กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 91 : ยันต์เพลิงแดงทะยานฟ้า
หุบเขาโชคชะตาเซียน
อู่ อวี้ และศิษย์พี่ของเขาอีก 2 ก าลังขี่นกกระเรียน
สวรรค์ เมื่อมาถึงเขตป่านอก หุบเขาโชคชะตาเซียน
เขาเห็นว่าเหล่าศิษย์ที่จะเข้าร่วมการทดสอบหุบเขา
โชคชะตาเซียนในครั้งนี้ ได้มารวมตัวกันอยู่ที่นี่แล้ว
” น้ าพุพลังฟ้าดิน ปรากฏขึ้น ฝีมือของหลายคนก็
เริ่มรุดหน้ามากขึ้น และ ยังท าให้ใครหลายคน
สามารถเข้าสู่ระดับ หลอมรวมลมปราณขั้นที่ 4
ดังนั้นจ านวนผู้เข้าร่วมทั้งหมดในปีนี้ จึงมากกว่าปีที่
แล้ว ”
เมื่อนกกระเรียนสวรรค์ร่อนลงมา ซู หยานหลี่ ก็กล่าว
ค าวิเคราะห์ให้เขาฟัง
อู่ อวี้ กวาดสายตามองไปรอบ ๆ เห็นผู้คนอยู่
ประมาณ 10 กว่าคน
” อืม… ผู้ที่อยู่ในระดับหลอมรวมลมปราณขั้นที่ 4
มีอยู่ประมาณครึ่งหนึ่ง ผู้ที่อยู่ในระดับหลอมรวม
ลมปราณขั้นที่ 5 ก็มีอยู่ประมาณครึ่งหนึ่ง ถ้าเช่นนั้นผู้
ที่อยู่ระดับหลอมรวมลมปราณขั้นที่ 4 นับว่าเป็นเรื่อง
ยากล าบากอย่างยิ่ง ที่จะได้รับรากฐานเซียนมา
ครอบครอง”
ซู หยานหลี่ สามารถได้รับ รากฐานเซียน แม้ว่าใน
ตอนนั้นนางจะอยู่ในระดับหลอมรวมลมปราณขั้นที่ 4
ซึ่งมาจากความสามารถของนาง
ส าหรับผู้ฝึกตนแล้ว รากฐานเซียน นับว่าเป็นสิ่ง
ส าคัญอย่างยิ่ง
เมื่อทอดสายตามองออกไป ด้านหน้าของ หุบเขา
โชคชะตาเซียน จะมองเห็นว่าหุบเขาแห่งนี้ล้วนถูกปก
คลุมไปด้วยเมฆหมอก หากยืนอยู่ในต าแหน่งนี้ ไม่
สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน ว่าภายในหุบเขา
กว้างใหญ่แห่งนี้นั้นมีอะไรอยู่
ท่ามกลางความสลัว จะสามารถได้ยินเสียงร้องสัตว์ป่า
ที่อยู่ห่างไกลออกไป
สายลมพัดที่โชยผ่านหุบเขา ผสมกับความชื้น และ ใน
ความชื้นก็มีกลิ่นสาบผสมด้วย
แม้ว่าหุบเขาแห่งนี้ จะอยู่ติดกับเทือกเขาคราม แต่
กลับต่างกันราวสวรรค์ กับ นรก
โดยไม่คาดคิดเมื่อเขามาถึง อู่ อวี้ ก็ดึงดูดความสนใจ
ของเหล่าฝูงชนทันที ท่ามกลางฝูงชน หลาน สุ่ยเยว่
สวมใส่ชุดนักกระบี่สีน้ าเงิน ผมยาวของนางถูกผูกเป็น
หางม้า และ ถือกระบี่คู่ นางพูดคุยหัวร่อกระซิบ
กระซาบกับคนที่อยู่ด้านข้างนาง ผู้คนก าลังล้อมรอบ
นางเอาไว้ราวกลับบุปผาสีน้ าเงิน ทันใดนั้นเมื่อ
