กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 841: เคลื่อนพลสังหาร
” ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ” โอรสเล่อ พยักหน้าแล้วก็กล่าวต่อ ”
ถึงเวลาที่เราจะทำให้ ชาวกุ่ยเหยียน ได้รู้ซึ้งถึงสถานะ
ของพวกมันเสียทีว่าผู้ใดคือนายผู้ใดคือบ่าว แล้วการที่
พวกมันมีเราเป็นนายนั้น คือบุญหัวล้นเหลือเพียงใด ข้า
รู้ดีว่าพลองฟ้าอนันตกาลเป็นศาสตราเต๋าวิถีแท้ที่น่า
อัศจรรย์มากเพียงใด อายุความเก่าแก่ของมันไม่อาจ
ระบุได้ ตามตำนานล่ำลือกันว่าบรรพชนอนันตกาล
บุคคลจากสมัยโบราณเป็นผู้สร้าง พลองฟ้าอนันตกาล
ขึ้นมาด้วยตนเอง หลังจากที่ท่านสร้างพลองฟ้าอนันต
กาลสำเร็จมาได้ไม่นาน ท่านก็บรรลุกลายเป็นเซียน
อมตะ ร่ำลือกันว่าท่านอยู่ในวิถีแห่งเซียนไปตราบชั่วนิจ
นิรันดร์ ซึ่งช่วงเวลานั้นท่านก็ใส่ความรู้ความเข้าใจ
ทั้งหมดที่มีลงไปในการสร้างพลองฟ้าอนันตกาล แม้จะ
เป็นศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ พลังพลานุภาพของ
พลองก็นับว่าเป็นที่สุด ”
สิ่งที่เขากล่าวมาทั้งหมด เป็นเพียงอารมณ์ความรู้สึกของ
ตัวเองล้วน ๆ เรียกได้ว่าผู้พูดไม่สนใจผู้ฟัง หัวใจของ อู่
อวี้ พองโตหวังว่าตัวเองจะมีโอกาสได้ พลองฟ้าอนันต
กาล ครอบครองเชยชม เขารู้ว่าในเวลานี้ไม่อาจระงับ
สายตาอันเปล่งประกายของตนเอง ทั้งยังรู้อีกว่านี่คือ
ช่วงเวลาของตนเอง ทันใดนั้นเขาก็เอ่ยปากกับโอรสเล่อ
และ ชวีอิ๋น อย่างเคร่งขรึมจริงจังขึ้นว่า ” พระโอรส , ผู้
บัญชาการ ครั้งที่แล้วชีวิตของกระหม่อมกับสหาย
เกือบจะหาไม่เพราะ กุ้ย เจิ้นเค่อ ทั้งมันยังทำให้พี่น้อง
กองทัพเพลิงอัสนี เกลียดชังกันจนต้องเข่นฆ่ากันเองต่อ
หน้าต่อตาของข้า กระหม่อมจึงอยากจะทูลขอพวกท่าน
ทั้งสอง โปรดให้ข้าเข้าร่วมด้วย หนึ่งก็เพื่อล้างแค้นมัน
ด้วยตนเอง สองก็เพื่อขุนพลมังกรซ่อนแห่งกองทัพเพลิง
อัสนี ”
ในสถานการณ์เช่นนี้ การร้องขอของเขาค่อนข้างเป็น
เรื่องสมเหตุสมผล
หลังจากขุนพลมังกรเพลิงได้ยินสิ่งที่ อู่ อวี้ เอ่ยมาครู่
หนึ่ง มันก็แสดงท่าทีต่อต้านออกมาอย่างเห็นได้ชัด
ถึงแม้มันจะไม่เอื้อนเอ่ยอันใด แต่สายตาของพวกมันก็
แสดงความหมายภายในใจได้อย่างชัดเจน
ทว่าสิ่งที่ อู่ อวี้ กล่าวถือว่าสมเหตุสมผลแล้วที่เขาจะ
เกลียดชัง กุ้ย เจิ้นเค่อ
