กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 87 : กระบี่ทองกลุ่มดาวม้าบินทะยาน
“ท่าน?”
เดิมที อู่ อวี้ ไม่เคยคิดจะได้ประมือกับนางเลยแม้แต่
น้อย
บางทีอาจจะเป็นเพราะเขามาจาก ‘เทือกเขาหยานห
ลี่’ จากนั้นเขาก็เริ่มเข้าสู่วิถีแห่งเซียน ซู หยานหลี่
ส าหรับเขา รู้สึกนับถือ และ เคารพนาง มาจากก้นบึ้ง
ดังนั้นเขาจึงคิดในใจเสมอว่า ซู หยานหลี่ เปรียบได้ดั่ง
ภาพติดตาที่สูงเกินจะเอื้อมมือไปถึง
จวบจนกระทั่ง ซู หยานหลี่ จุดประเด็นนี้ขึ้นมา หัวใจ
ของเขาก็เริ่มรุ่มร้อนกระวนกระวายยากหักห้าม
“ใช่แล้ว! แม้ว่านางจะเป็นศิษย์พี่ซู ข้าก็สามารถท้า
ทายได้! นางก็เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่ง ไม่ได้เป็นเทพ
เซียน!”
ยามนี้เห็นได้ชัดว่าสายตาของเขาที่มองตรงไปยัง ซู
หยานหลี่ ได้เริ่มเปลี่ยนไป จากเดิมแววตาที่เปี่ยมไป
ด้วยความเคารพรักนับถือ ได้แปรเปลี่ยนเป็นแข็ง
กร้าว ภายในจิตใจของ อู่ อวี้ ไม่อยากจะพ่ายแพ้ต่อ
นาง แต่ยังปรารถนาจะเหนือกว่านาง
เขายังจ าได้เป็นอย่างดี เมื่อครั้งแรกที่พบกับ ซู
หยานหลี่ ท่านลุง เสิ่น อู๋เต้า ได้บอกเอาไว้ว่า ซู
หยานหลี่ เป็นเทพเซียนผู้สูงศักดิ์ เขาไม่สามารถยล
รูปโฉมนางได้ตรงๆ เมื่อพบเห็นต้องรีบก้มหัวหลบตา
มิเช่นนั้นพวกเขาจะต้องตกตาย
แต่ในวันนี้ อู่ อวี้ ไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป
” เส้นทางแห่งผู้ฝึกตนของข้า อาจจะไปได้ไกลกว่า
นี้ ถ้าหากวันหนึ่งข้าสามารถชนะศิษย์พี่ซูได้ และ นาง
ก็คงร่วมยินดีกับข้า ”
หลังจากที่ อู่ อวี้ ได้ฝึกฝนเคล็ดวิชาเต๋า ในยามนี้จึงท า
ให้เขามีความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยม
แววตาของ อู่ อวี้ เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ซู หยานห
ลี่ เองก็ตระหนักได้เป็นอย่างดี ใบหน้าที่เคยเรียบเฉย
ของนาง บัดนี้กลับมีรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความ
อ่อนโยน ต่อมานางก็แกล้งมีโทสะแล้วถามขึ้นว่า ”
เจ้ากล้ามองข้าด้วยแววตาเช่นนี้ ทั้งๆที่ข้านั้นเป็นศิษย์
พี่เจ้า เช่นนั้นเจ้าจงเตรียมเจ็บตัวได้เลย !”
