กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 89 : หุบเขาโชคชะตาเซียน
หลาน สุ่ยเยว่ และ พวกเขาอีก 3 คนขึ้นไปนั่งบน
ปักษาเมฆาสวรรค์แล้วบินจากไป
“อะไรคือคันฉ่องวารี? ” พวกเขา 3 คน ที่นั่งอยู่บน
หลังนกกระเรียน อู่ อวี้ จึงไต่ถามเรื่องคันฉ่องวารีกับ
ซู หยานหลี่
” มันก็เหมือนกับการสร้างรากฐานเทียนของข้า
‘กระบี่หัวใจหยกทองค า’ และดูเหมือนว่า หลาน สุ่ย
เยว่ เกือบจะเปิดจุดบัญญัติก่อก าเนิดเข้าสู่ขั้นที่ 5
แล้ว เอาใช้เวลาอีกประมาณสัก 2-3 เดือน นางก็จะ
สามารถเข้าสู่ระดับเดียวกับข้า ” ซู หยานหลี่ ตอบ
โม่ ซือซู หัวเราะแล้วกล่าวออกมาว่า ” ฮ่า ๆ ๆ ศิษย์
น้อง เจ้าท าให้ศิษย์พี่อย่างข้าได้เปิดหูเปิดตาจริง ๆ
เพียงแค่เดินทางไปยังอาณาจักรมนุษย์ไม่นาน เจ้าก็
พัฒนาได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ แม้แต่ หลาน สุ่ยเยว่ ก็ไม่
อาจเอาชนะเจ้าได้ ความเร็วในการพัฒนาของเจ้า
เรียกได้ว่า นิกายกระบี่สวรรค์ ไม่เคยมีมาก่อน ”
การที่ อู่ อวี้ พัฒนาได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ ในความเป็น
จริงแล้วผู้คนหลายร้อยคนที่อยู่ภายใน หุบเขาอัญมณี
นั้นต่างตกตะลึงเป็นอย่างมาก เนื่องจากว่าพวกเขาได้
เห็นการต่อสู้ระหว่าง อู่ อวี้ กับ หลาน สุ่ยเยว่ ด้วย
สองตาของพวกเขาเอง
แค่ผ่านไปเพียงไม่กี่เดือน อู่ อวี้ สามารถมีพลังเทียบ
ชั้นกับ ซือตู๋ หมิงหลาง ระหว่างที่ผู้ฝึกตนคนอื่นๆ
รุดหน้าไปได้เพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น และ ในยามนี้
เขาก็สามารถก้าวข้าม หลาน สุ่ยเยว่ และ ในไม่ช้าเขา
จะอยู่ในอันดับเดียวกับ ซู หยานหลี่
” พรสวรรค์ของเจ้ามันแซงหน้าผู้อื่นไปไกลนัก เจ้า
จะต้องเปลี่ยนพรสวรรค์ให้มาเป็นความแข็งแกร่ง ” ซู
หยานหลี่ กล่าว
ภายในหน้าประวัติศาสตร์นั้น มีผู้ซึ่งเปี่ยมไปด้วย
พรสวรรค์อยู่มากมาย แต่ก็มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่
ประสบความส าเร็จอย่างแท้จริง เนื่องจากว่ายิ่งเปี่ยม
ไปด้วยพรสวรรค์รุ่งโรจน์ชัชวาลมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งง่าย
ต่อการตกเป็นเปูาหมายในการสังหารมากขึ้นเท่านั้น
บนหลังนกกระเรียนสวรรค์ อู่ อวี้ ได้นึกถึงเหตุการณ์
ทั้งหมดในวันนี้ ในความเป็นจริงแล้วเขาพยายาม
ครุ่นคิดหาวิธีแก้ปัญหานี้ ถึงแม้ว่าการพัฒนาของเขา
ในบางครั้งมันก็เป็นสิ่งที่เขาไม่สามารถควบคุมมันได้
ดูเหมือนว่า หลาน สุ่ยเยว่ ได้พูดถึงสถานที่แห่งหนึ่ง
และ เรียกมันว่า ‘หุบเขาโชคชะตาเซียน’
หลังจากนั้นเขาก็ถามว่า ” ศิษย์พี่ทั้งสอง หุบเขา
โชคชะตาเซียน คืออะไร ? เพราะเหตุใด หลาน สุ่ย
เยว่ ถึงสามารถไปค้นหา ‘รากฐานเซียน’ ที่นั่น ?
