กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 840: กติกาที่ยอมรับโดยทั่วกัน
ลำดับต่อไปคือการหาวิธี
ซึ่งบัดนี้ ชวีอิ๋น โอรสเล่อ และ อู่ อวี้ กำลังช่วยกันระดม
ความคิด
เรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่จัดการได้ยากอย่างแท้จริง
จากมุมมองของ ชวีอิ๋น ด้านหนึ่ง เขาไม่สามารถปฏิเสธ
คำขอของ โอรสเล่อ ได้ ในทางกลับกัน เขาก็ไม่สามารถ
ปล่อยให้ชื่อเสียงและบารมีของตนเองภายในกองทัพ
มังกรเพลิงหรือว่าภายในอาณาจักรโบราณเหยียนหวง
ต้องได้รับผลกระทบใดๆได้
ตราบใดที่เขาถือหาง อู่ อวี้ มากเกินไปก็จะกลายเป็น
ปัญหา ท้ายที่สุดพลองฟ้าอนันตกาล เป็นสมบัติของ
กองทัพมังกรเพลิง ชวีอิ๋น สามารถมอบให้ขุนพลมังกร
เพลิงหรือแม้แต่ขุนพลมังกรซ่อนผู้ใดก็ได้ แต่ว่ามันแทบ
จะเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะนำมันไปมอบให้กับคนนอก
“จำได้ว่าเมื่อครั้งที่แล้ว อู่ อวี้ ได้ไปยังพิภพอเวจี ดู
เหมือนว่าในครั้งนั้นจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้น เรื่องนี้เกิดจาก
ชาวกุ่ยเหยียนผู้หนึ่งที่มีนามว่า กุ่ย เจิ้นเค่อ มันได้
สังหารขุนพลมังกรซ่อนแห่งกองทัพเพลิงอัสนีไปไม่น้อย
และ อู่ อวี้ ก็เป็นเพียงคนเดียวที่สามารถหลบหนีออกมา
ได้…….”
ทว่าจู่ๆ ชวีอิ๋น ก็กล่าวเรื่องนี้ออกมา
“มีเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงๆ” อู่ อวี้ หันไปพยักหน้าให้กับ
ชวีอิ๋น กล่าวตามตรงหลังจากที่สิ้นสุดพิธีแต่งตั้ง
บรรดาศักดิ์ คนจากกองทัพมังกรเพลิงจำนวนมาก็ได้มา
เข้าเยี่ยมเยียน อู่ อวี้ ด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตามในเวลานี้
อู่ อวี้ กำลังฝึกฝนเคล็ดดัชนีหวงอู่สลายเต๋าอยู่ จึงได้ให้
ตัวแทนบอกไปว่าเขากำลังปิดด่านฝึกตนอยู่ ดังนั้น คน
จากกองทัพเพลิงอัสนีจึงไม่ได้เข้าพบ อู่ อวี้ ซึ่งพวกมัน
ต้องการจะรู้รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องราวทั้งหมด
แน่นอนว่าเพราะศักยภาพอันโดดเด่นที่ อู่ อวี้ แสดง
ออกมาในพิธีแต่งตั้งบรรดาศักดิ์ ทำให้คนจากกองทัพ
เพลิงอัสนีไม่กล้าที่จะผิดใจกับ อู่ อวี้
ยามนี้เมื่อพวกมันได้ข่าวว่า อู่ อวี้ ออกจากการปิดด่าน
ฝึกตน พวกมันจะต้องมาหาเขาอีกแน่นอน
“ยามนี้ภายในกองทัพเพลิงอัสนียังอยู่ในระหว่างการ
ตรวจสอบ ได้ยินมาว่าเพราะพวกขุนพลมังกรซ่อนได้ตก
อยู่ในกับดักวงเวทของ กุ่ย เจิ้นเค่อ จึงทำให้พวกมันต้อง
สังหารเข่นฆ่ากันเอง ทั้งกองทัพเพลิงอัสนียังได้ค้นพบ
ร่องรอยของวงเวทนี้ด้วย ซึ่งไม่แตกต่างจากสิ่งที่เจ้าได้
ให้การเอาไว้แต่แรก แน่นอนว่าพวกมันสามารถตำหนิ
เจ้าที่ไม่ได้ช่วยเหลือคนพวกนั้น อย่างไรก็ตามหากลอง
คิดดูให้ดี ในยามที่เผชิญหน้ากับ กุ่ย เจิ้นเค่อ เจ้าก็
