กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 927: พยัคฆ์มังกรเมฆาโลหิต
อู่ อวี้ ไม่กลัวว่าจะมีค่าใช้จ่ายในการสอบถาม แต่ที่เขา
กลัวก็คือคนผู้นี้ไม่ให้โอกาสที่จะพูดคุย หรือไม่ยอมปริ
ปากเรื่องอันใดออกมา
สำหรับเม็ดยาค้นหาเต๋าเขามอบให้ หนานซาน หวางเยว่
ไปก่อนหน้านี้แล้ว
ก่อนที่ หนานซาน หวางเยว่ จะซักถามอันใด สัมผัส
ทมิฬก็กล่าวขึ้นว่า ” กฎของข้าก่อนอื่นจะต้องเอาเม็ดยา
ค้นหาเต๋าออกมาก่อนไม่ว่าท่านจะถามคำถามอะไรกับ
ข้า 1 คำถามต่อ 1 เม็ดยา ข้าน้อยคิดว่า ท่านทั้ง 3 คง
เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของข้ามาบ้างแล้ว น่าจะ
ทราบว่าข้าไม่มีทางบิดพลิ้วอย่างแน่นอน ”
หนานซาน หวางเยว่ มิได้สนใจเรื่องเงินทอง นั่นเป็น
เพราะเงินทองมันเป็นของ อู่ อวี้ … ดังนั้นเขาจึงหยิบมัน
ออกมาก่อนแล้วค่อยถามคำถาม เขาเอาเม็ดยาค้นหา
เต๋ามาไว้ตรงมือของชายผู้นั้น แล้วเงยหน้าขึ้นกระซิบ
ถามว่า ” ข้าต้องการทราบ หนานกง เหว่ย อยู่ที่ใด ”
สัมผัสทมิฬยิ้มแล้วหยิบเม็ดยาค้นหาเต๋าขึ้นมาพร้อม
กล่าวว่า ” นับเป็นคำถามที่ไม่เลวทีเดียว พวกเจ้าทั้งสาม
คงมาล่าค่าหัวสินะ ผู้ใดสามารถสังหาร หนานกง เหว่ย
ได้ คงจะได้รางวัลเป็นกอบเป็นกำทีเดียว ทั้งยังทำให้
ราชาปีศาจหอกทมิฬติดหนี้อีกด้วย อย่างไรก็ตามเจ้าทั้ง
3 คงต้องผิดหวัง หากข้ารู้ว่า หนานกง เหว่ย อยู่ที่ใด
พวกเจ้าต้องไม่เห็นข้าอยู่ที่นี่อย่างแน่นอน ดังสำหรับเม็ด
ยาค้นหาเต๋า 1 เม็ดนี้ ถือว่าข้าได้รับมาฟรีๆ ”
โอรสเล่อเป็นคนแนะนำให้มาพบกับชายผู้นี้ เท่ากับว่า
ชื่อเสียงของเขานับว่าเชื่อถือได้พอสมควร แต่เพียง
คำถามแรกที่ถามออกไป อู่ อวี้ ไม่ได้ข้อมูลใด ๆ กลับมา
เลย
หนานซาน หวางเยว่ ไม่ได้รู้สึกอะไรกับเม็ดยาค้นหาเต๋า
ที่เสียไปแบบฟรี ๆ เขารู้ว่า อู่ อวี้ ต้องการจะถามอะไร
ดังนั้นเขาจึงหยิบเม็ดยาค้นหาเต๋าเม็ดที่ 2 ออกมาแล้ว
ถามต่อ ” ข้าอยากรู้รายละเอียดทั้งหมด เกี่ยวกับวันที่
บุตรชายของราชาปีศาจหอกทมิฬที่ถูกสังหาร
ตัวอย่างเช่น หนานกง เหว่ย มาปรากฏตัวที่นี่อย่างไร
แล้วต้นสายปลายเหตุเป็นเพราะอะไรนางถึงลงมือ
สังหาร แล้วนางสังหารเขาด้วยวิธีใด ”
ถึงแม้ อู่ อวี้ จะรู้อะไรไม่มากเกี่ยวกับนาง แต่อย่างน้อย
เขาก็รู้ว่าตอนนี้ หนานกง เหว่ย ยังคงปลอดภัยดีอยู่
และนางมิได้ถูกจับตัวไป ซึ่งรายละเอียดข้อมูลต่อไปนี้จะ
เป็นประโยชน์กับเขามาก
สัมผัสทมิฬนิ่งเงียบ จากนั้นก็เอื้อมมือออกไปหยิบเม็ดยา
