กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 85 : จ้าว ฉานเฟิง อี้ ชิงเฟิง
“เคล็ดเพลิงทองคำพิโรธ”
อู่ อวี้ ค่อย ๆ เลื่อนเปิดหน้าคัมภีร์ เพื่ออ่าน
รายละเอียดด้านใน
‘เคล็ดเพลิงทองคำพิโรธ’ ข้อความด้านในก็เหมือนกับ
เคล็ดวิชาทั่ว ๆ ไป มันจะกล่าวถึงการใช้พลังของ
เคล็ดวิชาหลากหลายชนิด อย่างเช่น สายฟูา ‘อัสนี
ทะลวงใจ ‘และ’ ดึงอัสนีสวรรค์ ‘รวมถึงวิชาต้องห้าม ‘
สถิตร่างมารอัสนี’
” สามารถใช้พลังศักดิ์สิทธิ์ สร้างประตูทองคำขึ้น
หลังจากนั้นระเบิดเพลิงก็จะพวยพุ่งออกมา ”
“ยิ่งบีบอัดพลังศักดิ์สิทธิ์เข้าไปเท่าไหร่ ก็สามารถ
สร้างประตูทองคำได้มากขึ้นเท่านั้น สามารถสร้าง
ประตูทองคำได้สูงสุด 5 บาน และใช้มันห้อมล้อมศัตรู
เอาไว้ จากนั้นผู้ใช้ก็สามารถบดขยี้ศัตรูจนกลายเป็น
ผุยผง!”
หลังจากเรียนรู้ทำความเข้าใจ เกี่ยวกับพลังอำนาจทุก
อย่างของเคล็ดวิชาเต๋าแล้ว มันก็ทำให้ อู่ อวี้ รู้สึก
ตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย นี่คือเคล็ดวิชาเต๋าที่เขาเลือก
มันมีความหมายยิ่งกว่าเคล็ดวิชาที่ เฟิง ซัวหยา มอบ
ให้แก่เขาซะอีก
“นอกจากนี้เบื้องหลังของม้วนคัมภีร์ยังมี ‘เคล็ดวิชา
เต๋าต้องห้าม’ ซึ่งถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งในวิชาเต๋า
ต้องห้าม มีชื่อว่า ‘ประตูทองผลาญทำลาย’ ซึ่งวิชา
ต้องห้ามนี้มีพลังทำลายล้างมหาศาล แต่แน่นอนว่า
มันก็ส่งผลเสียต่อตัวผู้ใช้ด้วย ฉะนั้นไม่ควรใช้ออก
อย่างง่ายดาย”
นี่คือเคล็ดวิชาเต๋าที่เหมาะสมกับ อู่ อวี้ มากที่สุด อีก
ประการหนึ่งก็คือเคล็ดวิชาเต๋าม้วนนี้ไม่ใช่วิถีกระบี่
ดังนั้น อู่ อวี้ จึงเลือกเคล็ดวิชาเต๋าวิชาแรกของเขา
“ตกลงเอาม้วนนี้แหละ ‘ เคล็ดเพลิงทองคำพิโรธ ’”
ขณะที่ อู่ อวี้ กำลังจะหยิบม้วนคัมภีร์แล้วเดินออก
ทันใดนั้น ก็มีมือที่ละเอียดราวกับหยกยื่นออกมา คว้า
ม้วนคัมภีร์ออกจากมือของ อู่ อวี้ ที่กำลังเผลอ
ก่อนหน้านี้เขาได้ให้ความสนใจ และทุ่มแรงกายแรงใจ
เพื่อจะตัดสินใจในการเลือก เคล็ดเพลิงทองคำพิโรธ
ม้วนนี้ แต่เขาไม่ได้คาดคิดว่า หลาน สุ่ยเยว่ จะ
ปรากฏตัวขึ้นที่ด้านข้างเขา แล้วฉกเคล็ดวิชาเต๋าที่เขา