‘ หุบเขาโชคชะตาเซียน ‘ คือสถานที่ต้องห้าม ที่อยู่
ทางทิศเหนือของเทือกเขาคราม ซึ่งอยู่ในอาณาเขต
ของ นิกายกระบี่สวรรค์ มี ‘ 5 ผู้อาวุโส ‘ อย่าง ‘
ท่านผู้เฒ่าเซินถู ‘ คอยปกปักษ์อยู่ ท าให้เหล่าศิษย์
สาวกธรรมดาไม่สามารถเข้าไปได้ สถานที่แห่งนี้เปิด
ให้เข้าได้เพียงแค่ปีละ 1 ครั้งเท่านั้น มันคือด่าน
ทดสอบของสาวกนิกายกระบี่อย่างพวกเรา ”
” ผู้อาวุโสทั้ง 5 คือใคร ? ” ตั้งแต่ อู่ อวี้ กลับมายัง
นิกายกระบี่สวรรค์ ภายในหัวของเขาก็มีแต่เรื่อง
ฝึกฝน เขาจึงยังไม่ค่อยล่วงรู้ และ เข้าใจอะไรมากนะ
โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับ ‘เทือกเขาคราม’ หรือ ‘หุบ
เขาโชคชะตาเซียน’ หรือ ‘ ผู้อาวุโสทั้ง 5 ‘
” ผู้อาวุโสทั้ง 5 เป็นคนของ นิกายกระบี่สวรรค์ อีก
ทั้ง ผู้อาวุโสทั้ง 5 ยังแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง พวกเขา
ฝึกตนมาเป็นเวลานานหลายปี มากเสียยิ่งกว่า
อาจารย์ของพวกเราอีกนะ ผู้ที่อยู่ใน เจดีย์ค้นหาเต๋า
ท่านผู้นั้นก็คือ ผู้อาวุโสกูตู๋ ส่วนผู้ที่อยู่ในหุบเขาอัญ
มณี นั้นมีนามว่า ผู้อาวุโสกงซุน ส่วนหุบเขาโชคชะตา
เซียน ท่านอาวุโสเซินถู ก็เป็นหนึ่งในผู้พิทักษ์ดูแลอยู่
ด้วย ว่ากันว่าพวกท่าน อยู่ในระดับสูงสุดของหลอม
รวมลมปราณรากฐานเซียน พวกท่านสามารถเปิดจุด
บัญญัติก่อก าเนิด ที่อยู่ในส่วนต่างๆของร่างกายได้
ครบทั้ง 10 จุด แต่ยังไม่บรรลุเข้าสู่ขั้นสร้างแกนนภา
”
” ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ”
อู่ อวี้ ยังคงมีค าถามมากมายเกี่ยวกับ “หุบเขา
โชคชะตาเซียน”
” ในวันพรุ่งนี้ หลาน สุ่ยเยว่ ก าลังจะไปค้นหา ‘คัน
ฉ่องวารี’ ใช่หรือไม่ ?”
