กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 843: คุนหวู่เทวะทมิฬ
เมื่อมีเมฆาตลบฟ้า อู่ อวี้ ก็ไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวว่าพิภพ
อเวจีแห่งนี้จะมีความลึกเพียงเท่าใด
เคล็ดอิทธิฤทธิ์ของ ฉีเทียนต้าเซิ่น นั้นมีพลังอำนาจที่
ยิ่งใหญ่ ด้วยการที่ อู่ อวี้ ได้ฝึกฝนรูปแบบอิทธิฤทธิ์ของ
เขามามากมายแล้ว เขาจึงเป็นเหมือนกับ ฉีเทียนต้าเซิ่น
น้อย สมควรไม่อาจจะตกตายไปภายในที่แห่งนี้ได้
ง่ายดายนัก
เขายังคงมุ่งหน้าตรงเข้าไปส่วนลึกของพิภพอเวจีอย่าง
ต่อเนื่อง
มีคนไม่มากนักที่กล้าจะทำเช่นเขา
อู่ อวี้ ดำเนินการค้นหา กุ่ย เจิ้นเค่อ ต่อไปอย่างไม่
หยุดยั้ง ด้านหนึ่งเขาต้องการที่จะครอบครองพลองฟ้า
อนันตกาล ส่วนอีกด้านหนึ่งเขารู้สึกสนใจในพิภพอเวจี
แห่งนี้ การต่อสู้และสังหาร จะทำให้เขาเข้าใกล้เต๋าได้
มากขึ้น นอกจากนี้ก็เพื่อที่จะศึกษาวงเวทและเคล็ดลับ
ในการหลอมสกัดเม็ดยา เพื่อให้ตนเองมีความก้าวหน้าที่
ยิ่งใหญ่
พื้นที่ที่เขาอยู่ในขณะนี้ น่าจะเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วย
อันตราย ตั้งแต่จุดนี้เป็นต้นไปจะพบกับเส้นแบ่งเขตแดน
ด้านบนนั้นจะมีชาวเหยียนหวงอาศัยอยู่มากกว่าชาวกุ่ย
เหยียน แต่หลังจากข้ามเส้นแบ่งเขตแดนนี้ไป ชาวกุ่ยเห
ยียนจะมีมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด
ชาวเหยียนหวงที่กล้ามาเหยียบที่นี่จึงมีไม่มาก ในยาม
ปกติจะมีเพียงแค่ขุนพลมังกรเพลิงหรือขุนพลมังกรฟ้า
เท่านั้นที่จะมายังที่แห่งนี้
ที่จริงแล้วพื้นที่แห่งนี้เต็มไปด้วยวงเวทกับดักของชาวกุ่ย
เหยียน เช่นในครั้งที่แล้ว กุ่ย เจิ้นเค่อ ได้จัดค่ายกลวา
งวงเวทเอาไว้ไม่น้อย
“ชาวกุ่ยเหยียนถูกกักขังเอาไว้ในสถานที่แห่งนี้ แน่นอน
มันจึงนำสถานที่นี้กลายเป็นฐานที่มั่นแหล่งสุดท้ายของ
ตนเอง หลายปีที่ผ่านมาพวกมันน่าจะได้จัดตั้งวงเวท
เอาไว้นับไม่ถ้วน เพื่อป้องกันฐานที่มั่นแห่งนี้เอาไว้”
ทั้งลาวาที่อยู่รอบๆยังร้อนแรงไร้ที่เปรียบ เหมือนกับ
เหล็กที่ร้อนแรงจนกลายสภาพมาเป็นเหล็กหลอมเหลว
มันร้อนจนเป็นสีแดงฉานและยังคงเดือดพล่าน ยามนี้ อู่
อวี้ กำลังแช่อยู่ท่ามกลางเหล็กหลอมเหลวเหล่านี้ ซึ่งเขา
ถูกเซาะกร่อนอย่างต่อเนื่อง และแม้ว่าจะเป็นถึงกายา
เพชรอมตะ แต่ตัวเขาก็ยังคงถูกแผดเผาจนผิวหนังเกิด
เป็นสีแดงฉาน
“วงเวท?” ด้วยเนตรเพลิงของเขา คอยสังเกตดูรอบๆ
