กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 842: กลับมายังพิภพลาวาอีกครั้ง
การที่พวกมันต้องกลายเป็นคู่แข่งกันเพื่อแย่งชิงพลองฟ้า
อนันตกาล คาดว่าคงทำให้พวกมันไม่ค่อยสบอารมณ์นัก
ยามนี้พวกมันแต่ละคนกำลังแข่งขันในด้านความเร็ว มัน
ทุ่มเทและงัดความสามารถทุกอย่างมาใช้ ไม่ว่าจะเป็น
กลยุทธ์พลังอิทธิฤทธิ์หรือเคล็ดวิชาต่าง ๆ อย่างไม่มีใคร
ยอมแพ้ใคร
พวกมันไม่ต้องการเห็นหน้ากัน ดังนั้นจึงกระจายตัวกัน
ออกไปจะได้ไม่ต้องมาพบเจอกัน
สำหรับการต่อสู้ครั้งนี้ เป็นไปไม่ได้ที่จะจับมือร่วมเป็น
พันธมิตรกัน ด้วยเพราะสุดท้ายแล้วผู้ที่จะสามารถ
ครอบครอง พลองฟ้าอนันตกาล ได้นั้นมีเพียงผู้เดียว
อันที่จริงความยากของภารกิจครั้งนี้ นอกจากสังหาร กุ้ย
เจิ้นเค่อ ก็ยังมีเรื่องค้นหาตัวของ กุ้ย เจิ้นเค่อ ให้พบ
” ชาวกุ้ยเหยียนจะรวมตัวกันอยู่ในส่วนลึกที่สุดของ
พิภพอเวจี ตรงส่วนนั้นไร้ซึ่งผู้ฝึกตนอยู่อาศัยมานาน
หลายปีแล้ว แม้แต่ข้าก็ไม่รู้ว่าตรงส่วนดังกล่าวเป็นเช่น
ไร โดยทั่วไปไม่ว่าชาวกุ้ยเหยียนจะไปก่อเรื่อง ณ ที่แห่ง
ใด ก็จะกลับมายังสถานที่ดังกล่าว ซึ่งถ้าหาก กุ้ย เจิ้น
เค่อ หลบซ่อนตัวอยู่ในส่วนลึกที่ว่านี้ ก็เป็นเรื่องยากที่จะ
หาตัวมันเจอ นอกจากนี้ในบริเวณดังกล่าวยังมีชาวกุ้ยเห
ยียนซึ่งมีฝีมือแข็งแกร่งหลบซ่อนตัวอยู่อีกจำนวนมาก ”
สำหรับ อู่ อวี้ เขาไม่ใช่คู่มือที่จะสามารถต่อกรกับ กุ้ย
เจิ้นเค่อ ได้ ดังนั้นความเป็นไปได้ของภารกิจนี้จึงต่ำเตี้ย
เรี่ยดินเป็นอย่างไรมาก
อย่างไรก็ตามในความคิดของเขา การเข้าร่วมภารกิจนี้
จะส่งผลแง่บวกสำหรับเขาในระยะยาว หาก
เปรียบเทียบกับผู้อื่นไม่มีทางที่ผู้ใดจะประสบ
ความสำเร็จได้อย่างรวดเร็วเช่นเขา
พิภพอเวจีเป็นสถานที่เก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่ดีมาก
หากการเข้าร่วมทำภารกิจครั้งนี้สามารถทำให้เขา
ก้าวหน้าในเต๋าได้ ก็นับได้ว่าเขาได้กำไรอย่างใหญ่หลวง
แล้ว ถ้าเป็นนครจิตเทวะ อู่ อวี้ ไม่สามารถต่อสู้และ
สังหารได้
ตอนนี้ อู่ อวี้ กำลังนั่งอยู่บนเมฆาตลบฟ้า พลิกตลบ
ทะยานฝ่าหาหมอเมฆไปเบื้องหน้า ซึ่งเขาก็อาศัย
ช่วงเวลาแห่งความเร่งรีบนี้ ไตร่ตรองขบคิดเรื่องต่าง ๆ
เช่นพลังอิทธิฤทธิ์และเคล็ดวิชาเต๋า
เมื่อ อู่ อวี้ พุ่งทะยานข้ามผ่านขุนพลมังกรเพลิงชนรุ่น