หลังจากได้ยินคำพูดของ อู่ อวี้ โอรสเล่อยิ้มแล้วตอบว่า
” อู่ อวี้ อาจไม่ใช่คู่มือของ กุ้ย เจิ้นเค่อ แต่ข้าเห็นว่า
ความสามารถในการหลบหนีของเขาไม่มีผู้ใดเทียบเคียง
ได้ หากให้เขาเข้าไปในพิภพอเวจีเพื่อไล่ล่า กุ้ย เจิ้นเค่อ
ข้ามั่นใจมากว่าเขาจะไม่เป็นไร บางทีเขาอาจช่วยเหลือ
ขุนพลมังกรเพลิงทุกท่านได้บ้างเล็กน้อย ในเมื่อมี
ความคิดเช่นนี้ขึ้นมาแล้ว ผู้บัญชาการชวี่ก็ควรจะ
ยินยอม เพราะอย่างไรเสียช่วงเวลานี้เขาก็ไม่มีอะไรทำ
อยู่แล้ว ”
โอรสเล่อออกปากขอร้องให้ อู่ อวี้ เป็นการส่วนตัว
ชวีอิ๋น มีสีหน้ากังวลตั้งแต่เริ่มแรก เขาพยายามครุ่นคิด
เกี่ยวกับเรื่องนี้แล้วก็เอ่ยขึ้นว่า ” กุ้ย เจิ้นเค่อ เป็นผู้ฝึก
ตนนอกรีตระดับสามภัยพิบัติค้นหาเต๋า แทบไม่ต้องพูด
ถึงว่าความโหดเหี้ยมอำมหิตของมันมากมายเพียงใด
ความสามารถและฝีมือของ อู่ อวี้ ถือว่ายังห่างไกลจาก
การต่อกรกับมันมากนัก ”
อู่ อวี้ ตอบอย่างจริงจัง ” ผู้บัญชาการ ในสถานที่อย่าง
พิภพอเวจี ถ้าไม่แน่พอก็ไม่สามารถมีชีวิตรอดอยู่ได้ กุ้ย
เจิ้นเค่อ มันสร้างหนี้แค้นในหลวงไว้กับข้า ข้าจะทำให้
มันต้องชดใช้ ”
อดทนฟังมาถึงจุดนี้เหล่าขุนพลมังกรเพลิง ก็ไม่อาจทาน
ทนนิ่งเฉยได้อีกต่อไป ” อย่ามาทำเป็นพูดจาใหญ่โตไป
หน่อยเล้ย ยอมรับเถอะว่า…เหตุที่ทำให้เจ้ากระตือรือร้น
ถึงเพียงนี้เป็นเพราะได้ยินเรื่อง พลองฟ้าอนันตกาล จึง
เกิดโลภมากขึ้นมา เจ้ากล้าพูดเต็มปากไหมว่าไม่ได้ทำ
เพื่อ พลองฟ้าอนันตกาล ถึงอยากไปจนตัวสั่นมากมาย
ถึงเพียงนี้? หากเจ้าสามารถสังหาร กุ้ย เจิ้นเค่อ ได้ แต่
ไม่ได้รับพลองฟ้าอนันตกาล เจ้ายังจะกล้าไปหรือไม่? ”
” ผู้ที่สังหาร กุ้ย เจิ้นเค่อ ได้เท่านั้นถึงจะสามารถ
ครอบครองพลองฟ้าอนันตกาลได้ แต่ดูเหมือนเจ้าจะไม่
มีความมั่นใจ จนต้องออกมาพูดถึงขนาดนี้ใช่หรือไม่?
หนำซ้ำยังกลัวว่าข้าเพียงคนเดียวจะแย่งชิง พลองฟ้า
อนันตกาล ไปจากพวกเจ้างั้นหรือ? ช่างเหลวไหลสิ้นดี! ”
อู่ อวี้ ตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามกลับไปอย่างดุเด็ดเผ็ดร้อน
แท้จริงแล้วเขาต้องการสังหาร กุ้ย เจิ้นเค่อ จากใจจริง
ส่วนพลองฟ้าอนันตกาลก็เป็นเพียงผลพลอยได้ ซึ่งทุก
คนต่างต้องการจะครอบครองด้วยกันทั้งนั้น
” ท่านคิดจะครอบครองพลองฟ้าอนันตกาลด้วยงั้นหรือ?