หลาน สุ่ยเยว่ มองเห็น อู่ อวี้ ใบหน้าของนางก็
เปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวทันที
สิ่งที่เกิดขึ้นภายใน หุบเขาอัญมณี เมื่อวานนี้ ไม่
เพียงแต่ไม่ชัดเจน กลับยิ่งท าให้ฝูงชนเข้าใจผิดมาก
ยิ่งขึ้น ราวกลับว่าพวกเขาก าลังเล่นละครตบตา
ก่อนที่ อู่ อวี้ จะมาถึง ผู้คนต่างก็พูดคุยกันถึงเรื่องนี้
ผลลัพธ์ที่ออกมาก็คือ หลาน สุ่ยเยว่ นั้นก่นด่า
สาปแช่งด้วยถ้อยค ารุ่นแรงหยาบคาย ซึ่งบังเอิญที่
ปกติแล้ว อู่ อวี้ นั้นเป็นคนไร้ยางอาย เขาจึงไม่แยแส
” ดูนั่นสิ เจ้าคนไร้ยางอายที่เราเพิ่งพูดถึง ก าลังเดิน
เข้ามาแล้ว ฮิฮิ” ถัดจาก หลาน สุ่ยเยว่ มีสตรีงดงาม
นางหนึ่งยืนอยู่ นางมีรูปร่างสูงเพรียว ผมยาวสยาย
หยักศกเล็กน้อย หน้าอกเต่งตึงดูเต็มไม้เต็มมือ บนร่าง
ของนางสวมใส่ชุดคลุมสีแดงขนาดใหญ่ เมื่อชุดคลุม
ถูกเปิดออกก็เผยให้เห็นเรียวขายาวขาวละเอียด ริม
ฝีปากแดงระเรื่อดูเย้ายวน ดวงตาของนางทรงเสน่ห์
อย่างยิ่ง เห็นได้อย่างชัดเจนว่าสตรีผู้นี้มีรูปโฉมงดงาม
ที่หาตัวจับได้ยาก โดยเฉพาะรอยยิ้มที่ดึงดูดยั่วราคะ
ยิ่งท าให้ผู้คนมากมายต่างให้ความสนใจกับนาง
ในความเป็นจริงแล้ว นอกจากศิษย์ของเจ้านิกาย
และ ผู้พิทักษ์สูงสุด ยังมีศิษย์ที่สามารถบรรลุสู่ระดับ
หลอมรวมลมปราณขั้นที่ 4 หรือ อาจจะมากกว่านั้น
อยู่มากมาย ซึ่งพวกเขาก็มีอายุอานามมากกว่า ซู
หยานหลี่ อย่างน้อย 2 เท่า ดังนั้นเหล่าผู้ฝึกตนที่อยู่
รอบ ๆ นี้ จึงดูไม่ได้อยู่ในวัยหนุ่มสาว แม้แต่สตรีชุด
แดงที่อยู่กับ หลาน สุ่ยเยว่ ก็เช่นกัน เสน่ห์อันเย้ายวน
ของนางนั้นจึงเป็นในแบบของผู้ใหญ่
“หุบปาก! หนี่หงอี้ ” หลาน สุ่ยเยว่ กล่าวขึ้นด้วย
เสียงเย็นเยียบ เพราะในยามนี้ โม่ ซือซู และ ซู
หยานหลี่ ได้น า อู่ อวี้ มายืนด้านข้างของพวกเขาแล้ว
” อู่ อวี้ สถานที่แห่งนี้ไม่ใช่ที่ ๆ เจ้าควรจะมา รีบไส
หัวกลับไปซะ” หลาน สุ่ยเยว่ เกลียดช่างเขามากที่สุด
ผู้คนที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง เริ่มกระซิบกระซาบกัน
อีกครั้ง
เมื่อวานนี้ หลาน สุ่ยเยว่ พ่ายแพ้ให้กับ อู่ อวี้ ด้วย
กระบวนท่าเดียว ข่าวนี้ได้แพร่กระจายไปทั่วทั้งเลือก
