กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 847: ดรุณีน้อยกับแมว
ไม่คาดคิดว่าการไล่ล่าหยาดเพลิงวิญญาณเซียนอย่างเมา
มัน จะทำให้เขามาติดอยู่ในกับดักค่ายกลของชาวกุ่ยเห
ยียนเช่นนี้
ชาวกุ่ยเหยียนที่อยู่ภายในพิภพอเวจีทุกคน ล้วน
ตระเตรียมแผนกลยุทธ์มากมายเอาไว้จัดการชาวเหยียน
หวง นี่คือเหตุผลที่ชาวเหยียนหวงไม่กล้าเข้ามาลึกถึง
ระดับนี้
บางครั้งแม้แต่ชาวกุ่ยเหยียนเอง ก็ยังเผลอถูกกับดักนี้
เข้าเสียเอง นอกจากนี้…คนที่หลงเข้ามาติดในกับดักนี้จะ
ไม่สามารถหลุดออกไปได้ ถึงอย่างไรพวกมันก็เป็นผู้ฝึก
ตนนอกรีต พลังอำนาจของพวกมันได้มาจากการกลืน
ซากศพของผู้อื่น นอกจากนี้ไม่ว่าจะเป็นศาสตราเต๋าวิถี
แท้ หรือ วงเวทของพวกมัน จำเป็นต้องใช้เลือดเนื้อ
วิญญาณมาทำพันธสัญญา
แต่ด้วยเพราะก่อนหน้านี้ อู่ อวี้ เคยหลงเข้าไปติดกับดัก
มาแล้วหลายครั้ง ดังนั้นเขาจึงมิได้เอื้อนเอ่ยวาจาใด
มากมายนัก
” ก่อนหน้านี้หยาดเพลิงวิญญาณเซียนจะหลีกเลี่ยงค่าย
กลโดยสัญชาตญาณ การที่ในเวลานี้มันกลับหลุดเข้ามา
อธิบายได้ว่าผู้ที่จัดวางควบคุมค่ายกล คงพอมี
ความสามารถอยู่บ้าง!”
“ ยามนี้หยาดเพลิงวิญญาณเซียนติดอยู่ภายในค่ายกล
ดังนั้นตัวข้าจึงไม่สามารถออกไปได้ จนกว่าจะควบคุม
หยาดเพลิงวิญญาณเซียนให้ได้ก่อน แล้วค่อยออกไป! ”
ระหว่างที่ อู่ อวี้ เข้ามาในค่ายก่อน ประกายความคิดก็
แล่นผ่านในจิตใจของเขาทันที
ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกัน เขาจึงคอยสังเกตตรวจสอบ
ค่ายกลนี้ไปด้วย จากนั้นก็ไล่ล่าติดตามหยาดเพลิง
วิญญาณเซียนไปทันที! มันยังติดอยู่ภายในกับดักค่ายกล
ตราบใดที่ อู่ อวี้ มิได้ถูกคุมขังไว้ การจะจับมันก็ถือเป็น
เรื่องง่ายดายยิ่ง
ยามนี้เขาอยู่ในสถานที่อันดำมืด เพลิงลาวาที่อยู่โดยรอบ
หายไป ถูกแทนที่ด้วยความมืดมิด ไร้ซึ่งแสงสว่างมีเพียง
ความมืดทมิฬที่กลืนกินทุกสรรพสิ่ง สรรพเสียงโดยรอบ
สงัดเงียบราวกับความตาย!