” ย่อมได้ ศิษย์พี่ ! ” อู่ อวี้ เคยพบเจอผู้คนมา
มากมาย เขาล่วงรู้ดีว่า ภายในเทือกเขาคราม
ท่ามกลางผู้คนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับเขานั้น ซู หยานห
ลี่ เป็นคนดีอย่างแท้จริง
“ลงมือ”
แม้ ซู หยานหลี่ จะต้องเผชิญหน้ากับ อู่ อวี้ แต่มันก็
ไม่ได้ท าให้นางประมาทลงแม้แต่น้อย นางพุ่งถอยห่าง
ออกไปจากเขา 3 จั้ง ในทันทีระหว่างที่ถอยกลับไปยัง
ด้านหลัง ศาสตราเต๋าหนึ่งชิ้นก็ถูกดึงออกมาจากถุง
จักรวาล มันคือ กระบี่สีทอง ใบกระบี่สีทองส่อง
ประกายระยิบระยับราวกับผลึกอัญมณี มันช่าง
สวยงามตระการตาอย่างยิ่ง ครั้นเมื่ออยู่ภายใต้แสง
ตะวันที่แผดเผา ยิ่งท าให้มันนั้นเปล่งประกายแสง
สดใส งดงามมากยิ่งขึ้นเป็นทวีคูณ แสงที่ส่งออกมาได้
ส่องประกายสีสันหลากหลายราวกับสายรุ้ง
” นี่คือศาสตราเต๋าที่ข้าใช้ มันมีชื่อว่า แสงตะวัน
ส่องอ าพัน ข้าเป็นผู้ตั้งชื่อให้มันเอง”
เฉกเช่นเดียวกับความงามของนาง ‘ แสงตะวันส่อง
อ าพัน ‘ ที่แผ่กระจายแสงอันเจิดจ้าออกมานั้นช่าง
งดงามยิ่งนัก
แน่นอนว่าตรงส่วนของใบกระบี่นั้นจัดอยู่ในประเภท
ของแก้วผลึกทองค า แฝงไปด้วยกลิ่นอายอันรุนแรง
แกร่งกล้า ปลายกระบี่คมกริบทรงพลังอย่างน่า
เหลือเชื่อ อักขระเวทย์ที่ทรงพลานุภาพมันไหลเวียน
อยู่ภายในเลือนราง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พลังศักดิ์สิทธิ์
ของนางที่มาจาก บัญญัติก่อก าเนิดทั้ง 5 จุด ได้ถ่าย
โอนส่งพลังเข้าไปในกระบี่
” จงดูให้เต็มตา ”
เมื่อ อู่ อวี้ ได้เห็นสิ่งที่อยู่ในมือของนาง มันก็ท าให้เขา
ถึงกับตกตะลึงไปชั่วขณะ เขาสัมผัสได้ถึงอ านาจสะกด
ข่มที่กดทับลงมาอย่างน่าพรั่นพรึง!
“นี่คือ หลอมรวมลมปราณขั้นที่ 5!”
ระหว่างระดับหลอมรวมลมปราณขั้นที่ 4 และ 5 มี
ความแตกต่างสัมพันธ์กันในรากฐานเซียน
เปรียบเสมือนกับภูเขากั้นแม่น้ า 1 สาย
ตึ้ง!!!
ทันใดนั้น อู่ อวี้ กระทืบเท้าลงบนพื้น จากนั้น พลอง
พิชิตมาร ก็ลอยกระเด้งขึ้นมาอยู่ในมือของเขา ถึง
เวลาแล้ว ที่เขาจะทดลองใช้เคล็ดวิชาเต๋าที่ได้เฝ้า
ฝึกฝนมาอย่างยากล าบากตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา
เคล็ดวิชาเก้ามังกรพันเสา!
พลังศักดิ์สิทธิ์ภายในบัญญัติก่อก าเนิดได้เกิดการ
เปลี่ยนแปลงผกผัน ผสานหลอมรวมเข้าด้วยกัน
ทันใดนั้นด้านบน พลองพิชิตมาร ได้ปลดปล่อยเพลิง
โทสะอันกราดเกรี้ยวพวยพุ่งออกไปรอบทิศทาง
ฉับพลันเทพมังกรเพลิงก็ก่อร่างขึ้นหมุนวนเป็นเกลียว
คลื่นพันอยู่รอบพลองพิชิตมาร! พร้อมกับเปล่งเสียง
ค ารามดังกึกก้องสนั่นสั่นสะเทือนออกมา กรรรรรร!!!