เลือกเอาไว้ก่อนซึ่งๆหน้าเช่นนี้
อู่ อวี้ ใช้เวลาเลือก 4 วัน แต่แล้วอยู่ ๆ หลาน สุ่ยเยว่
ก็แย่งชิงมันไป ทั้งๆที่มันคือเคล็ดวิชาเต๋าที่เขาเป็นผู้
เลือกก่อน มันจึงทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกมีโทสะขึ้นมานิด
หน่อย จากนั้นเขาก็กล่าวขึ้นว่า ” เคล็ดวิชาเต๋าม้วนนี้
ไม่ใช่ของแม่นาง จงส่งมันคืนมาให้แก่ข้า ”
” เรื่องอะไร เหตุใดข้าต้องส่งมันคืนให้แก่เจ้า? ช่าง
น่าขันยิ่งนัก เจ้ายังไม่ได้นำมันไปแจ้งให้แก่อาวุโสกูตู๋
ซึ่งหากพิจารณาแล้ว มันก็ยังไม่ใช่ของเจ้า!” หลาน สุ่ย
เยว่ แกว่งม้วนคัมภีร์ไปมาบนอากาศ ขณะกล่าวขึ้น
อย่างภาคภูมิใจ
” ข้าขอย้ำอีกครั้ง ‘ เคล็ดเพลิงทองคำพิโรธ ’ ไม่
เหมาะกับเจ้า”
นางยังคงดื้อดึง ไม่ยอมส่งม้วนคัมภีร์เคล็ดวิชาเต๋าคืน
ให้แก่ อู่ อวี้ ส่วน อู่ อวี้ ก็อยากยุติปัญหา และ ความ
ขัดแย้งนี้ลง อย่างเรียบง่ายที่สุด
” แล้วยังไง! ความจริงแล้วข้าแค่ต้องการเห็นเจ้า
มองดูสิ่งที่ตัวเองปรารถนา แต่มิอาจรับมันไว้ได้ก็
เท่านั้น ภายในหอคัมภีร์แห่งนี้ เจ้ากล้าที่จะลงมือกับ
ข้าเช่นนั้นงั้นรึ?”
หลังจาก หลาน สุ่ยเยว่ กล่าวมาทั้งหมด เมื่อนางเห็น
อู่ อวี้ เริ่มหงุดหงิด และ มีโทสะ มันก็ยิ่งทำให้นางรู้สึก
พึงพอใจอย่างยิ่ง
แต่ อู่ อวี้ ไม่ตอบสนองสิ่งใด นางยังคงแกว่งม้วน
คัมภีร์ในมือไปมา พร้อมกับแย้มรอยยิ้มแล้วกล่าว
ขึ้นมาว่า ” ข้าชักเกียจคร้านที่จะอยู่กับเจ้าแล้วสิ… ข้า
ไปก่อนล่ะ ” หลังจากนั้นนางก็ทำท่าจะเดินออกไป
พร้อมกับเอา ‘เคล็ดเพลิงทองคำพิโรธ’ ติดมือออกไป
ด้วย
” วางมันลงซะ! ”
หลังจากที่ อู่ อวี้ ใช้เวลาค้นหาเคล็ดวิชาเต๋าม้วนแรก
ของตนเองมาเป็นเวลานานถึง 4 วัน และ เมื่อมันถูก
แย่งชิงไป อู่ อวี้ ก็ไม่สามารถทำใจยอมรับได้ เขา
จะต้องเอามันกลับคืนมา
เป็นเพราะเขาจมลงไปในห้วงภวังค์ของตนเอง ทำให้
มิได้สังเกตเห็น หลาน สุ่ยเยว่ ที่จ้องมองเขามาอย่าง
ยาวนาน
หลาน สุ่ยเยว่ ก็ยังคงเดินออกไปราวกับไม่ได้ยินสิ่งที่
เขากล่าว
อู่ อวี้ มองตามหลังนางไป เอวของนางบิดไปมาขณะ
ก้าวเดิน ไปยังประตู จากนั้นเขาจึงรีบเร่งไล่ตามนาง
ไปทันที
“หึ…ช่างรนหาที่ตาย!”
