กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 831: ดาบเมฆาสวรรค์ และดาบปีศาจโลหิต
กระหาย
ฉับพลันได้ปรากฎสนามประลองไร้ลักษณ์
และในครานี้ ผู้ที่ควบคุมสนามประลองไร้ลักษณ์ด้วย
ตนเองก็คือ ‘จักรพรรดิอารามสวรรค์’
คาดว่าสนามประลองไร้ลักษณ์ของเขาอยู่ในระดับ
เดียวกับศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ มันสามารถ
ใช้เป็นสนามประลองและยังสามารถกักขังผู้คนเอาไว้
ภายในได้
เช่น หนานซาน หวางเยว่ และ ร่างกลืนสวรรค์
หากถูกมหาอุปราชจับไปขังใส่ไว้ภายในสนามประลองไร้
ลักษณ์ ร่างกลืนสวรรค์ก็ยากที่จะหลบหนีออกมาจาก
ศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอดวิญญาณชิ้นนี้ได้
ยามนี้เขากับราชอารักษ์อิง อยู่ภายในสนามประลองไร้
ลักษณ์ ถูกล้อมรอบไปด้วยกำแพงโปร่งใส ที่มีรูปร่าง
ผิดปกติ เมื่อใดที่มันถูกโจมตีกำแพงนี้ก็จะยืดขยาย
ออกไป
คนหนึ่งเป็นผู้เยาว์ที่เปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้นและ
หยิ่งผยอง ส่วนอีกคนก็เป็นผู้เยาว์ที่มีใบหน้างดงาม และ
เป็นสตรีที่มีทรวดทรงองเอวดึงดูดเพศตรงข้าม นับว่า
การต่อสู้นี้คงปวกเปียกราวกับนำเด็กมาตีกัน แน่นอนว่า
คนที่คิดเช่นนี้เป็นผู้ที่ไม่รู้ถึงความจริง พวกมันมีความ
เข้าใจในตัวของ ราชอารักษ์อิง เพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ ไม่รู้
ว่าภายใต้ความงดงามที่แสดงออกมาภายนอกจะแอบ
แฝงไว้ด้วยพลังสังหารอันเหี้ยมโหด
ยามนี้ความสนใจทั้งหมดภายในนครเทวะล้วนอยู่ที่นี่ อยู่
ที่คนทั้งสอง
ผู้คนภายในนครเทวะเต็มไปด้วยความรู้สึกตื่นเต้น
“ราชอารักษ์เล่อผู้นี้ถูกนำตัวมาจากจักรวรรดิเป่ยหมิง
มันมีฝีมือสูงส่งจนสามารถเอาชนะได้แม้กระทั่ง องค์ชาย
เหยาและ ซู เฉินเหยียน ได้! นับว่าไม่เลวทีเดียว แต่ทว่า
สำหรับการรับน้องใหม่ คงต้องให้ราชอารักษ์คนใหม่ได้
รับรู้ถึงความขมขื่นเสียก่อน ยามนี้ราชอารักษ์อิงออกโรง
แล้ว ผลลัพธ์จึงเผยมาก่อนจะแข่งเสียอีก”
“อีก 7 คน คงไม่จำเป็นต้องลงมืออีกแล้วกระมัง”
“หากว่านี่ไม่ใช่เพราะท่ามหาอุปราชจำกัดระดับเอาไว้ที่
ระดับพลังฝึกตนเอาไว้ต่ำกว่า 3 ภัยพิบัติค้นหาเต๋าแล้ว
ละก็ การต่อสู้คงน่าดูชมยิ่งกว่านี้ไปแล้ว”
ชาวเหยียนหวงกำลังจับกลุ่มพูดกันอยู่ทุกหนแห่ง
ยามนี้เป็นเวลาที่ในเมืองคึกคักมากที่สุด
องค์ชาย องค์หญิง เหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ และ ชาวเห
ยียนหวงทั้งหมด กำลังจับจ้องมายัง อู่ อวี้ และ ราช
อารักษ์อิง ที่อยู่ภายในสนามประลองไร้ลักษณ์ด้วย
สายตาอันร้อนแรง ใบหน้าของคนส่วนใหญ่เต็มไปด้วย
