กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 881 : สงครามหมื่นปี!
ในมือทั้งสองข้างของ อู่ อวี้ ถือจับยันต์สื่อสารเตรียมที่
จะส่งมันออกมาไป
เขารู้สึกตกตะลึงยิ่งตั้งแต่ครั้งแรกเห็น มันเป็นการ
เคลื่อนไหวที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง ประดุจดั่งทวยเทพก็
มิปาน
บรรพชนมารกลืนสวรรค์น่าสะพรึงกลัวอย่างมาก! แต่
ทวยเทพกลับน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า…
“พี่อวี้…” ทันใดนั้นเย่ซีซีก็ตะโกนใส่หน้าเขา
อู่ อวี้ ตะลึงแล้วเงยหน้าขึ้นมอง เขาคงไม่อาจลืม
ช่วงเวลานี้ได้ เย่ซีซี ร่ำไห้จ้องมองเขาด้วยแววตาซับซ้อน
ราวกับว่าภายในหัวของนางกำลังคิดหนักแบกรับอะไร
บางอย่าง นอกจากนี้นางยังมีความสัมพันธ์อันดีกับ อู่
อวี้
“ถ้าท่านส่งยันต์แผ่นนี้ออกไป ข้าอาจไม่มีโอกาสได้เห็น
โลกภายนอก…” นางพูดพลางสะอึกสะอื้นไปพลาง
อารมณ์ของนางเปี่ยมล้นไปด้วยความตื่นเต้นร้อนรน สิ่ง
ที่เกิดขึ้นอยู่ในตอนนี้จะนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่ชีวิต
ของนาง นางไม่ใช่คนโง่เง่า ฉะนั้นนางจึงรู้ดีว่ายามนี้
ครอบครัวของนางกำลังต่อสู้กับโชคชะตา เพื่อที่จะ
หลบหนีออกจากพิภพอเวจีพวกเขาจึงต้องสู้ นางรู้ดีว่า
ชาวกุ่ยเหยียนพยายามต่อสู้เพื่อกาลนี้มาหลายชั่วอายุ
คน นี่คือภารกิจอันยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของพวกเขา!
พยายามหลบหนีจากการถูกจองจำ! หลบหนีออกจาก
คุก! เพื่อให้ชีวิตได้มีอิสระ! อิสรภาพคือความปรารถนา
สูงสุดสำหรับชาวกุ่ยเหยียนทุกผู้คน แม้ว่า เย่ซีซี จะ
ไม่ได้มีวิถีฝึกตนเช่นเดียวกับผู้ฝึกตนนอกรีต แต่นางก็
เป็นคนจิตใจดีและกล้าหาญ ทว่าแม้แต่นางก็ยัง
ปรารถนาจะได้เห็นอิสรภาพ หากไม่ใช่เพราะว่าปัจจุบัน
นางกำลังอยู่กับ อู่ อวี้ ไม่เช่นนั้นป่านนี้นางคงกำลังยืน
เคียงข้างท่านเจ้าประมุขถ้ำปีศาจพญายม จับจ้องมองดู
ภาพเหตุการณ์ฉากอันงดงามยิ่งใหญ่นี้แล้ว!
อู่ อวี้ ปวดศีรษะเป็นอย่างมาก จึงตัดสินใจยังไม่ได้ส่ง
ยันต์สื่อสารออกไป
บอกตามตรงเขาไม่ใช่ชาวเหยียนหวง ฉะนั้นการต่อสู้ห้ำ
หั่นระหว่างชาวเหยียนหวง กับ ชาวกุ่ยเหยียน เขารู้สึก
ว่าหาได้เกี่ยวข้องกับตัวเอง
ในทางกลับกันตอนนี้ เย่ซีซี มีความสำคัญต่อเขามาก
หลังจากที่นางได้รับมรดกเซียน เขาไม่อยากปล่อยนาง
ให้ห่างหูห่างตา บนเส้นทางที่แสนคดเคี้ยว เขาเชื่อว่า
ขุนพลเจวี่ยนเหลียน จะต้องเป็นสหายที่ดีของฉีเทียนต้า
เซิ่น ฉะนั้นตัวเขาเองก็ต้องดูแลนางให้ดีเช่นกัน
ชาวกุ่ยเหยียนกำลังต่อสู้กับโชคชะตา กำลังดิ้นรน
กระเสือกกระสนเพื่อหลบหนีจากการถูกจองจำ และ