เมื่อ หลาน สุ่ยเยว่ สัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวของ อู่
อวี้ นางจึงยิ้มออกมาอย่างเย็นเยียบ เนื่องจากนาง
วางแผนบีบบังคับให้ อู่ อูวี้ นั้นลงมือก่อนตั้งแต่แรก
แล้ว หากมีการต่อสู้เกิดขึ้น ผู้ที่เสียเปรียบย่อมเป็น อู่
อวี้
” ข้าอยู่ที่นี่ ถึง 4 วัน นอกจากเจ้าจะไม่เห็นหัวข้า
อยู่ในสายตาแล้ว แถมเจ้ายังทำราวกับข้าเป็นแค่เพียง
อากาศธาตุ!”
หลาน สุ่ยเยว่ ได้เตรียมพร้อมที่จะเข้าต่อสู้แล้ว
“ตรึง!”
ฉับพลัน สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
ร่างของนางหยุดชะงักอยู่กับที่ เกือบจะในทันทีที่สิ้น
เสียงของ อู่ อวี้ ‘ เคล็ดเพลิงทองคำพิโรธ ‘ ที่อยู่ในมือ
ของนางตอนนี้ ได้ตกอยู่ในมือของ อู่ อวี้ กลับไปไป
เป็นที่เรียบร้อย
ถูกต้อง อู่ อวี้ ใช้เคล็ดวิชาตรึงกายา
ครั้งสุดท้ายที่เขาใช้เคล็ดวิชานี้ มันได้กินพลังศักดิ์สิทธิ์
ของเขาไปจำนวนมาก ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว 2 – 3
วันที่ผ่านมา อู่ อวี้ ได้พยายามฝึกฝนอยู่หลายต่อ
หลายครั้ง จนปัจจุบันอัตราความสำเร็จได้อยู่
ประมาณครึ่งหนึ่งแล้ว
หากล้มเหลว พลังศักดิ์สิทธิ์ของเขาก็จะดูดกลืนไปโดย
เปล่าประโยชน์ และเขาก็จะสูญเสียพลังในการต่อสู้
ส่วนหนึ่งไปโดยทันที
“เจ้า!”
หลาน สุ่ยเยว่ ตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่นางได้เจอ นาง
ชี้นิ้วไปทาง อู่ อวี้ ด้วยความโกรธแค้น จากนั้นนางก็
ร้องไห้ออกมาด้วยความคับแค้นใจ นั่นเป็นเพราะนาง
ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่า อู่ อวี้ จะใช้เคล็ดวิชาเช่นนี้
จนแย่งชิงม้วนคัมภีร์เคล็ดวิชาเต๋ากลับไปได้
” แค่คัมภีร์ม้วนหนึ่งยังรักษาไว้ไม่ได้ คิดจะให้ข้า
โจมตีเจ้าก่อนงั้นรึ ? จิ๊ ๆ ๆ โง่เง่าสิ้นดี! ” อู่ อวี้ แกว่ง
ม้วนคัมภีร์ที่อยู่ในมือไปมา พร้อมกับกล่าวออกมา
ด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย
เมื่อ หลาน สุ่ยเยว่ ได้ยินคำกล่าวเย้ยหยันของ อู่ อวี้
ร่างกายของนางสั่นเทา ด้วยความโกรธพุ่งทะยานไป
ถึงสวรรค์ ” คอยดูนะ อู่ อวี้ ข้าจะทำให้เจ้าคุกเข่า
โขกศรีษะให้แก่ข้า! ”
” ฮ่า ๆ ๆ จะให้ข้าคุกเข่าเช่นนั้นรึ เจ้าเสียสติไป
แล้วหรืออย่างไร” อู่ อวี้ หัวเราะเสียงดังออกมา เขาขี้
เกียจที่จะต่อล้อต่อเถียงกับนาง นั้นเขาก็เดินเข้าไปใน
ส่วนลึกของหอคัมภีร์ เพื่อเริ่มค้นหาอีกครั้ง
“หยุดเดี๋ยวนี้!”
