กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 879: นองสาม
จริง ๆ แล้ว เย่ซีซี เป็นคนซื่อสัตย์ดื้อรั้นปากแข็ง เสมือน
ตอนที่นางพบ อู่ อวี้ เป็นครั้งแรก
ทว่าหลังจากที่นางยอมรับคนผู้นั้น นางก็อ่อนโยนขึ้น
มาก โดยเฉพาะ อู่ อวี้ ช่วยชีวิตนางไว้ขณะอยู่ท่ามกลาง
พายุทรายทมิฬ
เพราะว่าเวลานี้นางมีความสุขมากเกินไป จนสับสนไป
หมด อู่ อวี้ เองก็รู้สึกสับสนด้วยเช่นกัน
ตอนนี้นางถือว่า อู่ อวี้ เป็นสหายที่ดี นั่นเพราะตัวเขา
น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง หรือไม่นางอาจจะคิดว่าเขาและ
นางตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน เป็นคนประเภท
เดียวกัน
” แล้วข้าขอถามได้หรือไม่ ว่ามรดกเซียนของเจ้าคือ
อะไร? ก่อนหน้านี้ ข้าเห็นพลองเหล็ก … ” เย่ซีซี ถาม
เขาอย่างแผ่วเบา
เวลานี้ อู่ อวี้ บอกเล่าเรื่องราวคร่าว ๆ เกี่ยวกับ ฉีเทียน
ต้าเซิ่น ยุทธวิชัยพุทธะ และ พลองทองสมปรารถนา ให้
นางฟัง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็มีแต่น้ำคร่าว ๆ เท่านั้น ส่วน
เรื่องว่าความสามารถของท่านแข็งแกร่งมากเพียงไหน
นั้น อู่ อวี้ ไม่ทราบ
“ฉีเทียนต้าเซิ่น … ชื่อนี้ฟังดูเหมือนมีพลังเหนือกว่า
ขุนพลเจวี่ยนเหลียนมากนัก เจวี่ยนเหลียน คงมิใช่แค่
เป็นคนเบิกม่านใช่หรือไม่ อุ้ย… ไม่ได้ ข้าพูดแบบนี้ไม่ได้
หากท่านขุนพลเกิดเกลียดข้าขึ้นมาแล้วบินหนีไป ข้าจะ
เดือดร้อน! ” เย่ซีซี นึกขึ้นได้ว่าตนเองกำลังนินทาลับ
หลังจึงรีบปิดปากอย่างรวดเร็ว …
ท่าทางของนางช่างดูน่าขบขันยิ่งนัก เพราะนางคิดว่า
หากตนเองไม่พูดออกไป ขุนพลเจวี่ยนเหลียนก็จะไม่รู้
โดยทั่วไปผู้ที่เพิ่งได้รับมรดกเซียน จะต้องดีอกดีใจกับ
มรดกของตนเอง แต่นางกลับมิได้ตื่นเต้นอันใด
เนื่องจากชื่อมรดกของตนเองไม่ยิ่งใหญ่พอ ทั้งนามของ
ศาสตรายังดูธรรมดาเป็นอย่างยิ่ง …
อย่างไรก็ตามบางทีมรดกเซียนอาจชอบสตรีโง่เขลาคนนี้
หลังจากถูกนางพูดจาล่วงเกินก็หาได้ทำการลงโทษใด ๆ
พลั่วพระธรรมปราบมารยังคงนิ่งสงบเหมือนเช่นเดิม
” ศาสตราลึกลับมรดกเซียนทั้งสองชิ้นได้พบกัน ทั้ง
วิธีการที่ได้พบเจอยังคล้ายคลึงกันมาก ดังนั้นข้าจึงคิดว่า
มรดกทั้งสองชิ้นมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง
บางทีอาจจะเป็นคนที่ใกล้ชิด ดังนั้นในภายภาคหน้าเจ้า
กับข้าอาจจะต้องฝึกฝนต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กัน
กลายเป็นเซียนอมตะไปด้วยกัน ” อู่ อวี้ สนใจที่จะสนิท
สนมกับนาง แต่เขายังสงสัยว่าจะพอมีวิธีใดบ้างที่จะ
สามารถพานางออกจากไปด้านนอกได้ เนื่องจากมหา
ค่ายกลที่ใช้กักขังชาวกุ่ยเหยียนทั้งหมด เมื่อเปิดใช้งาน