สมควรมีพลังเพียงพอที่จะปกป้องได้แค่ตนเองเท่านั้น”
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่การคาดเดา
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเรื่องนี้ไม่มีสิ่งใดที่เกี่ยวข้องกับ อู่ อวี้
“ดังนั้น เจ้าจะจัดการเช่นไร?” โอรสเล่อ เอ่ยถามขึ้น
ชวีอิ๋น หยุดคิดสักพักจากนั้นก็กล่าวต่อ “ความจริงนี่
อาจเป็นวิธีที่ดีที่สุด แต่ทว่ามันอาจจะเป็นเรื่องยาก
สำหรับ อู่ อวี้ ข้าก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเขาจะทำได้
หรือไม่ และโอกาสที่จะทำสำเร็จก็มีค่อนข้างน้อยเสีย
ด้วย”
“ที่ท่านกำลังจะสื่อหมายความว่า”
“ข้าสามารถจัดการประลองขึ้นและให้ขุนพลมังกรเพลิง
เข้าร่วม เพื่อที่จะล้างแค้น กุ่ย เจิ้นเค่อ เพื่อที่จะล้างแค้น
ให้กับขุนพลมังกรซ่อนที่ถูกทำร้าย ข้าจะนำพลองฟ้า
อนันตกาลนี้เป็นของรางวัล ให้กับผู้ใดที่สามารถสังหาร
กุ่ย เจิ้นเค่อ หากใช้วิธีนี้ มันจะทำให้มีแรงจูงใจเพิ่มพูน
พร้อมกับบดบังเจตนาแท้จริง”
หากว่าใช้วิธีการนี้ โดยนำ พลองฟ้าอนันตกาล เป็นของ
รางวัล คงนับว่าสมเหตุสมผลไม่น้อย และหากมี อู่ อวี้
เข้าร่วม ก็ยังไม่นับว่าแปลกใจ และไม่เพียงแค่กองทัพ
มังกรเพลิงเท่านั้น กองทัพเพลิงอัสนี ก็มีแนวโน้มที่จะ
เสนอรางวัลในการล่า กุ่ย เจิ้นเค่อ ขึ้นมาด้วยก็ได้
“กุ่ย เจิ้นเค่อ? เช่นนั้นแล้วข้าจะใช้วิธีอะไรในการเข้า
ร่วมการล่าครั้งนี้?”
ชวีอิ๋น กล่าวต่อ “เรื่องนี้นับว่าง่ายมาก ข้าจะเลือกวันที่
ประกาศให้กับเหล่าขุนพลมังกรเพลิงได้รู้ เมื่อถึงยามนั้น
ก็ให้ โอรสเล่อ พาพวกเจ้ามา ประจวบเหมาะกับเจ้าได้
ยินเรื่องนี้พอดิบพอดี เจ้าที่คิดจะล้างแค้น กุ่ย เจิ้นเค่อ
เป็นทุนเดิม อีกทั้งยังมีพลองฟ้าอนันตกาลเป็นรางวัล
ด้วย ทั้งยังมี โอรสเล่อ คอยให้การช่วยเหลือ แถมตัวตน
ของเจ้ายังเป็นการกระตุ้นเหล่าขุนพลมังกรเพลิง
ทั้งหลายได้ดีอีกด้วย นับว่าไม่มีปัญหาอันใดแล้ว ซึ่งใน
ฐานะที่เป็นขุนพลมังพรเพลิง พวกมันจึงหยิ่งผยอง ยิ่งไป
กว่านั้นพวกมันยังเป็นถึงผู้ฝึกตนขั้น 3 ภัยพิบัติค้นหา
เต๋า มีเจ้าเป็นคู่แข่งนับว่าทำให้น่าตื่นตาขึ้นไม่น้อย“
ดูเหมือนว่านี่จะเป็นทางออกที่เหมาะสมสำหรับพวกเขา
แล้ว
โอรสเล่อ ขมวดคิ้วขึ้น จากนั้นกล่าวว่า “แน่นอนว่า
วิธีการนี้สมเหตุสมผล ทว่าโอกาสที่ อู่ อวี้ จะได้
ครอบครองพลองฟ้าอนันตกาล จะไม่น้อยเกินไปหรือ
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือเขาแทบจะไม่มีโอกาสเลยเสียด้วยซ้ำ
ไป ไม่ต้องกล่าวถึง กุ่ย เจิ้นเค่อ ที่มีความร้ายกาจ
หลบหนีไหลลื่นเป็นปลาไหล เพียงแค่คู่แข่งคนอื่นๆ อู่
อวี้ ก็ยากจะทาบติด แล้วเขาจะได้รับพลองฟ้าอนันต
กาลมาได้อย่างไรกัน?”