เพียงมองแว๊บแรกก็รู้ได้เลยว่าค่ายกลทมิฬนี้ เป็นของผู้
ฝึกตนนอกรีต
เมื่อหยาดเพลิงวิญญาณเซียนเข้ามาภายในสถานที่แห่งนี้
พิภพอันมืดมิดและสงัดเงียบราวกับความตาย ก็สว่าง
ไสวขึ้นในบัดดล เปลวเพลิงกวาดผ่านไปทั่วทุกแห่งหน
ความร้อนทวีสูงขึ้นเรื่อย ๆ เป็นผลให้ ค่ายกลนี้แสดง
สัญญาณของการพังทลายออกมาให้เห็น ดูเหมือนว่า
หยาดเพลิงวิญญาณเซียนจะเกลียดชังสถานที่แห่งนี้ไม่
น้อย หลังจากเข้ามา มันก็คลุ้มคลั่งอาละวาดทันที เปลว
เพลิงสีแดงลุกโชติช่วงเผาผลาญความมืดมิดอย่าง
สมบูรณ์ ส่งผลให้ค่ายกลนี้ได้รับผลกระทบอย่างใหญ่
หลวง เสียงฉีกขาดดังมาให้ได้ยิน มิติเริ่มปริแตก จากนั้น
ก็ถูกบดขยี้พังทลายลงในที่สุด
“ค่ายกลถูกทำลายลงแล้วงั้นรึ?” อู่ อวี้ กำลังคิดเช่นนี้อยู่
ไม่คาดคิดว่าทันใดนั้นเอง หลังจากพิภพแห่งความมืดนี้
พังทลาย ก็ปรากฏพิภพแห่งความมืดขึ้นเบื้องนอกอีก
ครั้ง มิใช่การกลับไปพิภพอเวจี แต่พวกเขายังติดแหง็กอ
ยู่ในโลกอันมืดมิด!
ดูเหมือนว่าดูเหมือนพิภพทมิฬที่ถูกสร้างขึ้นโดยค่ายกลนี้
จะมิได้มีเพียงแค่ชั้นเดียวเท่านั้น
” หยาดเพลิงวิญญาณเซียน จงทำตัวว่านอนสอนง่ายซะ
ดี ๆ ข้าได้จัดเตรียม ‘ค่ายกลคุกทมิฬเก้าสิบเก้าชั้น’
ให้แก่เจ้าเป็นพิเศษ ข้าไม่เชื่อว่าคราวนี้เจ้าจะหลบหนีไป
จากเงื้อมมือของข้าได้ ฮิฮิฮิ”
ระหว่างที่ อู่ อวี้ กำลังลงมือจับหยาดเพลิงวิญญาณ
เซียน ทันใดนั้นก็มีเสียงอันกระจ่างใสของสตรีนางหนึ่ง
ดังขึ้น น้ำเสียงของสตรีนางหวานละมุน แจ่มชัดกระจ่าง
ใสเป็นอย่างยิ่ง ทั้งเยาว์วัยสดใส เปี่ยมไปด้วยอากาศแห่ง
ชีวิตชีวา
เมื่อเสียงนี้ดังขึ้น ภายใต้เปลวเพลิงเผาผลาญของหยาด
เพลิงวิญญาณเซียน สาวน้อยผู้หนึ่งก็ปรากฏกายขึ้น
เบื้องหน้า อู่ อวี้ เขาได้แลเห็นผู้ฝึกตนนอกรีตอันแสนน่า
รังเกียจมามากมาย ดังนั้นการปรากฏตัวของนาง จึงทำ
ให้ดวงตาของ อู่ อวี้ สาดประกายเจิดจ้าขึ้น
ดรุณีนางนี้ไม่สูงเท่าใดนัก มีผมสั้นสีดำประบ่าเส้นซึ่งหา
ได้ยากยิ่ง ดวงตาสีแดงดำกลมโตเปล่งประกายความ
ฉลาดเฉลียว ดูน่ารักมีเสน่ห์เป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้
ผิวพรรณของนางยังไม่เหมือนกับชาวกุ่ยเหยียนคนอื่น ๆ
ที่โน้มเอียงไปทางผิวหนังสีแดงหยาบกระด้าง ผิวพรรณ
ของนางขาวผ่องราวกับเติบโตท่ามกลางทุ่งน้ำแข็งและ