ราชอารักษ์เล่อ หากเป็นรุ่นเดียวกันกับท่าน ภายในนคร
เทวะแห่งนี้ คงไม่มีใครสามารถเทียบเคียงกับท่านได้ แต่
ถ้าต้องการแข่งขันกับชนรุ่นหลังอย่างพวกเราแล้วล่ะก็
ยังนับว่าห่างไกลเล็กน้อย ” ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งเอ่ยขึ้น
นอกจาก ซู เฉินหยาง ก็ยังมีหลายคนที่ไม่เป็นมิตรกับ อู่
อวี้ ในความเป็นจริง อู่ อวี้ ได้อ่านข้อมูลของพวกมัน
หลายคนแล้ว ดั่งชายตรงเบื้องหน้าเขาในยามนี้ แต่งเนื้อ
แต่งตัวดูดีท่าทางสง่างาม เส้นผมสีขาวมัดผมเป็นช่อ มี
นามว่า ฟาง หมิงจิ้ง มันเป็นหนึ่งในขุนพลมังกรเพลิงที่
ต้องการแย่งชิงพลองฟ้าอนันตกาล
ก่อนหน้านี้ ซู เฉินหยาง โดน อู่ อวี้ ตอกหน้าไป ยามนี้
มันจึงรู้สึกโกรธเคืองเป็นอย่างยิ่ง หลังจาก ฟาง หมิงจิ้ง
กล่าวจบ มันกัดฟันแน่นแล้วเอ่ยขึ้นว่า ” ไม่เห็นมีอันใด
ให้ต้องกังวล น้ำหน้าอย่างเจ้านะหรือจะสังหาร กุ้ย เจิ้น
เค่อ ข้าไม่รู้สึกกังวลใจสักนิด เพราะคนอย่างเจ้าไม่มีวัน
มาแข่งขันกับพวกเราได้ คนนอกอย่างเจ้าไม่มีสิทธิ์
ครอบครองสมบัติของกองทัพมังกรเพลิง ”
อู่ อวี้ หัวเราะเสียงดังลั่น จากนั้นก็ตอบกลับไปว่า ” ไม่
กังวลก็ดี เพราะความกังวลของเจ้าเป็นเพียงแค่เรื่องผาย
ลมเท่านั้น หากเจ้าหวาดกลัวจนฉี่แทบเล็ดก็พูดมาตรง
ๆ เลยดีกว่า อย่าได้กล่าวอ้างเหตุผลทำเป็นพูดจาใหญ่โต
ห้าวหาญ หากเจ้าพูดมาตรง ๆ ว่ากลัว ข้าจะช่วยบอก
โอรสเล่อและผู้บัญชาการชวี่ให้ ว่าไม่ให้เจ้าเข้าร่วมด้วย
”
การโต้กลับอย่างคล่องแคล่วดุเดือดของเขานับว่าได้ผลดี
เป็นอย่างยิ่ง ส่งผลให้ยามนี้ ซู เฉินหยาง ทำท่าทางสูงส่ง
หยิ่งยโสมากยิ่งขึ้น นับวิธีนี้มีประสิทธิภาพอยู่ไม่น้อย
” สหายซูใจเย็น ๆ ไว้ จงอย่าได้สุมกองเพลิงให้มากไป
กว่านี้เลย ผู้ที่ได้ครอบครองพลองฟ้าอนันตกาล ล้วน
ขึ้นอยู่กับความสามารถของตนเอง เราแค่พยายามอย่าง
เต็มที่ แล้วปล่อยให้ท่านผู้บัญชาการชวี่เป็นคนตัดสินใจ
