กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 882: ค่ายกลเหนือหล้า
ระหว่าง อู่ อวี้ กำลังไล่ล่าติดตาม เขาได้รับยันต์สื่อสาร
อีกสองสามใบ หนึ่งในนั้นเป็นของโอรสเล่อ กับ ชวีอิ๋น
แต่ด้วยเพราะเขาสัญญากับเย่ซีซีเอาไว้ เขาจึงไม่ได้ตอบ
กลับไป
อย่างไรก็ตาม เมื่อดูจากข้อความที่พวกเขาได้ถามไถ่มา
นั้น ได้ข้อสรุปว่ามหาอุปราชให้ความสนใจกับเรื่องนี้เป็น
อย่างมาก ดูเหมือนว่ากองทัพที่เต็มไปด้วยยอดฝีมือ จะ
แห่กันมาที่พิภพอเวจีอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
เพื่อตระเตรียมจัดวางค่ายกลกับดักไว้ล่วงหน้า
อู่ อวี้ ได้ทำหน้าที่ของตนแล้ว ความรู้สึกที่เขามีต่อชาว
เหยียนหวงไม่ดีเท่าใดนัก อย่างไรก็ตามเนื่องด้วยเกรงว่า
ชาวเหยียนหวงจะตำหนิตนเอง อู่ อวี้ จึงกระทำในสิ่งที่
ตนสมควร
ตอนนี้ อู่ อวี้ กับ เย่ซีซี อยู่ด้านหลัง ‘ เทพมารบรรพกาล
‘
‘ เทพมารบรรพกาล ‘ ตนนี้ทั้งทรงพลังและน่า
สะพรึงกลัวอย่างที่สุด ไม่ว่าจะในที่แห่งใดเพลิงลาวาที่
อยู่โดยรอบต่างพลิกคว่ำสารกระจายไปทั่วทุกแห่งหน!
นี่คือเหตุผลที่ อู่ อวี้ ไม่กล้าเข้าไปใกล้ ๆ
อย่างไรก็ตามโชคยังดีที่รูปร่างของมันใหญ่โตมากเกินไป
อาจเป็นเพราะเวลาล่วงเลยผ่านมายาวนานเกินไป
ดังนั้นการเคลื่อนไหวจึงไม่ค่อยพร้อมเพรียงกันเท่าใดนัก
ความเร็วในการเคลื่อนตัวของมันไม่ได้รวดเร็วเท่าใดนัก
แต่กระนั้น อู่ อวี้ ก็ยังแทบจะตามไม่ทันอยู่ดี
ซึ่งบัดนี้เขาได้เร่งระดับความเร็วสูงสุดของเมฆาตลบฟ้า
แล้ว
ชาวเหยียหวงที่อยู่ด้านนอกเมื่อทราบถึงการดำรงอยู่ของ
‘เทพมารบรรพกาล’ จนเริ่มจัดตั้งค่ายกลเพื่อเตรียม
รับมือไว้ก่อนหรือไม่นั้น ถือเป็นเรื่องยากจะคาดเดาได้
อู่ อวี้ ใช้เวลาสองสามวันในการลงจาก พิภพอเวจี ไปสู่
ถ้ำปีศาจพญายม เพราะมีวงเวทค่ายกลขัดขวางอยู่ ทว่า
ด้วยระดับความเร็วของเทพมารบรรพกาลในปัจจุบัน
น่าจะใช้เวลาประมาณหนึ่งวันเพื่อไปถึงด้านบน
ตอนนี้เขากำลังไล่ล่าติดตามเทพมารบรรพกาล โดยไม่
ต้องกังวลเรื่องค่ายกลกับดัก นั่นเพราะในทุกพื้นที่ที่อสูร
ทะยานออกไปทุกค่ายกลจะถูกบดขยี้ จนพังทลายทรุด
ตัวแตกไปในที่สุด
ตอนนี้เย่ซีซีทำได้แค่เพียงติดตามเท่านั้น ความรู้สึกของ
นางเต็มไปด้วยความซับซ้อน เพราะอยากให้บิดา และ
ชาวกุ่ยเหยียนเป็นฝ่ายชนะในศึกครั้งนี้ ทว่าเมื่อนาง
คิดถึงสิ่งที่ อู่ อวี้ กล่าวว่าสงครามจะต้องมีผู้คนตกตาย
มากมาย นางก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก ในใจยังแอบคิด
ว่าเขาคงยืนอยู่ข้างชาวเหยียนหวงอย่างสมบูรณ์ นางจึง
รู้สึกมองหน้าเขาไม่ค่อยติด