” ทั้งใช่ และ ก็ไม่ใช่ ”
” หมายความว่ายังไง? ”
” ผู้พิทักษ์สูงสุด ได้จัดเตรียม รากฐานเซียน เอาไว้
ให้อยู่แล้วพร้อมกับ ‘ คันฉ่องวารี ‘ แต่เป็นเพราะว่ายัง
มีกฎของนิกายค้ าคอเอาไว้อยู่ ดังนั้นนางจึงปรารถนา
ที่จะผ่านด่านทดสอบของ ‘หุบเขาโชคชะตาเซียน’
และได้รับ ‘รากฐานเซียน’ พร้อมทั้งวิธี ‘ปลูกฝัง
รากฐานเซียน’ เมื่อนั้นนางก็จะมีคุณสมบัติได้รับ ‘คัน
ฉ่องวารี ‘ ”
อู่ อวี้ ก็เข้าใจอย่างชัดเจน เป็นเช่นเดียวกับ เจียง จุน
หลิน ที่บิดาของเขาก็ได้เตรียมรากฐานเซียน เอาไว้ให้
เรียบร้อยแล้ว แต่ยังคงมีการทดสอบคุณสมบัติของ
เขาอยู่ เพราะสิ่งส าคัญที่สุดคือการโน้มน้าวจิตใจของ
ผู้คน ทุกนิกายล้วนมีกฎ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับ
คุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับ รากฐานเซียน
” หุบเขาโชคชะตาเซียน มีรากฐานเซียนอยู่อย่าง
นั้นหรือ ? ”
ซู หยานหลี่ สะดุ้งเล็กน้อย ดูเหมือนว่านางจะไม่มั่นใจ
ในเรื่องนี้นัก ดังนั้น โม่ ซือซู จึงกล่าวค าอธิบายขึ้นมา
แทนว่า ” หุบเขาโชคชะตาเซียน เป็นดินแดนแปลก
ประหลาด ซึ่งอุดมไปด้วยรากฐานเซียน แต่หลายปีมา
นี้ นิกายกระบี่สวรรค์ มักสั่งให้ข้าไปท าความสะอาด
พื้นของด่านทดสอบทุกปี ซึ่งผู้อาวุโสเซินถู เป็นผู้ท า
หน้าที่วางรากฐานเซียน เพื่อให้เหล่าสาวกของนิกาย
ได้มาท้าทายค้นหา และ ต่อสู้แข่งขันแย่งชิง แน่นอน
ว่า สถานการณ์ภายในปุานั้น ไม่มีกฎในการค้นหา
รากฐานเซียน ”
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้
อู่ อวี้ ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่เกี่ยวกับ รากฐานเซียน มันเป็น
สิ่งที่เขามุ่งหวังใฝุหาปรารถนาจะได้มาครอบครอง
ดังนั้นเขาจึงถามขึ้นว่า ” มีเงื่อนไขอะไรบ้างในการเข้า
สู่ หุบเขาโชคชะตาเซียน?”
ซู หยานหลี่กล่าวว่า ” ปกติก็จะต้องหลอมรวม
ลมปราณเข้าสู่ในขั้นที่ 4 หรือ ใกล้เข้าสู่หลอมรวม
ลมปราณขั้นที่ 5 ถึงจะสามารถเข้าไปใน ‘หุบเขา
โชคชะตาเซียน’ ซึ่งเปิดแค่เพียงปีละครั้งได้ โดยทั่วไป
แล้วมักเป็นผู้ที่อยู่ในระดับหลอมรวมลมปราณขั้นที่ 4
และ เข้าสู่ระดับหลอมรวมลมปราณขั้นที่ 5 แต่ยัง
ไม่ได้รับการปลูกฝังรากฐานเซียน หากปีนั้นไม่
สามารถเก็บเกี่ยวออกมาได้ ก็ต้องรอในปีถัดไป และ