เขาคราม ซึ่งมันก็ท าให้ หลาน สุ่ยเยว่ นั้นรู้สึกอับอาย
และ เสียหน้าอย่างยิ่ง
ในตอนนี้เหล่าสาวกของ นิกายกระบี่สวรรค์ หลายคน
รู้สึกชื่นชมในพรสวรรค์ของ อู่ อวี้ เป็นอย่างมาก จน
ท าให้เขานั้นบดบัง หลาน สุ่ยเยว่ จนมัวหมอง
หลังจากที่ หลาน สุ่ยเยว่ กล่าวจบ ไม่คาดคิดว่าพวก
เขาทั้ง 3 จะมองข้ามเธอไปอย่างสิ้นเชิง ไม่มีใคร
แยแสนางแม้แต่น้อย
หากมองข้ามนางไป ตรงด้านหน้านั้นเป็นแม่น้ า มีชาย
ผู้หนึ่งนั่งอยู่ริมแม่น้ า พร้อมกับชายวัยกลางคนไม่กี่คน
ยืนอยู่ที่นั่นด้วย ในกลุ่มของพวกเขานั้นมีทั้งบุรุษ และ
สตรี
” นั่นคือผู้ช่วยของ ผู้อาวุโสเซินถู ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่
ในระดับหลอมรวมลมปราณขั้นที่ 7 และพวกเขา
ทั้งหมดเกือบจะได้กลายเป็นผู้อาวุโส และ เป็นแกน
หลักให้กับนิกายกระบี่สวรรค์แล้ว ”
ก่อนหน้านี้ ซู หยานหลี่ ได้แนะน าท าความรู้จักให้แก่
อู่ อวี้ แล้ว
นิกายกระบี่สวรรค์ จะไม่ค านึงถึงความอาวุโส หาก
ศิษย์สายนอกสามารถเข้าสู่ขั้นหลอมรวมลมปราณได้
แล้ว พวกเขาก็จะสามารถกลายเป็นศิษย์หลักได้ แล้ว
ถ้าหากศิษย์คนใดที่เข้าสู่ระดับหลอมรวมลมปราณใน
ขั้นที่ 8 ขึ้นไป คนผู้นั้นจะสามารถขึ้นเป็นผู้อาวุโสได้
ส าหรับการจะเป็น เจ้านิกาย ผู้พิทักษ์สูงสุด ผู้อาวุโส
ทั้ง 5 และ รวมถึงต าแหน่งผู้คุมกฎ และ ต าแหน่งอื่น
ๆ ไม่ใช่แค่ความแข็งแกร่ง แต่ยังต้องดูถึงคุณสมบัติ
และ ความประพฤติอีกด้วย
จึงกล่าวได้ว่า ศิษย์ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในนิกายนั้น จะ
อยู่ในระดับหลอมรวมลมปราณขั้นที่ 7 นั่นเอง
” ผู้อาวุโสทั้งหมดที่อยู่ภายใน นิกายกระบี่สวรรค์
หากรวมผู้อาวุโสทั้ง 5 กับผู้อาวุโสคุมกฎ ก็จะมีผู้
อาวุโสรวมทั้งหมดกว่า 20 คน ซึ่งเป็นขุมก าลังที่ทรง
พลังอ านาจมากที่สุดในนิกายกระบี่สวรรค์ของเรา
แน่นอนว่าพลังแห่งน้ าพุฟ้าดินที่ได้เพิ่มขึ้นมานี้ หาก
ทุกอย่างไปด้วยดี อาจจะท าให้นิกายกระบี่สวรรค์ มีผู้
อาวุโสกว่า 50 คน! ”
” ในสถานที่แห่งนี้มีผู้อาวุโสในขั้นหลอมรวม
ลมปราณระดับสูงหลายคน คอยช่วยเหลือสนับสนุนผู้
อาวุโสเซินถู ปกป้องอยู่รอบ ๆ หุบเขาชะตาเซียน