อู่ อวี้ ยังคิดถึงเรื่องนี้อยู่เช่นกัน
” สิ่งที่เราต้องพบเจอในตอนแรกก็คือวายุทรายทมิฬ ซึ่ง
เป็นส่วนหนึ่งของถ้ำปีศาจพญายม ต่อมามรดกเซียนของ
‘ ขุนพลเจวี่ยนเหลียน ‘ ก็ปรากฏ เป็นไปได้ว่าร่างยักษ์นี้
น่าจะเป็นซากศพของ ‘ ขุนพลเจวี่ยนเหลียน ‘ … ”
อู่ อวี้ เพ่งมองร่างใหญ่โตมโหฬารของยักษ์ตัวนี้ ภายใน
ใจของเขาก็รู้สึกตื่นตระหนกอยู่ไม่น้อย
” มีความเป็นไปได้อย่างมากจริงๆ … ”
” แต่มันเป็นไปได้อย่างไร ไม่ใช่ว่าเขาเป็นเทพเซียนเช่น
ดั่งเง็กเซียนฮ่องเต้งั้นรึ! แล้วจะมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร เห็น
ได้ชัดว่าเขาตกตายไปนานแล้ว … ” อู่ อวี้ คิดไม่ออก
เลยจริง ๆ ว่าเทพเซียนอย่างเขาจะตกตายไปได้อย่างไร
หรือเป็นเพราะท่านทำให้เง็กเซียนฮ่องเต้โกรธเคืองงั้น
หรือ? เรื่องนี้ไม่น่าเป็นไปได้ … แน่นอนว่า อู่ อวี้ ไม่
สามารถมั่นใจได้ว่าร่างยักษ์เป็นของขุนพลเจวี่ยนเหลียน
จริง ๆ ทั้งยังไม่แน่ใจว่าเขาได้ตกตายไปอย่างแท้จริง
“ อาจมีความเป็นไปได้อื่น ๆ อีก ความลึกลับนี้ยากที่จะ
คาดเดา บางทีบิดาของเจ้าอาจรู้จักต้นกำเนิดของ
‘ยักษ์’ ตนนี้” อู่ อวี้ กล่าว
“ ข้าไม่รู้ ข้าไม่เคยได้ยินเขาพูดเลย ” เย่ซีซีเต็มไปด้วย
ความเศร้าโศก นางมองดูเทพมารบรรพกาลที่ดุร้ายมาก
ขึ้นเรื่อย ๆ
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว อู่ อวี้ รู้ว่า หลังจากกองทัพทั้ง
แปดได้รับข่าว จะต้องรีบรุดแจ้งข่าวแก่ชาวเหยียนหวง
อย่างแน่นอน ถ้าหากเทพมารบรรพกาลสามารถขึ้นไป
ด้านบน คาดว่าชาวเหยียนหวงจะต้องประสบหายนะ
ใหญ่หลวง ซึ่งช่วงเวลาที่ติดตามมันทะยานขึ้นไปนั้น อู่
อวี้ ได้พบเห็นชาวเหยียนหวงเพียงไม่กี่คนเท่านั้น
เมื่อทะยานสูงขึ้น อุณหภูมิความร้อนของเพลิงลาวา
สำหรับเขาแล้วก็กลายเป็นเพียงแค่เรื่องเล็กน้อยไปใน
พริบตา
” อู่ อวี้ เจ้ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่? ” ทันใดนั้นเขาก็ได้รับ
ยันต์สื่อสารมาอีกหนึ่งฉบับ ข้อความนี้ถูกส่งมาจาก
หนานซาน หวางเยว่ เขาคือคนที่ อู่ อวี้ ได้หลงลืมไป
แล้ว
ทั้งหมดทั้งมวลนี้เป็นเพราะว่าโอรสเล่อ ไม่ได้รับยันต์
สื่อสารตอบกลับจาก อู่ อวี้ เลยคิดว่า อู่ อวี้ ได้ตกตาย
ไปแล้ว
หนานซาน หวางเยว่ เป็นคนฉลาด ฉะนั้นยันต์สื่อสาร
แผ่นนี้จึงถูกส่งมาเป็นแบบส่วนตัว โอรสเล่อไม่มีทางได้
เห็น ดังนั้น อู่ อวี้ จึงตอบกลับมันไปเพื่อความสบายใจ
เวลานี้ระยะห่างของพิภพอเวจีกับพื้นดินสั้นลงเรื่อย ๆ อู่
อวี้ เห็นแสงสว่างของกองทัพทั้งแปดอย่างชัดเจน หนึ่ง
ในนั้นก็คือป้อมมังกรเพลิง
…..