หลาน สุ่ยเยว่ แผดเสียงตะโกนออกมา นางคือผู้ที่ถูก
ทุกผู้คนเคารพยำเกรงเสมอ อยู่ภายในเทือกเขาคราม
ทุกผู้คน ต่างต้องความเคารพนบนอบกับนาง แต่บัดนี้
นางกลับถูก อู่ อวี้ ผู้มีชาติกำเนิดอันต่ำต้อยหยาม
เกียรติ
แต่น่าเสียดายที่นางนั้นถูก อู่ อวี้ ตรึงกายเอาไว้ และ
ดูเหมือนว่า อู่ อวี้ จะขี้เกียจมากเกินไปที่จะฟังนาง
หลาน สุ่ยเยว่ ร่างสั่นเทาด้วยความโกรธ นางแทบไม่
อาจอดกลั้นที่จะกระโจนเข้าไปต่อสู้กับ อู่ อวี้ ได้ แต่
ในเวลานี้ ดูเหมือนจะมีใครบางคนกำลังเดินเข้ามา
” ศิษย์น้อง! เจ้าอยู่ที่นี่จริง ๆ ! ”
อู่ อวี้ หันกลับไปมอง ที่ประตูทางเข้ามีคนสองคน
กำลังเดินเข้ามา ซึ่งคนสองคนนั้นสามารถดึงดูด
สายตาของ อู่ อวี้ ได้ทันที เป็นบุรุษ 2 คน คนหนึ่งมี
รูปร่างกำยำดุจภูผา ส่วนอีกคนมีรูปร่างเพียวบางราว
กับต้นสน คนทั้งสองสวมใส่ชุดคลุมนักพรตสีฟูา
พร้อมกับห้อยผู้กระบี่ไว้ เขาต่างมีลักษณะองอาจสง่า
งาม แต่ในเวลาเดียวกันนั้นก็มีบางอย่างที่ต่างกัน
บุรุษผู้มีท่าทางองอาจแข็งแกร่งดูค่อนข้างสงบนิ่ง
หน้าตาหล่อเหลาราวกับทวยเทพก็มิปาน ส่วนคนที่มี
ลักษณะเพียวบางราวกับต้นสน ดูสง่างามราวกับ
เซียนผู้โบยบินลงมาจากสวรรค์ มีลักษณะบุคลิกราว
กับสายลมเย็นท่ามกลางหุบเขา ใบหน้าไร้มลทินให้
ความรู้สึกราวกับสายลมในฤดูใบ้ไม้ผลิ
“จ้าว ฉางเทียน , อี้ ชิงเฟิง”
พวกมันคือเป็นศิษย์สายตรงลำดับสอง และ ลำดับ
สาม ของ หลาน ฮั้วหยุน
การฝึกตนของพวกเขา น่าจะอยู่ในระดับเดียวกับ โม่
ซือซู และ คาดว่าน่าจะแข็งแกร่งกว่า ซู หยานหลี่ ใน
ปัจจุบัน
” มีคนเคยกล่าวว่า หลาน สุ่ยเยว่ มักจะมีผู้คอยติด
สอยห้อยตามนางอยู่สองคนเสมอ ดูเหมือนจะไม่ใช่
เรื่องโกหกเสียแล้วสิ ”
แต่ อู่ อวี้ หาได้เกรงกลัวพวกเขาไม่ ถึงแม้ว่าพวกเขา
จะขัดหูขัดตาไปบ้าง แต่นี่คือ นิกายกระบี่สวรรค์ แล้ว
คนทั้งสองจะกล้าทำอะไรกับเขา?