หิมะ ริมฝีปากสีชมพูแดงระเรื่อ อีกทั้งยังมีคมเขี้ยวคู่
น้อย ซึ่งมันทำให้นางดูขี้เล่นร่าเริงมากยิ่งขึ้น นางปรากฏ
ตัวขึ้นอย่างเริงร่าภาคภูมิ นางทำให้ อู่ อวี้ นึกถึงแมว
เป็นเสมือนดั่งแมวดำผู้สูงศักดิ์ร่าเริง บางคราก็ดูเกียจ
คร้าน ทว่าเมื่อตื่นตัว ดวงตาก็เปล่งประกายเจิดจ้าขึ้น
เห็นได้ชัดว่านางเป็นชาวกุ่ยเหยียน แต่กลับแตกต่างจาก
ชาวกุ่ยเหยียนคนอื่น ๆ บนร่างกายของนางไร้ซึ่งซากศพ
ไร้ซึ่งปราณทมิฬ กลิ่นอายอันชั่วร้าย และกลิ่นคาวเลือด
แม้แต่น้อย หน้าอกของนางอวบอัดเล็กน้อย บนหว่างก
ลางทรวงอกของนางสร้อยคอสีดำประดับประดาอยู่
เป็นสร้อยคอที่ดูบริสุทธิ์เป็นอย่างยิ่ง
แม้ว่านางจะเป็นผู้ฝึกตนนอกรีต แต่พลังแก่นแท้ตำหนัก
ม่วงภายในร่างของนางกลับมืดทมิฬ และ บริสุทธิ์มาก
เสมือนดั่งดวงดาราที่สาดส่องประกายโดดเด่นในยาม
ราตรีอันมืดมิด สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่านางได้ฝึกฝนมาตั้งแต่
ยังเยาว์วัย เพียงมองคราแรก อู่ อวี้ ก็รู้ดีว่าแนวทางการ
ฝึกตนของนางนั้น แตกต่างจากผู้ฝึกตนนอกรีตคนอื่น ๆ
การบำเพ็ญเพียรของนางมีความบริสุทธิ์และเป็น
ธรรมชาติเป็นอย่างยิ่ง หากเป็นผู้ฝึกตนนอกรีตคนอื่น ๆ
คงถูกกำจัดไปหมดแล้ว เนื่องจากว่าด้วยการฝึกฝน
บำเพ็ญตนเช่นนี้ หากไม่ใช่อัจฉริยะที่แท้จริง
ความก้าวหน้าของมันสมควรเชื่องช้ายิ่ง ดังนั้นจึงไม่มี
ผู้ใดกล้าที่จะลอง แต่ก็สามารถบอกได้ว่ามันบริสุทธิ์
อย่างแท้จริง แม้จะเดินบนวิถีมาร ทว่าการฝึกฝนกลับไม่
โหดเหี้ยมอำมหิต มิได้ละเมิดกฎเกณฑ์สวรรค์ เรียกได้
ว่าเป็นมหาวิถีเต๋าที่ใกล้เคียงกับเทพมารอย่างแท้จริง!
ตั้งแต่โบราณกาล ผู้คนมากมายที่สามารถบรรลุ
กลายเป็นเทพมารได้ เนื่องจากว่านี่ถือเป็นการบำเพ็ญ
เพียรในมหาวิถีหลัก ซึ่งผู้ฝึกตนนอกรีตส่วนใหญ่ เมื่อ
บรรลุระดับสามภัยพิบัติค้นหาเต๋า พวกมันล้วนถูกบดขยี้
โดยทัณฑ์สวรรค์ เนื่องจากความโหดเหี้ยมอำมหิตของ
ตนเอง
กล่าวได้ว่านี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาได้เห็นอะไรเช่นนี้
ดังนั้น อู่ อวี้ จึงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ทั้งยัง
ก่อให้เกิดเป็นความสงสัยว่าแท้จริงแล้ว ฐานันดรของ
สตรีนางนี้ในเหล่าชาวกุ่ยเหยียนคืออันใดกันแน่? เมื่อแล