คอยป้องกันไม่ให้บุคคลภายนอก และ เหล่าปีศาจ
ล่วงล้ าเข้ามาภายในดินแดนของเรา ท าให้พวกเรา
ฝึกฝนตนกันได้อย่างอุ่นใจ ทั้งหมดนี้คงต้องขอบคุณ
พวกเขา ที่คอยปกป้องพิทักษ์พวกเรา ”
ดังนั้น ซู หยานหลี่ จึงเคารพพวกเขาเป็นอย่างมาก
ทั้งสามคนก้าวขึ้นไปข้างหน้า โม่ ซือซู ยังคงแสดง
ท่าทางเอ้อระเหยลอยชาย มองไปรอบ ๆ ด้วยท่าทาง
กรีดกรายพร้อมกับสะบัดพัดด้วยท่าทางสง่างาม ทันที
ที่สายตาของเขาพบเห็นกับสาวกหญิงเข้า เขาก็ผิว
ปากส่งเสียงแหลมเล็กเพื่อหยอกเย้า ส่วน ซู หยานหลี่
ก็ได้น า อู่ อวี้ เข้าไปโค้งค านับคาราวะ ” ซู หยานหลี่
กับ อู่ อวี้ ขอน้อมคาราวะผู้อาวุโสเซินถู และศิษย์พี่
ทั้งหลาย ”
ผู้อาวุโสเซินถู นั่งอยู่บริเวณริมแม่น้ า เขาสวมใส่เสื้อ
คลุมที่ดูเก่าแก่ หมวกสวมใส่อยู่บนศีรษะนั้นขาดรุ่งริ่ง
รูปร่างผ่ายผอมหลังค่อม ผิวเหี่ยวย่น ใบหน้าดูแก่ชรา
ผมขาว เมื่อท่าน ผู้อาวุโสเซินถู หันกลับมาก็พบว่า
ดวงตาของท่านข้างหนึ่งนั้นมืดบอด แต่โชคดีที่ท่านดู
เป็นคนใจดี รอยยิ้มของท่านดูอบอุ่น ซึ่งดูเหมือนกับ
ชายชราก็ทั่ว ๆ ไป
ผู้บรรลุสู่ขอบเขตหลอมรวมลมปราณ จะมีช่วงชีวิต
ยืนยาวได้สูงสุด 200 ปี และ ก่อนช่วงชีวิตจะสิ้นสุด
ลง ถ้าไม่สามารถสร้างแกนลมปราณนภาขึ้นมาได้
กายเนื้อจะเริ่มเหี่ยวย่นทรุดโทรมลง ในท้ายสุดชีวิตก็
จะแตกสลาย หากผู้อาวุโสเซินถู ยังไม่สามารถประสบ
ความส าเร็จ บรรลุเข้าสู่ขั้นสร้างแกนนภา เห็นได้ชัด
ว่าอายุขัยในอนาคตของท่านก าลังจะหมดลง
ความตาย นั้นคือชะตากรรมที่เหล่าวิถีแห่งผู้ฝึกตนไม่
อาจหลบหนีได้
เว้นเสียแต่จะกลายเป็นเซียนอมตะ
อู่ อวี้ สังเกตเห็นว่า ผู้อาวุโสเซิน ถู ได้ถือคันเบ็ดตก
ปลาไว้ในมือ ตรงส่วนปลายของคันเบ็ดนั้น มีด้ายสี
โปร่งใส 3 เส้นยื่นยาวออกมา ส่วนสายเอ็นที่ไม่ได้ผูก
เบ็ดและเหยื่อเอาไว้นั้น ก็ไม่ได้หย่อนลงน้ าแต่อย่างใด
แต่มันได้แตกแขนงเข้าไปด้านในของหุบเขาโชคชะตา
เซียน ไม่รู้ว่ามันยาวแค่ไหน เมื่อมองดูอย่างละเอียด
จะเห็นว่าภายในคันเบ็ดนี้มีอักขระเวทย์ไหลเวียนอยู่
ภายใน มี ‘วงเวทย์ศาสตรา’ ปรากฏขึ้นอย่างเลือน
ราง เห็นได้อย่างชัดเจนว่านี่คือศาสตราเต๋า แถมยัง
เป็นศาสตราที่ทรงพลังมากอีกด้วย!
