียน เห็นทั้งสอง ด้วยความเกลียดชัง
ที่ท่วมท้นอยู่ภายในจิตใจ มันจึงต้อนรับเขาทั้งสองด้วย
คำพูดถากถางทันที
“เราต้องกลับนครเทวะแล้ว ช่วยเปิดป้อมมังกรเพลิงให้
ข้าหน่อย” ตอนนี้ภายในหัวของ อู่ อวี้ มีแต่ข่าวของโอรส
เล่อ ซู เฉินหยาง กับ ซู เฉินเยวียน ไม่สามารถดึงดูด
ความสนใจของเขาได้
“ นี่จะไปทันทีเลยงั้นหรือ? พิภพอเวจีน่ากลัวถึงเพียง
นั้นเชียว! กว่าจะมาที่นี่ได้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ ไปแค่
เพียงไม่กี่วันก็หวาดกลัวจนฝ่อแล้วงั้นหรือ ? ” ซู เฉินเย
วียน ยังคงพยายามพูดถากถางต่อไป ทั้งยังอดหัวเราะ
ขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ดูเหมือนว่าความพ่ายแพ้ครั้งก่อน
จะทำให้มันไม่พอใจยิ่ง
ด้วยเพราะกำลังเร่งรีบ อู่ อวี้ เกียจคร้านที่จะใส่ใจใน
คำพูดของมัน เขาจึงพูดขึ้นว่า ” โอรสเล่อออกจากการ
ปิดด่านฝึกตนแล้ว ข้าต้องรีบกลับไปเข้าร่วมพิธีแต่งตั้ง
ไม่มีเวลาพูดคุยไร้สาระกับเจ้า”
เมื่อได้ยินนามโอรสเล่อ ซู เฉินเยวียนก็เลิกส่อเสียดเยาะ
เย้ย สีหน้าของมันแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาแล้วหันมองไป
ซู เฉินหยาง
ซู เฉินหยาง ไม่ได้เอื้อนเอ่ยคำพูดใด แล้วก็หยิบยันต์
สื่อสารออกมา หลังจากนั้นไม่นาน อู่ อวี้ ก็เห็นปราการ
บนท้องฟ้าเปิดช่องว่างขนาดกว้างพอที่เขากับ หนาน
ซาน หวางเยว่ ออกไปได้
“ ขอบคุณ” ซู เฉินหยาง เปิดทางออกให้กับเขาอย่าง
ง่ายดาย อู่ อวี้ จึงเอ่ยขอบคุณอย่างไม่เป็นทางการ
จากนั้น อู่ อวี้ กับ หนานซาน หวางเยว่ ก็บินทะยานขึ้น
ไปบนท้องเวหา
” อู่ อวี้ เข้าร่วมพิธีแต่งตั้งบรรดาศักดิ์ อย่าได้ทำตัว
อัปยศนักเล่า ” ระหว่างที่ อู่ อวี้ ทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้า
ซู เฉินเยวียน ก็กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาดังไล่หลังขึ้นมา
ซึ่งเขาไม่รู้ว่ามันหมายความว่าอันใด
อู่ อวี้ ขี้เกียจสนใจกับความหมายแอบแฝงที่มันซ่อนมา
ในคำพูด หลังจากเขากับ หนานซาน หวางเยว่ ออกจาก
ป้อมมังกรเพลิง ทั้งสองก็ขี่เมฆาตลบฟ้าตรงดิ่งไปยังนคร
เทวะทันที เป็นระดับความเร็วที่มากกว่าตอนขามาอย่าง
เทียบกันไม่ติด ฉะนั้นเขาน่าจะใช้เวลาเพียงแค่หนึ่งหรือ
สองวัน ก็น่าจะถึงนครเทวะ
ถึงแม้ หนานซาน หวางเยว่ จะรู้เรื่องเกี่ยวกับโอรสเล่อ