เพื่อควาญหาชาวกุ่ยเหยียนและวงเวทของมัน ใน
พริบตานี้เอง เขาตระหนักดีว่าตนเองได้ก้าวล่วงเข้าสู่วง
เวทกับดัก ซึ่งเขาถูกรายล้อมด้วยม่านพลังมหาศาล และ
มันกำลังจะระเบิดออกในไม่ช้า อู่ อวี้ รีบตอบสนอง
อย่างรวดเร็ว เขาเร่งสำแดงเมฆาตลบฟ้าหลอมรวมเข้า
กับร่างกายของตนเอง พร้อมกับรีบผินกายจากไป
หลบหนีออกจากวงเวทเพื่อที่จะรักษาชีวิตของตนเอง
เอาไว้
“เกือบไปแล้ว”
ตอนนี้เขามาปรากฏตัวในพื้นที่ห่างไกลและสงบจิตสงบ
ใจลง แม้ว่านี่จะเป็นเพียงแค่ชั่วเสี้ยววิ แต่เขาก็สามารถ
รับรู้ได้ถึงพลังอำนาจของวงเวท หากว่าขุนพลมังกร
เพลิงทั่วๆไปหลุดเข้าไปแล้ว เกรงว่าคงจะไม่ได้รอด
กลับมาอย่างแน่นอน
ซึ่งนี่คือเหตุผลที่เขากล้ามายังส่วนลึกเช่นนี้ ในขณะที่คน
อื่นๆกลับไม่กล้า
แม้ว่าจะมีเนตรเพลิง แต่เขาก็ไม่สามารถตรวจพบวงเวท
ทุกวงได้
“ภายใต้สภาพแวดล้อมเช่นนี้ ถือเป็นการฝึกฝนพลังของ
เนตรเพลิงไปในตัว ข้ามาที่นี่จะสามารถรีดเร้น
ความสามารถของเนตรเพลิงได้จนถึงขีดสุด ผนวกกับ
การที่มีลาวาอันร้อนแรงล้อมรอบ เนตรเพลิงจึงได้รับ
การขัดเกลาตลอดเวลา เชื่อว่าจะต้องบรรลุขอบเขตใหม่
‘อัคคีตัดสวรรค์’ ได้ในเร็วๆนี้อย่างแน่นอน”
ในช่วงนี้ อู่ อวี้ ได้มุ่งเน้นไปที่เนตรเพลิง 1 ในเคล็ด
อิทธิฤทธิ์ทั้ง 4 ของเขา เพราะร่างอวตารนอกวิถีเพิ่งจะ
ก้าวหน้าไปเมื่อไม่นานมานี้ จึงยากจะก้าวหน้าได้อีกใน
เวลาอันสั้น ผนวกกับเมื่ออยู่ในสถานที่เช่นพิภพอเวจี
อาจจะเป็นไปได้ว่าเนตรเพลิงของเขาจะก้าวหน้าขึ้นอีก
ไม่น้อย นี่คือสาเหตุที่เขาดั้นด้นมาสถานที่เช่นนี้
เพราะว่าพื้นที่แห่งอื่นไม่ได้ยอดเยี่ยมและตรงตาม
เงื่อนไขในการฝึกฝนเนตรเพลิงเช่นสถานที่แห่งนี้
เขายังคงใช้งานมันค้นหาวงเวทและกับดักอย่างต่อเนื่อง
เขาทำให้เนตรเพลิงลุกไหม้ส่องสว่างโดยไม่หยุดพัก อีก
ทั้งยังกำลังศึกษาบัญญัติคาถาของอัคคีตัดสวรรค์ไปใน
ตัวอีกด้วย
หากว่าเขาสามารถก้าวหน้าต่อไปได้ สุดท้ายการสังหาร
กุ่ย เจิ้นเค่อ ก็นับว่าเป็นเพียงแค่ผลกำไร
นับว่าคิดบวกไว้ในสถานการณ์เช่นนี้จะดีกว่า
“ลั่วผิน…..” ในห้วงความคิดของเขา ยามนี้นางน่าจะอยู่
ในโลกที่กว้างใหญ่ คอยควบคุมเหล่ามังกรเทวะ มี
อำนาจอยู่เหนือสิ่งมีชีวิตอื่นใดในมหาสมุทร นับว่า
ยิ่งใหญ่เทียมฟ้า เกรงว่าข้างกายของนางสมควรมีผู้คน
รายล้อมคอยอาจเอื้อมนางอยู่เป็นจำนวนมาก จึงทำให้
ไม่แน่ใจว่านางจะจดจำตัวเขาได้อยู่หรือไม่……….
