กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 866: หวนคํานึงถึงเยาว์วัย
นางสะดุ้งเล็กน้อย จากนั้นก็หยิบน้ำเต้าสีแดงเพลิง
ออกมา บนน้ำเต้ามีวงเวทประทับอยู่เป็นจำนวนมาก
น้ำเต้าใบนี้จะต้องเป็นศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ
อย่างไม่ต้องสงสัย นางเปิดจุกน้ำเต้าออกแล้วดูดหยาด
เพลิงวิญญาณเซียนบนมือของ อู่ อวี้ เข้าไปในน้ำเต้า
แล้วรีบปิดจุกน้ำเต้าอย่างรวดเร็ว สายตาที่จับจ้องมอง อู่
อวี้ เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกทั้งโกรธแค้นทั้งวิตก
กังวล ยิ่งไปกว่านั้นยังเปี่ยมล้นไปด้วยความสับสน เมื่อ
นางเห็นภาพลักษณ์ของเขาในปัจจุบันลิ้นของนางถึงกับ
แข็งค้างพูดตะกุกตะกักไม่เป็นคำ สิ่งที่ทำได้ก็แค่จ้อง
มอง อู่ อวี้ อย่างไม่อยากเชื่อสายตาเท่านั้น โดยมิได้
เอื้อนเอ่ยอันใดออกอยู่เป็นเวลานาน
” เจ้าคนขี้โกงน่ารังเกียจ เจ้ามันไอ้ตัวแสบ กล้ามากนัก
ที่มายั่วยวนข้าเช่นนี้!” เย่ซีซีกรีดร้องออกมาราวกับ
กำลังจะร่ำไห้
“ อะไรของเจ้า… ดูทำเข้า คิดว่าตัวเองเป็นเด็ก 3 ขวบ
หรือไร” อู่ อวี้ หยอกเย้านางเล็กน้อย อันที่จริงตัวเขา
พบเจอสตรีมามาก แต่ละคนล้วนไม่เหมือนกัน แต่ก็
ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก คนแรกก็คือ จิ่วเซียน
ความสัมพันธ์ของเขากับนางมีทั้งรักแลเกลียดชัง ต่อจาก
นางก็เป็น หนานกง เหว่ย ผู้ดื้อรั้นร้อนแรง ส่วนลั่วผินผู้
เปี่ยมไปดูบรรยากาศอ่อนโยน สง่างามละมุนละไม ดู
ลึกลับลึกซึ้ง นางผู้เป็นจุดเริ่มต้น ให้เขาไขว่คว้า
ปรารถนา ทั้งความรู้สึกผิดหวังดูถูกตนเอง แล้วต่อมา
เขาก็ยอมจำนนให้กับตัวเองหมกมุ่นอยู่กับ องค์หญิงโย่ว
เสี่ย แล้วสตรีอีกคนตรงหน้าเขาในยามนี้ก็คือ เย่ซีซี …
ส่วนคนอื่น ๆ อู่ อวี้ ไม่ได้เอาตัวเองเข้าไปพัวพันอย่าง
ลึกซึ้ง แน่นอนว่าเย่ซีซีก็เช่นกัน อู่ อวี้ เพียงแต่คิดว่านาง
บริสุทธิ์ไร้เดียงสา จึงคิดว่าน่าสนุกที่จะหยอกเย้า
บางทีอาจเป็นเพราะนางยังอ่อนเยาว์นัก เสมือนดั่งเป็น
เงาของ หนานกง เหว่ย เมื่อครั้งยังอ่อนยัง
“เสาเก้าจัตุรัสสยบมาร!”