” ไม่คาดคิดว่าขุนพลมังกรเพลิงที่ช่วยกู้สถานการณ์
ของชวีอิ๋นไว้ เป็นสตรีนางหนึ่ง ซึ่งดูมีอายุอานาม
มากกว่า 200 ปี หาใช่เด็กแรกรุ่น แต่กลับเปี่ยมไปด้วย
เสน่ห์ ไร้ซึ่งริ้วรอยใด ๆ ทุกอิริยาบถการเคลื่อนไหว ไม่
ว่าจะเป็นใบหน้าหรือรูปร่างล้วนงดงามเลิศล้ำ อู่ อวี้ ได้
แลเห็นสตรีแรกรุ่นมามากมาย แต่ไม่เคยพบเพียงผู้ใดที่
ทำให้รู้สึกได้ถึงบรรยากาศแห่งความเป็นผู้ใหญ่ถึงเพียงนี้
สตรีนางนี้มีนามว่าหลิวโยวโยว ทั้งยังเป็นหนึ่งในคู่แข่ง
ของ อู่ อวี้
เมื่อหลิวโยวโยวยิ้ม บรรยากาศโดยรอบก็ผ่อนคลายลง
มาก ในเวลานี้ผู้คนต่างมุ่งความสนใจไปที่ชวีอิ๋น
หลังจากเห็นหลิวโยวโยวตอบตกลง ทางฝั่งชวีอิ๋นก็
สามารถตัดสินใจได้ ผู้ที่มีตัวตนสูงส่งมากที่สุดในที่แห่งนี้
ก็คือโอรสเล่อ แม้กระทั่งราชบุตรเขยอย่างซูเฉินหยาง
ฐานันดรของมันก็ไม่สามารถเทียบเคียงได้กับโอรสเล่อ
ได้
ชวีอิ๋นมองไปที่ อู่ อวี้ จากนั้นก็มองโอรสเล่อก็กล่าวว่า ”
ในเมื่อโอรสเล่อออกหน้าแทน อู่ อวี้ อีกทั้ง อู่ อวี้ ยังเคย
เผชิญหน้าต่อสู้กับ กุ้ย เจิ้นเค่อ มาก่อนแล้ว ถ้าเช่นนั้น
ข้าก็ตกลงให้ราชอารักษ์เล่อเข้าร่วมกองสังหารนี้ด้วย
แล้วถ้าหากราชอารักษ์เล่อเข้าร่วมกองทัพสังหารกุ้ย
เจิ้นเค่อ จนสามารถสร้างผลงานได้ดีกว่า ก็ถือว่าได้สร้าง
คุณประโยชน์อย่างใหญ่หลวงให้แก่อาณาจักรโบราณเห
ยียนหวง การที่ข้าจะมอบพลองฟ้าอนันตกาลให้แก่ราช
อารักษ์เล่อเป็นรางวัล ก็ไม่มีผู้ใดสามารถคัดค้านได้ ”
บัดนี้เขาสามารถพูดได้อย่างเต็มปากแล้ว
” สำหรับคนอื่น ๆ สิ่งสำคัญที่พวกเจ้าสมควรคิดก็คือ จะ
หาวิธีสังหาร กุ้ย เจิ้นเค่อ อย่างไร กองทัพมังกรเพลิง
ของเราส่งขุนพลมังกรเพลิงมากมายเข้าร่วมในการล่า
สังหารครั้งนี้ อีกทั้งยังสัญญาว่าจะมอบพลองฟ้าอนันต
กาลให้กับโอรสเล่อ จงอย่าได้ทำให้ขายหน้าเด็ดขาด
คาดว่าพวกเจ้าคงไม่ทำให้ข้าต้องอับอาย กลายเป็นขี้
ปากให้ผู้คนทั่วทั้งใต้หล้าดูถูกเยาะเย้ยใช่หรือไม่?”