หลุดพ้นจากความอัปยศอดสูมาตราบนานเท่านั้น ฉะนั้น
จึงไม่ใช่เรื่องผิดที่พวกเขาจะไล่ล่าอิสรภาพที่เฝ้ารอคอย
มานานแสนนาน อย่างไรก็ตามมนุษย์ยักษ์ที่อยู่เบื้อง
หน้า อู่ อวี้ ช่างน่าหวาดกลัวเหลือเกิน แม้ว่าทุกอย่างจะ
ไม่เกี่ยวข้องกับเขา แต่เรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกับชีวิตของคน
หลายคน เหตุผลของเขายังคงเอาชนะความรู้สึกของ
ตัวเองได้
“เรื่องนี้ช่างน่ากลัวจริง ๆ ข้าไม่แน่ใจว่าบิดาของเจ้าจะ
สามารถควบคุมอารมณ์ได้หรือเปล่า แล้วถ้าเขาเกิดลง
มือโจมตีขึ้นมาผู้คนที่อยู่ด้านนอกจะต้องบาดเจ็บล้มตาย
ไปเป็นจำนวนมาก หากการก่อกบฏล้มเหลว ผู้คนก็จะ
ยิ่งบาดเจ็บล้มตายมากขึ้นกว่าเก่า…บนชมพูทวีปโลกธาตุ
ใบนี้ชาวเหยียนหวงคือเผ่าพันธุ์ที่ทรงอำนาจมากที่สุด
นอกจากนี้ชาวเหยียนหวงยังมีผู้ทรงอำนาจเป็นบุคคลที่
เทียบเคียงได้กับเทพเซียนในตำนาน แม้กระทั่ง
จักรวรรดิผู้บำเพ็ญเพียรเป็นเซียนทั้งหมดต่างยอมก้มหัว
ศิโรราบให้แก่เขา…ทั้งยังมีความเป็นไปได้ว่าครอบครัว
ชาวเหยียนหวงของเจ้า อาจจะต้องสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ใน
การต่อสู้ครั้งนี้…ถ้าเจ้าอยากจะเห็นโลกภายนอก เจ้า
ต้องพยายามกลายเป็นเซียนอมตะให้จงได้ เมื่อเจ้า
กลายเป็นอมตะได้แล้ว เมื่อนั้นความสามารถของเจ้าถึง
จะเทียบเคียงกับจักรพรรดิโบราณเหยียนหวง หลังจาก
ที่เจ้าพึ่งพาตนเองได้แล้ว เมื่อนั้นเจ้าก็สามารถแสวงหา
สถานที่ฝึกตนเตรียมไว้ให้ชาวกุ่ยเหยียน นี่เป็นวิธีที่ดี
ที่สุด…”
อู่ อวี้ สามารถบอกนางได้แค่นั้น นี่เป็นวิธีดีที่สุดที่เขา
สามารถคิดได้ นั่นเพราะเย่ซีซีมีแนวโน้มที่จะกลายเป็น
เซียนอมตะ เมื่อใดที่นางกลายเป็นเซียนอมตะได้แล้ว
เมื่อนั้นนางก็สามารถไปแสวงหาสถานที่ฝึกตนเตรียมไว้
ให้กับเหล่าสหายญาติมิตร ไม่ใช่เรื่องยาก
แม้ว่าตอนนี้นางจะเป็นผู้ฝึกตนนอกรีต แต่นางก็เป็นผู้
สืบทอดมรดกเซียน อู่ อวี้ เชื่อว่านางน่าจะกลายเป็น
เทพเซียน
คำพูดเหล่านี้เสมือนคำขวัญชวนเชื่อ อย่างน้อยเจ้า
ประมุขแห่งถ้ำปีศาจพญายมก็คงไม่เชื่อเรื่องเพ้อฝัน
เช่นนี้ พวกเขาจะเชื่อในสิ่งที่จับต้องได้อย่างการต่อสู้ใน
ครั้งนี้ พวกเขาได้ต่อสู้กับโชคชะตามานานหลายปี พวก
เขาจะยอมแลกทุกอย่างแม้กระทั่งชีวิตของตนเอง ยาม
ปกติแล้วพวกเขาก็ต้องต่อสู้มาโดยตลอด ต้องตกอยู่ใน
เหยื่อถูกชาวเหยียนหวงไล่ล่าสังหารราวกับสัตว์ป่ามา
นานหลายปี ฉะนั้นพวกเขาจำต้องยืนหยัดต่อสู้ห้ำหั่น
ผู้คนตกตายสุมทับเป็นภูเขาเลากา ทะเลอาบนองไปด้วย
โลหิตสีแดงฉาน เพื่อระบายความแค้นที่คับข้องใจมา
นานแสนนาน!