แม้ว่าเขาจะรู้สึกไม่ถูกใจวิธีการนี้ แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่ามัน
เป็นทางออกที่ดีที่สุด ซึ่งทางด้าน ชวีอิ๋น คิดว่าหาก อู่
อวี้ ได้รับพลองฟ้าอนันตกาลไปจากการแข่งขันครั้งนี้
ย่อมไม่มีใครเคลือบแคลงเป็นแน่ พวกมันจะคิดเพียงแค่
ว่า อู่ อวี้ อาศัยฝีมือและความแข็งแกร่งของตนเองมา
เพื่อได้ครอบครองสมบัติชิ้นนี้ ทว่า โอรสเล่อ กลับรู้สึก
ว่าวิธีการนี้มันค่อนข้างยากลำบากเกินไปหน่อย ท้ายสุด
ผู้ที่ได้รับพลองฟ้าอนันตกาลไปอาจจะไม่ใช้ อู่ อวี้ หาก
เป็นเช่นนั้นจริงๆ ชวีอิ๋น ก็คงลำบากใจไม่น้อย
อู่ อวี้ ครุ่นคิดไตร่ตรองดูสักพัก พลันกล่าวขึ้นมา “ข้าว่า
วิธีการนี้เหมาะสมที่สุด สิ่งที่ข้าต้องการก็เป็นเพียงแค่
โอกาส ยิ่งไปกว่านั้น สุดท้ายจะได้ครอบครองสมบัติชิ้น
นี้หรือไม่ก็เกี่ยวกับตัวข้าเอง สุดท้ายหากไม่ใช่ของของ
ข้า ข้าก็มิอาจเอื้อมอยู่ดี ทว่าการแข่งขันครั้งนี้ข้ามีความ
มั่นใจอยู่ไม่น้อย”
สุดท้ายแล้วสถานที่เช่น พิภพอเวจี เป็นสถานที่ที่เต็มไป
ด้วยโอกาสและโชควาสนา วิธีจัดการกับปัญหาหน้างาน
ก็สำคัญ ยิ่งกว่านั้นก็จำเป็นที่จะต้องอาศัยความ
แข็งแกร่งของตนเอง จึงจะสามารถสังหาร กุ่ย เจิ้นเค่อ
ได้
โอรสเล่อ ยังไม่ได้รับปาก ทว่า อู่ อวี้ ก็ชิงรับปากก่อน
แล้ว
“เจ้าตัดสินใจดีแล้วใช่หรือไม่?” โอรสเล่อ เอ่ยถามย้ำ
เขาอยู่หลายรอบ
อู่ อวี้ ยิ้มขึ้น แล้วกล่าวตอบ “การได้สิ่งของใดมาอย่าง
ง่ายๆ ในใจไม่อาจรับรู้ถึงคุณค่ามันได้ และเกรงว่าคงไม่
เท่ากับสิ่งที่ทุ่มเทกำลังทั้งหมดเพื่อให้ได้มันมา ”
นี่ก็คือเจตจำนงของเขา เป็นวิถีของเขา แต่ไหนแต่ไรมา
เขาไม่เคยกลัวการแข่งขัน เขาต้องการเพียงแค่โอกาส
เท่านั้น สำหรับเขาแล้วการแข่งขันทั้งปวงก็คือความท้า
ทาย ความท้าทายก็คือความก้าวหน้า เมื่อมี
ความก้าวหน้าก็จะสำเร็จกลายเป็นเซียนอมตะ!