ท้องฟ้าแจ่มใส ดวงตะวันส่องประกายเจิดจ้าเหนือท้อง
เวหา เพลานี้เป็นเวลาเที่ยงวันแล้ว
ทั่วทั้งสวรรค์และปฐพี เงียบสงบยังหาได้เปรียบมิได้
ปราณความร้อนแผ่สูงขึ้นไปถึงสวรรค์
เมื่อมองลงมาจากท้องเวหา ลงสู่พื้นปฐพีเบื้องล่าง
สามารถแลเห็นได้ว่าลาวาร้อนหลอมเหลวผสานเข้ากับ
พื้นปฐพีสีดำ เพลิงความร้อนเผาผลาญถักทอเป็นตาข่าย
ขนาดใหญ่สีแดงฉาน กินอาณาเขตส่วนใหญ่บนพื้นปฐพี
คงต้องมองลงมาจากสวรรค์เหนือชั้นฟ้าขึ้นไปหลายขั้น
ถึงจะสามารถแลเห็นลาวาเหล่านี้ได้ทั้งหมด สายลาวา
เผาผลาญพื้นปฐพี ปลดปล่อยหมอกควันหนาทึบ ลอย
สูงขึ้นไปบนท้องนภา
ตรงตำแหน่งใจกลางของป้อมปราการขนาดใหญ่ 9 แห่ง
มีนามว่า ‘ป้อมผนึกมาร’ ซึ่งป้อมปราการนี้เป็นแกนหลัก
ของค่ายกล ส่วนตำแหน่งป้อมปราการของ 8 กองทัพ
หลัก ตั้งอยู่ทางทิศบูรพา(ออก)ของป้อมผนึกมาร , ทิศ
ทักษิณ(ใต้) , ทิศประจิม(เหนือ) , ทิศตะวันออกเฉียงใต้ ,
ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ , ทิศตะวันตกเฉียงใต้ ทิศ
ตะวันตกเฉียงใต้เหนือ รวมเป็น 8 ทิศ ระหว่างป้อม
ปราการทั้ง 8 ป้อมผนึกมารอยู่ตรงตำแหน่งใจกลาง
เมื่อรวมเข้าด้วยกัน ก็กลายเป็นค่ายกลแปดทิศขนาด
ใหญ่
ในเวลานี้เหนือป้อมปราการทั้ง 9 แห่ง ผู้คนกำลังเดือด
พล่านชุลมุนวุ่นวายเป็นยิ่งนัก
เหนือป้อมปราการมีเรือรบขนาดใหญ่กำลังจอดเทียบท่า
อยู่ ชาวเหยียนหวงสวมใส่ศาสตราชุดเกราะศาสตรา
หลากชนิด พุ่งทะยานลงมาเบื้องล่าง กระจายตัวกันเข้า
สู่ 8 ป้อมปราการอย่างรวดเร็ว ในเวลานี้ 8 ป้อม
ปราการได้เปิดใช้งานอย่างสมบูรณ์แล้ว
” กองทัพมังกรเพลิง หลังจากเข้าไปในป้อมมังกรเพลิง
แล้ว ทุกคนจงไปประจำตำแหน่งของตนเองตามจุดค่าย
กล ถ่ายโอนพลังแก่นแท้ตำหนัก เข้าสู่ตำแหน่งค่ายกล! ”
ในเวลานี้ผู้ที่ยืนอยู่เหนือป้อมมังกรเพลิง คือชวีอิ๋นที่
รีบเร่งเดินทางมาจากนครเทวะ ไปหน้าของมันจริงจัง
เปล่งเสียงก้องคำรามสะท้านปฐพี บัดนี้มันได้เข้าสู่
สภาวะการต่อสู้เต็มที่แล้ว!