รอยยิ้มเย็นชาคอยดูให้ อู่ อวี้ พลาดพลั้ง
ท้ายที่สุดสำหรับชาวเหยียนหวงย่อมคิดว่าตนเองมี
เกียรติสูงส่ง พวกมันจึงคิดว่า อู่ อวี้ เป็นเพียงแค่คนนอก
ที่มาจากพื้นที่ทุรกันดาร แต่กลับยังกล้าทำตัวหยิ่งผยอง
ที่นี่
อย่างไรก็ตามยามนี้ อู่ อวี้ ก็ไม่ได้สนใจคำพูดและสายตา
ของพวกมัน ความสนใจทั้งหมดของเขาอยู่บนร่างของ
ราชอารักษ์อิงผู้มีร่างอรชรอ้อนแอ้นบอบบาง บัดนี้นาง
กำลังหันมามอง อู่ อวี้ ด้วยความสนใจ ทั้งยังแอบลอบ
ประเมิน อู่ อวี้ อยู่ด้วย ฉับพลันนางเปิดริมฝีปากกล่าว
ออกมา “หากเจ้าแพ้ข้าก็อย่ามาร่ำไห้ทีหลังแล้วกัน”
อู่ อวี้ กล่าวตอบทันควัน “ไม่ต้องเป็นห่วง การต่อสู้ย่อม
มีแพ้มีชนะเสมอ”
อีกฝ่ายเบะปากพร้อมกล่าวตอบ “มันไม่เหมือนกัน คนที่
ถูกข้าจัดการมันจะรู้สึกปวดร้าว โดยเฉพาะเหล่าบุรุษ
ทั้งหลาย พวกมันถึงกับร่ำไห้อ้อนวอนขอชีวิตกับข้า ข้า
หวังว่าเจ้าจะไม่เป็นเช่นนั้นนะ”
อู่ อวี้ เผยยิ้มออกมา เขาไม่ได้ตอบอีกฝ่ายกลับไป บน
ร่างของเขาพลันปรากฏควันทมิฬพวยพุ่งออกมา
จากนั้นเปลี่ยนสภาพกลายมาเป็นร่างกลืนสวรรค์ที่มีผม
สีขาวนัยน์ตาโลหิตมายืนอยู่ข้างกายของ อู่ อวี้ รูปร่าง
ของร่างกลืนสวรรค์และร่างหลักเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน
แต่บนร่างนี้สวมใส่ชุดคลุมสีขาว มีนัยน์ตาสีแดงก่ำ ผมสี
ขาวนวล ยามที่มันยกยิ้มได้เปี่ยมไปด้วยบรรยากาศ
หนาวเหน็บกระจาย เมื่อดูรวมแล้วช่างน่าพิศวงยิ่ง และ
ดูไปแล้ว อู่ อวี้ ทั้งสองช่างมีบรรยากาศที่แตกต่างกัน
อย่างสิ้นเชิง
ทว่าความจริงร่างทั้งสองของ อู่ อวี้ เปรียบเสมือนกับมือ
ซ้ายและมือขวาของเขา เพียงแต่ว่ามือขวานั้นไม่ได้งอก
ออกมาจากร่างกายเพียงเท่านั้น
“คู่ต่อสู้ของเจ้า คือมัน มันไม่หวาดกลัวต่อความ
เจ็บปวด เช่นนั้นเจ้าสามารถเพลิดเพลินไปกับมันได้” อู่
อวี้ ยิ้มขึ้น แล้วก้าวถอยไปอยู่ข้างหลัง พร้อมกับยืนเอา
มือไพล่ไปข้างหลัง ในเวลาเดียวกันร่างกลืนสวรรค์ก็
นำเอาพิมานจักรพรรดิเป่ยหมิงออกมาจากถุงจักรวาล
เมื่อพิมานจักรพรรดิเป่ยหมิงปรากฏ คนที่คุ้นเคยกับ
พิมานจักรพรรดิเป่ยหมิง จึงอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงฮือฮา!
พวกมันรู้ว่า อู่ อวี้ ได้รับพิมานจักรพรรดิเป่ยหมิงมาอ
ย่างเปิดเผย
“ศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ! เป็นศาสตราเต๋าที่
ครั้งหนึ่งเคยเป็นของจักรพรรดิเป่ยหมิง เดิมทีเขาคิดที่
จะมอบให้กับบุตรชายของตนเอง แต่คาดไม่ถึงว่ามัน
กลับตกมาอยู่ในมือของ อู่ อวี้”
“พิมานจักรพรรดิเป่ยหมิง ไม่ธรรมดาจริงๆ มันกลับทำ
ให้ผู้คนมากมายต้องรู้สึกความอิจฉาเสียแล้ว…….”