ทันใดนั้น อู่ อวี้ ก็จดจำภาพหิมะโปรยปรายปกคลุมไป
ทั่วพื้นปฐพี ดรุณีน้อยก้าวเดินเข้ามาด้วยท่าทางเขินอาย
จากนั้นก็ส่งมอบถุงจักรวาลให้กับ อู่ อวี้ ท่ามกลางหิมะ
และน้ำแข็ง สีหน้าแลอากัปกิริยาของนางในตอนนั้น
ยังคงตราตรึงอยู่ภายในใจของ อู่ อวี้ อย่างชัดเจน ภาพ
ๆ นี้ทำให้ความรู้สึกของเขาสั่นสะท้านเล็กน้อย ผู้ที่อยู่ใน
ภาพนี้ก็คือ หนานกง เหว่ย …
“เห่อ … ” เขาไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดอยู่ ๆ ถึงได้นึกถึง เสา
เก้าจัตุรัสสยบมาร…
สิ่งนี้ทำให้เขานึกถึงตอนที่เขาจบกับ หนานกง เหว่ย
ปัจจุบันเวลาผันผ่านมาปีแล้วปีเล่า เขาผจญภัยอยู่
ภายนอกมานานหลายแรมปี หลายปีมานี้เขามุ่งมั่น
พากเพียรทุ่มเทอย่างสุดชีวิต ดูเหมือนว่าปัจจุบันเขาอยู่
ในจุดที่น่าเบื่อไม่มีอันใดพิเศษ เขาจำได้ว่าครั้งหนึ่งเคย
รักคนคนหนึ่งอย่างท่วมท้นลึกซึ้ง แต่ความรู้สึกที่เขามี
ต่อลั่วผินนั้นแตกต่างออกไป นับตั้งแต่เขาได้พบนางเขา
ก็รู้สึกชื่นชมคลั่งไคล้ ทำให้มีแรงบันดาลใจอย่างที่สุด
ทว่าหลังจากออกเดินทางมานานหลายปี เขาก็ค้นพบว่า
ยังมีสิ่งหนึ่งภายในใจ ที่ไม่อาจลืมเลือน
“จะ … เจ้าใช้มันไปแล้วใช่หรือไม่! แสดงว่าภายใน
ตะเกียงใบนั้นมีหยาดเพลิงวิญญาณเซียนอยู่เป็นจำนวน
มาก! เจ้าสามารถนำมันออกมาให้ข้าได้ทันที! เจ้าตั้งใจ
โกหกข้าว่ากำลังตกอยู่ในวิกฤตความตาย เพื่อถ่วงเวลา
เก็บรวบรวมหยาดเพลิงวิญญาณเซียน!”
หลังจากสับสนมาได้พักใหญ่ ในที่สุดนางก็สามารถสงบ
สติอารมณ์ของตัวเองลงได้เล็กน้อย ในที่สุด เย่ซีซี ก็จำ
ได้ถึงสิ่งที่ทำให้นางสับสน
“ ข้าเกลียดชังคนที่โป้ปดขี้โกงข้ามากที่สุด อู่ อวี้ เจ้า
หลอกข้าอีกแล้วนะ! เจ้ามันไอ้ลูกสุนัข เจ้ามันไอสวะ ไอ้
ลูกเต่า! ” เย่ซีซี กำลังร่ำไห้น้ำตาหยดแหมะ ๆ ขณะกรีด
ร้อง ตระเตรียมกระโจนเข้าโจมตี อู่ อวี้ ให้รู้แล้วรู้รอด
” เจ้าคิดอย่างไร? ข้าได้เจ้านี่มาแค่ไม่กี่วัน แล้วพบว่ามัน
ไร้ประโยชน์สำหรับข้าสิ้นดี แต่เป็นเพราะข้ากำลังอยู่ใน
ช่วงเวลาสำคัญจึงไม่ได้บอกเจ้าเอาไว้ก่อน นั่นเพราะ
กลัวว่าเจ้าจะแย่งชิงคว้ามันไป ฉะนั้นตอนนี้ข้าจึงเอามา
มอบให้เจ้าสามดวง เจ้าคงไม่เนรคุณคิดแว้งกัดคนที่ทำดี
กับเจ้าใช่หรือไม่ หากมีหยาดเพลิงวิญญาณเซียนอยู่ที่นี่
มากมายจริง แล้วข้าจะเอาออกไปได้อย่างไร? ผู้อาวุโส
ของเจ้าสมควรแย่งชิงมันไปหมดแล้ว ยัยบ๊องเอ้ย ” เมื่อ
ได้ยิน อู่ อวี้ ตำหนิ นางก็รู้สึกตื่นตระหนกตกใจอยู่ไม่
น้อย เขาในตอนนี้มิใช่ร่างกลืนสวรรค์ แต่สภาพกายเนื้อ
