กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 839: พลองฟ้าอนันตกาล
อู่ อวี้ ให้ความสำคัญกับเวลาที่สุด
เขาต้องการใช้เวลาที่สั้นที่สุด ในการร่ำเรียนวิชาเต๋าที่
แข็งแกร่งที่สุด
เนื่องจากว่าเคล็ดวิชานี้มีความคล้ายคลึงกับกับร่างกลืน
สวรรค์ จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันย่อมเหมาะสมกับตัวเขา
อสูรกลืนสวรรค์กับอสูรฮวงอู่ มีความสามารถในการช่วง
ชิงชีวิตเฉกเช่นเดียวกัน แต่ก็มีความแตกต่างที่ใหญ่หลวง
คือหลังจากที่อสูรกลืนสวรรค์กลืนกินเข้าไปแล้ว จะ
สามารถเปลี่ยนแปลงให้การโจมตีนั้นกลายมาเป็นของ
ตนเอง และยังสามารถเปลี่ยนให้ผู้ที่ถูกกลืนกินกลายมา
เป็นพลังของตนเองได้ ทว่าอสูรฮวงอู่เพียงช่วงชิงชีวิต
ของอีกฝ่ายในฉับพลัน
อย่างไรก็ตาม เท่านี้ก็เพียงพอสำหรับ อู่ อวี้ แล้ว
สิ่งที่เขาต้องการก็คือการโจมตีอันเด็ดขาดเท่านั้น
ยามนี้เขามีความสามารถในการกลืนกิน ดังนั้นเมื่อร่าง
หลักฝึกฝนเคล็ดวิชาดัชนีฮวงอู่สลายเต๋านี้ ก็อาจจะ
กล่าวได้ว่าตัวเขาจะทะลวงขีดจำกัดใหม่ ซึ่งสำหรับเคล็ด
วิชานี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทะลวงร่างกายศัตรู!!
นอกจากนี้เมื่อต้องเผชิญหน้ากับบรรพชนฮวงอู่ หลังจาก
ที่เขาศึกษาเคล็ดวิชาดัชนีฮวงอู่สลายเต๋ามานับครั้งไม่
ถ้วน จึงทำให้มีความเข้าใจเกี่ยวกับเคล็ดวิชาเต๋านี้อย่าง
ลึกซึ้ง ด้วยความเข้ากันของอสูรทั้งสอง ทำให้ความเร็ว
ในการศึกษาเคล็ดวิชาเต๋านี้ เร็วกว่าเคล็ดวิชาเต๋าคชสาร
เทวะสะท้านอเวจีอย่างเทียบไม่ติด
เจดีย์ล่องกำเนิดแห่งนี้ได้มอบเวลาให้เขามากกว่าผู้อื่นถึง
สองเท่าตัว
ดังนั้น อู่ อวี้ จึงเชี่ยวชาญเคล็ดวิชาฮวงอู่สลายเต๋านี้ได้
ในเวลาไม่นาน ขณะเดียวกันก็ลองใช้งานมันได้จน
ประสบความสำเร็จ เมื่อร่างอวตารทั้งหนึ่งหมื่นร่างใช้
ออกด้วยเคล็ดวิชาดัชนีฮวงอู่สลายเต๋าออกมาในเวลา
เดียวกัน พลังอำนาจของภาพวาดที่สามารถกลืนกินพลัง
ชีวิตทั้งหมดทั้งมวลก็ถูกรวบรวมมาอยู่ไว้ที่ร่างหลัก มัน
คือการระเบิดพลังอันบ้าคลั่งออกอย่างไม่มีเก็บงำ
หลังจากที่ อู่ อวี้ ทดลองอยู่หลายครั้งหลายครา ก็
ค้นพบได้ว่าพลังต่อสู้ของเขาเพียงคนเดียวในยามนี้ก็
สามารถเอาชนะได้แม้กระทั่งผู้ฝึกตนอาณาจักรจิตเทวะ