นี่เป็นการสนทนาระหว่างองค์ชาย ซึ่งพวกมันส่วนใหญ่มี
อายุมากกว่า 100 ปี
“อย่างไรก็ตามร่างอวตารของมันมีลักษณะที่พิเศษกว่า
เมื่อเทียบกับร่างหลัก จนถึงยามนี้มีผู้ใดรู้บ้างว่าร่าง
อวตารของมันเป็นตัวอะไรกันแน่?”
ผู้ที่กล่าวก็คือองค์หญิงอิง เนื่องจากว่าราชอารักษ์อิงได้
ทำการท้าทาย อู่ อวี้ ดังนั้นนางจึงรู้สึกเป็นกังวล อีกทั้ง
ยามนี้ ซู เฉินเหยียน ก็ยังไม่กลับมา นางจึงมาที่นี่เพียง
ลำพัง
“ยังไม่มีผู้ใดรู้”
ว่ากันว่าร่างอวตารนี้ปรากฏขึ้นครั้งแรกบนสงครามชิง
อำนาจแดนเหนือ
คราที่แล้ว องค์ชายเหยา ก็พ่ายแพ้ให้กับร่างอวตารนี้
ขณะนี้ทุกสายตาจึงกำลังจับจ้องมาที่มัน ทว่ามันกลับ
ส่ายศีรษะแล้วตอบไปว่า “มีแต่ผีเท่านั้นที่รู้ว่ามันเป็นตัว
อะไร”
เมื่อสิ้นเสียงของมัน ทุกคนก็ย้ายสายตากลับอยู่บน
สนามประลองไร้ลักษณ์ ราชอารักษ์อิงนั้นสนใจในร่าง
อวตารของ อู่ อวี้ เป็นอย่างมาก ยามนี้นางจึงเตรียม
รับมือ
อู่ อวี้ ตื่นตระหนกยิ่ง เวลาปกติกับเวลาต่อสู้ อารักษ์อิง
จะมีบรรยากาศที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง บรรยากาศอัน
คมกริบดุร้ายพลันพวยพุ่งออกมาอย่างชัดเจน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งดวงตาสีแดงชมพูคู่นั้น แม้ว่าสีของลูก
ตาจะไม่เปลี่ยนแปลง แต่ทว่าส่วนตาขาวกลับปรากฏ
เส้นเลือดขึ้นมาอยู่กันอย่างหนาแน่น ทำให้ฉับพลันนั้น
ราชอารักษ์อิง กลายเป็นเหมือนกับปีศาจที่ออกมาจาก
ขุมนรก นี่ก็คือลักษณะพิเศษของสายเลือดที่ส่งตามา
จาก ‘อาณาจักรเมฆาทะยาน’ ยามที่ลงมือจะสะท้อน
คุณลักษณะอันดุร้ายของสายโลหิตออกมา……
ในขณะที่ ราชอารักษ์อิง โคจรพลังแก่นแท้ตำหนักม่วง
จากนั้นพลังศักดิ์สิทธิ์ก็แผ่กระจายออกไป ก่อเกิดเป็น
ดอกซากุระบานสะพรั่งอยู่ภายในสนามประลองไร้
ลักษณ์ ถูกต้องมันคือดอกซากุระอันบานสะพรั่ง!! กลีบบุ
ปผากระจายไปทั่ว เมื่อมองจากมุมของ อู่ อวี้ จะเห็นว่า
ทั่วทั้งโลกได้เปลี่ยนกลายเป็นโลกแห่งดอกซากุระ
ท่ามกลางหมู่ดอกไม้ปรากฏเป็นร่างของ ราชอารักษ์อิงที่
สวมใส่ชุดคลุมยาวปักด้วยลายกลีบดอกไม้ พริ้วไหวไป
ตามแรงลม ราวกับเป็นภูติที่อยู่ในพงไพร ภาพเหล่านี้
ช่างสวยงามวิจิตร ด้วยการที่มีใบหน้าและรูปร่างจิ้มลิ้ม
น่ารักของนาง ทุกรอยยิ้ม ทุกการเคลื่อนไหว ทำให้ทุก
คนต้องจ้องมองไปอย่างไม่อาจละสายตา
เพียงแต่ว่าในมุมมองของ ร่างกลืนสวรรค์ เสน่ห์ของ