เห็นว่านางยังอยู่ในวัยหนุ่มสาว อีกทั้งความแข็งแกร่งยัง
นับว่าไม่เลวร้าย นางมีพื้นฐานฝึกตนอยู่ในระดับก่อร่าง
กำเนิดจิตเทวะขั้นที่ 10 เมื่อดูจากสิ่งนี้ นางคงต้องมี
ตัวตนสูงส่งเป็นแน่
นอกจากนี้ยังมีการบำเพ็ญตนในวิถีมารที่บริสุทธิ์มากอีก
ด้วย ทั้งน่ารักงดงาม สายตาชวนหลงใหลน่าดึงดูด อู่ อวี้
แลเห็นว่าในอ้อมแขนของนางมีแมวอยู่ตัวหนึ่ง แมวตัวนี้
มีสีขาวบริสุทธิ์ ขนมันวาวแข็งแกร่งดวงเนตรสีฟ้า ซึ่ง
แตกต่างจากนางอย่างสิ้นเชิง เจ้าแมวตัวนั้นแสดง
ท่าทางเย่อหยิ่งจองหอง จับจ้องมายัง อู่ อวี้ ด้วยความดู
ถูกดูแคลน การกระทำนี้คล้ายคลึงกับการแสดงออกของ
เจ้านายมัน
สาวงามผมสั้นดำขลับอุ้มแมวสีขาวแสนเกียจคร้านไว้ใน
อ้อมเมื่อเห็น อู่ อวี้ สาวงามฉีกยิ้มกว้างพูดด้วยเสียงดัง
ลั่นว่า ” เจ้านี่ช่างไม่ดูตาม้าตาเรือเอาเสียเลย ถึงได้หลุด
เข้ามาในค่ายกลกับดักของข้า คงคิดที่จะมาจับหยาด
เพลิงวิญญาณเซียนของข้าใช่หรือไม่? ให้มันรู้ซะมั่งว่า
ท่านย่าผู้นี้เป็นใคร เบิ่งตาดูให้ชัด ๆ ”
ดูท่าทางนางยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า อู่ อวี้ เป็นคนเหยียนหวง
พูดได้ว่านางช่างตาถั่วเสียเหลือเกิน ทั้ง ๆ ที่ลักษณะ
ภายนอกของ อู่ อวี้ บ่งบอกชัดเจนว่าเป็นผู้ฝึกตนฝ่าย
ธรรมะ ซึ่งแตกต่างจากผู้ฝึกตนนอกรีตอย่างมาก
หลังจากนางพูดจบ เจ้าแมวที่อยู่ในอ้อมแขนของนางก็
เงยหน้าขึ้นมอง อู่ อวี้ ด้วยสายตาเหยียดหยามพร้อมกับ
ส่งเสียงร้อง
“ แมวตัวนี้เป็นสรรพเทวะวิญญาณ มันไม่ใช่ปีศาจ ”
หมิงซวงมองปราดเดียวก็ล่วงรู้ทันที
“สรรพเทวะวิญญาณ?” อู่ อวี้ ไม่ได้ทันสังเกตตั้งแต่ตอน
แรก เมื่อเขาใช้เนตรเพลิงจ้องมองดูอีกครั้ง ก็ยังไม่
สามารถระบุได้อย่างแน่ชัดว่ามันคือสรรพเทวะวิญญาณ
สตรีนางนี้ไม่ได้สนใจการทำลายล้างของ หยาดเพลิง
วิญญาณเซียน ตั้งแต่แรก นางยังคงใช้มือลูบศีรษะแมว
ขาวที่อยู่ในอ้อมแขน พร้อมกับจับจ้องมายัง อู่ อวี้ ด้วย
ความประหลาดใจ จากนั้นก็หันไปพูดคุยกับแมวขาวว่า
” หลานหลาน นะ นี่ … ไม่ใช่ชาวกุ่ยเหยียนหยาน! มะ
มันคือคนเหยียนหวง! จอมวายร้ายจากด้านนอก! ไฉนถึง
ขั้นดั้นด้นมาหาเราถึงที่นี่! บิดาของข้าเคยบอกว่า เป็นไป
ไม่ได้ที่จอมวายร้ายจะมาที่นี่ไม่ใช่หรือไร?”