ลำพังกำลังและตำแหน่งของ อู่ อวี้ ในยามนี้เขาไม่
สามารถหยุดยั้งอะไรได้ สิ่งเดียวที่เขาทำได้คือส่งยันต์
สื่อสารสองแผ่นนี้ออกไป จากนั้นเขาก็ยืนอยู่ตรงหน้าเย่
ซีซีแล้วกล่าวว่า “ขอโทษจริง ๆ ข้าสามารถทำแค่นี้ ส่วน
สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ข้าไม่สามารถควบคุมมันได้ ยาม
นี้พวกเราทั้งสองทำได้แค่เพียงก้มหน้ายอมรับชะตา
กรรม…”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เย่ซีซี ถึงกับปล่อยโฮร่ำไห้ออกมาด้วย
ความเศร้าโศกเสียใจอย่างสุดซึ้ง นางรักบิดามารดาของ
นางและเป็นห่วงท่านทั้งสองมากจริง ๆ สงครามการ
ต่อสู้ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ผู้คนจะต้องบาดเจ็บล้มตายจำนวน
มาก นางไม่ต้องการให้ผู้คนต้องมาบาดเจ็บล้มตาย ไม่ว่า
จะเป็นชาวกุ่ยเหยียนหรือชาวเหยียนหวง
“ข้าอยากออกไปข้างนอก แต่ข้าไม่อยากให้ผู้คนจำนวน
มากต้องมาตกตาย…ถ้าข้าสามารถเป็นเซียนอมตะ…”
นางดิ้นรนทุกข์ทรมานอยู่กับความเจ็บปวด นี่เป็นครั้ง
แรกในชีวิตของนางที่รู้สึกสับสนเช่นนี้
อู่ อวี้ ไม่ทราบว่าตนทำถูกหรือทำผิด เป็นความจริงแท้
หรือถูกครรลองคลองธรรมหรือไม่ แต่มันทำให้เขาเข้าใจ
ว่า ท้ายสุดแล้วใต้หล้านี้ไม่มีสิ่งใดถูกหรือผิด ทางเลือก
มากมายไม่ว่าถูกหรือผิดล้วนสามารถแยกแยะความ
แตกต่างได้ เขาตำหนิตนเอง และรู้สึกเสียใจกับเย่ซีซี
การแยกแยะ เรื่องราวสลับซับซ้อนว่ามันผิดหรือถูก
อย่างชัดเจน นับเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญเกินไป
หลังจากทั้งหมด การบรรลุกลายเป็นเซียนอมตะยัง
นับว่าห่างไกลมาก ผู้ใดจะรับประกันได้ว่าเมื่อต้อง
เผชิญหน้ากับ 3 ภัยพิบัติเต๋าหรือแม้กระทั่งมหาภัยพิบัติ
เซียน จะสามารถรอดพ้นจนบรรลุกลายเป็นเซียนอมตะ
ได้? แม้แต่ อู่ อวี้ เองก็ยังไม่แน่ใจ…
ดังนั้นหนทางที่เขาเสนอให้กับ เย่ซีซี จึงนับว่าห่างไกลยิ่ง
ด้วยเหตุนี้เขาจึงจำเป็นต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตนเอง
เสนอไป เนื่องจากระหว่างที่ยืนอยู่เบื้องหน้า เย่ซีซี เขา
ได้รับข้อความจากตราประทับสื่อสารสองแผ่น
ตราประทับสื่อสารทั้งสองที่ถูกส่งมายัง อู่ อวี้ ในเวลานี้
หนึ่งมาจากโอรสเล่อ อีกหนึ่งมาจากชวีอิ๋น พวกมันทั้ง
สองต่างเอ่ยถามด้วยความสับสน ข้อความแรกบอกว่า :
‘เจ้าแน่ใจหรือไม่ว่าสิ่งที่พูดเป็นความจริง ยากจะจัดการ
เช่นนั้นเลยหรือ? ส่วนอีกหนึ่งบอกว่า : ‘ก็แค่ความ
พยายามกระเสือกกระสนดิ้นรนของชาวกุ่ยเหยียน ไม่มี
เหตุผลใดให้ต้องกังวล อย่างไรก็ตามข้าจะนำเรื่องนี้ไป
รายงานท่านมหาอุปราช เพื่อรับประกันความปลอดภัย
ไว้ก่อน’
ข้อความแรกมาจากโอรสเล่อ ส่วนข้อความหลังเป็น
ของชวีอิ๋น