หลังจากที่ได้ยินข่าวคราวของนาง ในใจ อู่ อวี้ ก็เต็มไป
ด้วยความคิดและแรงปรารถนา ทุกครั้งที่คิดไปถึง
ช่องว่างอันยิ่งใหญ่ระหว่างเขากับนาง อู่ อวี้ ก็ยิ่งมีความ
กล้าได้กล้าเสียและมีความกระตือรือร้นมากกว่าเดิม
เพียงแค่ว่าในยามนี้เขาจะต้องนึกถึง หนานกง เหว่ย
เป็นอันดับแรก ซึ่งดูเหมือนว่าพวกเขาทั้ง 2 คนจะมี
โชคชะตาเชื่อมโยงเข้าด้วยกันตลอด ในใจเขาโหยหา ลั่ว
ผิน มาก แต่ก็ยังคงคิดถึง หนานกง เหว่ย อยู่เช่นกัน อีก
ทั้งในหัวใจยังเต็มไปด้วยความกังวล ไม่รู้ว่าในปีนั้นหญิง
สาวที่เปี่ยมล้นไปด้วยความตั้งใจและกระตือรือร้น ไฉน
จึงได้กลายเป็นเช่นนี้ไปได้……..
ในห้วงความคิดราวกับเขาจมสู่ห้วงภวังค์ไปชั่วขณะ แต่
ทว่าฉับพลันกลับปรากฎอันตรายเข้ามาใกล้ตัว จน อู่
อวี้ ถึงกับได้สติกลับคืน เป็นการซุ่มโจมตี! การโจมตีนี้มา
จากเบื้องหลังของเขา ทั้งยังเต็มไปด้วยความอำมหิตถึง
ขีดสุด!
ในพริบตานั้นมันได้นำพามาซึ่งจิตสังหารอันรุนแรงที่
หมายคร่าชีวิตเขา
อู่ อวี้ ไม่อาจจะหันกายกลับไปต้านรับคู่ต่อสู้ได้ทัน เขา
ทำได้เพียงแค่ใช้เมฆาตลบฟ้าหลบหนีไปในทันที ซึ่งเป็น
ทางออกที่ดีที่สุด! เจดีย์ล่องกำเนิดที่อยู่ภายในมือ
ปรากฎ พร้อมกับปลดปล่อยร่างกลืนสวรรค์จุติ ในมือ
ของมันถือพิมานจักรพรรดิเป่ยหมิง ตัวตนที่มีผมสีขาว
นัยน์ตาโลหิต มาปรากฏตัวอยู่ด้านหลังของ อู่ อวี้
ในทันที!
เมื่อใช้ร่างกลืนสวรรค์แน่นอนว่าจะทำให้ อู่ อวี้ มองเห็น
คนที่เข้ามาโจมตีได้ เขาได้กลิ่นอายปีศาจมาเป็นอันดับ
แรก ไม่คาดคิดว่าจะพบกับปีศาจที่พบเจอได้ยากภายใน
พิภพอเวจีแห่งนี้! ปีศาจตัวนี้มีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่ มัน
จ้องมอง อุ่ อวี้ มาจากมุมมืดคอยหาจังหวะ ซึ่งขณะที่
กำลังเหม่อลอยอยู่นั้นเอง จึงลงมือโจมตีอย่างฉับพลัน!
อู่ อวี้ มองเห็นว่ามันเป็นราชสีห์ทมิฬตัวหนึ่ง ทั้งร่างถูก
ปกคลุมเอาไว้ด้วยเปลวเพลิงทมิฬ ร่างกายของมันเต็มไป
ด้วยความร้อนแรง แววตาดูดุร้ายเป็นพิเศษ บางทีมัน
อาจจะอาศัยอยู่ในที่แห่งนี้มาเป็นเวลาหลายปีดีดัก
อาจจะไม่น้อยไปกว่าชาวกุ่ยเหยียนที่เปี่ยมล้นไปด้วย
ความเลือดเย็นและอำมหิต
อู่ อวี้ ไม่อาจจะออมมือให้กับมันได้ ร่างหลักของเขา
ไม่ได้ขยับเคลื่อนไหว ทว่าพิมานจักรพรรดิเป่ยหมิงที่อยู่
ในมือของร่างกลืนสวรรค์ได้กลายสภาพมาอยู่ในรูปแบบ
ของแส้ยาว ทันใดนั้นเขาก็ตวัดแส้ออกไป กระแสความ
เย็นแผ่กระทั่งสามารถปกคลุมฟ้าสวรรค์ที่ซ่อนเร้นอยู่
ภายในแส้ยาวเส้นนี้ปะทะเข้ากับราชสีห์ทมิฬในทันที
“เขตแดนมังกรศักดิ์สิทธิ์เป่ยหมิง!”