ถัดไปเรื่อยๆ เท่าที่ข้ารู้มาก ศิษย์ที่เข้ามาท้าทายอย่าง
ต่อเนื่อง และ ยาวนานมากที่สุด เขาใช้เวลานานกว่า
30 ปี ถึงจะได้รับรากฐานเซียน”
อู่ อวี้ เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งทันที
ปริมาณของ รากฐานเซียน นั้นมีจ านวนจ ากัด ซึ่งมี
เตรียมเอาไว้ให้ส าหรับศิษย์ที่ดีที่สุดเท่านั้น ด้วยเหตุนี้
การท้าทายถึงถูกจัดขึ้น
เขามองออกไปทาง ซู หยานหลี่ ด้วยท่าทางสงสัยแล้ว
ถามขึ้นว่า ” ในปีนี้ หุบเขาโชคชะตาเซียน ยังไม่เปิด
? แล้วศิษย์พี่ใช้หนทางใดในการปลูกฝังรากฐานเซียน
? ”
ซู หยานหลี่ กล่าวว่า ” ข้าเข้าไปท้าทายในหุบเขา
โชคชะตาเซียน เมื่อปีที่แล้ว จากนั้นก็เอารากฐาน
เซียน 1 ชนิด ไปแลกเปลี่ยนกับ กระบี่หัวใจหยก
ทองค า จากท่านอาจารย์ ”
อู่ อวี้ คิดว่านี่น่าจะเป็นการผ่อนปรนที่ เฟิง ซัวหยา
มอบให้กับนาง เมื่อ อู่ อวี้ พิจารณาอย่างรอบคอบ
ด้วยลักษณะนิสัยของ เฟิง ซัวหยา เขามักมีข้อก าหนด
ไว้อย่างเข้มงวด ซึ่งเขาไม่น่าจะผ่อนปรนให้กับนาง
มากขนาดนี้นี่
โม่ ซือซู ยิ้มแล้วกล่าวขึ้นว่า ” ศิษย์น้อง เจ้ามีค าถาม
มากมายเช่นนี้ แล้วเจ้าล่ะ … มีความคิดเช่นใดกับมัน
?”
อู่ อวี้ พยักหน้าแล้วกล่าวขึ้นว่า ” สถานที่แห่งนั้นได้มี
ข้อก าหนดว่าผู้เข้าท้าทายจะต้องอยู่ในระดับ หลอม
รวมลมปราณขั้นที่ 4 แน่นอนว่าหากข้าหลอมรวม
ลมปราณอยู่ในขั้นที่ 4 ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติที่ข้า
ย่อมปรารถนาที่จะก้าวเข้าสู่ความท้าทายบทนี้ ”
การท้าทายจัดขึ้นเพียงแค่ปีละครั้ง แต่ อู่ อวี้ เป็นผู้ฝึก
ตนที่มีความรุดหน้าอย่างรวดเร็ว หากเขาพลาด
โอกาสในปีนี้ เขาจะต้องรอในปีหน้า ถึงจะได้รับ
รากฐานเซียน
หากอีกไม่นานเขาสามารถเข้าสู่ระดับ หลอมรวม
ลมปราณขั้น 4 ได้ เขาก็จะไม่ต้องรอในปีถัดไปอย่าง
นั้นหรอกหรือ ? ยิ่งไปกว่านั้น เขาก็ท าได้เพียงแค่
ปกปูองตัวเอง และเพิ่มพูมประสบการณ์จนถึงเวลาที่
จะได้รับ รากฐานเซียน มา
” มันเป็นเช่นเดียวกับการ คัดเลือกเซียนผู้พิทักษ์
อาณาจักร ” ซู หยานหลี่ และ โม่ ซือซู ต่างมองหน้า
กันแล้วกล่าวขึ้น
“ที่ท่านพูดหมายความว่าอย่างไร?” อู่ อวี้ ถามขึ้น
ด้วยความคาดหวัง
” กฎก็คือกฎ แต่ถ้าเจ้ามีความสามารถ กฎก็ย่อม
ท าลายได้ พวกเราจะพาเจ้าไปหาท่านอาจารย์ ตราบ