โอรสเล่อต้องการคำตอบของ อู่ อวี้ เพื่อให้เรื่องราวต่าง
ๆ ชัดเจนมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามเนื่องจากอยู่เบื้องหน้า
เย่ซีซี เขาจึงรู้สึกว่าไม่เหมาะสมเท่าใดนักหากจะตอบ
กลับไป มาถึงขั้นนี้ เขาก็คิดว่าตนพยายามอย่างดีที่สุด
แล้ว ดังนั้นจึงไม่เลือกตอบตราประทับสื่อสารทั้งสอง
กลับไป พร้อมกล่าวว่า “ข้าสัญญา ว่าหลังจากนี้จะไม่ยุ่ง
เกี่ยวอีก ปล่อยให้มันเป็นไปตามโชคชะตา”
อย่างไรก็ตามจิตใจของเขายังขัดแย้งอยู่ภายใน อย่างไร
ก็ตามเขายังคงเคารพความขัดแย้งภายในเจตจำนงของ
ตนเอง เนื่องจากว่ามันเป็นส่วนหนึ่งในตัวของเขา แต่
ทว่าการถูกคุมขัง ตกเป็นเหยื่อข่มเหงรังแกจากชาวเห
ยียนหวง ก็ถือเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น
“ตกลง ขอบคุณท่านมาก” เย่ซีซีเช็ดน้ำตา เมื่อเห็นว่า อู่
อวี้ ยื่นมือออกมา เย่ซีซีก็ถือแมวน้อยหลานหลานไว้ด้วย
มือข้างหนึ่ง จากนั้นคนทั้งสองก็โอบกอดกันเล็กน้อย อู่
อวี้ บีบแก้มของนาง พร้อมกล่าวว่า “เอาล่ะ หลังจากนี้
ข้าอยากรู้ว่าเจ้ายินดีจะติดตามข้าไป หรือจะกลับไปหา
บิดาของเจ้า?”
เย่ซีซีลังเลเล็กน้อย แล้วในช่วงเวลานั้นเองยักษ์ก็เริ่ม
เคลื่อนไหว บังเกิดเป็นอำนาจสะเทือนเลือนลั่นอย่าง
รุนแรง ลาวาร้อนหลอมเหลวสาดกระจายไปทั่วทุกแห่ง
อู่ อวี้ คว้าตัว เย่ซีซี พร้อมกับรีบทะยานออกมาอย่าง
รวดเร็ว ช่วงเวลาเดียวกันยักษ์ที่อยู่เบื้องหลังก็ทะยาน
พุ่งขึ้นไป บัดนี้การโจมตีของมัน เริ่มขึ้นแล้ว!
โชคยังดีที่ อู่ อวี้ พานางออกมาได้ทันการ ไม่เช่นนั้น
เวลานี้คงถูกพัดพาไปที่ไหนสักแห่งแล้ว
เมื่อสภาพแวดล้อมสงบลงเล็กน้อย เจ้ายักษ์ก็หายไปต่อ
หน้าต่อตาของพวกเขา อู่ อวี้ เรียกเมฆาตลบฟ้าออกมา
โดยให้เย่ซีซีนั่งมาด้วย เมื่อยักษ์หายไป ก็ไม่มีทางเลือก
ให้นางย้อนกลับไปอีกแล้ว อู่ อวี้ กระทำได้เพียงพานาง
ไล่ล่าติดตามยักษ์ไปเท่านั้น
นี่คือสิ่งที่เขาสามารถกระทำได้…
เขาสัญญากับ เย่ซีซี ว่าจะไม่ส่งข้อความออกไปอีก หาก
มหาอุปราชใส่ใจมันจริง ๆ ก็คงจะเตรียมตัวพร้อมไว้
ก่อนแล้ว…
แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่การไล่ล่าติดตามเส้นทางของยักษ์
ก็ทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกหวาดกลัวอยู่บ้าง
…………………………………
มีเสียงตะโกนโห่ร้องจากฝูงชน ดังลั่นออกมาจากภายใน
ถ้ำปีศาจพญายม บังเกิดเป็นกระแสความบ้าคลั่ง มา
พร้อมกับชาวกุ่ยเหยียนมากมายที่ทะยานหลบหนีตาย
ออกมา ภาพฉากที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าดูเสมือนดั่งฝูงมด
แตกรัง ทำให้ปากขนาดยักษ์ดูสนุกสนานกับสภาพของ
ชาวกุ่ยเหยียนในยามนี้ ทำให้ทุกคนที่อยู่เบื้องล่างรู้สึก