“ท าลาย!”
อู่ อวี้ กระแทกพลองไปด้านหน้า เสมือนมังกรขนดที่
ก าลังม้วนตัวพุ่งเป็นเกลียวคลื่นจู่โจม ราวกับจะ
ท าลายทุกอย่างที่ขวางหน้าให้พินาศ มันสุดแสนจะ
ทรงพลังอย่างน่าเหลือเชื่อ ในสถานการณ์เช่นนี้ ซู
หยานหลี่ ได้พุ่งฉีกตัวหลบออกมา ชั่วพริบตาทั้งศิลา
และ เทือกเขาก็เกิดการสั่นสะเทือนขึ้นอย่างรุนแรง
ราวกับว่าเทพเจ้าแห่งการท าลายล้างได้ปรากฏตัวขึ้น
เคล็ดวิชาเต๋า และ ศาสตราแห่งเต๋าผสานหลอมรวม
เป็นหนึ่งอย่างสมบูรณ์ พลังศักดิ์สิทธิ์อันมหาศาล
ประดุจทั่งเทือกเขาไท่ซานที่ตั้งตระหง่าน
ขณะเดียวกัน ซู หยานหลี่ ก็ได้ก้มหน้าลงอย่าง
ฉับพลัน!
แม้ว่า ซู หยานหลี่ ต้องเผชิญกับพลัง และ แรงกดดัน
มหาศาล แต่สีหน้าของนางก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลย
แม้แต่น้อย ในเวลานี้นางได้เข้าสู่สถานะต่อสู้เต็มที่ ซึ่ง
ไม่ใช่กลิ่นอายทิพย์อันเปี่ยมล้นไปด้วยเสน่ห์หาอีก
ต่อไป
ฟึ่บ!
นางร่ายร า ” กระบี่แสงตะวันส่องอ าพัน ” ทันที
กระบี่ยาวถูกยกขึ้นมาด้านหน้า ทันทีที่นางชูกระบี่ขึ้น
ปราณกระบี่สีทองก็พวยพุ่งทะยานออกมา
อู่ อวี้ มองเห็นปราณกระบี่สีทอง พุ่งทะยานออกมา
จากใบกระบี่แก้วผนึกทองค า ปรากฏเป็นสัญลักษณ์
อักขระเวทย์บางส่วนหมุนวนอยู่ด้านบนอย่าง
เลือนลาง
ฟูม!
หนึ่งกระบี่ทะลวง!
อักษรสีทองที่อยู่บนปราณกระบี่ได้เลือนหายไป
ต่อมาตัวกระบี่ก็ได้ส่องแสงประกายอันงดงามเจิดจ้า
ขึ้นมา!
อักขระสีทองได้เคลื่อนย้าย ไปอยู่บนปราณกระบี่!
นี่คือเคล็ดวิชาเต๋ากระบี่ของ ซู หยานหลี่ มีชื่อว่า
กระบี่ทองกลุ่มดาวม้าบินทะยาน!
ในความเป็นจริงแล้ววิถีกระบี่ ของนิกายกระบี่สวรรค์
ประเภทนี้จะมีแต่ผู้อาวุโสเท่านั้นที่ใช้ เพราะมีไว้โจมตี
และ สังหาร ท าให้พลังต่อสู้ของนางได้เหนือกว่าศิษย์
สาวกสามัญทั่วๆไปจนมิอาจน ามาเทียบได้
อู่ อวี้ อยู่ภายในนิกายกระบี่สวรรค์ เป็นดินแดนอัน
ศักดิ์สิทธิ์ส าหรับเหล่าผู้ฝึกตนในวิถีแห่งกระบี่ แต่เขา
กลับไม่ได้ฝึกฝนในวิถีแห่งกระบี่ ช่างเป็นเรื่องน่า
เสียดายอย่างยิ่ง
ถ้าเช่นนั้น เขาจะต้องได้รับมรดกให้มากขึ้น!