แน่นอนว่า เมื่อเข้ามาแล้วพวกมันทั้งสองก็เข้าห้อม
ล้อม หลาน สุ่ยเยว่ เมื่อมองดูนางแล้วได้เห็นว่าบน
ใบหน้าของ หลาน สุ่ยเยว่ ปรากฏคราบน้ำตา พร้อม
กับใบหน้าที่แดงระเรื่อ พวกมันก็แสดงความไม่พอใจ
ออกมาอย่างชัดเจน จากนั้นก็หันมาจ้องมอง อู่ อวี้
อีกครั้งด้วยโทสะ พวกมันรู้ได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น อี้
ชิงเฟิง ผู้มีรูปร่างสูงบางก้าวขึ้นมาเบื้องหน้า พร้อมกับ
ถามขึ้นด้วยความห่วงกังวลว่า “ศิษย์น้องหญิง ผู้ใดที่
ทำให้เจ้าต้องเจ็บช้ำน้ำใจเช่นนี้ ศิษย์พี่จะช่วยจัดการ
มันให้เจ้าเอง”
“เจ้า อู่ อวี้ ผู้นี้ใช่ไหมที่ทำให้เจ้าต้องเจ็บช้ำน้ำใจ
เช่นนี้ ข้าจะหักมือของมันมาให้เจ้าเอง” บุรุษรูปร่าง
กำยำองอาจผู้มีนามว่า จ้าว ฉางเทียน ที่ตามปกติแล้ว
มักจะเคร่งขรึมอยู่เสมอ แต่เมื่อเขากล่าวออกมา
เมื่อไหร่ คำพูดของเขาจะเต็มไปด้วยความรุนแรงหนัก
แน่น และทำให้ผู้ฟังต้องสั่นสะท้านหวาดกลัว
ตูม!
จ้าว ฉางเทียน ก้าวขึ้นมาเบื้องหน้า เขาเปิดจุดบัญญัติ
ก่อกำเนิดได้อย่างน้อย 6 จุด แค่เพียงพลังศักดิ์สิทธิ์
อันมหาศาลที่ปลดปล่อยออกมาอย่างไร้สิ้นสุด ก็
สามารถบดขยี้ อู่ อวี้ ได้แล้ว แม้กระทั่ง อู่ อวี้
ในตอนนี้ก็ต้องล่าถอยออกไปเนื่องจากแรงกดดัน
มหาศาลที่ถูกกดทับลงมา ชั้นคัมภีร์มากมายเริ่มกวาด
เทล้มลง
” ยื่นมือของเจ้าออกมา ” จ้าว ฉางเทียน ใช้ดวงตา
ที่ดูราวกับพยัคฆ์ จ้องมองไปที่ อู่ อวี้
” ส่งมือของเจ้ามาให้ข้าเถิด ” อี้ ชิงเฟิง กล่าว
ออกมาด้วยเสียงอันปวดใจ จากนั้นมันก็เอื้อมมือ
ออกไปหา หลาน สุ่ยเยว่ เพื่อที่จะช่วยระบายความ
โกรธแค้นนี้
” พวกท่านชอบพอข้าใช่หรือไม่ งั้นจงไปจับตัวมัน
เอาไว้ ข้าจะตบหน้าสั่งสอนมัน” หลาน สุ่ยเยว่ ผลัก อี้
ชิงเฟิง ออกไป พร้อมกับขบเคี้ยวฟันแล้วกล่าวขึ้น
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของ อี้ ชิงเฟิง และ จ้าว ฉาง
เทียนก็ส่องประกายขึ้น และหยุดที่จะหักมือของ อู่
อวี้ อย่างช่วยไม่ได้ พวกมันไม่ได้เอ่ยวาจาใด ๆ
ออกมา จากนั้นก็พุ่งเข้ามาหา อู่ อวี้ ทันที
ดูเหมือนว่า พวกมันจะคอยฝุาฝืนกฎของเทือกเขา
ครามมานานแล้ว
แต่ในช่วงเวลานั้นเอง น้ำเสียงอันเก่าแก่ก็ดังขึ้นมา
จากด้านล่างหอคอย ราวกับกระบี่ที่เจาะทะลวงผ่าน
เข้าไปในรูหู
“จ้าว ฉางเฟิง ,หลาน สุ่ยเยว่ ,อี้ ชิงเฟิง ไสหัวลงมา
เดี๋ยวนี้!”