ใดที่ท่านอาจารย์เห็นด้วย ผู้อาวุโสเซินถู ก็จะตกลง
ดังนั้นเรื่องนี้จึงไม่ใช่ปัญหา”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ อู่ อวี้ ก็รู้สึกกระวนกระวายใจอยู่
เล็กน้อย ถึงแม้ว่าเรื่องนี้จะคล้ายคลึงกับการคัดเลือก
เซียนผู้พิทักษ์อาณาจักร แต่ทว่าการท้าทายในครั้งนี้
มันยิ่งใหญ่กว่ามาก
ซึ่ง เฟิง ซัวหยา จึงไม่น่าจะคัดค้าน
“ผู้อาวุโสเซินถู จะเห็นด้วยจริง ๆ งั้นหรือ? ” อู่ อวี้
รู้สึกกังวลเรื่องของตนเองมากยิ่งขึ้น
โม่ ซือซู หัวเราะออกมาแล้วกล่าวขึ้นว่า ” เจ้าอาจไม่
ทราบเรื่องนี้ ในหมู่ผู้อาวุโสทั้ง 5 ผู้อาวุโส 4 คนนั้น
เป็น หลาน ฮั้วหยุน ที่น าพวกเขามา มีแค่ผู้อาวุโสเซิน
ถู เพียงผู้เดียวเท่านั้น ที่เป็นสหายเก่าของท่าน
อาจารย์ เจ้าไม่ต้องกังวล ถ้าท่านอาจารย์เห็นด้วย ผู้
อาวุโส เซิน ถู ไม่มีทางไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน”
” สี่คน ! ”
ดูเหมือนว่าเรื่องนี้จะสามารถท าได้ แต่จากสิ่งที่ โม่
ซือซู กล่าวมาทั้งหมด มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ อู่ อวี้
ค่อนข้างยากที่จะท าใจยอมรับ ท าไม หลาน ฮั้วหยุน
ถึงพาผู้พิทักษ์สูงสุดมาได้ถึง 4 คนเช่นนี้!
” ผู้พิทักษ์สูงสุด มาจากไหน? ” ถึงแม้ อู่ อวี้ จะถือ
เป็นศิษย์ชั้นแนวหน้าภายในนิกายกระบี่สวรรค์ แต่ก็
ค่อนข้างจะไม่เข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยอย่างยิ่ง
หลาน ฮั้วหยุน ที่มองเขาด้วยสายตาไม่พอใจ
เมื่อพิจารณาจากสิ่งที่ โม่ ซือซู กล่าว ดูเหมือนว่านาง
จะเป็นคนที่มาจากภายนอก
ซู หยานหลี่กล่าวว่า “มีคนบอกว่า นางนั้นมาจาก
ภายนอก แต่อาจารย์ไม่ต้องการบอกเรื่องนี้กับเรา ว่า
ในท้ายสุดแล้วพวกเขานั้นมาจากที่แห่งใด หลายปี
ต่อมา ก็มีคนส่งหลานสุ่ยเยว่มายังนิกายแห่งนี้ แต่ดู
เหมือนว่าจะมีเหตุผลอะไรบางอย่างแอบแฝงอยู่ และ
เราก็คงไม่อาจปฏิเสธความจริงที่ว่า หลาน ฮั้วหยุน
และ เจ้านิกาย มีความขัดแย้งไม่ลงรอยกัน แต่เป็น
เพราะความร่วมมือของพวกเขา นิกายกระบี่สวรรค์
ของเราจึงมีความแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก”
ไม่คาดคิดว่า หลาน ฮั้วหยุน จะมีเบื้องหลังความ
เป็นมาที่ลึกลับเช่นนี้
อู่ อวี้ อยากรู้จริง ๆ ว่าพวกเขาจะมาจากไหน?