ในเวลานี้ ซู หยานหลี่ ได้ปลดปล่อยหนึ่งในกระบวน
ท่า ของเคล็ดวิชา กระบี่ทองกลุ่มดาวม้าบินทะยาน
ออกมา ก่อให้เกิดเป็นปราณอันเข้มข้นกวาดผ่านไป
ทั่วสารทิศ แม้กระทั่งกิ่งก้านสาขาของต้นไม้ใบหญ้าที่
อยู่ห่างไกลออกไปก็เกิดสั่นสะเทือนราวกับ
แผ่นดินไหว ล าแสงกระบี่ได้ปลดปล่อยกลิ่นอายอัน
รุนแรงออกมาอย่างน่าสะพรึงกลัว ในชั่ววินาทีนั้นเอง
ล าแสงกระบี่สีทองก็ถูกตวัดฟันลงมา มันท าให้ อู่ อวี้
สัมผัสได้ถึงความรู้สึกวิกฤตที่ก าลังคืบคลานเข้ามา
ตูม!!!
หนึ่งมังกรพันเสา ปะทะกับ กระบี่ทองกลุ่มดาวม้าบิน
ทะยาน มันคือการต่อสู้ที่สั่นสะเทือนสวรรค์ พลัง
ศักดิ์สิทธิ์ของ อู่ อวี้ ที่ผสานหลอมรวมอยู่บนพลอง
พิชิตมาร มิอาจต้านแรงสะกดข่ม ส่งผลให้มันระเบิด
แพร่กระจายออกไป ตัวของเขาลอยกระเด็นออกไป
และ รู้สึกราวกับว่าทั่วทั้งร่างถูกกระบี่มากมายกรีด
เฉือนเข้าใส่ ถึงแม้ว่าเคล็ดวิชากระบี่ทองกลุ่มดาวม้า
บินทะยานจะกระจายหายไป แต่ก็ยังแปรเปลี่ยน
กลายเป็นปราณกระบี่นับไม่ถ้วน กรีดเฉือนทะลวงฟัน
เข้าใส่ร่างกายของ อู่ อวี้ ยังโชคดีที่ อู่ อวี้ มีกายา
เพชรอมตะ!
” ร้ายกาจยิ่งนัก!”
ในยามนี้ อู่ อวี้ รู้สึกเศร้าเสียใจอย่างแท้จริง เนื่องจาก
การเผชิญหน้าในครั้งนี้ เขาล่วงรู้ดีว่าความต่างชั้น
ระหว่างพลังศักดิ์สิทธิ์ของตัวเขา และ ซู หยานหลี่
หากพลังศักดิ์สิทธิ์ มีความต่างชั้นกันมากเกินไป ก็เป็น
เหมือนกับการปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามบดขยี้อยู่
ถ่ายเดียว
แต่อย่างไรก็ตาม นี่คือการต่อสู้ฉันมิตรย่อมต้องออม
มือ มันเหมือนเป็นการตักเตือนให้ อู่ อวี้ ได้รู้ว่า
อย่าได้หลงล าพอง กับชัยชนะที่เขาได้รับมา หลายต่อ
หลายครั้งเมื่อไม่นานมานี้ เพราะสักวันหนึ่งในภาย
ภาคหน้า หากเขาต้องเผชิญกับผู้ที่แข็งแกร่งกว่า แล้ว
ผลลัพธ์ก็จะออกมาดั่งเช่นวันนี้ นี่คือการเตือนสติ
เพียงเล็กน้อยของ ซู หยานหลี่ เนื่องจากปัจจุบันนาง
ได้เล็งเห็นข้อบกพร่องของเขา
“สักวันหนึ่ง ข้าต้องเอาชนะศิษย์พี่ซูให้จงได้”
อู่ อวี้ มีความปรารถนาอันแรงกล้า ว่าเขาจะต้อง
แข็งแกร่งให้มากกว่า สตรีที่อยู่ตรงหน้าของเขาผู้นี้!