ปัจจุบันของเขาได้แตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง คำพูด
ของเขาดูทรงอำนาจน่าเกรงขามอย่างที่สุด ทั้งยังเผด็จ
การเป็นอย่างมาก ซึ่งแตกต่างจากร่างกลืนสวรรค์ที่ดู
อ่อนนุ่มราวปีศาจ
เขาเคยโป้ปดนางมาก่อน จะเป็นการดีหากจะโป้ปดไป
จนจบ อย่างไรก็ตามหยาดเพลิงวิญญาณเซียนได้หายไป
หมดแล้ว อีกทั้งตอนนี้เป้าหมายของเขาก็บรรลุเป็นที่
เรียบร้อย ต่อให้เล่าความจริงให้นางฟังก็ไร้ประโยชน์อยู่
ดี
” เช่นนั้นหรือ? ข้าเข้าใจเจ้าผิด! ” นางร้องไห้ด้วยความ
เสียใจ น้ำตานองหน้าซึ่งก็ไม่รู้ว่าทำไมตัวเองจะต้องกลัว
อู่ อวี้ ด้วย
อู่ อวี้ กำลังครุ่นคิดถึงอดีต ทว่าเมื่อ เย่ซีซี ระเบิดโทสะ
ออกมา ภาพในห้วงภวังค์ก่อนหน้านี้ของ อู่ อวี้ ก็ได้
กระจัดกระจายหายไปในบัดดล ภาพของ หนานกง
เหว่ย ในยามนั้นได้ถูกแทนที่โดย เย่ซีซี ผู้ใสซื่อเบื้องหน้า
ทันใด ทว่าหากมองดีๆแล้ว นางทั้งสองช่างแตกต่างกัน
อย่างสิ้นเชิง
ตอนนี้ทุกอย่างจบสิ้นเรียบร้อยแล้ว
” ว่าแต่เจ้าเอา หยาดเพลิงวิญญาณเซียน ไปทำอะไร” อู่
อวี้ ถามนาง
“ขะ… ข้าจะนำ หยาดเพลิงวิญญาณเซียน ไปให้กับท่าน
ป้าของข้า ท่านป้าต้องการมัน ข้าจะนำมันกลับไป
ช่วยชีวิตนาง” เย่ซีซีกล่าว
เมื่อได้ยินนางกล่าวเช่นนี้ อู่ อวี้ จึงรู้ว่าเพราะเหตุใดฉัน
ต้องการหยาดเพลิงวิญญาณเซียนนักหนา
” ถ้าเช่นนั้นเจ้าไปก่อนเถอะ ” อู่ อวี้ กล่าว
” ก็ดี … ตกลง … ” เย่ซีซี ดูแปลกไปเล็กน้อย ดูเหมือน
นางลังเลที่จะออกไปจากที่นี่ หรือนางไม่อยากไป ? แต่
เป็นเพราะยังมีคนเฝ้ารอนางอยู่ในถ้ำปีศาจพญายม
” แล้วเจ้าล่ะ? เจ้าจะทำอะไรต่อ? ” ระหว่างเย่ซีซีกำลัง
จะก้าวออกไป แต่นางก็ย้อนกลับมาถามใหม่
” ข้ามีธุระส่วนตัวที่ต้องสะสางนิดหน่อย เจ้าไม่ต้องกังวล
ไป ”
“ข้าอยากจะบอกเจ้าว่า ตอนนี้หลายคนกำลังควานหาตัว
เจ้ากันให้ควัก หลายคนมีฝีมือแข็งแกร่ง พวกเขาทั้งหมด
ต้องการสังหารเจ้า ข้าขอแนะนำให้เจ้ารีบออกไปเสีย
เจ้าสร้างเรื่องไว้ใหญ่หลวงนัก ในเมื่อผ่านภัยพิบัติมาได้ก็
อย่าอยู่ที่นี่เลย ” เย่ซีซี เตือนเขาด้วยความเป็นห่วง
“ข้ารู้ว่า ผู้คนกำลังไล่ล่าข้าอยู่ ”
” เจ้าอย่าได้ย่ามใจนัก ข้าได้ยินมาว่าส่วนที่ลึกที่สุดของ
พิภพอเวจี มันถูกปิดด้วยม่านปราการ ไม่ใช่ทุกคนที่ผ่าน
ไปได้ จุดสิ้นสุดของม่านปราการนี้เปรียบเสมือนปีนป่าย
สู่สวรรค์ เจ้าไม่สามารถฝ่าม่านปราการสูงไปถึงสวรรค์
ได้ หากเจ้าผ่านมันไป เจ้าจะได้พบกับนรกจริง ๆ ที่นั่นมี