เหล่าองครักษ์มังกรเพลิงนับหมื่น ภายใต้คำบัญชาของ
ชวีอิ๋น รีบเร่งเข้าสู่ป้อมมังกรเพลิง บัดนี้บนตัวป้อมมีการ
มีเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่บังเกิดขึ้น อาคารบ้านเรือน
ทั้งหมดล้วนหายไป ถูกแทนที่ด้วยแท่นขนาดใหญ่
เบียดเสียดกันหนาแน่นกินพื้นที่เป็นวงกว้าง ลักษณะ
ของแท่นเหล่านี้ดูเสมือนดั่งตอไม้ บัดนี้องครักษ์มังกร
เพลิงมากมายรีบวิ่งขึ้นไปยืนอยู่บนแท่น แต่ละคนต่าง
ครอบครองตำแหน่งค่ายกลของตนเอง
เหล่าองครักษ์มังกรเพลิงที่ยืนอยู่บนแท่นศิลานี้ มี
จำนวนอยู่นับแสน ในไม่ช้าค่ายกลนับล้านก็ถูกเติมเต็ม
ชวีอิ๋น แทบจะนำองครักษ์มังกรเพลิงจากนครเทวะแทบ
ทั้งหมดมายังป้อมแห่งนี้
การกระทำของมันนับว่ารวดเร็วเป็นอย่างยิ่ง กล่าวได้ว่า
อาณาจักรโบราณเหยียนหวง ไม่ค่อยมีการเคลื่อนไหว
ครั้งใหญ่เช่นนี้บ่อยนัก
องครักษ์มังกรเพลิงที่อยู่เบื้องล่าง ต่างถ่ายโอนพลังแก่น
แท้ตำหนักม่วงเข้าไปแทบจะในเวลาเดียวกัน ชั่วอึดใจ
ต่อมา ภายใต้พลังอำนาจจากคนนับแสน ค่ายกลจาก
ราชวงศ์เหยียนหวงที่ถูกสนต่อมารุ่นสู่รุ่น ก็ถูกเปิดใช้งาน
ทันที สามารถแลเห็นได้ว่าเหนือน่านฟ้า ปรากฏม่าน
ปราการครอบคลุมทั้งหมด บัดนี้ 1 ใน 8 ค่ายกลส่อง
ประกายแล้ว บนผืนปฐพีขนาดใหญ่เบื้องล่าง ปรากฏ
เป็นมังกรเพลิงเทวะขนาดใหญ่ แผดเสียงร้องคำราม
สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทุกแห่งหน!
แน่นอนว่านี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพียงชั่วอึดใจ
ป้อมปราการอีก 7 แห่ง ก็ปรากฏสิ่งเดียวกันขึ้น ป้อม
ปราการทั้ง 8 ส่องสว่างปกคลุมไปทั่วทุกแห่งหน ปรากฏ
ม่านวงเวทค่ายกลซ้อนทับหลายร้อยชั้น แผ่ขยายปก
คลุมเหนือพื้นปฐพีพิภพอเวจี ท่ามกลางค่ายกลวงเวท
ปรากฏเป็นมังกรทองตนหนึ่งบินโผทะยานแผดเสียงร้อง
คำรามอยู่เหนือท้องเวหา!
อำนาจของมัน นับว่าหาแลชมได้ยากในรอบหมื่นปี!
แน่นอนว่าพลังของมันอยู่ในระดับสูงสุด ค่ายกลนี้
เกิดขึ้นจากการถ่ายโอนพลังแก่นแท้ตำหนักม่วงของชาว
เหยียนหวงนับสิบล้านคน ซึ่งพวกมันส่วนใหญ่ก็มี
พื้นฐานฝึกตนอยู่ในระดับก่อร่างกำเนิดจิตเทวะ ดังนั้น
ค่ายกลที่ผสานรวมพลังแก่นแท้ตำหนักม่วงเข้าด้วยกันนี้
จึงนับว่าน่าสะพรึงกลัวอย่างถึงที่สุด!
หลังจากป้อมมังกรเพลิง ก็คือป้อมมังกรทอง ต่อด้วย
ป้อมปราการอื่น ๆ เพียงชั่วอึดใจ ค่ายกลขนาดใหญ่ทั้ง
8 หลายร้อยชั้นก็ผสานพลังอำนาจรวมเข้าด้วยกัน
ปรากฏขึ้นเหนือพิภพอเวจีนี้ ภายใต้เสียงร้องคำรามของ
ชาวเหยียนหวง ค่ายกลขนาดมหึมาถูกเปิดทำงานแล้ว
เพียงชั่วพริบตาทั่วทั้งสวรรค์และปฐพีก็เปลี่ยนแปลงไป
ราวกับว่าอำนาจของมันสั่นสะท้านไปทั่วทั้งดินแดน
โบราณเหยียนหวง!