ก่อนผู้เปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ เมื่อพวกมันเห็น อู่ อวี้
เคลื่อนตัวผ่านพวกมันไป ดวงตาของพวกมันก็เบิกโพลง
ด้วยความไม่อยากจะเชื่อ ช่างเป็นภาพที่น่าขบขันยิ่งนัก
ระหว่างที่อีกฝ่ายกำลังพยายามกระเหี้ยนกระหือรือ
เต็มที่ ส่วน อู่ อวี้ กลับนั่งอยู่บนก้อนเมฆอย่างสบายใจ
เฉิบ เพียงชั่วพริบตาก็หายไปต่อหน้าต่อตาของพวกมัน
ส่วนผู้คิดว่าตนเองแข็งแกร่งซะเหลือเกิน เมื่อเห็น อู่ อวี้
พุ่งทะยานไปด้วยความเร็วเหนือกว่าตนอย่างง่ายดาย
มันก็อดไม่ได้ที่จะตะโกนโหวกเหวกก่นด่าสาปแช่ง
ออกมา
อย่างไรก็ตามแค่เพียงชั่วพริบตา อู่ อวี้ ก็แซงหน้ามันไป
อย่างไม่เห็นฝุ่น
นอกจากนี้ก็ยังมี หลิวโยวโยว นางสามารถควบคุม
อารมณ์ของตนเอง ระหว่างที่ อู่ อวี้ เคลื่อนตัวผ่านไป
อย่างรวดเร็ว นางก็หันมาส่งยิ้มให้กับเขายังอบอุ่นละมุน
อีกคนก็คือ ซู เฉินหยาง อยู่ทางฝั่งด้านซ้ายไม่ไกลนัก
มันสังเกตเห็นแล้วว่า อู่ อวี้ กำลังพุ่งทะยานผ่านมันไป
มันจึงแลมอง อู่ อวี้ ดวงตาไม่แยแส พร้อมกับกล่าวว่า ”
อู่ อวี้ พลองฟ้าอนันตกาลเป็นเพราะเจ้าเตรียมการไว้แต่
แรกสินะ! ก่อนหน้านี้เราแข่งขันแย่งชิง พลองฟ้าอนันต
กาล มานานเกือบสามปีแล้ว สำหรับเรื่องนี้ย่อมเป็นไป
ไม่ได้ที่ผู้บัญชาการชวี่จะเอ่ยปากรับคำง่ายๆ ทว่าเมื่อเจ้า
ปรากฎ ผนวกกับกองทัพอัสนีตกตายหายสาบสูญ จึงใช้
เรื่องนี้ออกมาเป็นอุบาย! ”
มันสามารถปะติดปะต่อเรื่องราวได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งเรื่อง
ที่คาดเดาก็เป็นความจริง
อู่ อวี้ หยุดฟังสิ่งที่มันกล่าว อันที่จริง ซู เฉินหยาง ไม่ได้
คิดจะเปิดเผยเรื่องนี้ แต่เป็นเพราะเขาอยู่กับมันเพียง
ลำพังจึงกล้าเอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมา ทั้งยังคิดว่า อู่ อวี้ จะไม่
เอาเรื่องนี้ไปเปิดเผยแพร่งพรายให้ผู้ใดรับรู้ หากข่าว
เรื่องนี้แพร่งพรายออกไปคนส่วนใหญ่ก็คงไม่เชื่ออยู่ดี
“ ถึงอย่างนั้นข้าคงต้องขอบใจเจ้า ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าเรา
คงไม่มีโอกาสดี ๆ เช่นนี้ อีกทั้งผู้บัญชาการชวี่ยังเป็นคน
ที่เราเคารพนับถือ ท่านให้โอกาสเราได้แข่งขันอย่างเป็น
ธรรม แต่เจ้าได้เข้าร่วมเป็นกรณีพิเศษโดยเส้นสาย ไม่