ค้นหาเต๋า แล้วกล่าวว่า ” จากคำถามนี้ดูเหมือนมันจะ
ไม่ใช่คำถามเดียว ”
หนานซาน หวางเยว่ แล้วหัวเราะแล้วพูดว่า ” คำถามก็
ถามไปแล้วเม็ดยาก็รับไปแล้ว ผู้คนต่างก็แนะนำให้พวก
เข้ามาที่นี่ แต่เจ้าจะไม่สามารถตอบคำถามข้าได้เลยสัก
คำถามเดียวเช่นนั้นรึ ”
” อืม…ก็ได้ ในวันนั้นตัวข้าไม่ได้อยู่ที่นั่นด้วย แต่ข้าก็พอรู้
มาอยู่บ้างว่า ราชาปีศาจน้อยมักจะชอบอาละวาดอยู่ใน
‘แดนปีศาจผึ้ง’ อยู่เสมอ นอกจากราชาปีศาจหอกทมิฬ
แล้วก็ไม่มีผู้ใดกล้าจัดการเขา แม้แต่ตัวข้าเองยังได้รับ
ความเดือดร้อนอยู่ไม่น้อย โดยทั่วไปราชาปีศาจน้อย
มักจะพาเหล่าสมุนออกไปคอยหาเรื่องไม่เว้นแต่ละวัน
แล้วในวันหนึ่งเขาได้พาสมุนไปแถว ๆ เขาพำนักของ
วิหคเพลิง แล้วอยู่ ๆ เขาก็ได้เห็นบนยอดเขามีเปลว
เพลิงเก้าสีลุกไหม้อยู่ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นจึงขึ้น
ไปดู และเห็นว่าบนต้นอู๋ถงยักษ์มีวิหคมากมายกำลัง
เกาะเรียงรายอยู่ บนยอดสูงสุดของต้นไม้ยักษ์ มีเปลว
เพลิง 9 สีกำลังลุกโชติช่วง พอราชาปีศาจน้อยไปถึง ก็
แลเห็นว่าท่ามกลางเปลวเพลิง มีสาวงามผู้หนึ่งกำลังนั่ง
หลับตาฝึกฝนบำเพ็ญตนอยู่ ดูเหมือนว่านางจะเป็นวิหค
เพลิงชนิดหนึ่ง เพียงแรกพบสาวงามผู้นั้นก็สามารถ
ครอบครองหัวใจของราชาปีศาจน้อยอย่างจัง รูปร่าง
หน้าตาของสตรีนางนั้น แม้กระทั่งข้าก็ไม่เคยเห็นเช่นกัน
ตอนที่ข้าไปเห็นทุกคนก็สิ้นชีพกันหมดแล้ว พอราชา
ปีศาจหอกทมิฬมาถึง แล้วเห็นว่าทุกคนตายหมด ได้ยิน
มาว่าราชาปีศาจน้อยสิ้นใจลงเพียงชั่วพริบตา ซึ่งบนร่าง
ของราชาปีศาจน้อยยังมีเปลวเพลิง 9 ชนิดลุกไหม้อยู่ ”
” อันที่จริงราชาปีศาจน้อยเป็นผู้มีชั้นเชิงมากทีเดียว เขา
ไม่ใช่คนที่จะตกหลุมรักสาวงามตั้งแต่แรกพบเช่นนี้ อีก
ทั้งภาพลักษณ์ยังดูดีมีสกุลอยู่ไม่น้อย จากนั้นเขาก็อดทน
รอจนกว่าหญิงสาวผู้นั้นออกจากฌาน จนกระทั่งนางลืม
ตาขึ้น เขาก็จะเข้าไปทำความรู้จัก ในตอนแรกแม่นางผู้
นั้นก็ดูสับสนเล็กน้อย แล้วราชาปีศาจก็พูดคุยกับนางอยู่
บนต้นอู๋ถง ราชาปีศาจน้อยพยายามถ่วงเวลาพูดคุยกับ
นางอยู่นาน จนทราบว่านางมีชื่อว่า หนานกง เหว่ย
หลังจากการพูดคุยกันดูเหมือนนางจะพยายามเพื่อให้
ตัวเองหลุดพ้นออกจากสถานการณ์ตรงนั้น แน่นอนว่า
ทางฝั่งของราชาปีศาจน้อยไม่เต็มใจปล่อยนางไป แต่
เหมือนนางจะตัดสินใจไปแล้ว นางรีบร้อนมากจนไม่
อยากเสวนากับราชาปีศาจน้อยต่อ เมื่อราชาปีศาจน้อย
ไม่อาจเหนี่ยวรั้งนางไว้ได้ เขาจึงต้องการแลกเปลี่ยน