“เจ้าเป็นศิษย์คนเล็กที่ เสี่ยวเฟิง เพิ่งรับเข้ามาใหม่
งั้นรึ ไม่เลวทีเดียว” ผู้อาวุโสเซินถู ใช้ดวงตาขาวขุ่น
จ้องมองไปยัง อู่ อวี้ พร้อมกับพยักหน้าเล็กน้อย
“ผู้อาวุโสเซินถู ถึงแม้ว่าศิษย์น้องจะสามารถเปิด
บัญญัติก่อก าเนิดได้เพียง 2 จุด แต่เขามีกายเนื้อ
แข็งแกร่ง สามารถต่อสู้กับผู้ที่อยู่ในระดับหลอมรวม
ลมปราณขั้นที่ 4 ได้ ท่านอาจารย์ปรารถนาให้เขา
เข้าร่วมการท้าทายหุบเขาโชคชะตาเซียนในครั้งนี้ด้วย
ผู้อาวุโสเซินถู มีความคิดเห็นว่าอย่างไร?” ซู หยานหลี่
กล่าวขึ้นอย่างเคารพ
“เสี่ยวเฟิงกล่าวเช่นนั้นรึ งั้นข้าก็ตกลง” ผู้อาวุโส
เซินถู ยิ้มกว้าง
ถึงแม้ท่านจะดูเหมือนชายชราธรรมดาทั่วไป แต่ยังไง
เขาก็คือหนึ่งในเหล่าผู้อาวุโสทั้ง 5 ท่าน แต่เขากลับ
ไม่ได้สร้างความยากล าบากให้กับ อู่ อวี้ แม้แต่น้อย
จากนั้น อู่ อวี้ ก็กล่าวขอบคุณอย่างเคารพ การที่เห็น
ว่าเขาสุภาพเช่นนี้ ท าให้ ผู้อาวุโสเซินถู มีความยินดี
เป็นอย่างยิ่ง พร้อมกับกล่าวขึ้นว่า “อู่ อวี้ ข้าหวังว่า
เจ้าจะท าได้ส าเร็จ”
เมื่อได้ยินว่า อู่ อวี้ สามารถเข้าร่วมการท้าทายในครั้ง
นี้ด้วย เหล่าผู้คนต่างพากันลุกฮือพร้อมกับแสดงท่าที
กระสับกระส่ายร้อนรน
โม่ ซือซู เหลือบมองไปที่พวกเขาแล้วกล่าวว่า ” ใน
เมื่อนี่เป็นค าตัดสินของเจ้านิกาย และ ผู้อาวุโสเซินถู
หลานชายพวกนี้ ต้องการก่อกบฏงั้นรึ?”