ได้มาจากคุณสมบัติจริง ๆ ของเจ้า! เป็นเพราะข้าเคารพ
ผู้บัญชาการชวี่จึงบอกเจ้าได้เพียงเท่านี้ การครอบครอง
พลองฟ้าอนันตกาล มันไม่ได้ง่ายดายอย่างที่เจ้าคิด อย่า
ลืมว่าข้ารู้เรื่องความสามารถ และ ความแข็งแกร่งของ
เจ้าหมดแล้ว ”
แน่นอนว่ามันไม่ต้องการให้ตัวเองเดือดร้อน มันเป็นคน
ฉลาดมากพอที่รู้ว่า หากไม่ใช่ อู่ อวี้ มันก็ไม่มีโอกาสได้
ต่อสู้อย่างยุติธรรม
“เอาเป็นว่าเรามาพูดคุยกันด้วยพลังฝีมือดีกว่า” อู่ อวี้
ไม่ได้อยู่ฟังมันพูดอีกต่อไป แล้วเขาก็ทิ้ง ซู เฉินหยาง ไว้
เบื้องหลังอย่างไม่เห็นฝุ่นด้วยท่าทางผ่อนคลายสบายใจ
สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความต่างความแข็งแกร่งอย่าง
ชัดเจน
อู่ อวี้ ทิ้งขุนพลมังกรเพลิงชนรุ่นก่อนทั้งหลายไว้
เบื้องหลังอย่างไม่เห็นฝุ่น พวกมันเหล่านี้ถือเป็นคู่แข่งที่
มีพลังอำนาจแข็งแกร่งอย่างแท้จริง สำหรับข้อได้เปรียบ
ของ อู่ อวี้ เมื่ออยู่ในพิภพอเวจีคือเขาไม่ตายง่าย ๆ
ประการที่สอง เขาสามารถออกมาได้เสมอแม้ว่าจะอยู่ใน
สถานการณ์คับขันมากเพียงใด ดังนั้นเขาจึงมีโอกาส
มากกว่าขุนพลมังกรเพลิงคนอื่น ๆ
ข้อเสียคือเขายังหาวิธีสังหาร กุ้ย เจิ้นเค่อ ไม่ได้ อีกทั้ง
มันยังแข็งแกร่งเกินไป
ใช้เวลาเพียงสั้น ๆ อู่ อวี้ ก็ลอยอยู่พิภพอเวจี ด้านล่าง
มืดมิดอาบท่วมไปด้วยธารลาวาอันไร้สิ้นสุดกำลังม้วน
กลิ้ง ดูราวกับสายโลหิตจำนวนนับไม่ถ้วน เหนือดินแดน
อันกว้างใหญ่นี้ มีป้อมปราการแปดแห่งตั้งตระหง่าน
อย่างเกรียงไกรอยู่ ห้อมล้อมอยู่ทั่วทั้ง 8 ทิศ ก่อรูปเป็น
ค่ายกลขนาดใหญ่ สถานที่แห่งนี้คือเป้าหมายของ อู่ อวี้
และ ขุนพลมังกรเพลิงทั้งหลาย
ชวีอิ๋น ถ่ายทอดคำสั่งแก่ขุนพลมังกรฟ้าระดับสูง ที่
ประจำการอยู่ในป้อมมังกรเพลิงแล้ว ดังนั้นเมื่อ อู่ อวี้
มาถึงเป็นคนแรก พวกมันจึงเปิดประตูป้อมให้แก่ อู่ อวี้
ทันที
อู่ อวี้ รีบเข้าไปในป้อมมังกรเพลิงอย่างรวดเร็ว แน่นอน
ว่ากว่าคนอื่น ๆ จะมาถึงก็คงต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่ง
วัน
” เจ้าไม่ได้ยินหรือไง วันนี้ท่านผู้บัญชาการเรียกรวมพล
ขุนพลมังกรเพลิงมากมาย หากผู้ใดสังหาร กุ้ย เจิ้นเค่อ
ได้สำเร็จ คนผู้นั้นจะได้รับศาสตราวิถีแท้สุดยอด
วิญญาณที่ชื่อว่า ‘พลองฟ้าอนันตกาล’ เป็นรางวัล! ”