ยามนี้ร่างกลืนสวรรค์ได้กระตุ้นวงเวทที่อยู่บนพิมาน
จักรพรรดิเป่ยหมิง ท่ามกลางพิภพอเวจีอันร้อนแรง จึง
ยิ่งทำให้สามารถมองเห็นถึงการโจมตีอันหนาวเหน็บของ
พิมานจักรพรรดิเป่ยหมิงนี้ได้มากขึ้น เมื่อความเย็นสุด
ขั้วปรากฏขึ้น ภายในลาวาที่กำลังเดือดพล่านหรือแม้แต่
ลาวาที่อยู่รอบๆก็ยังต้องถูกแช่แข็งไปในทันที!
แส้ยาวที่อยู่ในมือของเขาได้เปลี่ยนกลายเป็นเหมือนกับ
หางมังกรสีดำทมิฬ เมื่อหางมังกรนี้ตวัดผ่านไปที่ใด ที่
แห่งนั้นก็จะถูกเปลี่ยนกลายเป็นน้ำแข็ง พริบตาเดียว
ราชสีห์นี้ก็ถูกโจมตี ยามนี้บนร่างของมันเต็มไปด้วย
สัญลักษณ์ทมิฬจำนวนนับไม่ถ้วนเข้าปกคลุม ทำให้ใน
ชั่วเสี้ยววิราชสีห์ทมิฬที่มีร่างกายอันมหึมานี้ก็ถูกเปลี่ยน
กลายเป็นรูปสลักน้ำแข็งสีดำทมิฬอย่างมิอาจหลีกหนี
ชีวิตของมันอยู่ในกำมือของ อู่ อวี้ พิมานจักรพรรดิเป่ย
หมิงของเขายืดขยายออกไปไร้ขีดจำกัด ทำการ
พันธนาการราชสีห์ตัวนี้เอาไว้ เมื่ออีกฝ่ายถูกพันธนการ
เอาไว้โดยสมบูรณ์มันก็ไม่สามารถขยับเคลื่อนไหวได้
เมื่อพินิจพิเคราะห์ให้ดีแล้ว จะเห็นได้ว่าปีศาจตนนี้
น่าจะมีพลังฝึกตนอยู่ในอาณาจักรจิตเทวะระดับที่ 9
และร่างหลักของ อู่ อวี้ สามารถเผชิญหน้ารับมือกับมัน
ได้ แต่หากมันมาเจอกับร่างกลืนสวรรค์ของ อู่ อวี้ ก็
เท่ากับว่าตัวมันได้รนหาที่ตายอย่างแน่แท้แล้ว โชคดีที่
อู่ อวี้ ไม่มีเจตนาจะสังหารมัน มิฉะนั้นหากเขาใช้พิมาน
จักรพรรดิเป่ยหมิงทุบตีมันเพียงครั้ง มันก็จะแตกเป็น
เสี่ยงๆไปในทันที
หลังจากที่ อู่ อวี้ กลายเป็นผู้ที่กำชีวิตของมันเอาไว้
ราชสีห์ทมิฬตัวนี้ก็รีบแปลงกายมาอยู่ในรูปแบบมนุษย์
ปรากฎเป็นคนที่รูปลักษณ์ผิวสีดำ เป็นผู้เยาว์ที่มีลักษณะ
ป่าเถื่อนดุร้ายยิ่ง มันคิดว่าการแปลงกายเป็นมนุษย์จะ
สามารถหลุดพ้นจากพิมานจักรพรรดิเป่ยหมิงได้ แต่เห็น
ได้ชัดว่ามันคิดผิด เพราะในขณะที่มันหดตัวเล็กลง
พิมานจักรพรรดิเป่ยหมิงก็หดตัวตาม ทั้งยังพันธนาการ
ร่างกายของมันอย่างแน่นหนา ลวดหนามที่อยู่บนตัวแส้
ได้ปักเจาะทะลวงเข้าไปตามกายเนื้อของมัน ที่สำคัญคือ
สัญลักษณ์มังกรทมิฬที่อยู่บนร่างยังคงปรากฏอยู่ ตราบ
ใดที่สัญลักษณ์เหล่านี้ยังคงอยู่ มันก็ไม่สามารถหลุดพ้น
จากห้วงความเย็นเหล่านี้ได้ แม้มันจะอยู่ภายในพิภพ
อเวจีแห่งนี้ก็ตาม
“เจ้าถึงกับบังอาจคุมขังข้า? ข้าเป็นถึงปีศาจที่มี
สายเลือดสูงส่ง คุนหวู่เทวะทมิฬ! เชื่อหรือไม่ตราบใดที่
ข้าเติบใหญ่ ข้าจะทำลายเจ้าจนไม่เหลือแม้แต่กระดูก!”