มาแล้วก็ตาม ทว่าเมื่อได้ยิน อู่ อวี้ กล่าวออกมาเช่นนั้น
มันก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงตึงเครียดว่า ” เรื่องเกี่ยวกับ
เส้นทางเซียนบรรพกาล บอกตามตรงจนป่านนี้ยังไม่รู้
วิญญาณภูตผีนั้นเป็นอย่างไร ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องเผชิญหน้า
กับชายผู้นี้ จะใช้วิธีเดิม หรือด้นสดไปตามสถานการณ์
เลย ”
อู่ อวี้ เข้าใจทันที ไม่จำเป็นต้องเห็นหน้ามันก็รู้ว่าตอนนี้
มันกำลังหวาดกลัวเป็นอย่างมาก
แน่นอนว่าเมื่อมาถึงขั้นนี้ก็ต้องด้นสดไปตามสถานการณ์
นอกจากนี้เขายังเตรียมมาพร้อมจากพิภพอเวจีแล้ว
ดังนั้นเขาจึงรีบกลับนครเทวะอย่างรวดเร็ว โดยไม่ลังเล
ใด ๆ
อาณาจักรโบราณเหยียนหวง มีขนาดกว้างใหญ่ไพศาล
เป็นอย่างยิ่ง และทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้งเป็นเพียงหนึ่ง
ในดินแดนใต้อาณัติเท่านั้น ด้วยขนาดที่กว้างใหญ่มาก ๆ
ทำให้มันมีขนาดมากกว่าจักรวรรดิเป่ยหมิงถึง 2 เท่า
เมื่อมองลงมาจากฟากฟ้า จะเห็นได้ว่าที่สถานที่แห่งนี้
คือดินแดนศักดิ์สิทธิ์อันกว้างใหญ่ กลิ่นอายฟ้าดินแผ่
ขยายปกคลุมไปทั่วทุกแห่งหน สิ่งมีชีวิตทุกผู้คนล้วน
ฝึกฝนเป็นผู้ฝึกตนทั้งสิ้น โดยมีความใฝ่ฝันปรารถนา
อยากกลายเป็นเซียนอมตะ!
ในดินแดนแห่งนี้ ภายใต้รัศมีกลิ่นอายฟ้าดินที่แผ่ขยาย
ปกคลุม มีสมบัติวิเศษและวิญญาณเซียนอยู่มากมายนับ
ไม่ถ้วน นอกจากนี้ยังมีมรดกของบรรพชนที่ถูกทิ้งไว้ให้
ชนรุ่นหลังอีกมากมาย รวมถึงค่ายกลวงเวท แผ่นยันต์
เครื่องราง ศาสตราเต๋าวิถีแท้จากโบราณกาล
ชาวเหยียนหวงได้รับการสืบทอดมาหลายชั่วอายุคนแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นความงดงาม ความรุ่งโรจน์ ความสุขแล
ความเศร้า ถูกสรรค์สร้างอยู่ภายในชมพูทวีปโลกธาตุ
มาแล้วมากมายนับไม่ถ้วน!
จวบจนปัจจุบันผู้คนเหยียนหวง ยังคงครองโลกอยู่จนถึง
ทุกวันนี้! มรดกตกทอดถูกส่งต่อมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่า
จะเป็นภูมิปัญญาหรือความเลื่อมใสศรัทธา ถูกส่งต่อจาก
รุ่นสู่รุ่นจนถึงลูกหลานในอนาคต!
ไม่ว่าจะไปที่ใดเปลวเพลิงอันโชติช่วงชัชวาล พลันกวาด
ผ่านไปทั้งโลกหล้า นี้คือชาวเหยียนหวง ผู้ฝึกตนแห่ง
เปลวเพลิงผู้มีความมุ่งมั่นกระตือรือร้นอย่างแรงกล้า!