แล้ว พลังอำนาจของมันจะน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง
” ข้าก็คิดเช่นนั้น แล้วไฉนถึงไม่เหมือนกัน? ในเมื่อเรามี
ชะตาร่วมกันก็ต้องต่อสู้ยืนหยัดเคียงข้างกัน ไม่ว่าเจ้าจะ
เป็นคนเหยียนหวงหรือข้าจะเป็นชาวกุ่ยเหยียน ก็ไม่
สามารถขวางกั้นคำว่าสหายของพวกเราได้ ฮิฮิ ” พูดถึง
เรื่องฝึกฝนร่วมกัน เย่ซีซี ก็คิดถึงคำว่า ‘สหายเต๋าเคียงคู่’
หน้าของนางก็แดงก่ำ นางรู้สึกว่าตนยังอ่อนเยาว์
ห่างไกลจากเรื่องพวกนี้นัก
” ข้าขอเรียกท่านว่าพี่ชายอวี้ได้หรือไม่? คุยกับท่านข้า
รู้สึกมีความสุขมาก ในอนาคตข้ายังมีคำถามมากมายที่
อยากจะถาม ท่านเรียกข้าว่าซีซีแค่สองคำก็ได้ ” เย่ซีซี
ถามอย่างอาย ๆ
” ก็ได้…ว่าแต่เจ้าอายุเท่าไหร่?” อู่ อวี้ คิดว่าอีกฝั่ายน่าจะ
อาวุโสมากกว่าเขา
” ขะ ข้าเป็นอัจฉริยะผู้มากไปด้วยเขาสวรรค์ พื้นฐานฝึก
ตนของข้าอยู่ในระดับก่อร่างกำเนิดจิตเทวะ ขั้นที่ 10
ด้วยอายุเพียงแค่ 85 ปีเท่านั้น ผู้ที่อยู่ในวัยเดียวกันไม่
สามารถมาถึงขั้นนี้ได้แล้วพี่ชายล่ะ? ” เย่ซีซี กล่าวด้วย
ความภาคภูมิใจ
อันที่จริงถ้าให้เทียบกับอายุขัยห้าหรือหกร้อยปี อายุ
แปดสิบห้าของนางถือว่ายังเป็นเพียงสาวน้อย ซึ่งถ้าหาก
เปรียบเทียบกับมนุษย์ก็จะอยู่ที่ประมาณสิบห้าปี …
ในตอนนี้ภายในหัวของ อู่ อวี้ กำลังคำนวณระยะเวลาที่
ผ่านมา…โถ่ถัง กระทั่ง 50 ปี ยังไม่ถึง 30 ขวบปียังไม่ถึง
ดีเลยด้วยซ้ำ…
ทว่าเมื่อเห็นแม่นางน้อยเฝั้ารอคอยด้วยความคาดหวัง
เขาจึงคิดว่าไม่ดีแน่หากบอกอายุขัยที่แท้จริงไป เขาจึง
หัวเราะแล้วเอ่ยว่า ” เจ้าอายุเท่านั้นจริงหรือ ข้าอายุเก้า
สิบ … ”
” เยี่ยมไปเลย ตอนแรกข้าห่วงว่าท่านอายุน้อยกว่าข้า
ถ้าเป็นเช่นนั้นก็คงขายหน้าแย่ ฮิฮิ… ” เย่ซีซี กระซิบเบา
ๆ
ตอนนี้ อู่ อวี้ ยิ่งลึกลับมากขึ้นเรื่อย ๆ มันไม่ใช่เรื่องง่าย
เลยที่จะให้คนอื่นรู้อายุขัยที่แท้จริงของเขา
ฉะนั้นเขาจำเป็นต้องโปั้ปดนาง ไม่รู้ว่าหากในภายภาค
หน้า นางเกิดค้นพบความจริงเข้า นางจะฉีกเขาเป็นชิ้น
ๆ หรือเปล่า จากมุมมองของ อู่ อวี้ ทั้งความคิดและสิ่ง
ที่เย่ซีซีเป็นอยู่ในตอนนี้ทำให้เขารู้สึกโล่งใจอย่างยิ่ง
หลังจากนั้นเขาก็พูดคุยกับนางอีกไม่กี่คำ อย่างเช่นใน
อนาคตเขาอาจจะกลับมาในพิภพอเวจีอีกครั้ง แล้วถ้า
นางมีข้อสงสัยติดขัดอะไรสามารถปรึกษาไต่ถามเขาได้
เย่ซีซีพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย ทั้งหมดเป็นเพราะนาง
เชื่อใจ อู่ อวี้
นางดูมีความสุขมากที่ทั้งสองคนมีมรดกเซียนเหมือนกัน
“นอกจากนี้ ข้ามีเรื่องอยากจะบอกเจ้าสักอย่าง” อู่ อวี้
กล่าว
“อะไร?”