ไม่แปลกใจเลยว่าเพราะเหตุใด เฟิง ซัวหยา ถึงยังต้อง
ไว้หน้านางอยู่เล็กน้อย เนื่องจากว่าในหมู่ผู้อาวุโสทั้ง
5 คน 4 คนในนั้นเป็นคนที่ หลาน ฮั้วหยุน พามา เห็น
ได้อย่างชัดเจนว่าภายใน นิกายกระบี่สวรรค์ กอง
ก าลังของ หลาน ฮั้วหยุน ได้สะกดข่ม เฟิง ซัวหยา
เอาไว้อย่างเห็นได้ชัด แน่นอนถึงแม้ว่าจะยังมีอีก
หลายคนที่อยู่ฝั่งเดียวกับ เฟิง ซัวหยา เพียงแต่พลัง
ของของพวกเขาเหล่านั้นยังไม่อาจสามารถเทียบชั้น
ได้กับ ผู้อาวุโสทั้ง 5 ก็เท่านั้นเอง
” ไปเถอะ … พวกเราลองไปขอท่านอาจารย์ดูก่อน
”
ทั้งสามคนเปลี่ยนทิศทาง และ มุ่งหน้าไปยังทิศทาง
ของวังเทพสวรรค์
นี่เป็นครั้งแรกที่ อู่ อวี้ ได้ไปที่วังเทพสวรรค์
“กลิ่นอายฟูาดินในสถานที่แห่งนี่ ช่างหนาแน่นเป็น
อย่างยิ่ง!” ตลอดทาง โม่ ซือซู ถอดถอนหายใจออกมา
ด้วยความเสียดาย
พระราชวังเทพสวรรค์นั้น มีหมอกเซียนล่องลอย
กระจัดกระจายอยู่ทั่ว ท่ามกลางสายหมอกนั้น มีสาย
ลมแรงและประกายสายฟูากระพริบอยู่ไม่หยุด อีกทั้ง
ยังมีเสียงหวีดหวิวจากปราณกระบี่ให้ได้ยินอยู่เนืองๆ
เมื่อมาถึงมันให้ความรู้สึกราวกับว่าเขาได้มาเหยียบใน
พระราชวังของเซียนอมตะที่แท้จริง
“ท่านอาจารย์ ศิษย์มีเรื่องจะมารบกวน”
“เข้ามา”
ภายในโถงเซียนนั้น เฟิง ซัวหยา ก าลังหลับตาบ าเพ็ญ
ตนอยู่ เมื่อเขาลืมตาขึ้น ให้ความรู้สึกราวกับว่ามี
ปราณกระบี่ทองค าพุ่งทะยานออกมา
” มีอะไร? ”
นี่คือสิ่งที่เขาจะต้องจัดการด้วยตนเอง ดังนั้น อู่ อวี้
จึงก้าวเท้าออกไปข้างหน้า เขาก้มตัวโค้งค านับแล้ว
กล่าวว่า ” ท่านอาจารย์ ในวันพรุ่งนี้ศิษย์อยากจะเข้า
ท้าทาย ภายใน ‘หุบเขาโชคชะตาเซียน’ ก่อนที่ข้าจะ
บรรลุ และ ปลูกฝังรากฐานเซียน มันได้อย่าง
สมบูรณ์”
กล่าวตามตรงแล้ว ถ้าเขาต้องการรากฐานเซียนซัก
หนึ่งชนิดมาใช้ปลูกฝัง เฟิง ซัวหยา คงจะสามารถหา
มันมาให้เขาได้ แต่แม้กระทั่ง หลาน สุ่ยเยว่ และ ซู
หยานหลี่ ก็ยังตัดสินใจที่จะเลือกผ่านการท้าทายใน
การค้นหารากฐานเซียนของตนเอง ตัวเขาก็ไม่
ต้องการให้ตนเองมีข้อยกเว้นเช่นกัน
เฟิง ซัวหยา ยิ้มขึ้นจาง ๆ จากนั้นก็กล่าวว่า “ถ้าเจ้า
ไม่มาหาข้าในวันนี้ ช่วงสนธยาข้าจะให้เจ้าเตรียมตัว
ให้พร้อม แต่เจ้ากลับมาหาข้า และ ขอที่จะเข้ารับการ
ทดสอบด้วยตนเอง เรื่องนี้ข้าพึงพอใจอย่างยิ่ง”
สิ่งที่เขารู้สึกชื่นชมในตัวศิษย์คนนี้ ก็เป็นเพราะศิษย์
ของเขามักจะเลือกเผชิญหน้ากับอุปสรรคขวากหนาม
อย่างกล้าหาญอยู่เสมอ มีจิตใจทรนงสูงส่ง อู่ อวี้ ไม่
ยอมรับศาสตราเต๋า และเคล็ดวิชาเต๋า จากเขา มันจึง
ท าให้เขาประเมินค่าศิษย์คนนี้ไว้สูงมาก
” ข้าขอขอบคุณท่านอาจารย์!” กลายเป็นว่าเรื่องนี้
กลับง่ายดายอย่างยิ่ง
” ข้าได้ยินมาว่า เจ้าได้เลือกใช้เคล็ดวิชาเต๋าเก้า
มังกรพันเสา”
” ใช่แล้วขอรับ ท่านอาจารย์มีความคิดเห็นเช่นไร?”