หญิงสาวที่ดึงดูดมันได้ก็มีเพียงซากศพ เนื่องจากศากศพ
เปรียบเสมือนอาหารอันโอชะก็มิปาน โดยเฉพาะอย่าง
ยิ่งหลังจากที่จิตเทวะของมันอยู่เหนือล้ำกว่าของร่าง
หลัก ทำให้แรงปรารถรุนแรงเป็นพิเศษ แม้กระทั่งยัง
ส่งผลกระทบต่อร่างหลักของ อู่ อวี้ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ อู่
อวี้ จึงต้องคอยย้ำเตือนตนเองตลอดเวลา ว่าไม่อาจ
ปล่อยให้จิตเทวะของร่างอวตารอยู่เหนือกว่าร่างหลักได้
มิฉะนั้นทั้ง 2 ร่างจะสูญเสียสติสัมปชัญญะและ
กลายเป็นบรรพชนมารกลืนสวรรค์ที่เขมือบกินทุกอย่าง
ทว่าในบัดนี้จิตสังหารของร่างกลืนสวรรค์ รุนแรงขึ้น
กว่าเดิม มันกระชับพิมานจักรพรรดิเป่ยหมิงในมืออย่าง
แน่นขนัด
และในยามนี้ ราชอารักษ์อิง ก็สำแดงสุดยอดเคล็ดวิชา
ของตนเองออกมา! ท่ามกลางดอกซากุระที่กำลังโปรย
ปราย ศาสตราเต๋าวิถีแท้พลันปรากฏในมือทั้ง 2 ข้าง
หนึ่งเป็นสีขาวบริสุทธิ์ อีกหนึ่งเป็นสีแดงโลหิต
ศาสตราเต๋าสีขาวก็คือดาบเล่มหนึ่งที่ผุดผ่องราวกับเป็น
หยกพิสุทธิ์ มันบริสุทธิ์และเรียบเนียนราวกับน้ำนมของ
วัว ราวกับว่ามันถูกสร้างขึ้นจากการควบแน่นของน้ำ
นมวัว เพียงแต่ว่าตำแหน่งใจกลางของใบมีดกระบี่ จะ
มองเห็นหยดโลหิตหยดเล็กๆหยดหนึ่ง
ส่วนศาสตราเต๋าสีแดงก็เป็นดาบเล่มหนึ่งเช่นกัน มันถือ
เอาไว้ในมือข้างขวา ด้านตรงกันข้ามกับกระบี่สีขาว
พิสุทธิ์ คมดาบสีแดงของมันให้บรรยากาศที่ดุร้าย
เหมือนกับเป็นศาสตราเต๋าของผู้ฝึกตนนอกรีต เมื่องจ้อง
มองเข้าไปภายในตัวดาบก็เหมือนกับมีทะเลโลหิตกำลัง
พุ่งพล่าน พลังวิญญาณพุ่งสูงเทียมฟ้า หมอกโลหิตแผ่
กระจายปกคุลม นอกจากนี้ยังได้ยินเสียงกรีดร้องดัง
ออกมาจากตัวดาบ
“มือซ้าย ดาบเมฆาสวรรค์ มือขวา ดาบปีศาจโลหิต
กระหาย ทั้งสองย่อมพอจะเอาชีวิตเจ้าได้หรือไม่?” ราช
อารักษ์อิง โบกสะบัดมือ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้ง
ใหญ่ ยามนี้ใบหน้าที่สวยพริ้งและร่างกายอันแสนเร่า
ร้อน พลันกลายเป็นดุร้าย ไม่แปลกใจที่นางจะถูก
เรียกว่าปีศาจสาว
อู่ อวี้ ตอบนางกลับไปด้วย พิมานจักรพรรดิเป่ยหมิง
เขาไม่คิดที่จะทำการต่อสู้ยืดเยื้อกับอีกฝ่าย ต้องการจะ
ใช้การโจมตีอันเด็ดขาดที่สุดเพื่อจบการต่อสู้นี้ในพริบตา!
เขาจะไม่ปล่อยให้ คู่ต่อสู้มีโอกาสได้ลงมือ!
สิ่งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าผู้ใดเด็ดขาดยิ่งกว่ากัน!
“วงเวทสังหารพายุเมฆาสวรรค์!”