“อู่ อวี้ !”
จู่ๆ อู่ อวี้ ก็ทิ้งตัวลงกับพื้น ซู หยานหลี่ เห็นเช่นนั้น
นางจึงรีบทะยานลงจากเวหา แล้วยื่นมืออัน
ละเอียดอ่อนของนางคว้าจับ อู่ อวี้ เอาไว้ เพื่อให้เขา
สามารถตั้งหลักได้ก่อนที่ขาจะล่วงกระแทกพื้น
“ขอบคุณศิษย์พี่”
มือของ ซู หยานหลี่ นั้นนุ่มละมุนอย่างยิ่ง อู่ อวี้
พยายามระงับอารมณ์ตัวเองไม่ให้รู้สึกเกินเลย แต่
ฉับพลันนางก็รีบชักมือกลับไป พร้อมกับเปิดริมฝีปาก
แล้วกล่าวขึ้นมาว่า “ศิษย์น้อง เมื่อไม่นานมานี้ ตัวของ
เจ้านั้นประสบความก้าวหน้าเร็วเกินไป แต่ส าหรับ
เส้นทางแห่งการฝึกตนแล้ว เจ้าควรละวางความทะนง
ตน เข้าใจเรื่องนี้หรือไม่? ”
นี่คือจุดประสงค์ของนางในการท้าประลองกับ อู่ อวี้
นอกจากนี้นางยังได้ตรึกตรองเรื่องนี้อย่างถี่ถ้วน ซึ่ง
ถือได้ว่านางนั้นมีเจตนาดี
“ผิดแล้ว การฝึกตน คือความหยิ่งทะนงต่างหาก
อย่าไปเชื่อนาง อีกไม่นานเจ้าก็สามารถจัดการนางได้
แล้ว เมื่อถึงตอนนั้นเจ้าจะเล่น หรือ ท าอะไรกับนาง
เมื่อไหร่ก็ได้” หมิง ซวงที่อยู่ภายใน พลองทองสม
ปรารถนา กล่าวขึ้นมาในทันที
“หุบปาก!”
เกี่ยวกับการฝึกฝนบ่มเพาะในวิถีแห่งเต๋า อู่ อวี้ มี
ความตระหนักรู้ในเรื่องนี้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น
แนวทางของ ซู หยานหลี่ ก็ดี หรือ หมิงซวง ก็ดี ล้วน
ไม่ใช้เส้นทางที่ผิดแปลก เส้นทางการฝีนตนในวิถีแห่ง
เต๋าของ หมิง ซวง คือความภาคภูมิใจ และ หยิ่ง
ทะนง ไม่สนใจในกฎเกณฑ์ใดๆ ส่วนการฝึกตนในวิถี
แห่งเต๋าของ ซู หยานหลี่ คือก้าวไปบนเส้นทางอย่าง
ระมัดระวัง เขารู้สึกว่าตัวของเขาเอง นั้นควรมี
เส้นทางแห่งเต๋าทั้งสองเส้นทางอยู่ในตัว เหตุผลที่ว่า
ท าไม หมิง ซวง ถึงถูกสังหาร เป็นผลมาจากการที่นาง
ขาดความยับยั้งชั่งใจ และ ความอดทนอดกลั้น
“หือ?” ซู หยานหลี่ คิดว่าเขาไม่พอใจนาง
“ไม่ใช่ ท่านศิษย์พี่หญิง…”
ถ้าให้พูดตามความจริงแล้ว บางครั้ง อู่ อวี้ ก็รู้สึก
ร าคาญ หมิง ซวง เป็นอย่างมาก แต่เมื่อคิดดูแล้วนาง
นั้น ก็เป็นผู้ที่ได้รับมรดกตกทอดราชาวานร
เช่นเดียวกัน เขาจึงตัดสินใจที่จะปล่อยผ่านเรื่องนี้
“ดี ท่านย่าผู้นี้ ก็คร้านที่จะพูดคุยกับเจ้าเช่นกัน!”