มันเป็นเพียงแค่ผู้เยาว์ที่ไร้เดียงสาอย่างยิ่ง กระทั่งยามนี้
ก็ยังกล่าวถึงหากมันโตขึ้นอีกด้วย…
คุนหวู่เทวะทมิฬ?
เมื่อลองมองดูใกล้ๆจะเห็นได้ว่ามันมีลักษณะที่คล้ายกับ
คุนหวู่สามจิตที่พ่ายแพ้ให้กับ หนานซาน หวางเยว่ ไม่
น้อย ข้อแตกต่างก็คือ คุนหวู่สามจิตมีขนสีเหลืองทอง
และมีถึง 3 หัว แต่คุนหวู่เทวะทมิฬตนนี้กลับมีหัวเพียง
แค่หัวเดียว
“คุนหวู่เทวะทมิฬ? มันเป็นปีศาจที่มีสายเลือดไม่เลวทั้ง
ยังอยู่ระดับเดียวกับ คุนหวู่สามจิต อีกด้วยหากมัน
เติบโตขึ้นไปก็สามารถอยู่ได้ในระดับที่ทัดเทียมกับ
ชวีอิ๋น ได้เลย”หมิงซวง ก็รู้สึกประหลาดใจที่ได้พบกับ
ปีศาจอันดับสูงภายในที่แห่งนี้
อู่ อวี้ ไม่สนใจว่ามันเป็นตัวอะไรหรือว่าการที่มีสายเลือด
และพรสวรรค์อะไร เพราะก่อนที่พรสวรรค์และ
สายเลือดของมันจะแข็งแกร่งขึ้น พวกมันก็เป็นเพียงแค่
สิ่งไร้สาระมิอาจปกป้องชีวิตได้ บัดนี้เขาเร่งกระตุก
พิมานจักรพรรดิเป่ยหมิงให้รัดแน่นยิ่งกว่าเดิม ปล่อยให้
คุนหวู่เทวะทมิฬก่นด่าสาปแช่งด้วยความเจ็บปวด
จากนั้นเขาก็ยิ้มขึ้นแล้วกล่าวว่า “เจ้านี่กล้าหาญไม่เบา
กลับหาญกล้าลอบโจมตีข้า ข้ารู้ว่าเจ้ามีสายเลือดที่สูงส่ง
มีอนาคตไร้ขีดจำกัด แต่ข้าไม่คิดจะปล่อยให้เจ้าได้
เติบโตขึ้นอย่างแน่นอน หรืออาจจะไม่ปล่อยให้เจ้ามีชีวิต
รอดในวันนี้เสียด้วยซ้ำ”
อู่ อวี้ ยิ้มขึ้นอย่างเย็นชา เขากำลังข่มขู่อีกฝ่าย ยิ่งไปกว่า
นั้นพลังอำนาจของพิมานจักรพรรดิเป่ยหมิง โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งขวากหนามเหล่านั้นที่เข้าเจาะทะลวงตาม
ร่างกาย ก็ทำให้มันเจ็บปวดทรมาน ภายใต้สถานการณ์
เช่นนี้มันถึงกับขบฟันแน่น ในใจเปี่ยมไปด้วยความตื่น
ตระหนก พร้อมกับกล่าวออกมาอย่างลนลาน “ข้าผิดไป
แล้ว ข้าไม่น่าโจมตีท่านเลย ท่านไต้เท้าผู้ยิ่งใหญ่ปล่อย
ข้าไปเถิด ข้าจะไม่บังอาจอีกแล้ว”
ปีศาจตนนี้เป็นเพียงแค่เด็กน้อย หากว่าไปเจอกับผู้อื่น
มันจะต้องตายไปอย่างแน่นอน อย่างน้อยร่างของมันก็
สามารถนำไปแลกเป็นแต้มผลงานได้ อย่างไรก็ตาม อู่
อวี้ ไม่ต้องการแต้มผลงาน ทว่าเขามีคำถามอื่นๆอยู่
ดังนั้นจึงกล่าวออกไปว่า “หากว่าเจ้าสามารถตอบ
คำถามข้าได้ ข้าก็จะไว้ชีวิตน้อยๆของลูกหมาอย่างเจ้า”
“ข้าไม่ใช่ลูกหมา ข้าเป็นคุนหวู่เทวะทมิฬ!” ยามนี้อีก
ฝ่ายเถียงกลับ
“นั่นไม่สำคัญ เจ้าจะตอบข้าหรือไม่?”