หนึ่งในเหล่าศิษย์กล่าวตอบโต้กลับมาว่า “นิกายก็มีกฎ
ของนิกาย แล้วจะมาแหกกฎแบบนี้ได้อย่างไร? ”
“ หรือว่า เจ้ากลัวว่า อู่ อวี้ แย่งชิงรากฐานเซียน
ของเจ้า ? เจ้าเป็นถึงผู้อยู่ในระดับหลอมรวมลมปราณ
ขั้นที่ 5 เจ้าหวาดกลัวที่ต้องเผชิญหน้ากับเขางั้นรึ ? ”
โม่ ซือซู ก้าวขึ้นไปด้านหน้า เพื่อท้าทายสาวกผู้นั้น
กระทั่ง หลาน สุ่ยเยว่ เองไม่มีท่าทีคัดค้านอะไร พวก
เขาก็เหมือนโดนตบหน้า และ ปิดปากเงียบไป
อู่ อวี้ จ้องมองไปที่ หลาน สุ่ยเยว่ ก็พบว่านางท าท่า
ไม่สนใจใคร พร้อมกับแสดงสีหน้าอันไม่แยแส
“ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าข้าได้เข้าไป แต่นางกลับไม่ได้คัดค้าน
อะไร ดูเหมือนว่า เมื่อเข้าไปในนั้นข้าต้องพบเจอกับ
ความยากล าบากไม่น้อย” อู่ อวี้ ตระหนักถึงเรื่องนี้
อย่างชัดแจ้ง
ยังมีอีกหนึ่งหรือสองคนมาไม่ถึง ดังนั้นพวกเขาจึงต้อง
รออีกหน่อย ในช่วงเวลานี่ ซู หยานหลี่ ที่อยู่ข้าง ๆ
เขาก็กระซิบขึ้นว่า “เจ้ามองเห็น ด้ายใส ๆ ที่อยู่บน
‘คันเบ็ดอสูร’ ผู้อาวุโสเซินถูไหม?”
“ข้าเห็น”
“ด้ายใส ๆ ทั้งสามเส้นนั้น ได้ผูกมัดปีศาจโตเต็มวัย
ที่มีอายุนับร้อยปี ซึ่งถูกส่งเข้าไปในหุบเขาโชคชะตา
เซียนเอาไว้ ปีศาจทั้ง 3 ตัว ได้ถูก อาวุโสเซินถู
ควบคุมอยู่ ดังนั้นพวกมันจะไม่สามารถสังหารเจ้าได้
แต่เจ้าก็ยังต้องระวังไว้ให้ดี ในหมู่พวกมันทั้ง 3 ตัวนั้น
เจ้าต้องยิ่งต้องระวัง ‘หมีทมิฬ’ เมื่อปีที่แล้วข้าได้รับ
บาดเจ็บมาจากหมีทมิฬตัวนี้”
“หมีทมิฬ ?” มันน่าจะเป็นหมีด า ที่กลายเป็นปีศาจ
แถมมันยังมี ดวงธาตุปีศาจ อีกด้วย
“หมีทมิฬตัวนี้ได้บ าเพ็ญเพียรมามากกว่า 600 ปี
ซึ่งมันอยู่มานานยิ่งกว่า ผู้อาวุโสเซินถู ซะอีก มัน
สามารถสร้าง ‘แก่นธาตุปีศาจ’ ได้ทั้งหมด 6 ดวง จึง
เทียบเท่าได้กับผู้อยู่ในระดับหลอมรวมลมปราณขั้นที่
6 จ าต้องต้องใช้ผู้อยู่ในระดับหลอมรวมลมปราณขั้นที่
5 หลายคนเพื่อสะกดข่มมัน แต่เจ้านั้นอยู่เพียงตัวคน
เดียวล าพัง หากเจ้าพบหมีทมิฬตัวนี้ วิธีที่ดีที่สุดคือ
การวิ่งหนีมันทันที” ซู หยานหลี่ กล่าวเตือนอีกครั้ง
นางเป็นคนระมัดระวังรอบคอบ อีกทั้งยังเป็นห่วง
กังวล อู่ อวี้ อย่างยิ่ง อาจกล่าวได้ว่า อู่ อวี้ นั้นถือเป็น
มือใหม่ในการทดสอบครั้งนี้ นางจึงได้บอกทุกสิ่งที่
จ าเป็นอย่างละเอียดรอบคอบแก่ อู่ อวี้
“นั่นไม่ใช่สิ่งที่ข้าจะจัดการได้”
6 แก่นธาตุปีศาจ เทียบเท่าได้กับผู้อยู่ในระดับหลอม
รวมลมปราณขั้นที่ 6 อู่ อวี้ ไม่กล้าแม้แต่จะสัมผัสกับ
หมีทมิฬตัวนี้
“อีกหนึ่งเรื่อง”
“หือ?”