แมวสีขาวที่มีชื่อว่า หลานหลาน ยังคงแสดงท่าที
เย่อหยิ่งจองหอง ถึงแม้นางจะพูดว่าเขาเป็นจอมวายร้าย
แต่นางก็ไม่มีท่าทีคุกคามใด ๆ ราวกับว่ามิได้กังวลแม้แต่
น้อย
” นี่! บอกมานะ เจ้าเป็นคนเหยียนหวงใช่ไหม? เจ้ากล้า
เหยียบมาถึงที่นี่ อยากตายมากนักหรือไร? ” หญิงสาว
ทำตาโตมอง อู่ อวี้ ด้วยสายตาไม่สู้ดีนัก นางเดินสำรวจ
วนรอบตัวเขา คาดว่านี่คงเป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นคน
เหยียนหวง ด้วยความอยากรู้อยากเห็นถึงที่สุด จึงทำให้
นางลืมเรื่อง หยาดเพลิงวิญญาณเซียน ไปชั่วขณะ
“ถูกต้อง แล้วเจ้าล่ะมีชื่อแซ่ว่าอันใด?” อู่ อวี้ ก็อยากรู้
ตัวตนของนางเช่นกัน จากการประเมินของเขา คิดว่า
นางน่าจะเป็นบุคคลสำคัญเหนือกว่าชาวกุ่ยเหยียน
ธรรมดาทั่วไป
” แม้แต่ชื่อแซ่ข้าเจ้าก็ยังไม่เคยได้ยิน ข้าคือประมุขน้อย
แห่ง ‘ถ้ำปีศาจพญายม’ ส่วนบิดาของข้าเป็นเจ้าประมุข
แห่งถ้ำปีศาจพญายม! ” สตรีผู้นี้กล่าวขึ้นอย่างภูมิใจ
” ถ้ำปีศาจพญายมคืออันใด ข้ารู้จักแต่ถ้ำโลหิตอเวจี ”
ในระหว่างที่ อู่ อวี้ จ้องมองนางอยู่นั้น สายตาของเขาก็
จับจ้องไปที่หยาดเพลิงวิญญาณเซียนด้วยเช่นกัน ค่าย
กลของฝ่ายตรงข้ามมีถึง 99 ชั้น มันคงไม่สามารถ
หลบหนีไปไหนได้ชั่วขณะหนึ่งเลยทีเดียว
“ช่างกล้านักนะ!” หญิงสาวกับแมวสีขาวของนางก็
เหลือบมองเขาอยู่เช่นเดียวกัน ท่าทางการแสดงออก
ของมันตอนนี้นั้นพูดได้แค่ว่า … น่ารักน่าชังเป็นอย่าง
มาก …
” ถ้ำโลหิตอเวจีอะไรกัน มีเพียงถ้ำปีศาจพญายม ซึ่งเป็น
แกนหลักของชาวกุ่ยเหยียนผู้ทรงเกียรติทั้งสิ้น คนต่ำช้า
เลวทรามอย่างเจ้าไล่ล่าเข่นฆ่าพวกเราเป็นผักปลายังไม่
พอ แต่กลับกล้าเหยียบเข้ามาที่นี่อีก ข้าจะจับเจ้า
กลับไปยังถ้ำปีศาจพญายม จากนั้นก็ลากเจ้าไปตัดหัวต่อ
หน้าฝูงชน ” สตรีผมดำกล่าวด้วยน้ำเสียงดุเดือดขณะ
จ้องมอง อู่ อวี้
“ เจ้าบอกว่าข้าเป็นคนต่ำช้าเลวทราม? ชาวกุ่ยเหยียน
เป็นผู้ฝึกตนนอกรีต วิธีการฝึกฝนโหดเหี้ยมอำมหิตเข่น
ฆ่าทรมานผู้คน การที่คนเหยียนหวงกำราบพวกเจ้าแล้ว
มาปล่อยไว้ที่นี่ โดยไม่เข่นฆ่าทิ้งเสียให้ตาย ๆ ไป ก็ถือว่า
เมตตามากเพียงใดแล้ว เจ้าอย่าบอกนะว่า… เจ้าอยู่ใน
พิภพอเวจีนี้ไม่เคยพบเห็นผู้ใด หรือ คนรอบข้างใช้
วิธีการฝึกตนโหดเหี้ยมอำมหิตแค่ไหน เรื่องนี้เจ้าเคย