หลังจากผ่านดินแดนนี้แล้ว สามารถพบเห็นผู้ฝึกตนนับ
ไม่ถ้วน อู่ อวี้ แอบรู้สึกตื่นตระหนกอยู่ในใจ ทุกผู้คน
กำลังแสวงหาไล่ตามความฝัน อันที่จริงแรงปรารถนานี้
ไม่ได้ด้อยไปกว่าเขา แม้แต่หมู่บ้านเล็ก ๆ ผู้คนก็กำลัง
หมกมุ่นอยู่กับการฝึกฝนบำเพ็ญตน เพื่อทำความเข้าใจ
สัจธรรมในโลกนี้ให้ลึกซึ้งถ่องแท้ ชีวิตของทุกคน
สามารถเปลี่ยนแปลงก้าวข้ามไปยังจุดสุดยอด เมื่อ
เปรียบเทียบกับอาณาจักรมนุษย์ ในทวีปแห่งทวยเทพ
ตงเสิ้ง ทุกคนเพียงแค่ดิ้นรนเพื่ออยู่รอดเท่านั้น
ภายในโลกใบนี้ อู่ อวี้ ปลดปล่อยอารมณ์ความรู้สึกไป
กลับเพลิงอันร้อนแรงจากแรงปรารถนา โลหิตภายใน
กายเดือดพล่าน ความฝันเอ่อล้นอยู่ภายในหัวใจ ตอนนี้
สำหรับเขาสิ่งสำคัญที่สุดคือ นครเทวะ ในอาณาจักร
โบราณเหยียนหวง เพื่อร่วมพิธีแต่งตั้งบรรดาศักดิ์ของ
ตนเอง!
ใช้เวลาไม่นานเขาก็เห็นนครเทวะอันยิ่งใหญ่งดงาม ราย
ล้อมด้วยนครบริวารหลายสิบนคร เดิมทีแล้วไม่ใช่ผู้ใดก็
สามารถเข้ามาในนครเทวะได้ แม้คนส่วนใหญ่จะมี
ความสามารถยอดเยี่ยม แต่ก็เข้าได้แค่นครบริวาร
เท่านั้น ไม่สามารถเข้าไปใกล้นครเทวะได้
หลังจากการมาถึงนครเทวะก็ไม่คาดคิดว่า ชวีอิ๋น กำลัง
รอตัวเองอยู่หน้าประตูเมือง ทันทีที่ อู่ อวี้ มาถึงเขาก็
กล่าวขึ้นด้วยความร้อนรนว่า ” โอรสเล่อกำลังออกจาก
การปิดด่านฝึกตน ตำแหน่งราชอารักษ์เล่อยังไม่ถูก
แต่งตั้งเป็นทางการ ช่วงเวลาสำคัญเยี่ยงนี้ จะเป็นการดี
หากเจ้าไม่ไปไหนมาไหน ครั้งนี้นับว่าเจ้าโชคดีที่มาทัน
ในวินาทีสุดท้าย ”
สำหรับเรื่องที่ตนเองถูกตำหนิเล็ก ๆ อู่ อวี้ ไม่มีอะไรจะ
พูด แต่เขาได้เอ่ยถามชวีอิ๋นเป็นว่า ” ไฉนออกมารอข้า
เยี่ยงนี้ มีอันใดงั้นหรือ? ”
ชวีอิ๋นรีบตอบกลับ ” ภายในอาณาจักรโบราณของเห
ยียนหวง มีเพียงข้าผู้เดียวเท่านั้นที่สามารถติดต่อเจ้าได้
ผู้ใดจะไปร่วมรู้ว่าเจ้าจะไปไหนมาไหน แล้วจะพาเจ้า
กลับมาได้อย่างไร ตอนนี้ภารกิจของข้ายังไม่สำเร็จลุล่วง
เอาล่ะ…รีบตามข้ากลับตำหนักโอรสเล่อเร็วเข้า! ”
ดูเหมือนว่ามันจะต้องรีบพา อู่ อวี้ ไปยังตำหนักโอรส
เล่อ เพื่อเข้าพิธีแต่งตั้งบรรดาศักดิ์ให้เสร็จสิ้นสมบูรณ์
คาดว่าหลังจากโอรสเล่อออกจากการปิดด่านฝึกตน
หากไม่พบ อู่ อวี้ คงจะต้องตามหา
อู่ อวี้ ตามมันเข้าสู่นครเทวะ แล้วก็มุ่งไปยังทิศทางเมือง
หลวงอย่างรวดเร็ว
ด้วยศักดิ์ฐานะตัวตนของพวกเขา ภายในเมืองหลวงของ
นครเทวะ จึงโดดเด่นสะดุดตาเป็นที่สังเกตโดยเฉพาะ
อย่างยิ่ง อู่ อวี้ หลังจากโอรสเล่อออกจากการปิดด่าน