อู่ อวี้ กล่าวว่า ” เมื่อไม่นานมานี้ ข้าพบปีศาจตนหนึ่ง
นามว่า ‘หนานซาน หวางเยว่’ ตอนนี้เขาเป็นหนึ่งใน
สหายที่ดีที่สุดของข้า ทั้งยังเป็นพี่น้องร่วมตาย สาย
สัมพันธ์ของเราเกิดขึ้นมาจากมรดกเซียนอมตะ ใต้หล้านี้
มีเพียงข้าและเขาเท่านั้นที่ได้รับมรดกเซียนอมตะ เมื่อ
รวมเจ้าเข้าไปแล้วก็นับเป็น 3 คน นอกจากนี้เขายัง
ได้รับมรดกของเซียนอมตะตั้งแต่อายุยังน้อย ”
” หนึ่งในสามเป็นปีศาจ!” เย่ซีซี ตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง!
” นามมรดกเซียนของเขาก็คือ : แม่ทัพเทียนเผิง
นอกจากนี้ยังเป็นที่รู้จักกันในนาม ‘พุทธพิธีทูต’ ร่ำลือ
กันว่าบนสรวงสวรรค์เป็นแม่ทัพใหญ่ ควบคุมกองพยุหะ
เทพเซียนนับแสนนาย ซึ่งข้าไม่รู้ว่ามันเป็นความจริงหรือ
เท็จ และศาสตราวุธของเขามีนามว่า ‘คราดทองหยก
มลาย’ ศาสตราชิ้นนั้นทรงพลังเป็นอย่างยิ่ง ทั้งยังมีวิชาภิ
นิหารมากมาย ” อู่ อวี้ ชี้แนะ
“แม่ทัพเทียนเผิง? คราดทองหยกมลาย? ชื่อเชยเป็นบ้า
ฮ่าๆๆ ทว่าเซียนอมตะทั้ง 3 คนน่าจะมีความสัมพันธ์อัน
ดีต่อกันไม่น้อย …หือ คราดงั้นหรอ มิใช่คราดที่เอาไปใช้
พรวนดินใช่หรือไม่?” เย่ซีซี กล่าวอย่างแผ่วเบา
อู่ อวี้ พบว่านางมีความสามารถในการพูดถากถางโดย
กำเนิด
ก่อนที่นางจะเอ่ยถึงมัน อู่ อวี้ ไม่เคยสนใจมาก่อนเลยว่า
นามของศาสตราเหล่านี้จะเชยดังที่นางว่าจริงๆ…
ถ้าวันนี้แม่ทัพเทียนเผิง ขุนพลเจวี่ยนเหลียนรู้ว่านาง
กล่าวเช่นนี้ คงต้องถูกบังคับให้เปลี่ยนผู้สืบทอดแน่…
” คนผู้นี้มีนามว่า หนานซาน หวางเยว่ ใช่หรือไม่? พูด
ตรง ๆ เลยนะข้าละไม่ชอบปีศาจจริง ๆ พวกมันทุกคน
ล้วนดุร้าย บางตนก็สกปรก ดูน่าเกลียดน่ากลัวเป็นอย่าง
ยิ่ง” เย่ซีซี กล่าวออกไปอย่างตรงไปตรงมา
อู่ อวี้ ยิ้มแล้วพูดว่า “เจ้ามั่นใจได้ พี่ชายหนานซาน หวาง
เยว่ เขาดู… หล่อเหลาเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะความ
‘สง่างาม’ … เขาถือเป็นปีศาจดี ไม่ใช่อย่างที่เจ้าคิด ”
“เขาเป็นปีศาจแบบไหน? ปีศาจพยัคฆ์? ปีศาจราชสีห์?