ระดับที่ 9 หรือแม้กระทั่งระดับที่ 10 ได้ไม่ยากเย็น
เช่นเมื่อครั้งที่แล้วที่เขาเผชิญหน้ากับราชอารักษ์ถึง 4
คน เขาก็สามารถต่อสู้ได้อย่างสบายๆ
จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ ทุกอย่างได้เป็นไปตามแผนการณ์ที่
เขาได้วางเอาไว้ และ อู่ อวี้ ก็มีความพอใจในความเร็ว
ของการฝึกฝนเคล็ดวิชานี้อย่างมาก
หลังจากที่เขาใช้เวลาในการฝึกฝนจนสำเร็จ ก็ออกไป
ข้างนอกเพื่อถามเกี่ยวกับข่าวคราวของ หนานกง เหว่ย
คาดว่าในเวลานี้ ผู้ที่มางานเลี้ยงในคราก่อนสมควรใช้
ความพยายามทั้งหมดในการหาข่าว เนื่องจากนี่เป็น
โอกาสที่ดีที่สุดที่พวกมันจะประจบเอาใจโอรสเล่อ
และโอรสเล่อก็รู้สึกขอบคุณตัว อู่ อวี้ ที่ทำให้เขาโดดเด่น
ได้เช่นนี้
หลังจากที่มาถึงตำหนักโอรสเล่อ หนานซาน หวางเยว่ ที่
กำลังฝึกฝนอยู่ ก็บังเอิญมองเห็น อู่ อวี้ มันจึงกล่าวขึ้น
ว่า “โอรสเล่อเรียกหาเจ้าอยู่ บอกข้าว่าหลังจากที่ออก
จากด่านฝึกตนแล้วให้เจ้าไปพบเขาด้วย”
“หรือจะมีข่าวอันใด?” เมื่อนึกไปถึง หนานกง เหว่ย อู่
อวี้ ก็ยังคงมีความกังวลอยู่เล็กน้อย ความจริงเขาไม่หวัง
ที่จะให้นางต้องประสบพบเจอกับเรื่องร้ายๆ ดังนั้นจึง
กังวลว่าจะได้ยินข่าวร้าย
หนานซาน หวางเยว่ ไม่ได้ตอบอะไร ทว่ามันเร่งติดตาม
อู่ อวี้ เข้าไปหาโอรสเล่อ
โอรสเล่อ มีความก้าวหน้าที่ถือว่ารวดเร็ว ที่ด้านนอกนี้
ยังผ่านไปไม่ถึงหนึ่งเดือน แต่ อู่ อวี้ กลับสัมผัสได้ถึง
ความก้าวหน้าของเขาได้อย่างเด่นชัด
“โอรสเล่อเรียกหาข้า มีข่าวคราวเกี่ยวกับ หนานกง
เหว่ย เช่นนั้นหรือไม่?” อู่ อวี้ เอ่ยถามด้วยสีหน้าไร้
ความรู้สึกในตอนที่ก้าวเข้ามา
“ทำให้เจ้าผิดหวังแล้ว ข้าได้ให้คนจำนวนมากไปสืบข่าว
เกี่ยวกับ หนานกง เหว่ยมา อย่างไรก็ตามมีโอกาส
เป็นไปได้ว่านางจะยังคงอยู่ในเขตสมุทร ดังนั้นจึงยังไม่มี
ข่าวอันใด”
หลังจากที่ได้ยิน อู่ อวี้ ก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
เพราะว่าสำหรับเขาแล้ว การที่ไม่มีข่าวอันใดก็ถือว่าเป็น
เรื่องที่ดีกว่าการมีข่าวร้าย
แน่นอนว่า โอรสเล่อ ย่อมไม่มีทางเรียก อู่ อวี้ มาโดยไม่
มีเหตุผล เขาจึงยิ้มขึ้นพร้อมกับกล่าวต่อว่า “แม้ว่าจะไม่