“ตกลง” เมื่อเป็นเช่นนี้ โอรสเล่อ ก็ไม่คิดที่จะสร้าง
ความลำบากใจให้กับ ชวีอิ๋น อีกต่อไป
ชวีอิ๋น มองไปยัง อู่ อวี้ ด้วยสายตาชื่นชม จากนั้นพยัก
หน้าพร้อมกับกล่าวว่า “เช่นนั้นกำหนดการก็คือ ตอน
เที่ยงวันของอีก 3 วันนับจากนี้ เมื่อถึงเวลานั้นข้าจะ
เรียกประชุมเพื่อประกาศให้มีการไล่ล่าตามจับ กุ่ย เจิ้น
เค่อ ยามนั้นพวกท่านก็เพียงแค่ปรากฏตัวออกมา แล้วที่
เหลือจะเป็นหน้าที่ของข้าเอง”
ปัญหาทุกอย่างลงตัวเรียบร้อย
“ให้ข้าไปด้วยได้หรือไม่?” หนานซาน หวางเยว่ เอ่ยถาม
“เกรงว่าจะไม่ได้ การที่ให้ข้ามีส่วนร่วมในครั้งนี้ พวกมัน
ก็แทบจะไม่ยินยอมแล้ว แถมพวกมันจะสงสัยเอาได้ว่า
จะเป็นการช่วยเหลือข้าอย่างลับๆ” อู่ อวี้ ตอบกลับไป
“หากเป็นเช่นนี้ ข้าก็จะรอคอยข่าวดีจากเจ้า” ยมนี้ อู่
อวี้ ได้รับการบรรดาศักดิ์ให้กลายเป็นโอรสเล่อแล้ว ซึ่ง
หนานซาน หวางเยว่ ก็ได้กลายเป็นคนของ โอรสเล่อ ไป
โดยปริยาย ทว่ามันก็ไม่สามารถติดตาม อู่ อวี้ ได้ตลอด
ยิ่งไปกว่านั้นสถานที่เช่นพิภพอเวจี ไม่ใช่ที่ที่เหมาะสม
กับตัวมัน เพราะยิ่งเข้าไปลึกมากเท่าใดลาวาก็จะยิ่งร้อน
มากขึ้น ทำให้มันไม่สามารถทนได้นานนัก
หลังจากที่คุยรายละเอียดยิบย่อยต่างๆเสร็จสิ้น พวกเขา
ก็ย้อนกลับไปยังตำหนักโอรสเล่อ
เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ พริบตาเดียวก็ผ่านไปแล้ว 3 วัน
ซึ่งบัดนี้ โอรสเล่อ ได้พาตัว อู่ อวี้ ไปที่กองทัพมังกรเพลิง
และยามที่มาถึงเขตกองทัพ ชวีอิ๋น ก็กำลังทำการ
ประกาศเรื่องการจัดการกับ กุ่ย เจิ้นเค่อ พอดี ภาพ
เบื้องหน้ามีคนอยู่รวมกันไม่น้อย นับว่าพวกเขามาถึงใน
ยามที่เหมาะเจาะยิ่ง เพราะพริบตาที่พวกเขาเดินทาง
มาถึง ชวีอิ๋น ก็กำลังกล่าวเรื่องที่สำคัญที่สุด นั่นคือ
“ผู้ใดสามารถสังหาร กุ่ย เจิ้นเค่อ เพื่อล้างแค้นให้กับ
ขุนพลมังกรซ่อนแห่งกองทัพเพลิงอัสนีได้ ข้าจะมอบ
พลองฟ้าอนันตกาลเพื่อเป็นรางวัลให้กับคนผู้นั้น!”