ยันต์สื่อสาร เพราะรู้ว่าหากนางไปแล้วคงไม่อาจพบเจอ
นางได้อีก หลังจากนั้นเขาก็หมดความอดทนพร้อมกับ
แสดงโฉมหน้าที่แท้จริงออกมา เขาคว้ามือไปจับสตรีนาง
นั้นเอาไว้ การกระทำนี้ทำให้นางก็โกรธจนเลือดขึ้นหน้า
นางจึงลงมาสังหารเขารวมถึงคนอื่นที่ติดตามมาด้วย แต่
แล้วก็ยังเหลืออีกคนที่ยังพอมีลมหายใจรวยริน ถึง
กระนั้นก็ยังไม่มีผู้ใดรู้ว่าราชาปีศาจน้อยตกตายไปด้วย
วิธีใด อย่างไรก็ตามคนที่ยังเหลือก็ไม่สามารถยื้อลม
หายใจไว้ได้นาน ในที่สุดพวกเขาก็หมดลมตกตายตาม
กันไป จากที่กล่าวมาดูเหมือนว่าปีศาจวิหคเพลิงตนนี้ มี
อารมณ์รุนแรงดุร้ายอย่างแท้จริง แค่เรื่องเล็กน้อยก็ถึง
ขนาดลงมือสังหารกันแล้ว”
จากคำพูดดังกล่าวทำให้ อู่ อวี้ รู้ถึงบางอย่าง
ประการแรกนางกำลังฝึกฝนอยู่บนต้นอู่ถง พอลืมตาตื่น
ขึ้นมาก็ยังคงสับสนงุนงงไม่รู้ว่าใครเป็นใคร บางทีนาง
อาจจะหลงลืมความทรงจำก่อนหน้านี้ก็ได้
ประการที่สอง หลังจากนางครุ่นคิดเกี่ยวกับมัน นางก็
แสดงท่าทางกังวลเร่งรีบออกมา เห็นได้ชัดว่ามีเรื่อง
สำคัญ หรือมีใครบางคนกำลังไล่ล่านางอยู่
ประการที่สาม ดูนางจะขี้หงุดหงิดมากขึ้น เพียงแค่
พูดคุยกับราชาปีศาจน้อยนางก็สังหารทุกคนทิ้งเสียแล้ว
แม้จะมีความเป็นไปได้หางสุนัขจิ้งจอกของราชาปีศาจ
น้อยโผล่ออกมา เนื่องจากไม่สามารถอดทนได้อีกต่อไป
จึงทำให้นางหงุดหงิดโกรธเคืองเป็นอย่างยิ่ง
หลังจากรู้รายละเอียด มันก็ยิ่งทำให้เขามีข้อกังขามาก
ขึ้น เขาอยากจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับนางกันแน่
” นับตั้งแต่วันนั้นแม่นางที่มีชื่อว่า หนานกง เหว่ย ก็ไม่มี
ผู้ใดรู้ข่าวคราวของนางอีกเลย ไม่มีใครพบเจอนาง ไม่รู้
ว่านางอยู่ที่ใดอย่างนั้นใช่หรือไม่? ” หนานซาน หวางเยว่
ถาม
” เม็ดยาค้นหาเต๋า ” สัมผัสทมิฬทวงเม็ดยาค้นหาเต๋า
หลังจากตอบคำถามที่สองเสร็จสิ้น เพราะเขาคิดว่า
ตนเองสามารถตอบคำถามนี้ได้
รายได้ที่สัมผัสทมิฬได้จากพวกเขา คือเม็ดยาค้นหาเต๋า
จำนวน 3 เม็ด ต้องทราบด้วยว่าผู้ใดแจ้งเบาะแสของ
หนานกง เหว่ย จะได้รับเม็ดยาค้นหาเต๋า 10 เม็ด
” เอาจริง ๆ นะ หลังจากเรื่องราววันนั้นสิ้นสุดลง นางก็
หายตัวไป ราวว่านางระเหยไปกับอากาศธาตุอย่างไง
อย่างงั้น ไม่มีผู้ใดพบเห็น ไม่มีผู้ใดรู้ข่าวคราว จนทุกวันนี้
รางวัลค่าหัวของราชาปีศาจหอกทมิฬก็ยังคงถูกตั้งไว้
แล้วราชาปีศาจหอกทมิฬก็ยังคงตามหาแม่นางผู้นี้กัน
ให้ควั่ก ขอบเขตการค้นหากระจายไปทั่วทั้ง’ทวีปปีศาจ
ทายาททักษิณ’ ปีศาจมากมายกำลังแห่กันตามหา