มีข่าวใดเกี่ยวกับ หนานกง เหว่ย แต่ยังมีข่าวดีเรื่องหนึ่ง
สำหรับเจ้า…..อาจจะเป็นข่าวที่ดีที่สุดเลยก็ว่าได้”
“เชิญโอรสเล่อ”
โอรสเล่อ กล่าวออกมาตรงๆ “ข้าเพิ่งได้ยินมาว่า ภายใน
กองทัพมังกรเพลิง มีศาสตราเต๋าสุดยอดวิญญาณชนิด
หนึ่งที่น่าจะเหมาะสมกับตัวเจ้า มันมีลักษณะคล้ายคลึง
กับพลองหมื่นมังกรพิภพอนันต์ แต่แข็งแกร่งกว่าพลอง
หมื่นมังกรของเจ้าประมาณ 3 เท่าตัว แม้ว่าจำนวนของ
วงเวทจะไม่มากมายเท่ากับพิมานจักรพรรดิเป่ยหมิง แต่
ก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามศาสตราเต๋าชิ้นนี้
ถือเป็นสมบัติของกองทัพมังกรเพลิง ซึ่งแม้แต่ข้าก็ยังไม่
มีวิธีนำมาให้เจ้าได้ ทำได้เพียงบอกกล่าวกับเจ้าเท่านั้น
แล้ว เนื่องจากในขณะนี้ศาสตราเต๋าชิ้นนี้ก็ยังไม่มี
เจ้าของ”
ศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ สำหรับขั้น 3 ภัย
พิบัติค้นหาเต๋าแล้วถือว่าเป็นสิ่งของล้ำค่า โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งมันคือสมบัติของกองทัพมังกรเพลิง แม้ว่ามันจะ
เป็นของ ชวีอิ๋น แต่ก็สมควรไม่ได้รับมาง่ายๆ ไม่เช่นนั้น
ความน่าเชื่อถือของมันคงหายไปสิ้นแล้ว
“อย่างไรก็ตาม ข้าสามารถพาเจ้าไปพบกับ ชวีอิ๋น ได้ ดู
ว่าจะหาวิธีใดได้บ้าง โอ้…ครั้งที่แล้วมันยังไม่ได้มอบแต้ม
ผลงาน 500,000 แต้มให้กับเจ้ามิใช่หรือ? ดังนั้นย่อมมี
โอกาสที่จะเป็นไปได้อยู่”
อู่ อวี้ ยังคงมีความรู้สึกอันลึกล้ำกับพลองหมื่นมังกรอยู่
แต่หากมีศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอดวิญญาณที่ยอดเยี่ยม
กว่า กำลังรอคอยให้ตนเองไปรับมาอยู่ เขาก็อาจจะมอง
หาเจ้านายคนใหม่ให้กับพลองหมื่นมังกร สุดท้ายแล้ว
เขาก็ไม่สามารถใช้พลองหมื่นมังกรได้ตลอดไป เพราะ
หากพลังฝึกตนของเขายกระดับขึ้น ก็จะมีศาสตราเต๋าที่
เหมาะสมกว่าเขายิ่งกว่านี้ กระทั่งมองไปยังสมบัติของ
เซียนอมตะเช่น พลองทองสมปรารถนา
การที่กองทัพมังกรเพลิงมีศาสตราเต๋าที่เหมาะสมกับตัว
เขา ทั้ง โอรสเล่อ ก็ยินดีที่จะจัดหามาให้กับเขาด้วย
ตนเอง มันย่อมไม่มีสิ่งใดที่ดีกว่านี้อีกแล้ว
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าต้องขอบพระทัยโอรสเล่อล่วงหน้า
ไม่ทราบว่าพวกเราจะออกเดินทางไปหา ชวีอิ๋นเมื่อใด
ดี?”