ซู หยานหลี่ ชี้ไปทาง หลาน สุ่ยเยว่ แล้วกล่าวว่า “
กฎของผู้อาวุโสเซินถูคือ เมื่อเข้าไปใน ‘หุบเขา
โชคชะตาเซียน’ สามารถสร้างกลุ่ม 4 คนขึ้นมาได้ เจ้า
อาจจะไม่ได้สังเกตเรื่องนี้ ข้าง ๆ ตัวของ หลาน สุ่ย
เยว่ นั้น มีผู้ที่อยู่ในระดับหลอมรวมลมปราณขั้นที่ 5
เกาะกลุ่มกันอยู่ พวกเขาพึ่งได้เข้าสู่หุบเขาโชคชะตา
เซียนเป็นครั้งแรก แต่เมื่อเกาะกลุ่มกันแบบนี้ มันจะ
ช่วยเพิ่มโอกาสในการค้นหารากฐานเซียนที่มี
ประสิทธิภาพ ให้สูงมากยิ่งขึ้น นี่อาจจะเป็นสิ่งที่ผู้
พิทักษ์สูงสุดได้เตรียมให้กับ หลาน สุ่ยเยว่ แต่ …
อาจารย์ของเราไม่ได้เตรียมการไว้เช่นนี้ ด้วยลักษณะ
นิสัยของท่าน เจ้าน่าจะเข้าใจ”
เฟิง ซัวหยา เป็นคนหยิ่งทะนง และ มีความภาคภูมิใจ
สูงมาก ท่านต้องไม่ได้จัดเตรียมคนคุ้มกันไว้ให้ อู่ อวี้
อย่างแน่นอน
“ดังนั้น หลาน สุ่ยเยว่ มีผู้อยู่ในระดับหลอมรวมขั้น
ที่ 5 ทั้ง 3 คนคอยคุ้มกันอยู่ หากข้าพบนาง ข้าต้อง
ระวังไว้ให้ดี”
อู่ อวี้ มองเลยออกไป ถัดจาก หลาน สุ่ยเยว่ เป็นสตรี
งดงามทรงเสน่ห์ที่สวมใส่อาภรณ์สีแดง ถัดออกไปก็
เป็นสาวกชายอีก 2 คน สวมใส่อาภรณ์สีเขียว และอีก
หนึ่งสวมใส่อาภรณ์สีน้ าเงิน เมื่อมองดูอย่างละเอียด
อายุอานามของพวกเขาอยู่ที่ 30 ปี แต่ในความเป็น
จริงแล้วพวกมันมีอายุมากกว่า 60 ปี อยู่ในระดับ
หลอมรวมลมปราณขั้นที่ 5 ซึ่งไม่ได้แตกต่างอะไรไป
จาก ซู หยานหลี่ เพียงแต่พวกมันยังไม่ได้ท าการ
ปลูกฝังรากฐานเซียน
อู่ อวี้ ตัดสินใจ เมื่อเข้าไปในหุบเขาโชคชะตาเซียน
เขาจะพยายามหลีกเลี่ยง หลาน สุ่ยเยว่
หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง เมื่อผู้เข้าร่วมการท้าทายมาถึง
กันครบแล้ว ผู้อาวุโสเซินถู ก็เริ่มแจกจ่ายเครื่องราง
ชนิดหนึ่ง ซึ่งมีนามว่า ‘ยันต์เพลิงแดงทะยานฟ้า’
“หุบเขาโชคชะตาเซียน มีเมฆหมอกปกคลุม
หนาแน่น เมื่อท าการกระตุ้นยันต์เพลิงแดงทะยานฟ้า
นี้ จะก่อให้เกิดเป็นเพลิงทะยานที่พุ่งทะยานไปถึง