เพราะต้องการรางวัลค่าหัว ทว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะ
บังเอิญโชคดีได้เจอนาง ”
ดูเหมือนว่าสัมผัสทมิฬจะไม่รู้ว่านางอยู่ที่ใดจริง ๆ แต่ถ้า
เขารู้เขาก็คงไม่บอกกันอยู่ดี เขาคงเลือกที่จะไปพูดคุย
กับราชาปีศาจหอกทมิฬ เพื่อรับรางวัลค่าหัวจำนวน 10
เม็ดยาค้นหาเต๋า
เมื่อ หนานซาน หวางเยว่ เห็นเช่นนั้น ก็ทำท่าจะจากไป
อู่ อวี้ ขมวดคิ้วคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า ” ตอนนี้ราชา
ปีศาจหอกทมิฬอยู่ที่ใด? ”
ก่อน หนานซาน หวางเยว่ จะทันได้พูดอะไร ทันใดนั้น
สัมผัสทมิฬก็พูดขึ้นมาว่า “เจ้าคิดจะทำอะไร? ”
สำหรับตอนนี้ผู้ที่มีแนวโน้มพบ หนานกง เหว่ย มาก
ที่สุดก็คือราชาปีศาจหอกทมิฬ อู่ อวี้ คิดว่าราชาปีศาจ
หอกทมิฬคงกำลังวิ่งรอกตามหานางแทบพลิกแผ่นดิน
ฉะนั้นการตรวจสอบราชาปีศาจหอกทมิฬน่าจะเป็น
ทางเลือกที่ดีกว่า คาดว่าน่าจะมีโอกาสพบนางมากกว่า
ตามหาแบบนี้
แต่อย่างไรก็ตามท่าทางของสัมผัสทมิฬ ทำให้เขารู้สึก
แปลกใจเล็กน้อย จากนั้นก็หยิบเม็ดยาค้นหาเต๋าออก
มาแล้วพูดว่า “เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้ว่าข้าคิดจะทำอะไร
เจ้าแค่ตอบคำถามของข้าก็พอ ว่าเขาอยู่ที่ไหน? ”
จากนั้นเขาก็หยิบเม็ดยาค้นหาเต๋าเม็ดหนึ่งออกมาให้
สัมผัสทมิฬ
สัมผัสทมิฬจ้องมองเขาตาไม่กะพริบ หลังจากนั้นก็ดัน
เม็ดยาคืนกลับไปให้ อู่ อวี้ แล้วพูดว่า ” ข้าไม่รู้ว่าราชา
ปีศาจหอกทมิฬอยู่ที่ใด ”
” ไม่ใช่ว่า…แม้จะไม่สามารถตอบคำถามได้ก็ต้องจ่าย
หรอกหรือ? แล้วเหตุใดเจ้าถึงคืนมันมาให้ข้า? ” เห็นได้
ชัดว่าคำถามของเขาทำให้ สัมผัสทมิฬ สับสนอยู่ครู่หนึ่ง
และหลังจากสับสนไปจึงตัดสินใจตอบกลับมาว่าไม่
ทราบ แถมยังส่งเม็ดยาค้นหาเต๋าคืนกลับมาให้กับเขา
หลังจากเวลาผ่านไปสักพัก ก็ดูเหมือนว่าสัมผัสทมิฬจะ
ตั้งสติได้ หลังจากนั้นเขาก็แบมือแล้วทวงเม็ดยาค้นหา
เต๋ากลับคืนมาพร้อมพูดว่า ” ข้าแค่คิดว่าวันนี้เจ้าต้อง
สิ้นเปลืองเงินทองไปกับข่าวที่ไม่ได้ประโยชน์อะไร ข้า
เลยรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก แต่ในเมื่อเจ้าไม่สนใจว่า
จะต้องเสียเงินเสียทองเท่าไหร่ ข้าก็จะรับมันไว้ก็แล้วกัน
”
หลังจากนั้นก็มีเสียงปังดังขึ้น ต่อมาเม็ดยาค้นหาเต๋าก็
หายไปจากสายตาของสัมผัสทมิฬ อู่ อวี้ จับจ้องไปยัง
สัมผัสทมิฬด้วยดวงตาที่ลุกโชติช่วงไปด้วยเปลวเพลิง
เมื่อมาถึงจุดหนึ่ง ร่างของสัมผัสทมิฬก็เย็นวาบ แล้วพูด