โอรสเล่อ ยิ้มขึ้นพร้อมกล่าว “หาฤกษ์ยามไม่สู้เท่าลงมือ
ทันที ยามนี้ถือเป็นเวลาเหมาะสมที่สุด เพราะพระ
อาทิตย์กำลังขึ้นทางทิศเรา ชวีอิ๋น ย่อมต้องพิจารณาคำ
ขอของพวกเราอย่างแน่นอน”
เนื่องจากก่อนที่จะเข้าไปภายในเส้นทางเซียนบรรพกาล
โอรสเล่อยังมีความแข็งแกร่งไม่เพียงพอ จึงเป็นเรื่องยาก
ที่จะได้รับศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอดวิญญาณมาครอง
ทั้ง 2 คนพร้อมกับ หนานซาน หวางเยว่ ออกจาก
ตำหนักโอรสเล่อ เพื่อมุ่งหน้าไปยังกองทัพมังกรเพลิง
ในทันที
ยามนี้พวกเขาเป็นคนดังของนครเทวะ ไม่ว่าจะไปที่ใด
สมควรเป็นที่ดึงดูดความสนใจคน กระทั่งช่วงเวลาที่ อู่
อวี้ อยู่ภายในนครหมิง ก็ยังไม่สามารถดึงดูดความสนใจ
ของผู้คนได้มากมายเท่านี้
อย่างไรก็ตามโอรสเล่อเคยชินกับการถูกจ้องมองเช่นนี้
มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นไม่ว่าจะมีคนมองมามากมายเท่าไหร่
เขาก็ไม่สนใจ เร่งรีบเดินทางนำหน้า อู่ อวี้ กับ หนาน
ซาน หวางเยว่ ต่อไป ใช้เวลาเพียงไม่นานพวกเขาก็
มาถึงกองทัพมังกรเพลิง
ชวีอิ๋น ถือเป็นแกนหลักของกองทัพมังกรเพลิง ที่แห่งนี้
หากไม่ได้รับการอนุญาตจาก ชวีอิ๋น ก็มีเพียงแค่ ขุนพล
มังกรเพลิงและขุนพลมังกรฟ้าเท่านั้นจึงจะผ่านได้ กล่าว
อีกนัยหนึ่ง ในพื้นที่ส่วนกลาง มีแต่ตัวตนระดับ 3 ภัย
พิบัติค้นหาเต๋าเพียงเท่านั้น
คนส่วนใหญ่แล้วเป็นวัยกลางคนหรือผู้ชราที่ฝึกตนมาไม่
ต่ำกว่า 200 ปีทั้งนั้น พวกมันเป็นเหมือนกับกระดูกสัน
หลังของกองทัพมังกรเพลิง สำหรับผู้ที่มีพลังฝึกตนต่ำ
กว่าขั้น 3 ภัยพิบัติค้นหาเต๋าล้วนเป็นกลุ่มผู้เยาว์เสียส่วน
ใหญ่
“น้อมรับเสด็จ โอรสเล่อ ราชอารักษ์เล่อ” ระหว่างทาง
พวกเขาได้พบกับขุนพลมังกรเพลิงและขุนพลมังกรฟ้า
พวกมันจึงเอ่ยทักทายขึ้น พวกมันมีท่าทีนอบน้อมยิ่ง แต่
หลังจากที่ อู่ อวี้ และคนอื่นๆผ่านไปแล้ว พวกมันก็เริ่ม
พูดคุยกัน
แน่นอนว่าเนื้อหาในการพูดคุยก็คือเรื่องที่เกิดขึ้นในพิธี
แต่งตั้งบรรดาศักดิ์ของ อู่ อวี้
“ว่ากันว่า เสด็จพี่ทั้งหลายของโอรสเล่อ กำลังรวมตัว
เจรจาพันธมิตร คาดว่าพวกมันคิดที่จะจัดการกับพวก
เขาทั้ง 2 คน ทว่า โอรสเล่อ นั้นอายุยังน้อย สมควรไม่
อาจต่อกรกับพวกมันได้”
“เห็นจะมีเพียงแต่ อู่ อวี้ อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ ก็ไม่ได้มี
อายุมากเท่าใด หากเกิดเรื่องขึ้นจริงตัวเขาย่อมหนีไม่พ้น