เมื่อคนทั้งสามได้ยินเสียง พวกมันก็ต่างพากันตกตะลึง
และรีบหยุดการกระทำลงอย่างรวดเร็ว
เสียงนี้น่าจะเป็นของผู้อาวุโสกูตู๋
“ศิษย์น้องหญิง ดูเหมือนว่าผู้อาวุโสกูตู๋จะไม่…” อี้
ชิงเฟิงกล่าวขึ้นอย่างขมขื่น
หลาน สุ่ยเยว่ ทำได้เพียงจ้องมองไปที่ อู่ อวี้ จากนั้น
นางก็กล่าวขึ้นมาว่า “วันนี้ข้าจะปล่อยเจ้าไปก่อน อย่า
ให้ข้าได้เจอหน้าเจ้าอีก มิฉะนั้นความแค้นในวันนี้
จะต้องถูกสะสาง! ข้าจะบังคับให้ต้องคุกเข่า แล้วตบ
หน้าเจ้า 10 ครั้ง!”
” ศิษย์น้องหญิง มันดูถูกอะไรเจ้า? ” อี้ ชิงเฟิงถาม
ขึ้น
” ไม่ใช่เรื่องของท่าน!”
หลาน สุ่ยเยว่ กระทืบเท้าลงพื้นสองสามที จากนั้นก็
เดินออกไปอย่างมีโทสะ อี้ ชิงเฟิง หันมามอง อู่ อวี้
ด้วยสายตาหนาวเย็น จากนั้นก็รีบเร่งติดตามนาง
ออกไปทันที
จ้าว ฉางเทียน กลับตรงกันข้าม เขายังคงอยู่ที่นี่ต่อไป
พร้อมกับแสดงสีหน้าที่ดุร้ายยิ่งกว่า แล้วกล่าวออกมา
อย่างหนักแน่นทีละคำว่า ” อู่ อวี้ เจ้าดูถูกอะไรนาง?
ถ้าเจ้าไม่อยากตายก็อย่าทำให้นางต้องเสียน้ำตาอีก!”
คนทั้งสองมีความแข็งแกร่งอันน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง
แต่กลับทำตัวเหมือนเป็นแมงหวี่แมงวันที่คอยตอมอยู่
รอบๆตัว หลาน สุ่ยเยว่ ในวันนี้ อู่ อวี้ ถูกสยบโดย
จ้าว ฉางเฟิง จนอยู่หมัด จึงทำให้จิตใจของ อู่ อวี้
รู้สึกไม่ค่อยเป็นสุขเท่าใดนัก ดังนั้นเขาเลยคิดคำตอบ
ที่จะทำให้ จ้าว ฉางเฟิง ต้องรู้สึกคลั่งจนแทบเสียสติ
จากนั้นเขาก็ตอบกลับไปว่า “ข้าได้จูบนางไป แล้วเจ้า
จะทำไม? ”
“ จะ… เจ้าว่าเช่นไรนะ!”
เป็นไปตามที่ อู่ อวี้ คาดการณ์เอาไว้ คำตอบของเขา
ทำให้ จ้าว ฉางเฟิง รู้สึกคลั่งจนแทบเสียสติ
” ข้าจูบนาง เจ้าได้ยินชัดหรือยัง? อีกอย่างนางก็
ยินยอมด้วย เจ้าเชื่อข้าหรือไม่?”
” จะ เจ้า! ข้าจะสังหารเจ้า!” โทสะของ จ้าว ฉาง
เฟิง ปะทุขึ้นราวกับพยัคฆ์ถูกกระตุกหนวด
อย่างไรก็ตาม ในเวลานี้ผู้อาวุโสกูตู๋ยังอยู่ด้านล่าง เขา
ไม่สามารถทำอะไร อู่ อวี้ ได้
” ข้าไม่เชื่อ ข้าจะไปถามเรื่องนี้กับ หลาน สุ่ยเยว่
ด้วยตนเอง!”