สงสัยบ้างหรือไม่? ” สตรีที่อยู่ตรงเบื้องหน้าของเขาใน
ยามนี้ เปรียบเสมือนดั่งผ้าขาว บางทีบิดาของนาง
อาจจะไม่เคยบอกความจริงให้นางได้รับรู้ หลังจากที่
พูดคุยเขาก็แน่ใจว่าสตรีนางนี้มีศักดิ์ฐานะสูงส่งมาก
อย่างแน่นอน ยามนี้ อู่ อวี้ จึงกำลังคิดค้นหาวิธี
ครอบครองหยาดเพลิงวิญญาณเซียน ถ้าเขาไม่สามารถ
ยั่วยุให้นางหลงกลได้ เขาก็ไม่ควรไปยุ่งกับนางอีก
หลังจากได้ยินสิ่งที่ อู่ อวี้ พูดออกมา โทสะของนางก็
เดือดพล่านจ้องมอง อู่ อวี้ แล้วพูดอย่างมีโทสะขึ้นว่า “
ช่างกล้าพูดเหลวไหล ไม่กลัวว่า ‘เย่ซีซี’ ผู้นี้จะพรากชีวิต
อันน่าสมเพชของเจ้าหรือไร!? ข้าจะสังหารเจ้าให้ตาย! ”
” ง๊าวววว! ” แมวสีขาวกรีดร้องราวกับว่าเห็นด้วย
“ เย่ซีซี? เป็นชื่อที่ช่างฟั่นเฟือนจริงๆ ” อู่ อวี้ คิดว่าสตรี
ผู้นี้ช่างน่ารักไม่น้อย แม้ว่านางจะเป็นผู้ฝึกตนนอกรีต
แต่นางกลับมีหลายอย่างน่าสนใจซึ่งหาได้ยากมาก
นอกจากนี้เขายังรู้สนุกกับการหยอกล้อนาง
เมื่ออีกฝ่ายมีโทสะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ อู่ อวี้ ก็ชิงพูด
ก่อน ” อย่าพูดอันใดอีกเลย ไร้ประโยชน์เปล่า ๆ ทั้งข้า
และ เจ้าอยากได้หยาดเพลิงวิญญาณเซียน ฉะนั้นเจ้าจึง
ควรมาตกลงกับข้าว่าจะทำอย่างไรดี? หรือว่าจะใช้วิธี
ใครมือยาวสาวได้สาวเอา?”
” นี่เจ้ากล้ามาแย่งชิงหยาดเพลิงวิญญาณเซียนของข้า
จริง ๆ ด้วย! ข้าอุตส่าห์ตั้งหน้าตั้งตารอมาตั้งนาน เพื่อ
จะจับมันนะ! อยู่ ๆ เจ้าจะมาแย่งได้อย่างไร ไฉนเจ้าถึง
เป็นชายไร้ยางอายถึงเพียงนี้!? คนเหยียนหวงช่างชั่วช้า
ต่ำทราม เชี่ยวชาญเรื่องการแย่งชิงของผู้อื่นเป็นพิเศษ
นัก ”
เย่ซีซี พูดด้วยโทสะท่วมท้นเกินกว่าพรรณนา
“ง๊าวววว!!!!” แมวหลานหลานก็ร้องขู่ใส่ อู่ อวี้
ดูเหมือนมันจะรู้ว่า อู่ อวี้ กำลังกลั่นแกล้งนาง
“ ข้ามาติดกับอยู่ในค่ายกลของเจ้า แต่เจ้ากลับไม่
สามารถควบคุมมันได้ ถ้าเช่นนั้นก็ใช้ความสามารถของ
ใครของมัน ใครดีได้ใครร้ายเสียก็แล้วกัน ” อู่ อวี้ จ้อง
มองหยาดเพลิงวิญญาณเซียนด้วยสายตาเย่อหยิ่ง
” ข้าโกรธแล้วนะ ข้าจะฉีกหน้าเจ้าาาาา! ” เย่ซีซี กล่าว
อย่างมีโทสะ ยามนี้ในมือของนางมีศาสตราวิถีแท้สุด
ยอดวิญญาณปรากฏขึ้น จากนั้นนางก็ลงมือโจมตีเข้าใส่
เข้าทันที
——————————–
(´▽`).。o♡เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