ใต้หล้านี้ทราบกันดีว่า นี่คือมหาค่ายกลสังหารที่น่า
สะพรึงกลัวจนถึงที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็มุ่งเป้าไปยัง
พิภพอเวจี หากมองจากเบื้องนอกสามารถแลเห็นได้ว่า
ค่ายกลนี้มีขนาดกว้างใหญ่เป็นยิ่งนัก ราวกับว่านี่คือ
อำนาจแห่งทวยเทพ ค่ายกลหลายร้อยชั้น ปลดปล่อย
พลังอำนาจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เสมือนเครื่องบดเนื้อ
เปิดปากอ้ารอเหยื่อสังเวยจากพิภพอเวจี
แน่นอนว่านี่ยังไม่ใช่ความแข็งแกร่งสูงสุดของค่ายกล
เนื่องจากเวลานี้ ‘ป้อมผลึกมาร’ ซึ่งมีส่วนสำคัญที่สุดยัง
ไม่ถูกเปิดใช้งาน
ป้อมผนึกมาร ที่ตั้งอยู่ตำแหน่งใจกลางของค่ายกลขนาด
ใหญ่นี้ มีนามว่า ‘ค่ายกลสวรรค์แจ้งผลาญฟ้าสังหาร
หมื่นมาร’! ทุกสรรพสิ่งในค่ายกล ถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อ
สยบสังหารชาวกุ่ยเหยียนโดยเฉพาะ นับตั้งแต่ค่ายกลนี้
ถูกสร้างขึ้น ทั้งหมดล้วนผ่านการปรับปรุงพัฒนามา
อย่างต่อเนื่อง เหตุที่การต่อสู้ในวันนี้มันยังไม่ถูกเปิดใช้
งาน เนื่องจากชาวกุ่ยเหยียนคอยสร้างปัญหาอยู่ตลอด
แต่ไม่เคยสร้างภัยคุกคามต่ออำนาจของมหาค่ายกลนี้ได้
แม้แต่น้อย!
บนป้อมผนึกมารมียอดฝีมือผู้แข็งแกร่งอยู่มากมาย หาก
อู่ อวี้ อยู่ที่นี่คงทราบได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นขุนนางชั้นสูง
ผู้บัญชาการทหาร เหล่าเชื้อพระวงศ์ ผู้เปี่ยมอำนาจ
อิทธิพลกว่าครึ่งล้วนรวมตัวกันอยู่ที่นี่ แม้จะไม่ถึงขนาด
แข็งแกร่งมากที่สุดในอาณาจักรโบราณเหยียนหวงแห่งนี้
แต่อย่างน้อยยอดฝีมือในนครเทวะก็รวมตัวกันอยู่ที่นี่
ท่ามกลางพวกมันมหาอุปราชจักรพรรดิอารามสวรรค์ก็
ยังอยู่ที่นี่ด้วย
เขาเป็นผู้นำของทุกคน
เมื่อมองไปยังภาพอันงดงามนี้ ผู้คนรอบข้างบ้างก็รู้สึก
ภาคภูมิไม่น้อย บ้างก็หกหู่ เวลานี้ชายชราผู้หนึ่งเอ่ยถาม
ว่า ” ท่านมหาอุปราชแค่คำพูดของ อู่ อวี้ เพียงคนเดียว
เราถึงกลับต้องเคลื่อนพลมามากมายถึงเพียงนี้ มันดูไม่
มากไปหน่อยหรือขอรับ … ชาวกุ่ยเหยียนจะมีปัญญา
อะไรมาต่อกรกับพวกเรา? ต่อให้อสูรร่างยักษ์ก็ตาม … ”
อันที่จริงหลายคนต่างมีคำถามเช่นนี้ในใจ
มหาอุปราชตอบกลับไปว่า ” อย่าถาม…นี่เป็นคำสั่งของ
องค์จักรพรรดิโบราณ ”
เมื่อได้ยินคำตอบนี้ ทุกคนก็หุบปากเงียบกริบ หลังจาก
นั้นชั่วครู่หนึ่งสีหน้าของทุกคนก็เปลี่ยนเป็นจริงจัง แล้ว
รีบลงไปยังป้อมผนึกมาร
ณ บัดนี้ พวกเขาพร้อมที่จะเปิดใช้งานวงเวทที่เป็นส่วน
สำคัญที่สุดแล้ว
——————————–
(´▽`).。oเพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