หมิง ซวง รู้สึกมีโทสะขึ้นอย่างฉับพลัน ท าให้นาง
ตัดสินใจกลับไปนอนต่อ
ตอนนี้นางก าลังรอให้ อู่ อวี้ บรรลุกลายเป็นเซียน
อมตะ จากนั้นก็ให้เขาท าตามสัญญาที่ตกลงกันเอาไว้
แต่เส้นทางสู่การกลายเป็นเซียนอมตะนั้น จะยากเย็น
แค่ไหนกัน?
“ข้ามีเม็ดยาหลอมรวมลมปราณอยู่ 2 เม็ด เจ้าจงใช้
มันเพิ่มพูนพลังศักดิ์สิทธิ์” หลังจากนั้น ซู หยานหลี่ ก็
หยิบเม็ดยาหลอมรวมลมปราณ 2 เม็ดออกมาจากถุง
จักรวาลของนาง
ไม่ว่าจะเป็นศิษย์คนไหนก็ตาม ที่มีขอบเขตการฝึกตน
อยู่ในหลอมรวมลมปราณ เม็ดยาหลอมรวมลมปราณ
นี้เปรียบเสมือนกับสมบัติวิเศษชนิดหนึ่ง ซึ่ง ซู
หยานหลี่ ได้รับมันเพียงแค่ 2 เม็ดต่อเดือนเท่านั้น
หากต้องการได้รับมากกว่านี้ นางต้องปฏิบัติภารกิจ
ของนิกายเท่านั้น
การที่จะได้รับเม็ดยาหลอมรวมลมปราณนี้มา ถือได้
ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
“ศิษย์พี่หญิง ข้าไม่…” อู่ อวี้ ยังกล่าวไม่ทันจบ ซู
หยานหลี่ ก็วางเม็ดยาหลอมรวมลมปราณลงบนมือ
ของเขา แล้วกล่าวว่า “อย่าได้ปฏิเสธน้ าใจศิษย์พี่ผู้นี้
มิฉะนั้นข้าจะไม่มาหาเจ้าอีก”
“ตกลง”
อู่ อวี้ ก าเม็ดยาหลอมรวมลมปราณไว้ในมือ ความ
อบอุ่นเล็กน้อยปรากฏขึ้นภายในหัวใจของเขา
ในตอนนี้เขาอยู่ห่างไกลจาก อู่ หยู๋ มาก และ ความ
เป็นห่วงเป็นใยที่ ซู หยานหลี่ มอบให้แก่เขานั้น มัน
ช่างละม้ายคล้ายคลึงกับความรู้สึกที่ อู่ หยู๋ เคยมอบ
ให้เขาเป็นอย่างมาก
“นางดีกับข้ามากจริงๆ หากมีอะไรเกิดขึ้นใน
อนาคต ข้าจะต้องท าทุกอย่างเพื่อปกป้องนางให้จง
ได้” อู่ อวี้ จารึกจดจ าเรื่องนี้ไว้ในจิตใจ
หลังจากกลับมาที่นิกายกระบี่สวรรค์ เขาได้รับเม็ดยา
หลอมรวมลมปราณทั้งหมด 4 เม็ด ซึ่งเม็ดยาเหล่านี้
จะต้องน ามาใช้ในการเพิ่มพลังให้แก่บัญญัติก่อก าเนิด
โดยหนึ่งเดือนเขาวางแผนเอาไว้ว่าจะต้องใช้เม็ดยา
หลอมรวมลมปราณ 2 เม็ด ด้วยกัน และมันจะท าให้
กายาเพชรอมตะของเขามีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ยิ่ง
ไปกว่านั้นกลิ่นอายฟ้าดินภายในนิกายกระบี่สวรรค์ยัง
มีความหนาแน่นมากกว่าเดิมถึง 3 เท่า มิต้องกล่าวถึง
อู่ อวี้ ไม่ว่าศิษย์คนใดก็ตามที่อยู่ภายในเทือกเขา
คราม จะมีความคืบหน้าในการฝึกตนขึ้นเป็นอย่าง
มาก หรือแม้กระทั่งบางคนอาจทะลวงผ่านเข้าสู่ระดับ
ใหม่
“ข้าขอตัวก่อน”
ซู หยานหลี่ ทั้งจิตใจ และ วิญญาณของนางได้ทุ่มเท
ให้กับการฝึกฝนเต๋า ซึ่งเวลาส่วนใหญ่ของนาง จะ
หมดไปกับการบ่มเพาะบ าเพ็ญตน
แกว๊ก!