เกรงว่าคงไม่พ้นต้องเผชิญหน้ากับฉากเหตุการณ์ที่
ตนเองไม่อาจควบคุมได้แล้ว”
“โอรสเล่อนับว่าร้ายกาจไม่เบา อายุยังไม่ถึง 100 ปี
ทว่ากลับกลายเป็นคนโด่งดังถึงเพียงนี้ไปเสียแล้ว”
พวกเขาได้ยินการสนทนาอันดุเดือดอย่างชัดเจน ซึ่ง
ขณะที่พวกเขากำลังเดินออกห่างไกลไปเรื่อยๆ อู่ อวี้ ก็
ได้คาดว่า โอรสเล่อ ย่อมได้ยินคำพูดเหล่านี้ด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้ใส่ใจเท่าใดนัก
อาจจะเป็นไปได้ว่าเขาไม่รู้สึกเกรงกลัวเลยแม้แต่น้อยก็
เป็นได้
“โอรสเล่อเสด็จ” ในที่สุด อู่ อวี้ และพรรคพวกก็มาถึง
คฤหาสน์ของ ชวีอิ๋น ยามนี้ ชวีอิ๋น มาปรากฏตัวขึ้นที่
ประตูคฤหาสน์ และเชื้อเชิญให้พวกเขาเข้าไป
คฤหาสน์ผู้บัญชาการนั้นงดงามยิ่ง ที่ปากประตูทางเข้ามี
รูปปั้นมังกรเพลิงขนาดใหญ่ และพยัคฆ์ที่ดูราวกับมีชีวิต
ประดับไว้
จะเห็นได้ว่าหลังจากที่สิ้นสุดพิธีแต่งตั้งบรรดาศักดิ์ ท่าที
ของ ชวีอิ๋น ที่มีต่อพวกเขาดีขึ้นไม่น้อย
“โอรสเล่อมีเรื่องอันใดหรือ เหตุจึงไม่ใช่ยันต์สื่อสารส่ง
มาหาข้าแทน ไยเล่าท่านถึงกับต้องเสด็จมาด้วยตนเอง
เช่นนี้ กระทั่งเรียกให้ชายชราผู้นี้ไปหาถึงตำหนักก็ย่อม
ได้” ชวีอิ๋น กล่าวพร้อมกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
โอรสเล่อ กล่าว “พวกเราล้วนเป็นคนกันเอง ขอกล่าว
ตามตรงเลยก็แล้วกัน ได้ยินมาว่ากองทัพมังกรเพลิง,u
ศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอดวิญญาณที่มีชื่อว่า ‘พลองฟ้า
อนันตกาล’ ข้าคิดว่ามันจะต้องเหมาะสมกับ อู่ อวี้
อย่างยิ่ง แต่ทว่ามันเป็นสมบัติของกองทัพมังกรเพลิง
ท่านพอจะมีวิธีอะไรที่ทำให้ อู่ อวี้ ได้รับมันมาบ้าง
หรือไม่”
นับว่าตรงไปตรงมาอย่างแท้จริง ผนวกเข้ากับ ชวีอิ๋น
เป็นคนฝั่งของตนเอง จึงกล้าพูดได้อย่างทันที เนื่องด้วย
ชวีอิ๋น เป็นผู้ที่บัญชาการหนึ่งในกองทัพที่ประจำการ
ภายในนครเทวะ นับว่าเป็นชาวเหยียนฮวงที่มีอำนาจ
สูงส่ง หากว่าเขาสนับสนุน โอรสเล่อ ด้วยความจริงใจ
มันจะกลายเป็นประโยชน์มหาศาลต่อตัวของ โอรสเล่อ
ดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาจะดีขึ้น
หลังจากที่พิธีแต่งตั้งบรรดาศักดิ์จบลง
ชวีอิ๋น ลอบมอง โอรสเล่อ และหันกลับไปมอง อู่ อวี้
พลางขมวดคิ้วแล้วกล่าวว่า “ขุนพลมังกรเพลิงหลายคน
ต่อสู้มาเป็นเวลานานเพื่อที่จะให้ได้รับพลองฟ้าอนันต
กาลนี้มาครอง แต่ข้าก็ไม่ได้มอบให้ ผู้ใดทั้งนั้น หากว่า