สิ่งที่มันต้องการจะสื่อก็คือ ไม่ว่า อู่ อวี้ จะเข้าร่วม
หรือไม่ ก็หาได้มีผลอันใด ทั้งหมดทั้งมวลล้วนขึ้นอยู่กับ
ตัวของพวกมันเอง เนื่องจากหากไม่มี อู่ อวี้ การแข่งขัน
ของพวกมันก็ดุเดือดเลือดพล่านมากพอแล้ว
ผู้ที่รู้สึกไม่พอใจมากที่สุดก็คือ ซู เฉินหยาง ส่วนขุนพล
มังกรคนอื่น ๆ ล้วนมีอายุและประสบการณ์มากกว่า
ดังนั้นพวกมันจึงรู้ว่า ยามนี้โอรสเล่อรุ่งโรจน์เฟื่องฟูมาก
เพียงใด แม้กระทั่งมหาอุปราชยังต้องไว้หน้าเขา
แน่นอนว่าชวีอิ๋นก็ต้องกระทำแบบนั้นเช่นเดียวกัน เมื่อ
ได้ยินโอรสเล่อร้องขอ ชวีอิ๋นย่อมไม่สามารถปฏิเสธได้
อีกทั้งข้อเรียกร้องของโอรสเล่อก็ไม่นับว่าหนักหนา
เกินไป เขาแค่ต้องการมอบโอกาสเล็กน้อยให้แก่ อู่ อวี้
เท่านั้น
เมื่อเป็นไปตามแผน แม้ว่า ซู เฉินหยาง จะทำให้เขาไม่
พอใจ ทว่าก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องไปให้ราคา
เนื่องจากในท้ายสุดแล้ว หาก อู่ อวี้ เอ่ยปากด้วยตนเอง
ย่อมไม่สามารถท้าทายผู้มีอำนาจอย่าง ชวีอิ๋น ได้อย่าง
แน่นอน
ดังนั้น อู่ อวี้ จึงยอมรับได้ ซึ่งมันก็ทำให้ทุกฝ่ายพอใจอีก
ด้วย
“จะออกเดินทางเมื่อไหร่?” โอรสเล่อเอ่ยถามชวีอิ๋น ด้วย
ความรู้สึกพึงพอใจยิ่ง
“ โปรดมั่นใจ หลังจากกระหม่อมป่าวประกาศออกไป
แล้ว พวกข้าจะออกเดินทางในทันที ไม่ทราบว่าราช
อารักษ์เล่อต้องเวลาเตรียมตัวอีกหรือไม่? ”
อู่ อวี้ ส่ายหัวแล้วพูดว่า “ ข้าพร้อมทุกเมื่อ ให้ไปตอนนี้
เลยก็ได้ ”
” ดี ถ้าเช่นนั้นพวกเจ้าจงพาแขกของเราราชอารักษ์เล่อ
ร่วมเดินทางไปที่ป้อมมังกรเพลิง ภารกิจครั้งนี้ไม่มี
ขีดจำกัดเวลา จุดสิ้นสุดของมันคือความตายของ กุ้ย
เจิ้นเค่อ เท่านั้น เมื่อถึงเวลานั้นผู้ใดก็ตามที่นำซากศพ
ของกุ้ย เจิ้นเค่อมา ผู้นั้นจะได้รับพลองฟ้าอนันตกาลไป
”
” ตกลง! ” การมีส่วนร่วมของ อู่ อวี้ ถือเป็นความจริงที่
ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งขุนพลมังกรเพลิงส่วนใหญ่ก็
เลือกที่จะยอมมัน ขุนพลมังกรเพลิงที่อยู่โดยรอบต่างหัน
มามองหน้ากันและกัน แต่ก็ไม่มีผู้ใดเอื้อนเอ่ยวาจา
ออกมา เพราะพวกมันไม่เชื่อว่า ท่ามกลางการแข่งขัน
แย่งชิงจากผู้คนจำนวนมาก อู่ อวี้ จะสามารถสังหาร กุ้ย
เจิ้นเค่อ ได้เป็นคนแรก นอกจากนี้ยังสามารถแลเห็นได้
อย่างชัดเจนว่า ขุนพลมังกรเพลิงแทบทั้งหมดล้วนมี
พื้นฐานฝึกตนอยู่ในระดับสามภัยพิบัติค้นหาเต๋า ทั้งยัง
ฝึกฝนบำเพ็ญตนมากว่า 200 ปี หาได้เหมือนกันผู้ฝึกตน
หนุ่มสาวที่ อู่ อวี้ เคยได้พบเจอมาก่อนหน้านี้ พวกมัน
ทุกคนล้วนมีประสบการณ์และความแข็งแกร่งมากกว่า
เรียกได้ว่ารุ่นราวคราวเดียวกับบิดามารดาของ อู่ อวี้