ฝึกตน เขาก็ได้เข้าพิธีการแต่งตั้งยืนยันเป็นราชอารักษ์
เล่ออย่างเป็นทางการ เพียงสี่วันต่อมานครเทวะก็ดู
คึกคักมีชีวิตชีวาขึ้นมาก ซึ่งทั้งหมดก็เป็นเพราะ อู่ อวี้
ยามที่เขาเดินตามท้องถนน มีผู้คนมากมายชี้นิ้วมาทาง
เขา
ในช่วงเวลานี้ เมื่อเห็นชวีอิ๋นเงียบไป อู่ อวี้ ก็คิด
บางอย่างขึ้นมาได้ ด้วยการถามหยั่งเชิงอีกฝ่ายว่า
“หลังจากโอรสเล่อออกมาจากเส้นทางเซียนบรรพกาล
ท่านเห็นว่ามีอะไรแตกต่างไปหรือไม่? ”
” แตกต่างยังไง? ” ชวีอิ๋นเอ่ยถาม
เห็นได้ชัดว่ามันมิได้รู้สึกถึงความแตกต่าง
เรื่องนี้ทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกสับสนเล็กน้อย เขาเชื่อว่าต้องมี
การเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้นกับ ชวี่ เฟิงอวี๋ อย่างไร
ก็ตามดูเหมือนว่า ชวีอิ๋น จะมิได้ตรวจพบความผิดปกตินี้
แน่นอนว่าไม่ใช่แค่ ชวี่ เฟิงอวี๋ ผู้เป็นบุตรสาวคนเดียว
เท่านั้น แต่บุตรชายของเขา ชวี่ ห่าวเหยียน รวมถึง ไป๋ห
ลี่ จุยหุน ควรจะมีบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย
“ ตอนแรกข้าคิดว่าพวกเขาตายไปแล้ว ไม่คาดคิดว่า
พวกเขาจะฟื้นคืนกลับมาจากความตาย ข้าละสับสนจริง
ๆ เพราะอย่างไรเสียข้าก็คือคนที่เห็นเหตุการณ์ทุกอย่าง
ชัดเจน” อู่ อวี้ ตอบกลับ
” คนอื่น ๆ ก็สงสัยเหมือนกับเจ้า แต่ความอัศจรรย์ใน
เส้นทางเซียนบรรพกาล คงกล่าวได้ว่าสิ่งที่เจ้าเห็น ไม่
จำเป็นต้องเป็นเรื่องจริงเสมอไป ”
“ เป็นเช่นนั้นหรือ? ”
อู่ อวี้ เก็บความสงสัยไว้ จากนั้นก็แสร้งทำเป็นเชื่อฟังสิ่ง
ที่ ชวีอิ๋น พูดเพียงผิวเผิน
ไม่นานนักชวีอิ๋นก็เข้าสู่เมืองหลวง จากนั้นก็รีบลงไปยัง
ตำหนักโอรสเล่ออย่างรวดเร็ว ระหว่างการเดินทาง อู่
อวี้ ได้ยินผู้คนมากมายกำลังกล่าวขวัญถึงพิธีแต่งตั้งของ
ตน ราชอารักษ์เป็นอัตลักษณ์ที่ยิ่งใหญ่สูงส่งมาก ดังนั้น
พิธีแต่งตั้งบรรดาศักดิ์จึงเป็นเหตุการณ์ยิ่งใหญ่ของนคร
เทวะ
ณ ตำหนักโอรสเล่อ
” โอรสเล่อ กระหม่อมชวีอิ๋นได้พา อู่ อวี้ กลับมายัง
ตำหนักโอรสเล่อแล้ว ” ชวีอิ๋นยืนอยู่หน้าประตูตำหนัก
โอรสเล่อไม่ได้เข้าไปโดยตรง
“เข้ามา” เสียงของโอรสเล่อเปล่งดังออกมาจากตำหนัก
โอรสเล่อ อู่ อวี้ ฟังเสียงอย่างตั้งใจ เสียงนี้ฟังดูคุ้นหูไม่ได้
แตกต่างจากที่เขาเคยได้ยินในเส้นทางเซียนบรรพกาล
ฟังดูไม่แข็งทื่อแม้จะแว่วดังมาตามกระแสสายลม
เขาหยุดคิดเรื่องนี้ไว้สักครู่ จากนั้นตัวเขากับ หนานซาน
หวางเยว่ ก็เดินตามเสียงเข้าไปในตำหนักโอรสเล่อ