ชุดคลุมยาวของราชอารักษ์อิงพริ้วไหว จากนั้นนางขยับ
มือซ้ายอยู่ท่ามกลางลมพายุอันแสนบ้าคลั่ง ชุดคลุมยาว
ที่โบกสะบัดตามแรงลมเผยให้เห็นถึงกล้ามเนื้อที่เรียบ
นวลราวกับหยก เป็นอาหารตาของเหล่าผู้ชมทั้งหลาย
ทว่าในไม่ช้าความงดงามนี้ก็ถูกราชอารักษ์อิงเคล็ดวิชา
ของนางเองกลืนหายไปสิ้น วงเวทโจมตีของศาสตราเต๋า
วิถีแท้สุดยอดวิญญาณ ‘ดาบเมฆาสวรรค์’ ถูกกระตุ้น
อย่างทันที พลังอำนาจสั่นคลอนจิตใจทุกคนที่พบเห็น
พริบตาเดียวลมพายุพร้อมกับคมดาบสังหารม้วนกวาด
ทุกสิ่งอย่าง พายุคลั่งพัดกระพือไปบนนภากาศ ยิ่งไป
กว่านั้นพายุคลั่งนี้มีสีขาวบริสุทธิ์ และหากมองดูดีๆจะ
เห็นได้ว่าพายุคลั่งลูกนี้ มันประกอบมาจากปราณดาบ
พายุคลั่งปกคลุมท้องฟ้า พริบตาเดียวก็มีขนาดใหญ่กว่า
สนามประลองไร้ลักษณ์ถึง 10 เท่า กำแพงล่องหนของ
สนามประลองไร้ลักษณ์ แทบจะถูกร่นถอยจนประชิดกับ
ผู้ชมด้านนอก ทว่าพวกมันกลับไม่ได้รับบาดเจ็บ และยัง
สามารถมองเห็นการต่อสู้นี้ได้อยู่ถนัดตา ทำให้ทุกคน
ต่างอุทานด้วยความประหลาดใจระคน
นี่ก็คือข้อดีของสนามประลองไร้ลักษณ์รูปแบบนี้ ทั้ง 2
ฝ่ายสามารถต่อสู้กันได้อย่างเต็มที่ ไม่ส่งผลกระทบต่อ
ผู้คนหรือสิ่งต่างๆที่อยู่รอบด้าน
ยามนี้ ดาบแรกของอีกฝ่าย วงเวทสังหารพายุเมฆา
สวรรค์ แสดงอำนาจให้ อู่ อวี้ ได้ประจักษ์ ราชอารักษ์
อิงใช้วงเวทนี้ปราบคู่ต่อสู้มานักต่อนัก จนทำให้ได้รับการ
ยอมรับจากฝูงชนโดยทั่วกัน!
เพียงพริบตาร่างกลืนสวรรค์ก็ถูกลมพายุคลั่งกลืนกินเข้า
ไป!
อย่างไรก็ตามยามที่อยู่ภายในพิภพอเวจี อู่ อวี้ ยัง
สามารถดูดกลืนและเปลี่ยนแปลงการโจมตีของ กุ่ย เจิ้น
เค่อ ได้ ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงเคล็ดวิชานี้ เมื่อพายุคลั่งถา
โถมเข้ามา ร่างกลืนสวรรค์พลันเปลี่ยนกลายเป็นหมอก
ทมิฬ จากนั้นกระจายตัวออกไป ก่อตัวเป็นวังวนขนาด
ยักษ์ หมุนวนไปอย่างบ้าคลั่ง แปรเปลี่ยนจนมีลักษณะ
คล้ายกับปากเขมือบขนาดใหญ่ กลืนพายุคมดาบที่ถา
โถมเข้ามาในทันที ในขณะนั้นวังวนทมิฬก็เต็มไปด้วย
ปราณดาบสีขาว แต่ในไม่ช้าปราณดาบสีขาวก็ถูกย้อน
กลายเป็นสำดำทมิฬอันน่าหวาดกลัวไปในทันที!
“นี่มันอะไรกัน!”
ฉากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ทุกคนตะลึงและมองไป
ด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ ฉากเบื้องหน้าคือ การโจมตี
ของราชอารักษ์อิงไม่สามารถทำอะไร อู่ อวี้ ได้ ราวกับ
ในยามนี้วงเวทสังหารพายุเมฆาสวรรค์ถูก อู่ อวี้ ควบคุม
เอาไว้อยู่
“หืม?” ขณะนี้ราชอารักษ์อิงที่รู้สึกเปี่ยมไปด้วยความ
เชื่อมั่น ฉับพลันกลับรู้สึกถึงสิ่งผิดปกติบางอย่าง นาง
เปิดปากขึ้นเล็กน้อย จากนั้นก็พึมพำด้วยสีหน้า
ประหลาดใจ “นี่มันเกิดอะไรขึ้น ข้าไม่สามารถสั่งการ
ศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอดวิญญาณได้…….”
——————————–
(´▽`).。oเพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