จ้าว ฉางเฟิง ตัวสั่นเทาจนแทบคลั่ง จากนั้นก็วิ่ง
ออกไปโดยเสียงดังสะเทือนเลือนลั่นไปทั่ว ทิ้งให้ผู้ใช้
กระบี่เบญจธาตุทั้ง 5 ต่างหันมามองหน้ากันด้วย
ความงุนงง พวกเขาต่างได้ยินสิ่งที่ อู่ อวี้ กล่าว พร้อม
กับแสดงออกด้วยสีหน้าท่าทางตกตะลึง และทำได้
เพียงหันมามอง อู่ อวี้ พร้อมกับชูนิ้วโปูงให้
อู่ อวี้ ปิดประตูของหอคัมภีร์ลง ในที่สุดความเงียบ
สงบก็กลับคืนมา
” เพราะความปากไวของข้าแท้ๆ จึงได้ไปกระตุ้น
จ้าว ฉางเฟิง และ อี้ ชิงเฟิง”
เนื่องจากตัวของเขาได้ถูก จ้าว ฉางเฟิง สะกดข่ม ทำ
ให้ภายในจิตใจของเขาเต็มไปด้วยโทสะ จึงได้เผลอ
พลั้งปากออกไป และ ทำให้ จ้าว ฉางเฟิง คลั่งจน
แทบเสียสติ เมื่อย้อนกลับมานึกถึงเรื่องนี้ อันที่จริง
แล้วเขาไม่จำเป็นต้องกล่าวออกไปเช่นนั้นเลย
“ถึงแม้พวกมันจะบ้ามาหาข้าอีกครั้ง แต่ยังไงก็ทำ
อะไรข้าไม่ได้อยู่ดี”
อู่ อวี้ ไม่ได้เกรงกลัวพวกเขา อย่างน้อย เฟิง ซัวหยา
ก็สามารถสะกดข่ม หลาน ฮั้วหยุน เอาไว้แล้ว ส่วน
หลาน สุ่ยเยว่, จ้าว ฉางเทียน, อี้ ชิงเฟิง พวกเขา
เหล่านี้คือความท้าทายของ อู่ อวี้
“เคล็ดเพลิงทองคำพิโรธ”
เขาได้เพ่งสมาธิ เข้าไปในม้วนคัมภีร์ที่ถืออยู่ในมือ
หลังจากที่ถูก จ้าว ฉางเทียน กดดันเอาไว้เมื่อครู่
ภายในจิตใจของเขากลับไม่รู้สึกปรารถนา ‘เคล็ดเพลิง
ทองคำพิโรธ’ เหมือนเช่นก่อนหน้า
” หรือว่าในท้ายสุดแล้ว ‘เคล็ดเพลิงทองคำพิโรธ’ ก็
มิใช่สิ่งที่ข้าปรารถนาอยู่จริง ๆ”
” ยังเหลือเวลาอีกเยอะ ข้าจะลองค้นหาดูอีกครั้ง!”
หลังจาก อู่ อวี้ ตัดสินใจอย่างเด็ดขาด เขาก็ได้นำ
คัมภีร์กลับคืนที่เดิม แล้วก็เริ่มค้นหาเคล็ดวิชาเต๋าม้วน
อื่นต่อไป เขาพยายามค้นหาทุกซอกทุกมุม ไม่ยอม
พลาดแม้แต่ม้วนคัมภีร์ที่ถูกวางหลบอยู่ในมุมมืด
ส่วนเรื่องของ หลาน สุ่ยเยว่ สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจาก
จ้าว ฉางเฟิง กับ อี้ ชิงเฟิงออกไป อู่ อวี้ ไม่อาจล่วงรู้
ว่าผลลัพธ์ต่อจากนี้จะเป็นเช่นไร ส่วนตัวเขาก็หาได้
แยแสไม่
♡(⺣◡⺣)♡* เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