ผู้ฝึกตนนอกรีตอยู่ทุกหนทุกแห่ง เจ้าไม่กลัวตายหรือไร ”
” ม่านปราการ? ”
อู่ อวี้ ปรารถนาสืบค้นต่อไป แต่ในท้ายสุดก็ตัดสินใจ
ล้มเลิก เนื่องจากเขาทราบดีว่า แม้กระทั่งเมฆาตลบฟ้าก็
ไม่อาจลอดผ่านมันไปได้ หากเมฆาตลบฟ้าสามารถ
ทะลวงฝ่าม่านปราการขวางกั้นระหว่างสวรรค์และปฐพี
มุ่งหน้าไปยังวิหาเซียนสวรรค์ได้โดยตรง เขาคงไม่
จำเป็นต้องฝึกฝนบำเพ็ญตนอีกต่อไป แน่นอนว่าเมฆา
ตลบฟ้าย่อมไม่มีความสามารถเช่นนั้น
ม่านปราการนี้ จะเปิดออกก็ต่อเมื่อบรรลุกลายเป็นเซียน
อมตะหรือเทพมารเท่านั้น หลังจากปล้นชิงมหาวิถีแห่ง
เซียน บรรลุกลายเซียนอมตะ สวรรค์ก็จะเปิดออก ให้
มนุษย์ปีนป่ายขึ้นไปบนสวรรค์ เทียบเคียงกับชนชั้น
เซียน
ผู้คนเรียกม่านปราการนี้ว่า : ปราการชมพูทวีปโลกธาตุ
“ข้าขอลา” ในที่สุดเย่ซีซีก็จากไป ทิ้งให้ อู่ อวี้ อยู่ที่นี่
เพียงลำพังเท่านั้น เขาตัดสินใจออกจากบริเวณนี้
จากนั้นในระหว่างทาง ก็คิดหาหนทางที่ตนเองจะไปต่อ
” ด้วยโอกาสและโชควาสนา ทำให้ข้าบรรลุเขตแดนอัคคี
ตัดสวรรค์ และ กายาหกพิภพสวรรค์สักการะราชันย์
อรหันต์ไม่ดับสูญ เพียงแค่นี้ก็นับว่าดีมากแล้ว การเก็บ
เกี่ยวในครั้งนี้เหนือล้ำยิ่งกว่าที่ข้าจินตนาการไว้ซะอีก
ช่างน่าพึงพอใจยิ่งนัก ”
“ถ้าลงไป แล้วมันเป็นปราการแห่งโลกจริง ๆ ข้าคงไม่
อยากเสี่ยงในเวลานี้ ”
” พิภพอเวจีนี้ดึงดูดใจข้า จนหลงลืมไปว่ามีสองสิ่งสำคัญ
ที่ข้าต้องทำ หนึ่งคือสังหารกุ่ย เจิ้นเค่อ เพื่อนำไปแลก
กับ พลองฟ้าอนันตกาล ส่วนอีกหนึ่งคือการตรวจสอบ
เป้าหมายของชาวกุ่ยเหยียนเหล่านี้ พักหลัง ๆ พวกมัน
เคลื่อนไหวอย่างแปลกประหลาด หากข้าสามารถ
ตรวจสอบแผนการของมันได้ คงนับเป็นผลงานเล็ก ๆ
ของข้า ”
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ คิดว่ามันไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไร
เนื่องจากชาวเหยียนหวงสยบปราบปรามชาวกุ่ยเหยียน
มาเนิ่นนานหลายแรมปีแล้ว อีกทั้งภายนอกยังมี
จักรพรรดิโบราณเหยียนหวง ผู้เป็นดั่งสวรรค์ที่ดำรงอยู่
ไม่ว่าชาวกุ่ยเหยียนจะทำเช่นไร มันก็เป็นแค่การต่อสู้ขัด
ขืนอันเล็กจ้อยเท่านั้น ไม่อาจส่งผลกระทบใหญ่โตอันใด
ได้ ท้ายสุดแล้วค่ายกลทั้งหมดที่ถูกวางปิดล้อมพิภพ
อเวจีไว้ ดูเหมือนจะไม่มีวันถูกทำลายออกมาได้
ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าชาวกุ่ยเห
ยียนจะพยายามต่อต้านคิดหาหนทางกบฏอยู่เสมอ ซึ่ง
โดยพื้นฐานแล้วมันก็เป็นแค่การละเล่นเท่านั้น เนื่องจาก