” ร่ำลือกันว่า พลองฟ้าอนันตกาลนับเป็นศาสตราที่ทรง
พลังยิ่ง มีขุนพลมังกรฟ้าสองคนต้องการครอบครองมัน
แต่ก่อนหน้านี้ท่านผู้บัญชาการได้ให้คำมั่นเอาไว้ว่า จะ
มอบมันให้กับขุนพลมังกรเพลิงที่โดดเด่นมากที่สุด โดย
ตั้งใจจะมอบมันเป็นรางวัลให้กับผู้ที่สังหาร กุ้ย เจิ้นเค่อ
ลงได้ ดูเหมือนว่าการที่ กุ้ย เจิ้นเค่อ สังหารชาวเหยียน
หวงของเราไปมากมาย จะทำให้ผู้บัญชาการกองทัพของ
พวกเราโกรธเกรี้ยวเป็นอย่างยิ่ง ”
” ข้าอยากรู้นักว่าขุนพลมังกรเพลิงผู้ใดจะสังหาร กุ้ย
เจิ้นเค่อ ลงได้? แล้วใครจะเป็นผู้ได้รับพลองฟ้าอนันต
กาล? ชำระหนี้แค้นให้กับกองทัพเพลิงอัสนี? เหล่า
ผู้เยาว์หนุ่มสาวมากมาย ซึ่งมีปูมหลังอันยิ่งใหญ่ ต่างเข้า
ร่วมการไล่ล่าสังหารในครั้งนี้ด้วย เจ้า กุ้ย เจิ้นเค่อ นั่น
จะต้องพบเจอกับหายนะอย่างแน่นอน ”
” ข้าไม่คิดว่ามันจะง่ายดายเช่นนั้น เนื่องจากพิภพอเวจีมี
ขนาดกว้างใหญ่เป็นอย่างยิ่ง ถ้ามันซ่อนตัวอยู่ในส่วนลึก
สุดของพิภพอเวจี โดยที่ไม่ยอมออกมา คาดว่าขุนพล
มังกรเพลิงกับขุนพลเพลงอัสนีคงต้องใช้เวลาหลายปีกว่า
จะสังหารมันได้ ”
“ข้าก็ไม่คิดว่ามันจะง่ายดายเช่นนั้น”
หลังจาก อู่ อวี้ มาถึง เขาก็ได้ยินเสียงขององครักษ์มังกร
เพลิงกำลังพูดคุยกันอยู่ ดูเหมือนว่าข่าวเพิ่งจะ
แพร่กระจายมาถึงที่นี่
” ว่ากันว่าในพิธีแต่งตั้งบรรดาศักดิ์ ราชอารักษ์เล่อได้
แสดงความสามารถอันน่าอัศจรรย์ สร้างความตื่นตะลึง
ไปทั่วใต้หล้า ทว่าราชอารักษ์เล่อเพิ่งหลบหนีมาจาก
เงื้อมมือของ กุ้ย เจิ้นเค่อ ได้หมาด ๆ กลับเข้าร่วมการ
ไล่ล่าสังหารในครั้งนี้ ไม่เท่ากับรนหาที่ตายหรือไร หาก
ข้าเป็น กุ้ย เจิ้นเค่อ จะไม่ยอมปล่อยให้เขามีโอกาสรอด
ชีวิตเป็นครั้งที่สองแน่ ”
” แม้ว่าเขาจะสยบราชอารักษ์ได้มากมาย ทว่าผู้ที่อยู่ใน
ระดับสามภัยพิบัติค้นหาเต๋า ก็สามารถบดขยี้เขาได้อยู่ดี
ท้ายสุดแล้วมหาอุปราช ก็มิกล้าส่งผู้ที่อยู่ในระดับสาม
พิบัติค้นหาเต๋ามาเป็นผู้ท้าชิงกับเขา เนื่องจากกลัวว่ามัน
จะทำลายตำนานของเขา ”
” ย่อมแน่นอนอยู่แล้ว การกระทำของราชอารักษ์เล่อใน
ครั้งนี้ เสมือนดั่งคำพูดที่ว่า คนมักตายเพราะทรัพย์เป็น
เหตุ นกมักตายเพราะเหยื่อ เจ้าราชอารักษ์เล่อจงรู้ไว้ซะ
พลองฟ้าอนันตกาลเป็นของกองทัพมังกรเพลิง!”