หวาดกลัว รีบหลบหนีเข้าไปซ่อนตัวภายในส่วนลึกของ
หัวกะโหลก
บัดนี้บนตัวของยักษ์ มีชาวกุ่ยเหยียนมากมายปีนป่ายอยู่
เสมอดั่งฝูงมด พร้อมกับหลบซ่อนตัวอยู่ภายในร่างกาย
ของมัน
ท้ายสุดแล้วบนลิ้น ก็ปรากฏชายชราผู้เปี่ยมไปด้วยความ
แข็งแกร่งกว่า 20 คน ผมเผ้าของชายชราเหล่านี้หงอก
ขาวแทบทั้งหมด ถึงแม้จะชราภาพ แต่ก็สามารถรับรู้ได้
โดยสัญชาตญาณว่าพวกมันทั้งหมดดุร้ายทรงพลังมาก
เพียงใด บ้างก็มีผมสีโลหิต บ้างก็มีดวงตาแดงก่ำ
ร่างกายผ่ายผอมแห้งเหี่ยว ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยรูพรุน
บ้างก็ถูกปกคลุมไปด้วยเปลวเพลิงสีเขียว บ้างก็มีสองหัว
หรือมีแม้กระทั่งร่างแค่ครึ่งเดียว…
ท่ามกลางชายชราผู้เปี่ยมไปด้วยความดุร้ายเยือกเย็น มี
คนผู้หนึ่งที่ยังดูปกติดี เพียงแต่สีผิวซีดเซียวเล็กน้อย
เป็นผู้เยาว์ที่มีร่างกายผ่ายผอม ดูเสมือนคนอมโรคมา
นานปี ระหว่างที่เหล่าผู้เฒ่าต่างแสดงท่าทางตื่นเต้นดีใจ
มีเพียงเขาหลับตา ด้วยใบหน้าสั่นสะท้าน
“ท่านเจ้าประมุข ไปกันเถอะ! พวกเราอดใจรอไม่ไหวอีก
ต่อไปแล้ว หากข่าวนี้รั่วไหลออกไป แล้วพวกมัน
เตรียมพร้อมรับมืออย่างทันท่วงที จะไม่เป็นผลดีต่อ
เรา!”
“ไปกันเถอะ! สำหรับเย่ซีซี ท่านพยายามค้นหามานาน
แล้วแต่ก็ยังไม่พบ มิใช่ท่านงั้นหรือที่เป็นคนพูดเองว่า
นางถูก ‘เทพมารบรรพกาล’ กลืนกินไปแล้ว! ถ้าเช่นนั้น
นางก็ต้องอยู่ภายในร่าง ‘เทพมารบรรพกาล’ เมื่อใดที่
นางปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้ง อาจจะได้รับโชควาสนาอัน
ใหญ่หลวงก็เป็นได้!”
“ข้าก็คิดว่าเป็นเช่นนั้น เย่ซีซีโชคดีตั้งแต่เยาว์วัย เวลานี้
ก็ไม่มีข้อยกเว้น ในที่สุดเราก็หาวิธีปลุกเทพมารบรรพ
กาลขึ้นมาได้ และนางที่เป็นผู้สัมผัสกับเทพมารบรรพ
กาลตั้งแต่แรก นางจะต้องได้รับโชควาสนาอันใหญ่หลวง
กลับมาอย่างแน่นอน ถึงแม้ว่ายามนี้นางจะไม่ได้อยู่
ภายในพิภพอเวจี บางทีเมื่อเราทำสำเร็จ นางอาจจะ
ปรากฏขึ้น”
“ท่านเจ้าประมุข เรากำลังทำงานใหญ่ นี่ถือเป็น
ช่วงเวลาสำคัญที่สุด ซึ่งเรารอคอยมาอย่างยาวนาน อย่า
มัวมานั่งพิรี้พิไรเสียเวลาต่อไปเลย บดขยี้มัน! จงอย่าได้
หลงลืมภารกิจชีวิตของเรา ชาวกุ่ยเหยียนอันยิ่งใหญ่
เกรียงไกร ต้องทนแบกรับความอัปยศมาหลายพันหลาย
หมื่นปี! ท่านบอกว่าจะนำเราต่อสู้กับโชคชะตา ทำให้
ชาวเหยียนหวงรู้ซึ้งถึงสิ่งที่มันกระทำกับเรา ให้เรา
ชาวกุ่ยเหยียนผงาดขึ้นอีกครั้ง รั้งรอมานับหมื่นปีก็คือ
ช่วงเวลานี้ อย่าได้เสียเวลาอีกต่อไปเลย!”
“สหายชาวกุ่ยเหยียนทุกคน กำลังร้องตะโกนโห่ร้องให้
ท่าน!”
ทันใดนั้นเองเจ้าประมุขถ้ำปีศาจพญายมก็ลืมตาขึ้น
——————————–
(´▽`).。oเพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