แน่นอนหลังจากที่ได้ยินประโยคนี้ ทุกคนฉับพลัน
ตอบสนองกลับไปด้วยความดุเดือด เหล่าขุนพลมังกร
เพลิงที่อยู่หน้าสุด ปรากฏสายตาที่ร้อนแรงไร้ที่เปรียบ
ภายในเต็มไปด้วยจิตใจแห่งการต่อสู้และความตื่นเต้น
พวกมันหลายคนหมายปองพลองฟ้าอนันตกาลมาเป็น
เวลานาน ทุกวันนี้แม้จะมีศาสตราเต๋าวิถีแท้สุดยอด
วิญญาณที่พวกมันมีแต้มผลงานเพียงพอที่จะแลกเปลี่ยน
ได้ ทว่าพวกมันก็ไม่ได้ไปแลก เพราะว่าพวกมันใฝ่ฝัน
เพียงพลองฟ้าอนันตกาล เพราะสิ่งนี้จำเป็นจะต้องให้
ชวีอิ๋น ส่งมอบด้วยตัวเขาเอง
“กุ่ย เจิ้นเค่อ?” เมื่อ โอรสเล่อ ได้ยิน 3 คำนี้ ก็ทำหน้า
ตื่นตระหนกพร้อมกับพา อู่ อวี้ ก้าวเดินไปหา ชวีอิ๋น
จากนั้นเขาก็ยิ้มขึ้นพร้อมกับ กล่าวออกไปว่า “ท่านผู้
บัญชาการชวี ข้าเพิ่งจะได้ยินท่านเอ่ยนามของ กุ่ย เจิ้น
เค่อ เกิดเรื่องอันใดขึ้นงั้นรึ?”
เมื่อคนอื่นๆมองเห็น โอรสเล่อ เสด็จ โอรสผู้ที่กำลังโด่ง
ดังที่สุดในหมู่โอรสทั้งหลาย ทุกคนก็ไม่อาจระงับความ
ตื่นเต้นที่อยู่ในใจได้ ยามนี้พวกมันเร่งรีบคุกเข่าลงไปบน
พื้น พร้อมกับกล่าวออกมาอย่างพร้อมเพรีงกัน “ถวาย
บังคมโอรสเล่อ!”
“ลุกขึ้นเถอะ” ดูเหมือนว่า โอรสเล่อ กำลังอารมณ์ดีไม่
น้อย
คนทั้งหลายที่มารวมตัวกัน ส่วนใหญ่เป็นขุนพลมังกร
ซ่อน มีเพียงไม่กี่คนที่เป็นขุนพลมังกรเพลิง ซึ่ง อู่ อวี้ ก็
มองเห็นคนคุ้นหน้าในกลุ่มของขุนพลมังกรซ่อน ทั้ง
หลิวหยวน และ ซู เฉินเหยียน ก็อยู่ที่นี่เช่นกัน สำหรับ
ซู เฉินหยาง มันเป็นหัวหน้าหมู่ของขุนพลมังกรเพลิง
ขุนพลมังกรเพลิงที่อยู่ที่นี่ ล้วนปรารถนาในพลองฟ้า
อนันตกาลทั้งสิ้น คาดไม่ถึงว่า ซู เฉินหยาง ก็อยากจะได้
มันมาครอบครองเช่นกัน
ยามที่พวกมันมองเห็น อู่ อวี้ ก็ปรากฏสีหน้าซับซ้อน
อย่างไรก็ตาม หลิวหยวน ไม่ได้มีสีหน้าเช่นนั้น นางได้
เห็นฝีมือของ อู่ อวี้ ที่สำแดงออกมาในพิธีแต่งตั้ง
บรรดาศักดิ์กับตาตนเอง ยามนี้ดวงตาจึงส่องประกาย
ระยิบระยับ
“ต้องขออภัยด้วยที่เหล่าฝูไม่ได้ออกไปต้อนรับด้วย
ตนเอง ไม่ทราบว่า โอรสเล่อ จะรับสั่งอะไรหรือไม่?”