หรือเป็นปีศาจสายโลหิตหายากชนิดไหน? ”
” ถ้าเช่นนั้นเจ้ารอพวกข้าในภายในหลัง เนื่องจากครั้ง
ต่อไปข้าจะพาเขาเข้ามาด้วย ” อู่ อวี้ กล่าว
” พูดทิ้งท้ายไว้ให้สงสัย ข้าเกลียดที่สุด ” เย่ซีซี กลอกตา
มองบนอย่างเอือมระอา
อู่ อวี้ มิได้คลายสงสัยให้แก่นาง แต่ก็ยังคงพูดชี้นำให้ เย่
ซีซี เพ้อฝันต่อไป เมื่อนางรู้ว่า หนานซาง หวางเย่วเป็น
หมู อู่ อวี้ ก็อยากรู้นักว่านางจะทำหน้ายังไง แต่ที่แน่ ๆ
หนานซาน หวางเยว่ จะต้องหยอกล้อนางอย่างแน่นอน
ได้พบพานน้องสาวคนใหม่ผู้มากไปด้วยพรสวรรค์ อู่ อวี้
จึงรู้สึกอารมณ์ดีเป็นยิ่งนัก เขาคาดการณ์ว่าหลังจาก
หนานซาน หวางเยว่ รู้ข่าว มันจะต้องมีความสุขมาก
เช่นกัน อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ ต้องปกปั้องนางไว้
เนื่องจากท้ายสุดแล้ว หนานซาน หวางเยว่ เป็นเจ้าหมูชี
กอ และ เย่ซีซี เป็นสาวน้อยผู้บริสุทธิ์ไร้เดียงสา ไม่อาจ
ให้เจ้าหมูปั่าหน้าโง่ เข้ามาพัวพันเกี้ยวพานางได้เด็ดขาด
อย่างไรก็ตาม หนานซาน หวางเยว่ มิได้คิดเรื่องสหาย
เต๋าเคียงคู่ เนื่องจากมันต้องการเปิดฮาเร็มมีสาว
มากมายรายล้อมรอบกาย…
” ข้าต้องการติดตามท่านไปยังโลกภายนอก แต่บิดาของ
ข้าย่อมไม่ปล่อยให้ออกไปอย่างแน่นอน นอกจากนี้เรา
ชาวกุ่ยเหยียน ยังไม่มีทางออกไปจากพิภพอเวจีได้ ช่าง
น่าชังยิ่งนัก… ” เย่ซีซี ถอนหายใจ พร้อมทำหน้าเศร้า
สลดลงเล็กน้อย กล่าวตามตรงหากผู้ใดเห็นนางเศร้าโศก
เช่นนี้ คงต้องรู้สึกเจ็บปวดใจอย่างยิ่ง
” ข้าได้ยินมาว่าโลกภายนอก ไม่มีลาวาร้อนแรงเช่นนี้
ทุก ๆ ที่ล้วนเป็นเหมือนกับนครจอมปีศาจ แถมยังมี
ขนาดกว้างใหญ่เป็นอย่างยิ่ง … ” ระหว่างที่ เย่ซีซี กล่าว
หยาดน้ำตาไหลริน ดวงตาแดงก่ำจากการร่ำไห้
จิตใจของ อู่ อวี้ สั่นสะท้านเล็กน้อย อันที่จริงแล้ว เย่ซีซี
มิได้เป็นดั่งที่เขาคาดคิดไว้ เขาไม่ทราบว่าแท้จริงแล้ว
นางเป็นคนมีความคิด ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่
อู่ อวี้ เข้าใจนางอย่างสุดซึ้ง นั่นก็คือความรู้สึกที่ต้องถูก
คุมขังติดอยู่ในคุกตลอดเวลา มันช่างน่าสะพรึงกลัวเป็น
ยิ่งนัก เมื่อใดก็ตามที่นางคิดถึงเรื่องนี้ จิตใจของนาง
จะต้องรู้สึกสิ้นหวังเป็นมากอย่างแน่นอน ตลอด
ระยะเวลาหลายแรมปี นางต้องต่อต้านกับแรงปรารถนา
ที่จะออกไปยังโลกภายนอก แต่ความเป็นจริงมักโหดร้าย
เสมอ …
ชั่วขณะนี้ อู่ อวี้ ไม่ทราบว่าจะปลอบโยนนางอย่างไร