นางเตรียมจะขี่นกกระเรียนสวรรค์จากไป แต่ในเวลา
นั้นเองก็มีเสียงนกดังขึ้นมาจากท้องนภา นั่นเป็นเสียง
ของปักษาเมฆาสวรรค์ ผ่านไปเพียงชั่วครู่ปักษาเมฆา
สวรรค์ 3 ตัวก็แหวกผ่าหมู่เมฆาลงมา ทันใดนั้นเอง
พวกมันก็บินพุ่งลงมาสู่ยอดเขาเทียมฟ้า มุ่งตรงมายัง
ต าแหน่งศีรษะของ อู่ อวี้ !
“ผู้ใดกัน?”
ซู หยานหลี่ และ อู่ อวี้ ขมวดคิ้วเล็กน้อย นี่คือยอด
เขาเทียมฟ้าของ อู่ อวี้ ไม่ว่าจะเป็นศิษย์คนใด ก็ไม่
สามารถบินตรงเข้ามาอย่างอุกอาจเช่นนี้ได้
ผ่านไปเพียงชั่วครู่พวกเขาก็ได้รับค าตอบ
ปักษาเมฆาสวรรค์บินร่อนลงบนยอดเขา ด้วยเสียงดัง
ก้อง ส่งผลให้ฝุ่นควันนั้นแพร่กระจายปกคลุ่มไปทั่ว
ท่ามกลางฝุ่นควันนั้น สตรีที่สวมใส่ชุดคลุมยาวของ
นิกายกระบี่ ได้เดินแหวกผ่านออกมา มีบุรุษ 2 คนอยู่
ด้านหลังนาง ผู้หนึ่งรูปร่างก าย าแข็งแกร่ง ราวกับ
เซียนผู้เป็นขุนพลสวรรค์ ส่วนบุรุษอีกผู้หนึ่งมีรูปร่าง
สูงเพรียวหน้าตาหล่อเหลา ราวกับไม่ใช่คนบนโลก
มนุษย์ ทั้งสามต่างแผ่กลิ่นอายสูงส่งเหนือผู้อื่นออกมา
เช่นเดียวกับ เจียง จุนหลิน แต่เมื่อน า ซู หยานหลี่ มา
เปรียบเทียบกับพวกนั้นแล้ว นางดูมีชาติก าเนิดที่
สูงส่ง น่าเคารพนับถือกว่ามาก พวกมันทั้งหมดดูราว
กับอันธพาล ท าท่าทางเหิมเกริมน่าหวาดหวั่น ราวกับ
ว่าก าลังจะมาหาเรื่อง
“อู่ อวี้!”
สตรีนางนี้ก็คือ หลาน สุ่ยเยว่ นางถกชุดคลุมกระบี่
ขึ้นมาเล็กน้อยพร้อมกับวิ่งตรงเข้าใส่ ดวงตาของนาง
นั้นเป็นสีแดงฉานจ้องมองมาที่ อู่ อวี้ อย่างดุร้าย
พร้อมกับชักศาสตราเต๋ากระบี่ยาวออกมาจากถุง
จักรวาล
“หลาน สุ่ยเยว่!”