” เป็นเพราะเหตุนี้เอง! ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมมันถึงยอม
เสีย ที่แท้ก็เป็นเพราะ… สมบัติวิเศษของกองทัพมังกร
เพลิง! ”
” ระหว่างที่ผู้บัญชาการกำลังประกาศรางวัล โอรสเล่อก็
กำลังหา ตัวชวี่ ห่าวเหยียน อยู่พอดี เมื่อได้ยินเช่นนั้น อู่
อวี้ จึงเสนอตัวขอเข้าร่วมด้วย และเพื่อรักษาหน้าโอรส
เล่อ ท่านผู้บัญชาการจึงทำได้เพียงตอบตกลงเท่านั้น
พวกเจ้ามั่นใจได้ อู่ อวี้ มันก็เป็นแค่ตัวรับคมหอกคมดาบ
เท่านั้น เพราะอย่างไรเสียการแข่งขันแย่งชิงในรุ่น
เดียวกัน เช่นสงครามชิงอำนาจแดนเหนือ หรือ
แม้กระทั่งพิธีแต่งตั้งบรรดาศักดิ์ สิ่งเหล่านี้หาได้เป็น
อันตรายถึงชีวิตไม่ ทว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับชาวกุ้ยเห
ยียนจำนวนมาก นับเป็นวิกฤติอันตรายอันตรายถึงชีวิต
สภาพการณ์ตายของเขาจะอเนจอนาถมากเพียงใดนั้น
คงไม่มีผู้ใดทราบ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการสังหาร กุ้ย เจิ้นเค่อ
”
” หากเขาสังหาร กุ้ย เจิ้นเค่อ จนได้รับพลองฟ้าอนันต
กาลจริง ๆ ข้าจะยอมสะบั้นศีรษะตนเองเลยก็ได้! ”
” เงียบก่อน เจ้าเห็นหรือไม่ คนที่พึ่งมาถึงไม่ใช่ อู่ อวี้
เช่นนั้นหรือ? ”
กลุ่มของพวกมัน ต่างพากันหันมามองไปยังทิศทางหนึ่ง
สามารถแลเห็นได้ว่าห่างออกไป มีคนผู้หนึ่งกำลังนอน
เอนกายอยู่บนเมฆาสีขาว ปรากฏการณ์ขึ้นเหนือป้อม
มังกรเพลิง จากนั้นก็ทะยานลงสู่เบื้องล่างหลุมโบราณ
หายเข้าไปในพิภพอเวจี ในชั่วพริบตา
“นั่นเขา! ช่างรวดเร็วยิ่งนัก!”