” ใช่ … มันเหมาะสมกับเจ้ามาก มันดียิ่งกว่าเคล็ด
วิชาเต๋าที่ข้าได้เลือกไว้ให้เจ้าก่อนหน้านี้ เจ้าลองคาด
เดาดู ว่าข้าเลือกอะไรให้เจ้า?”
” อาจจะเป็น ‘เพลิงทองค าพิโรธ’ ใช่หรือไม่? “อู่ อวี้
มีความรู้สึกประทับใจเคล็ดวิชาเต๋านี้ลึกล้ ามากที่สุด
“ใช่”
นี่เป็นความเข้าใจที่ เฟิง ซัวหยา มีต่อตัวของเขา
อย่างไรก็ตาม เห็นได้อย่างชัดเจนว่า อู่ อวี้ รู้จักตัวเอง
ดีกว่ามาก
“อู่ อวี้ ตั้งแต่ศาสตราเต๋า พลองพิชิตมาร จนถึง
เคล็ดวิชาเก้ามังกรพันเสา ท าให้ข้าได้ค้นพบสิ่งหนึ่ง ”
เฟิง ซัวหยา ลุกขึ้นยืน
“ท่านอาจารย์ได้โปรดชี้แนะ”
เฟิง ซัวหยา มองไปทาง โม่ ซือซู และ ซู หยานหลี่
จากนั้นก็กล่าวขึ้นว่า ” ศิษย์พี่หญิงและศิษย์พี่ชายของ
เจ้า บนเส้นทางแห่งการฝึกตนของพวกเขา ทุกสิ่งทุก
อย่างคือการเลือกเฟูนสิ่งที่ดีที่สุดจากข้า แน่นอนว่า
พวกเขา สามารถท ามันได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งข้าพึงพอใจ
มาก แต่เจ้ากลับไม่จ าเป็นต้องให้ข้าเลือกอะไรให้กับ
ตัวของเจ้า และมันท าให้ข้าได้พบว่า อย่างน้อยตอนที่
พวกเขาอยู่ในช่วงเวลาเดียวกับเจ้า พวกเขาไม่ได้อยู่
ในระดับเดียวกับเจ้าเลย”
นี่คือความจริง
อู่ อวี้ รอให้อาจารย์กล่าวจบ
” ดังนั้น ข้าจึงตัดสินใจ ที่จะไม่เตรียมรากฐานเซียน
ให้กับเจ้า แถมเจ้ายังอยู่ในขั้นหลอมรวมลมปราณ
ระดับ 2 ยังเหลือเวลาอีกนาน จึงท าให้เจ้ามีเวลาคิด
ว่ารากฐานเซียนชนิดไหนเหมาะสมกับตัวเจ้ามากที่สุด
ข้าคิดว่า นี่อาจเป็นสิ่งที่ดีกว่า การที่ข้าเป็นผู้เลือก
ให้แก่เจ้า ”
รากฐานเซียนมีความส าคัญแค่ไหน เหล่าผู้ฝึกตนใน
วิถีแห่งเต๋าต่างรู้กันดี
โดยปกติอาจารย์ จะใช้ประสบการณ์ และ
ความสามารถของตนเองที่สั่งสมมา ส่งมอบมันให้กับ
เหล่าศิษย์ ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ เฟิง ซัวหยา กระท ากับ ซู
หยานหลี่ และ โม่ ซือซู
อย่างไรก็ตาม เขาอยากจะเห็นว่า ในท้ายสุดแล้ว อู่