โอรสเล่อ กล่าวตอบ “ไม่มีเรื่องสลักสำคัญอันใด พอดีข้า
ผ่านทางมา จะไปดูว่า ห้าวเหยียน ออกจากการปิดด่าน
ฝึกตนแล้วหรือยัง”
โอรสเล่อ นั้นมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับ ชวี ห่าวเหยียน ซึ่ง
เป็นที่รู้กันว่า ชวี ห่าวเหยียน เพิ่งจะปิดด่านฝึกตนเพื่อ
ทะลวงเข้าสู่อาณาจักรใหม่
ฉากเหตุการณ์นี้ประจวบเหมาะไร้ซึ่งช่องโหว่ ทุกสิ่งทุก
อย่างดูสมเหตุสมผลยิ่ง โอรสเล่อ ระเบิดเสียงหัวเราะต่อ
หน้าทุกคนพร้อมกับกล่าวว่า “เพิ่งจะได้ยินท่านพูดถึง
เรื่องของ กุ่ย เจิ้นเค่อ จึงหวนไปในคราที่แล้วที่ อู่ อวี้ ไป
ยังพิภพอเวจี เขาสามารถหลบหนีจากเงื้อมมือของมัน
มาได้ ผู้บัญชาการชวี ท่านคิดจะจัดการกับ กุ่ย เจิ้นเค่อ
ผู้นี้เช่นไรกัน? ข้าได้ยินมาว่ามันสังหารขุนพลมังกรซ่อน
แห่งกองทัพเพลิงอัสนีไปมากมาย ทำให้มีผู้คนจาก
กองทัพเพลิงอัสนีได้เดินทางเพื่อไปจับตัว กุ่ย เจิ้นเค่อผู้
นี้โดยเฉพาะ” พวกเขาร่วมมือกันแสดงละครเพื่อตบตา
ขุนพลมังกรซ่อนและขุนพลมังกรเพลิงเหล่านี้ แน่นอน
ว่าพวกเขาแสดงได้อย่างลื่นไหล อีกทั้งยามนี้ขุนพลมังกร
ซ่อนและขุนพลมังกรเพลิงไม่มีอำนาจที่จะเอ่ยแทรก
ขึ้นมา
ชวีอิ๋น พยักหน้าพร้อมกับกล่าวว่า “เจ้า กุ่ย เจิ้นเค่อ ผู้นี้
หยิ่งผยองพองขน ชาวกุ่ยเหยียนเป็นเพียงแค่ข้าทาส
บริวารของชาวเหยียนหวงเรา แต่มันกลับกล้าลงมือกับ
ขุนพลมังกรซ่อน ยิ่งไปกว่านั้นยังสังหารคนไปถึง 8 คน
ทำให้ผู้คนเต็มไปด้วยความแค้นเคือง ในฐานะที่ข้าเป็น
ถึง 1 ในผู้บัญชาการกองทัพหลักของชาวเหยียนหวง จึง
จำเป็นจะต้องล้างแค้นให้กับพี่น้องชาวเหยียนหวงที่ต้อง
สละชีพด้วยน้ำมือของมัน แน่นอนว่า กุ่ย เจิ้นเค่อ ผู้นี้มี
ฝีมือร้ายกาจยิ่ง ดังนั้นข้าจึงสั่งการให้ขุนพลมังกรเพลิง
ลงมือด้วยตนเอง เพื่อเข้าไปที่พิภพอเวจีแล้วไล่ล่าสังหาร
กุ่ย เจิ้นเค่อ เสีย โดยมี พลองฟ้าอนันตกาล ซึ่งเป็น
สมบัติล้ำค่าของกองทัพมังกรเพลิงให้เป็นรางวัลแก่ผู้ที่
สามารถสังหารมันได้”
เรื่องนี้ ชวีอิ๋น เพิ่งจะประกาศออกไปเมื่อครู่ ดังนั้น
ขุนพลมังกรเพลิงทั้งหลายที่มีคุณสมบัติในการล่าสังหาร
กุ่ย เจิ้นเค่อ จึงยังคงอยู่ในอาการตื่นเต้น ซึ่งรวมไปถึง ซู
เฉินหยาง ด้วย
——————————–
(´▽`).。oเพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