” ใช่เร็วมากจริง ๆ ไม่รู้ว่าเขาจะได้ยินที่เราพูดหรือไม่? ”
” ไม่ต้องกังวลไป ถ้าเขาได้ยิน คงลงมาจัดการเราแล้ว
เท่าที่เห็นคงพยายามเร่งรีบเข้าไปในพิภพอเวจีโดยเร็ว
ที่สุด คิดจริง ๆ เหรอว่าอย่างเขาสังหาร กุ้ย เจิ้นเค่อ ได้
มันก็แค่เรื่องเพ้อฝันเท่านั้น… ”
ผู้คนแอบหัวเราะเย้ยหยัน
ณ ตอนนี้ อู่ อวี้ ยังคงแหวกว่ายดำดิ่งลึกลงไปอย่าง
ต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายคือสุดปลายอุโมงค์ลาวา
ครั้งนี้ไม่มี หนานซาน หวางเยว่ ติดตามมาด้วย ส่วนร่าง
กลืนสวรรค์ก็ยังคงอยู่ภายในเจดีย์ล่องกำเนิด ปัจจุบัน
เขากำลังดำดิ่งลงสู่ส่วนลึกอย่างรวดเร็ว กายาเพชร
อมตะสามารถทนทานต่อความร้อนระดับนี้ได้ ฉะนั้นเขา
จึงเข้าสู่ส่วนลึกโดยใช้เวลาไม่นาน รอบตัวของเขาห้อม
ล้อมไปด้วยเพลิงลาวา อุณหภูมิอยู่ในระดับสามารถ
หลอมละลายเหล็กกล้า แผดเผาสมบัติวิเศษกลายเป็น
เถ้าธุลีได้ในพริบตา
แต่นี่เป็นเพียงแค่พื้นผิวของพิภพอเวจี
อู่ อวี้ ยังคงดำดิ่งแหวกว่ายสู่ห้วงลึกราวกับมัจฉาก็ไม่
ปาน เขารู้ดีว่าการตามหาตัว กุ้ย เจิ้นเค่อ ไม่ใช่เรื่องง่าย
ดังนั้นเขาจึงไม่รีบร้อน เพราะสิ่งที่เขาต้องการตามหา
จริง ๆ ก็คือประสบการณ์ความท้าทาย หากมีข่าวคราว
อันใดเกี่ยวกับมัน เขาจะไม่ยอมปล่อยมันไปเด็ดขาด
บอกตามตรงสำหรับเขาแล้วไม่ว่าจะไปยังในที่แห่งใดใน
พิภพอเวจีล้วนดีกว่า คุกสมุทรวิญญาณ และ พิภพต่าง
มิติมากนัก เพราะเขาไม่ได้หวาดกลัวกับความร้อน
เขาใช้เวลาทั้งวันลงไปในห้วงลึกของพิภพอเวจีอย่าง
ต่อเนื่อง ตั้งแต่เหยียบก้าวเข้ามาเขาก็พบเห็นผู้ฝึกตน
จากแปดกองทัพหลักจำนวนมากที่กำลังค้นหาชาวกุ้ยเห
ยียน ทั้งยังพบเจอชาวกุ้ยเหยียนที่กำลังค้นหาผู้ฝึกตน
เป็นครั้งคราว ทว่าพวกมันก็ไม่อาจหยุดยั้งการดำดิ่งลึก
ลงไปเบื้องล่างของเขาได้ จนมาถึงระดับที่เพลิงลาวา
แปรเปลี่ยนจากสีเหลืองทอง เป็นสีแดงคล้ายกับโลหิต
เมื่อลาวาอันร้อนระอุปะทะเข้ากับโขดหินก็เผาไหม้อย่าง
รุนแรง บังเกิดเป็นหมอกหนาทึบพวยพุ่งออกมาอย่าง
ต่อเนื่อง เมื่อกวาดสายตามองไปรอบ ๆ จะเห็นว่าร่าง
ของ อู่ อวี้ กำลังถูกเผาไหม้ด้วยลาวาสีแดง
” ภายใต้การกระเสือกกระสนดิ้นรนสั่งสมประสบการณ์
ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาของชาวกุ้ยเหยียน การ
ที่พวกมันมีชีวิตอยู่รอดอยู่สถานที่แบบนี้ได้ ถือว่าเป็น
ปาฏิหาริย์อย่างมาก ”
” เหตุผลที่ว่าทำไมยิ่งอยู่บนจุดตื้นของพิภพอเวจี ก็ยิ่ง
พบเจอชาวกุ่ยเหยียนที่อ่อนแอ นั่นเป็นเพราะว่าพวกมัน
ไม่สามารถทนความร้อนระดับนี้ได้ … ”
เขามองลงไปในพิภพอเวจี คาดว่าตำแหน่งที่เขาอยู่ใน
ยามนี้น่าจะเป็นส่วนที่ลึกมากแล้ว
——————————–
(´▽`).。oเพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