อวี้ จะเลือกเฟูนสิ่งใดให้กับตนเอง
อาจกล่าวได้ว่า ตัวเลือกนี้อาจท าให้สิ่งที่ เฟิง ซัวหยา
คิดที่จะตระเตรียมอะไรหลายๆอย่างไว้ให้กับตัวเขา
จะต้องหายไป เช่นกระบี่หยกทองค า รากฐานเซียน
และ สิ่งต่างๆ ที่ถือได้ว่าพิเศษอย่างยิ่ง แต่ในทาง
กลับกัน มันท าให้ อู่ อวี้ มีอิสระและเสรีภาพมาก
ยิ่งขึ้น มันท าให้เขาออกได้เลือกเฟูน ค้นหา ด้วย
ตนเอง เนื่องจากว่าทั้งหมดนี้ ตัวของ อู่ อวี้ พึ่งจะอยู่
ในขั้นหลอมรวมลมปราณระดับที่ 2 เท่านั้น เขายัง
เยาว์วัยนัก ฉะนั้นจึงไม่จ าเป็นต้องห่วงและวิตกกังวล
อะไรมากเกินไป
” ข้าให้เจ้าตัดสินใจ ว่าเจ้าเลือกท้าทายด้วยตนเอง
หรือ ให้ข้าเลือกเตรียมพร้อมให้กับตัวของเจ้า” เฟิง
ซัวหยา จ้องมองไปที่เขา
” ท่านอาจารย์ ข้าเลือกท้าทายด้วยตนเอง”
นี่แหละคือ อู่ อวี้!
มันคือสิ่งที่ท าให้เขาโดดเด่นเหนือผู้ใด
เมื่อเลือกจะเหยียบก้าวเข้ามาในเส้นทางแห่งเซียน
เขาจะต้องมีความเชื่อมั่นแน่วแน่ในตนเอง
บางที มันอาจจะเป็นเพราะสายเลือดภายในกายของ
เขา ที่ท าให้เขาเป็นเช่นนี้
” เพ้ย! ช่างเป็นความกล้าหาญ ที่ฝืนลิขิตอย่าง
แท้จริง”
โม่ ซือซู ตกตะลึง กล่าวตามตรง เขาไม่กล้าที่จะท า
แบบเดียวกับ อู่ อวี้ เพราะเขาไม่มีความเชื่อมั่นใน
รากฐานเซียนที่ตนเองค้นหา ฉะนั้นจึงเป็นการดีกว่าที่
จะเลือกสิ่งที่ เฟิง ซัวหยา ได้เตรียมพร้อมไว้ส าหรับ
ตัวเขา แต่คาดไม่ถึงว่า อู่ อวี้ กลับมีความเชื่อมั่นนี้อยู่
เป็นเรื่องยากที่จะกล่าวได้ว่า แท้จริงแล้ว นี่เป็นความ
กล้าหาญทะนงตน หรือ ความเชื่อมั่นกันแน่
ถ้าไม่ มันก็เป็นเหมือนกับลูกวัวไม่กลัวเสือ[1] เป็น
เพียงความเชื่อมั่นของคนตาบอดเท่านั้น
สิ่งส าคัญคือการมองดูอนาคตในภายภาคหน้า
“ตกลง ในวันพรุ่งนี้พวกเจ้าทั้งสองจงพาเขาเข้าไป
ภายใน ‘หุบเขาโชคชะตาเซียน’ ด้วย”
“ขอรับ ท่านอาจารย์”
“ไปได้แล้ว”
♡(⺣◡⺣)♡* เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