ยามนี้ภายในชมพูทวีปโลกธาตุ ไม่มีผู้ใดต่อต้านอำนาจ
ของอาณาจักรโบราณเหยียนหวงได้
” หากเป็นเช่นนี้ สิ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่คือการสังหาร
กุ่ย เจิ้นเค่อ เพื่อรับพลองฟ้าอนันตกาล ”
” ตอนนี้กายเนื้อของข้าแข็งแกร่งขึ้นแล้ว ดังนั้นการ
ได้รับพลองฟ้าอนันตกาล จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในยามนี้
”
” อย่างไรก็ตาม เห็นได้ชัดว่าการสังหาร กุ่ย เจิ้นเค่อ ใน
ปัจจุบัน ยากลำบากกว่าก่อนหน้านี้มาก แม้ว่าข้าจะ
บรรลุกายาหกพิภพสวรรค์สักการะราชันอรหันต์ไม่ดับ
สูญ แต่การสังหาร กุ่ย เจิ้นเค่อ ในชั่วพริบตา คงยากเย็น
แสนเข็ญเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกเหมือน
ก่อน อีกฝ่ายจะต้องเตรียมความพร้อม ให้ยอดฝีมือคอย
เฝ้าพิทักษ์อยู่ข้างกายเป็นแน่ ”
” เช่นนั้นข้าควรเสริมความแข็งแกร่งขึ้นอีกเล็กน้อย ”
ดังนั้นสิ่งที่ อู่ อวี้ สมควรทำตอนนี้ ไม่ใช่การมุ่งหน้าไปยัง
ถ้ำโลหิตอเวจี แต่เขาจำเป็นต้องใช้ความพยายามมาก
ยิ่งขึ้น
นั่นก็คือการท้าทายหุ่นเชิดในเจดีย์ล่องกำเนิด จอม
กระบี่วิญญาณ!
ก่อนที่หน้านี้ อู่ อวี้ ร่วมมือท้าทายมันกับร่างกลืนสวรรค์
แต่เขาก็ยังพ่ายแพ้หลายครั้งหลายครา
แน่นอนว่าสำหรับเขาสิ่งนี้ถือเป็นเรื่องดี ซึ่งแสดงให้เห็น
ว่าจอมกระบี่วิญญาณแข็งแกร่งมากเพียงใด หากเขา
เอาชนะมันได้ อู่ อวี้ ก็มั่นใจว่ามันจะเป็นประโยชน์กับ
ตนเองอย่างใหญ่หลวง อีกทั้งจอมกระบี่วิญญาณยัง
นับเป็นหุ่นเชิดรูปร่างมนุษย์อันสมบูรณ์แบบ หากไม่เห็น
กับตาตนเอง เขาคงคิดว่ามันเป็นมนุษย์จริง ๆ หุ่นเชิด
รูปร่างมนุษย์ นับเป็นหุ่นเชิดชั้นสูงเลยก็ว่าได้!
อู่ อวี้ วางเจดีย์ล่องกำเนิดไว้ในพิภพอเวจี ปล่อยให้มัน
ล่องลอยด้วยตนเอง ท้ายสุดแล้วตะเกียงแก้วถูกทิ้งอยู่ไว้
ในนี้อย่างยาวนาน เป็นข้อพิสูจน์ว่าสถานที่แห่งนี้ไร้ซึ่ง
ผู้คน
จากนั้น อู่ อวี้ ร่างต้นกับร่างกลืนสวรรค์ ก็มุ่งหน้าเข้าไป
ในเจดีย์ล่องกำเนิด
ถึงเวลาเริ่มการท้าทายอีกครั้ง หลังจากตัดสินใจเลือกวง
เวทสีขาว จอมกระบี่วิญญาณก็ปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้า
พวกเขา พร้อมกระบี่คู่ขาวดำในมือทั้งสองข้าง! เส้นผม
ของจอมกระบี่วิญญาณปลิวไสวไปตามสายลม กระบี่
ยาวถูกชักออกมาจากด้านหลัง ดวงตาเย็นยะเยือกสุดขั้ว
อู่ อวี้ ใช้เนตรเพลิงตรวจสอบร่างกายของมัน แลเห็นว่า
วงเวทมากมายกำลังหมุนวนทำงานร่วมกัน อำนาจแห่ง
เจดีย์ล่องกำเนิดทำให้มันพร้อมจะบดขยี้ อู่ อวี้ อีกครั้ง!