ฟากฟ้า จะท าให้สามารถมองเห็นและเข้าไปช่วยพวก
เจ้าได้อย่างทันท่วงที การกระตุ้นยันต์เพลิงแดง
ทะยานนี้มีอยู่ 2 สถานการณ์ 1 คือปรารถนาจะออก
จากการทดสอบ 2 คือต้องเจอกับวิกฤตร้ายแรง ไม่ว่า
จะตกอยู่ในสถานการณ์ไหน ถ้าเกิดเจ้ากระตุ้นยันต์
เพลิงแดงทะยานฟ้าให้สว่างขึ้น ก็ยังคงสามารถ
กลับมาเข้าร่วมการทดสอบในครั้งต่อไปได้”
“ตามกฎของหุบเขาโชคชะตาเซียนนี้ คือ ห้ามท า
การเข่นฆ่าสังหารกัน หากมีผู้ใดสังหารศิษย์ร่วมนิกาย
จะต้องถูกลงโทษ ฉะนั้นพวกเจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องนี้ ”
อู่ อวี้ เข้าใจดี ถึงแม้ หลาน สุ่ยเยว่ จะตะโกนว่า
ต้องการสังหารเข้า แต่นางก็ไม่กล้าที่จะเอาชีวิตของ
เขาจริง ๆ หลังจากผ่านเรื่องราวมามากมาย อู่ อวี้
ในตอนนี้ไม่ใช่ อู่ อวี้ คนเดิมที่ได้พบเจอกับซือตู๋ หมิง
หลาง ในครั้งก่อนอีกแล้ว
“เริ่มได้”
หลังจากแจกจ่าย ยันต์เพลิงแดงทะยานฟ้าเรียบร้อย
แล้ว ผู้ อาวุโสเซินถู ก็ลุกขึ้นยืน
“ผู้ใดก็ตามที่สามารถค้นหารากฐานเซียนได้เป็นคน
แรก ให้ท าการกระตุ้นยันต์เพลิงแดงทะยานฟ้านี้ ข้า
จะเป็นคนพาเจ้าออกมาเอง ถ้าปรารถนาจะออกจาก
การทดสอบ ก็ให้กระตุ้นยันต์เพลิงนี้ และผู้ใดจะ
สังหารเจ้า ให้กระตุ้นยันต์เพลิงนี้ ซึ่งใครก็ตามที่คิดจะ
สังหารศิษย์ร่วมนิกาย ข้าจะเป็นคนสังหารมันด้วย
ตัวเอง”
ค ากล่าวของ อาวุโสเซินถู นั้น ถือได้ว่าเป็นการพูดดัก
เหล่าศิษย์ที่คิดจะกระท าเรื่องชั่วช้าเอาไว้
“หวืด!”
ทันทีที่ ผู้อาวุโสเซินถู ได้โบกสะบัด ‘ คันเบ็ดอสูร’
ฉับพลันเส้นใยบาง ๆ ก็พุ่งออกไปจาก ‘ คันเบ็ดอสูร’
จากนั้นตะขอเบ็ดของ ผู้อาวุโสเซินถู ได้ไปเกี่ยวเสื้อผ้า
ของศิษย์ผู้หนึ่ง เหวอ ∼∼ ๆ เหล่าสาวกเริ่มร้อง
ตะโกนโหวกเหวกขึ้น ทันใดนั้นสาวกที่ถูกตะขอเบ็ด
เกี่ยว ก็ได้ถูกโยนเข้าในต าแหน่งใดสักแห่งของหุบเขา
โชคชะตาเซียน
♡(⺣◡⺣)♡* เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