เนื่องจากความคิดเห็นของเขานั้นค่อนข้างขัดแย้ง
เพราะเขาเป็นคนจากโลกภายนอก ดังนั้นจึงไม่ยินดี
ปล่อยให้ชาวกุ่ยเหยียนผู้ฝึกตนนอกรีตอันแสนต่ำช้า
ออกไปยังโลกภายนอกได้ นี่คือความคิดจากมุมมองของ
ตนเอง แต่เมื่อเห็นคนอย่าง เย่ซีซี ซึ่งปรารถนาจะ
ออกไปแลชมโลกภายนอกอย่างแรงกล้า เขาก็รู้สึกลังเล
ใจอยู่ไม่น้อย
” อันที่จริงเจ้าสามารถออกไปด้านนอกได้ ถ้าวันหนึ่งวัน
ใด เจ้ากลายเป็นเซียนอมตะ ไม่เพียงแต่เจ้าจะออกไป
เบื้องนอก แต่ยังสามารถบินทะยานขึ้นไปสู่สวรรค์ หาก
เจ้าแข็งแกร่งพอ ก่อนหน้านี้ความหวังอาจริบหรี่ แต่
ตอนนี้ถือว่ามีความเป็นไปได้มาก อย่าได้ท้อแท้ มัน
อาจจะใช้เวลาแค่ไม่กี่ปีเท่านั้น ” ในที่สุด อู่ อวี้ ก็นึกถึง
วิธีปลอบโยนนางที่พอเป็นไปได้
” ข้าเข้าใจแล้ว ขอบคุณพี่ชาย ” เย่ซีซียิ้ม หยาดน้ำตา
ยังคงไหลออกมายามนางกะพริบ แต่อย่างน้อยนางก็ยัง
ยิ้มได้
“ ข้ากำลังคิดหาหนทางพาเจ้าออกไปด้านนอก บางทีข้า
น่าจะพาเจ้าออกไปได้ก่อนเจ้าเป็นเซียนอมตะ แต่ปัญหา
ระหว่างคนเหยียนหวง กับ ชาวกุ่ยเหยียน บอกตามตรง
ข้ายังรู้สึกมืดแปดด้าน เจ้าคงไม่มีความสุขใช่หรือไม่? ” อู่
อวี้ ถาม
“ ไม่เป็นไร…ข้ารู้มานานแล้ว วิธีการฝึกฝนบำเพ็ญตน
ของผู้ฝึกตนนอกรีตนั้นโหดร้ายเกินไป ด้วยเพราะเหี้ยน
กระหือรือแสวงหาความสำเร็จ ถ้าออกไปโลกภายนอก
ผู้คนมากมายจะถูกทำร้ายสังหารตายเป็นเบือ กล่าวได้
ว่าสิ่งที่พวกข้าประสบอยู่ในตอนนี้ก็คือเวรกรรม … ” อู่
อวี้ ไม่คิดว่านางจะเข้าใจเรื่องนี้อย่างแจ่มแจ้ง
“ แม้จะเป็นแบบนั้น แต่เจ้าก็ยังต้องการให้ปล่อยชาวกุ่ย
เหยียนออกไปข้างนอกเช่นนั้นหรือ? ”
เย่ซีซีพยักหน้า ” ใช่ พวกเขาทุกคนต่างพูดเป็นเสียง
เดียวกันว่าต่อสู้กับโชคชะตา ต่อให้ต้องสละชีวิตก็ไม่
ลังเล ”
อู่ อวี้ เข้าใจ
สำหรับเจ้าประมุขแห่งถ้ำปีศาจพญายม อู่ อวี้ คงไม่
สามารถเอื้อนเอ่ยอันใด อย่างที่เจ้าประมุขกล่าวทุกคน
สามารถยืนหยัดต่อสู้กับโชคชะตา อู่ อวี้ ก็พยายามทุก
วิถีทางเช่นเดียวกัน ทุกคนล้วนเท่าเทียม ไม่มีใคร
เหนือกว่า
” นั่นสิ… เราจะออกไปจากที่นี่ได้อย่างไร? ” หลังจาก
พูดคุยกันจนน้ำลายแตกฟอง เขาเพิ่งนึกได้ว่าลืมสิ่ง
สำคัญที่สุดไป
อู่ อวี้ กวาดตามองไปรอบ ๆ
เมื่อพวกเขาพูดถึงสิ่งนี้ โลกแห่งนี้ก็พังทลายลงมา
จากนั้นเบื้องหน้าของพวกเขาก็ปรากฏแสงสว่างขึ้น
——————————–
(´▽`).。o♡เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