ข้ามอบพลองฟ้าอนันตกาลนี้ให้กับ อู่ อวี้ แน่นอนว่าข้า
คงยากจะได้รับการนับถือจากผู้อื่น กระทั่งอาจจะสร้าง
รอยร้าวภายในกองทัพมังกรเพลิงหรือส่งผลกระทบต่อ
อำนาจของข้าได้”
หากเขาทำเช่นนั้นอาจจะถูกผู้ที่อยู่ใต้อาณัติแค้นเคืองได้
โดยเฉพาะเหล่าขุนพลมังกรเพลิงที่ใฝ่ฝันอยากจะ
ครอบครองศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอดวิญญาณชิ้นนี้
เพราะนี่คือการแข่งขันของเหล่าผู้ที่อยู่ในขั้น 3 ภัยพิบัติ
ค้นหาเต๋า
“ข้ารู้เรื่องพวกนี้อยู่แล้ว ดังนั้นความหมายของข้าก็คือ
ให้คิดหาวิธีการ ที่สามารถนำศาสตราเต๋าชิ้นนี้ส่งมอบ
ให้กับ อู่ อวี้ อย่างโปร่งใส และสามารถทำให้ผู้อื่น
ยอมรับด้วยเช่นกัน”
ฉับพลัน ชวีอิ๋น จมเข้าสู่ห้วงความคิดของตนเอง
โอรสเล่อ ได้สร้างปัญหาที่น่าปวดหัวให้กับเขาอีกแล้ว
ความจริงสำหรับเขานั้น การจะมอบศาสตราเต๋าวิถีแท้
สุดยอดวิญญาณให้กับผู้ใดไม่ใช่เรื่องที่สลักสำคัญอันใด
แต่ทว่าเขามีสถานะเป็นถึงผู้บัญชาการกองทัพมังกร
เพลิง ดังนั้นจึงจะต้องแยกแยะสิ่งต่างๆให้ชัดเจน
อู่ อวี้ คิดแล้วคิดอีก จริงๆเขาก็ไม่คิดที่จะสร้างความ
ลำบากให้กับ ชวีอิ๋น มากมาย ดังนั้นเขาจึงกล่าวออกมา
ว่า “ข้าว่าพวกเราสามารถเสนอการแข่งขันที่ยุติธรรม
ออกมาได้ นี่ก็เพื่อเปิดโอกาสให้กับเหล่าขุนพลมังกร
เพลิงและตัวข้า หากว่าข้าไม่สามารถเอาชนะการแข่งขัน
ได้ นี่ก็ถือว่าเป็นปัญหาของข้าเอง ทั้งยังอธิบายได้ชัดว่า
ข้ากับสมบัติชิ้นนี้ ไม่มีวาสนาต่อกัน แต่ข้าก็ตระหนักดี
ว่าอยู่ๆจะให้คนนอกเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมของ
กองทัพคงจะเป็นเรื่องไม่ดีนัก”
หายากที่ อู่ อวี้ รู้จักคิดเช่นนี้ได้ ชวีอิ๋น จึงพยักหน้า
พร้อมกล่าวว่า “นี่เป็นทางออกที่ค่อนข้างเหมาะสมแล้ว
เพราะคำขอของโอรสเล่อ ข้าจะต้องพยายามสุด
ความสามารถ เช่นนั้น ข้าก็จะจัดตั้งการแข่งขันขึ้นมา
และจะขยายคุณสมบัติให้กว้างขึ้น เพื่อให้ อู่ อวี้
สามารถเข้าร่วมการแข่งขันนี้ได้ แต่ท้ายที่สุดแล้ว หาก
ยังไม่สามารถได้รับพลองฟ้าอนันตกาล เจ้าก็คงต้องโทษ
ตัวเองแล้ว”
สิ่งที่สำคัญก็คือว่าจะจัดตั้งการแข่งขันในรูปแบบไหน
ด้านหนึ่งจะต้องไม่เอิกเกริกมาก อีกด้านหนึ่งก็จะต้อง
ปรับกติกาซึ่งทำให้ อู่ อวี้ ได้เปรียบอีกด้วย
——————————–
(´▽`).。oเพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