“เจ้าก็ลองถามมาสิ แต่ข้าไม่รู้อะไรมากนัก” คุนหวู่เทวะ
ทมิฬ มองเขาพร้อมกับขมวดคิ้ว
อู่ อวี้ ไม่ใช่คนที่ชอบเสียเวลาเปล่าๆ ดังนั้นเขาจึงเอ่ย
ถามตรงๆว่า “ข้าต้องการตามหา กุ่ย เจิ้นเค่อ เจ้ารู้
หรือไม่ว่ามันอยู่ที่ไหน?”
“กุ่ย เจิ้นเค่อ ?” อีกฝ่ายมีการแสดงออกที่เปลี่ยนไป
ฉับพลันมันมอง อู่ อวี้ ด้วยสีหน้าประหลาดใจ พร้อมกับ
อดไม่ได้ที่จะกล่าว “เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ข้าได้ยินมันคุย
โม้เอาไว้ว่ามันสังหารขุนพลมังกรซ่อนไป 8 คน แต่ละ
คนล้วนเป็นถึงอัจฉริยะชั้นผู้เยาว์ ดูเหมือนว่ามันจะเป็น
เรื่องจริง? ยามนี้เจ้าจะมาล้างแค้นให้กับทั้ง 8 คนใช่
หรือไม่? แล้วมีคนมาไล่ล่ามันกี่คน?”
ถือเป็นเรื่องดีที่อีกฝ่ายรู้จัก กุ่ย เจิ้นเค่อ ยิ่งไปกว่านั้น
กุ่ย เจิ้นเค่อ ยังได้เผยแพร่เรื่องที่ตนเองสังหารทั้ง 8 คน
ออกไป ซึ่งดูเหมือนว่าเรื่องนี้จะทำให้มันได้หน้าไปไม่
น้อย
“ยามนี้มันอยู่ที่ไหน?” อู่ อวี้ เอ่ยถามด้วยเสียงทุ้มต่ำ
“เปล่าประโยชน์ เมื่อมันฆ่าคนแล้วย่อมเร่งหลบหนีซ่อน
ตัวในสถานที่ที่เจ้าไม่อาจจะเยื้องกรายเข้าไปถึง
หลังจากผ่านไป 10 หรือ 20 ปี มันถึงจะออกมาอีกครั้ง
หากข้าเป็นมัน แม้จะผ่านไปอีก 30 ปี ข้าก็คงไม่ออกมา
แถมยามนี้มันยังมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ว ไม่ว่ามันจะไปที่
ใดล้วนมีแต่คนนับหน้าถือตา”
เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่เสียแล้ว
อู่ อวี้ กระชับพิมานจักรพรรดิเป่ยหมิงอีกครั้ง พร้อม
กล่าวว่า “เจ้าอย่าได้กล่าวให้มากความอีก เพียงแค่บอก
ข้ามาว่ามันไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหน และอย่ามาเล่นลิ้นต่อ
หน้าข้า มิฉะนั้นข้าจะทำให้เจ้าได้เจอกับนรก! เจ้ารู้ว่า
มันอยู่ที่ใด ข้ารู้ดี บอกมาซะ!!”
มันส่องประกายถึงเพียงนี้ ชาวกุ่ยเหยียนจำนวนมาก
จะต้องรู้ถึงที่อยู่ของมันเป็นเรื่องปกติ
คุนหวู่เทวะทมิฬ กรีดร้องอย่างหวาดกลัว ในที่สุดมันก็
กล่าวว่า “ถ้ำโลหิตอเวจี ที่แห่งนั้นเป็นฐานทัพใหญ่ของ
พวกข้า เจ้ากล้าไปรึ!?”
——————————–
(´▽`).。oเพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