ซู หยานหลี่ ที่อยู่ด้านข้าง เมื่อเห็นฝ่ายตรงข้ามท า
กิริยาก้าวร้าวเช่นนั้น นางก็เอ่ยชื่อของฝ่ายตรงข้ามใน
ล าคอ พร้อมกับมายืนขวางด้านหน้าของ อู่ อวี้ ในมือ
ของนางถือกระบี่ ‘แสงตะวันส่องอ าพัน’ ปิดกั้น
เส้นทางของ หลาน สุ่ยเยว่ เอาไว้ หลาน สุ่ยเยว่ท า
เป็นไม่สนใจ และ ยังคงก้าวเดินต่อไปยังด้านหน้า
ทันใดนั้นเอง กระบี่ก็ถูกตวัดฟันแหวกฝ่าอากาศมา
ทันที หวืด!ท าให้ หลาน สุ่ยเยว่ ต้องถอยร่นกลับไป
อย่างมิอาจหลีกเลี่ยง
“ซู หยานหลี่ เจ้าบังอาจลงมือกับศิษย์น้องสุ่ยเยว่งั้น
รึ!” จ้าว ฉางเทียน ค ารามขึ้นจนท าให้พวกเขาทั้งลูก
สั่นสะเทือน
“เจ้ากล้าบุกเข้ามาใน ยอดเขาเทียมฟ้า โดยไม่ได้รับ
อนุญาต แถมยังแสดงกิริยาก้าวร้าว ต้องการจะมา
สังหารผู้ใดงั้นหรือ ?” ซู หยานหลี่ ยืนเผชิญหน้ากับ
พวกเขา พร้อมกับปลดปล่อยกลิ่นอายอันเย็นยะเยือก
ออกมาพร้อมทั้งแววตาที่เผยให้เห็นถึงจิตสังหารอัน
เบาบาง ซึ่งแสดงถึงเจตนาฆ่าอย่างรุนแรง ดูเหมือนว่า
นางจะไม่ชอบทั้งสามคนนี้เป็นอย่างมาก
ภายในนิกายกระบี่สวรรค์แห่งนี้ คนที่หาญกล้าท้า
ทาย ซู หยานหลี่ ในทุก ๆ ครั้ง จะมีเพียงแค่ 3 คนนี้
เท่านั้น
“เจ้าอย่ามายุ่งเรื่องของชาวบ้าน วันนี้ข้าจะสังหาร
อู่ อวี้ ให้จงได้!” หลังจาก หลาน สุ่ยเยว่ ถอยร่น
กลับไป ดวงตาของนางยังคงจ้องมองมาที่ อู่ อวี้ นาง
กัดฟันพร้อมกับกล่าวขึ้น
“ถ้าไม่ใช่เพราะท่านอาจารย์กักบริเวณพวกเราไว้ อู่
อวี้ คงไม่ได้มีชีวิตรอดมาจนถึงวันนี้!” อี้ ชิงเฟิง กล่าว
ออกมาอย่างหนาวเย็น
“ไสหัวไปซะ!”
แม้ว่า จ้าว ฉางเทียน และ อี้ ชิงเฟิง จะมีระดับการ
ฝึกตนที่สูงส่งยิ่งกว่า ซู หยานหลี่ แถมยังแข็งแกร่ง
กว่านางหลายเท่า แต่ ซู หยานหลี่ หาได้เกรงกลัว
พวกเขาไม่
หลาน สุ่ยเยว่ รู้ดีว่าหากลงมือกับนางไป จะต้องเกิด
เรื่องใหญ่ตามมาอย่างแน่นอน ในวันนี้นางตั้งใจแค่จะ
มาสั่งสอน อู่ อวี้ แต่ไม่คาดคิดว่าจะต้องมาพบเจอกับ
ซู หยานหลี่ เช่นนี้ด้วย
♡(⺣◡⺣)♡* เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