ทั้งสามเดินผ่านจัตุรัสอันกว้างใหญ่ ไปถึงตำหนักหลัก
ของโอรสเล่อ ขณะนี้ประตูของตำหนักหลักเปิดอ้าอยู่
โดยมีโอรสเล่ออยู่ข้างในนั้น ฉับพลันก็มีคนสี่คนปรากฏ
ตัวต่อหน้า อู่ อวี้ หนึ่งในนั้นคือ โอรสเล่อ ส่วนอีก 3 คน
ก็คือบุตรของชวีอิ๋น บุตรชายมีนามว่า ชวี่ ห่าวเหยียน
บุตรสาวมีนามว่า ชวี่ เฟิงอวี๋ นอกจากนี้ยังมีบุตรชาย
ของเจ้าแคว้น อาณาจักรโบราณเหยียนหวงมีนามว่า
ไป๋หลี่ จุยหุน
ทั้งสี่ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกัน ตั้งแต่แรกเห็น อู่ อวี้ ก็จดจำ
ได้ทันทีว่าพวกมันอยู่ในสุสาน ทั้งรูปร่างลักษณะ
เหมือนกันทุกประการ ทุกคนที่อยู่ด้านหน้าเขา แม้จะใช้
เนตรเพลิงก็ยังไม่สามารถมองเห็นถึงความแตกต่างได้
เขาจ้องมองโอรสเล่อ เวลานี้โอรสเล่อก็กำลังมอง อู่ อวี้
เช่นเดียวกันเขายิ้มแล้วเอ่ยว่า ” อู่ อวี้ ข้าไม่ได้เห็นเจ้ามา
นาน นับตั้งแต่เส้นทางบรรพกาล ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า
ความสามารถของเจ้าไต่มาถึงระดับนี้ได้ ยิ่งไปกว่านั้นก็
ไม่คาดคิดว่าเจ้าจะได้รับราชโองการของพระบิดา
กลายเป็นราชอารักษ์ของข้า คงกล่าวได้ว่านี่เป็นชะตา
ลิขิต ”
จากการแสดงออก อิริยาบถการเคลื่อนไหว รวมถึง
น้ำเสียงที่เปล่งออกมาของมัน มิได้แตกต่างจากต้องอยู่
ในเส้นทางเซียนบรรพกาลแม้แต่น้อย แน่นอนว่าตัวมันมี
ฐานันดรอันสูงส่ง ดังนั้นจึงแสดงท่าทีเย็นชา หยิ่งยโสอยู่
บ้าง แต่นี่เป็นเพียงสิ่งที่มันแสดงกับ อู่ อวี้ หาใช่การ
เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวโอรสเล่อเอง อย่างน้อย
ความรู้สึกตอนแรกที่ใช้เนตรเพลิงแลเห็น อู่ อวี้ ก็สัมผัส
ได้ว่ามันคือโอรสเล่อจริง ๆ ไม่มีสัญญาณของการ
ควบคุมแม้แต่น้อย
เมื่อแลมอง ชวี่ ห่าวเหยียน ก็ยังดูคล้ายคลึงกับตอนที่อยู่
ใน เส้นทางเซียนบรรพกาลเช่นกัน ดูจริงจัง เปล่ง
ประกายเสมือนคบเพลิง เป็นคนพูดน้อย แต่เปี่ยมไป
ด้วยบารมี ส่วน ไป๋หลี่ จุยหุน ก็ยังดูฉลาดเฉลียว เก็บงำ
ความคิดมากมายเอาไว้ในจิตใจ ต่อมาก็เป็น ชวี่ เฟิงอวี๋
นางยังคงแสดงท่าทางขี้เล่นทรงเสน่ห์ คอยชำเลืองมอง
ส่งสายตาหยาดเยิ้มให้กับ ไป๋หลี่ จุยหุน…
พวกมันทุกคนล้วนแสดงท่าทางสดใสเหมือนเช่นเก่า
ก่อน แต่ปัญหาคือ อู่ อวี้ จดจำภาพของ ชวี่ เฟิงอวี๋
ก่อนหน้านี้ได้ นางดูเย็นชาน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง
——————————–
(´▽`).。oเพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