เลยก็ว่าได้
และการแข่งขันกับพวกมัน ไม่ใช่แค่เป็นอัจฉริยะแล้วจะ
ทำได้
” ไปได้แล้ว ข้าจะรอข่าวดีจากพวกเจ้า ผู้ใดก็ตามที่
สังหารกุ้ย เจิ้นเค่อได้ จะนำพาเกียรติยศอย่างใหญ่หลวง
มาให้แก่กองทัพมังกรเพลิงของเรา ”
ในเวลานี้มีองครักษ์มังกรเพลิงอยู่ไม่มากนัก ซึ่งพวกมัน
ทุกคนต่างรีบมุ่งหน้าไปยังป้อมมังกรเพลิงด้วยตนเอง
โชคยังดีที่ อู่ อวี้ รู้ตำแหน่งของป้อมมังกรเพลิงแล้ว
ดังนั้นยามนี้จึงถือเป็นช่วงเวลาแห่งการแข่งขันกันด้วย
ความเร็ว หลังจากชวีอิ๋นกล่าวเสร็จสิ้น เหล่าทหารแต่ละ
คนต่างพากันใช้ออกด้วยวิชาเสริมความเร็ว มุ่งหน้าไปที่
ป้อมมังกรเพลิงทันที ทุกผู้คนต่างเร่งรีบแข่งกับเวลา
เพียงชั่วพริบตา นอกจาก อู่ อวี้ พวกมันทั้งหมดก็หาย
ตัวไปต่อหน้าต่อตาของทุกคน
” อู่ อวี้ เจ้าไปเถอะ ” โอรสเล่อยิ้ม
วัตถุประสงค์ของพวกมันนับว่าบรรลุเป้าหมาย
” ไม่ต้องกังวล แม้กระหม่อมจะไปถึงเป็นคนแรก แต่คง
ไม่มีผู้ใดเปิดประตูป้อมมังกรเพลิงให้ข้า ” อู่ อวี้ พูดช้า ๆ
อย่างมั่นใจ
ชวีอิ๋นกล่าวว่า ” เจ้าไปถึงเร็วก็ดีแล้ว เอาเป็นว่าข้าจะรีบ
ส่งข้อความแจ้งข่าวให้พวกมันเปิดประตูป้อมมังกรเพลิง
ให้เจ้า ”
อู่ อวี้ ไม่จำเป็นต้องสุภาพอีกต่อไป เขาเรียกเมฆาตลบ
ฟ้าออกมา จากนั้นก็นอนเอกเขนกอยู่บนปุยเมฆอย่าง
ผ่อนคลายสบายใจ หลังจากกล่าวคำอำลาทุกคนเป็นที่
เรียบร้อย เขาก็ขี่ปุยเมฆทะยานไล่ล่าผู้ที่จากไปก่อนหน้า
นี้
หลังจาก อู่ อวี้ ออกไป ชวีอิ๋น กับ โอรสเล่อ ก็หันมามอง
หน้ากันแล้วก็ยิ้ม
ชวีอิ๋นถามว่า ” พระองค์คิดว่าการแข่งขันนี้จะดุเดือด
มากน้อยเพียงใด? ”
” ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ข้าไม่เคยเห็นเขาล้มเหลว
เลยสักครั้ง ข้าเองก็ตั้งตารอดู ”
ชวีอิ๋น ยังจดจำฝีมือการต่อสู้อันน่าประทับใจของ อู่ อวี้
ภายในการแข่งขันสงครามชิงอำนาจแดนเหนือได้อย่าง
ชัดเจน คราแรกเขารู้สึกไม่มีหวังแม้แต่น้อยนิด แต่แล้ว
เรื่องน่าเหลือเชื่อก็บังเกิดขึ้น ในที่สุดเขาก็สามารถคว้า
พิมานจักรพรรดิเป่ยหมิง มาครอบครองจนได้
“ใช่…คงต้องรอดูต่อไป”
เรื่องนี้มีคนรู้เห็นเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ชวีอิ๋น คิดว่ายิ่งคน
รู้น้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งดี
อู่ อวี้ ลาลับสายตาไปแล้ว ส่วนคนอื่น ๆ ยังต้องใช้เวลา
เคลื่อนที่อีกยาวนาน ถึงแม้พวกมันจะออกมาก่อน ทั้งยัง
พยายามรีบเร่งฝีเท้าอย่างสุดกำลัง แต่ก็ยังช้ากว่า อู่ อวี้
จนบัดนี้เขาได้ไล่ตามจ่าฝูงเป็นที่เรียบร้อย
——————————–
(´▽`).。oเพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