ก่อนหน้านี้ผู้ที่เป็นกำลังหลักในการต่อสู้คือร่างกลืน
สวรรค์!
แต่ในเวลานี้ อู่ อวี้ ร่างต้นกลับเป็นฝ่ายยืนอยู่เบื้องหน้า
เขาเริ่มจากการใช้ออกด้วยเพียงฟ้าจรดดิน ยืดขยายร่าง
ขึ้นสู่จุดสูงสุด เมื่อความแข็งแกร่งพุ่งทะยานขึ้น เขาก็
เสริมด้วยการแปรเปลี่ยนเข้าสู่ร่างจำแลงเซียนวานร
ระเบิดอำนาจแห่งกายเนื้ออันน่าสะพรึงกลัว ส่งผลให้
บัดนี้ ตัวเขาดูเสมือนดั่งเทพสงคราม ทั่วทั้งร่างอาบไล้ไป
ด้วยเปลวเพลิงร้อนแรงสุดขั้ว ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลาง
สวรรค์และปฐพี ถือจับพลองหมื่นมังกรพิภพอนันต์
เอาไว้ในมือ ที่บัดนี้กำลังสั่นไหวด้วยความตื่นเต้น เห็นได้
ชัดว่าแม้แต่ศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ ก็ยังรู้สึก
ตื่นเต้นพึงพอใจกับความแข็งแกร่งของ อู่ อวี้ !
กร็อบกร็อบกร็อบ!
ระหว่างเคลื่อนไหว กระดูกของเขาก็ส่งเสียงดังก้อง
กังวาน ในเวลานี้ อู่ อวี้ ดูเสมือนอสูรยักษ์อันยิ่งใหญ่ ยืน
ประจันหน้ากับจอมกระบี่วิญญาณ เพียงลมหายใจ ก็
สามารถแปรเปลี่ยนเป็นคลื่นเพลิงความร้อนที่เผาผลาญ
ทุกสรรพสิ่ง โชคดีที่ภายในเจดีย์ล่องกำเนิดนั้นแข็งแกร่ง
มากพอ มิฉะนั้นมันคงไม่อาจทางทนต่อการโจมตีที่
รุนแรงถึงขีดสุดของ อู่ อวี้ ได้!
เวลานี้เปลวเพลิงกำลังลุกไหม้อาบท่วมร่างกายของเขา
สิ่งนี้มาจากหยาดเพลิงวิญญาณเซียน ซึ่งทำให้อุณหภูมิ
ภายในเจดีย์ล่องกำเนิดเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ไปจนถึง
ระดับน่าสะพรึงกลัวเลยทีเดียว หากเป็นผู้ฝึกตนระดับ
ก่อร่างกำเนิดจิดเทวะเข้ามาในนี้ ยังไม่ทันได้ต่อสู้ เกรง
ว่าร่างกายของคนผู้นั้นคงดำเมี่ยมเป็นตอตะโก
เนื่องจากบัดนี้ อู่ อวี้ คือตัวตนที่น่ากลัวที่สุดในที่แห่งนี้
เสียแล้ว
เบื้องหลังของเขาคือร่างกลืนสวรรค์ ถึงแม้ว่ามันจะน่า
สะพรึงกลัวยิ่งกว่าครั้งก่อน แต่ก็กระทำเพียงซ่อนเร้น
กายอยู่ภายในเงามืดยืนหยัดคู่กับศาสตราวิถีแท้สุดยอด
วิญญาณ พิมานจักรพรรดิเป่ยหมิง เสมือนดั่งนักฆ่าผู้
ลอบสังหาร ขณะกำลังเผชิญหน้ากับจอมกระบี่วิญญาณ
คงต้องกล่าวว่าหลังจาก อู่ อวี้ เปลี่ยนไป ดูเหมือนว่าเขา
จะถือครองความได้เปรียบในการบดขยี้ศัตรู และสิ่ง
สำคัญในยามนี้ คือร่างของเขาแทบจะอมตะไม่ได้ด้อยไป
กว่า หุ่นเชิดจอมกระบี่วิญญาณ!
——————————–
(´▽`).。o♡เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