เบา ๆ ว่า ” หืม…เจ้าคิดจะเอางั้นหรือ? ”
อู่ อวี้ หัวเราะแล้วตอบกลับไปว่า ” เปล่า… ข้าแค่อยากรู้
ว่าราชาปีศาจหอกทมิฬอยู่ที่ไหน เหตุใดถึงบอกข้าไม่ได้
หรือมันขัดกับกฎของเจ้า? ”
” เจ้าพูดอะไรของเจ้า! อยู่ๆ มาถามว่าราชาปีศาจหอก
ทมิฬอยู่ที่ไหน? แล้วข้าจะไปรู้ได้ยังไง? อย่างไรก็ตามข้า
มีแผนที่ระบุตำแหน่งที่จะนำเจ้าไปที่เขตแดนของเขา
แต่การกระทำของเจ้าเมื่อครู่ทำให้ข้าไม่พอใจ ฉะนั้นข้า
มีสิทธิ์ที่จะพูดหรือไม่พูด มีไม่กี่คนที่รู้ว่าถ้ำปีศาจของเขา
อยู่ที่ใด เอาล่ะเมื่อเสร็จธุระแล้วพวกเจ้าก็ไปซะ เชิญ! ข้า
ไม่ส่ง! ”
สัมผัสทมิฬกล่าวด้วยเสียงเย็นเฉียบแล้วลุกขึ้น ทำท่าจะ
ออกไป หลายคนรู้สึกได้ถึงความขัดแย้งของพวกเขา
เหล่าหมาป่าพยัคฆ์เมฆาทมิฬจึงล้อมพวกเขาไว้ทันที
พร้อมกับจ้องมองไปที่ อู่ อวี้
อู่ อวี้ ขมวดคิ้วลง เขาจำต้องไปหาราชาปีศาจหอกทมิฬ
ให้ได้ อย่างน้อยก็ให้ หนานซาน หวางเยว่ คอยลอบ
สะกดรอยตามเอาไว้เสียหน่อย ถึงฐานที่มั่นของราชา
ปีศาจหอกทมิฬจะใหญ่โตเพียงใด แต่เขามีเมฆาตลบฟ้า
แล้วมีที่ใดบ้างที่ไม่สามารถไปได้?
ดังนั้นเขาจึงไม่จำเป็นต้องอยู่ที่นี่ เพื่อสืบความยาวสาว
ความยืดกับพวกปีศาจหมาป่าเหล่านี้อีกต่อไป ทั้งสามจึง
ลุกขึ้นยืน
“ข้าขอตัวลา”
พวกเขาทั้งสามอยู่ภายใต้การจับตาของ หมาป่าพยัคฆ์
เมฆาทมิฬ ระหว่างเดินออกจากโรงเตี๊ยมปีศาจหมาป่า
สัมผัสทมิฬมองได้จ้องมองมายังร่างของ อู่ อวี้ ในความ
เป็นจริงเขาตื่นตระหนกเป็นอย่างมาก นั่นเพราะ
กลายเป็นว่าคนทั้งสามคนกลับมีพลังฝีมือเหนือกว่าตน
ทั้งสิ้น โดยเฉพาะ อู่ อวี้ คนที่เขาคิดว่าอ่อนแอมากที่สุด
แต่กลับกลายเป็นว่าเขาแข็งแกร่งมากที่สุด
” ทำไมชายคนนั้นถึงแสดงท่าทางอึดอัด ตอนที่พี่ชาย
ถามถึงราชาปีศาจหอกทมิฬว่าตอนนี้อยู่ที่ใด? ” เย่ซีซี
ถาม
ถ้าถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ อู่ อวี้ กับ หนานซาน หวางเยว่ ก็
กำลังคิดอยู่เดียวเช่นกัน พวกเขาเดินออกจากโรงเตี๊ยม
ด้วยความสุขุม ครู่ต่อมา อู่ อวี้ ได้หยิบแผนที่ขึ้นมาดู
เขามั่นใจว่าจะสามารถพบฐานหลักของราชาปีศาจหอก
ทมิฬได้พบ
“ไม่เป็นไร ถึงแม้เขาจะไม่ยอมตอบ แต่ข้าก็ง้างปากถาม
จากคนอื่นได้อยู่ดี” อู่ อวี้ ไม่กังวล ยังมีผู้คนอยู่ด้านใน
อีกมาก ซึ่งเขาก็ต้องเสียเวลาเพิ่มอีกนิดน้อยเท่านั้น
เนื่องจากว่าในท้ายสุดแล้วผู้ที่จะเปิดเผยข้อมูลมีอยู่ไม่
มากนัก
แต่หลังจากที่พวกเขาเพิ่งเดินออกจาก โรงเตี๊ยมปีศาจ
หมาป่า ทันใดนั้นพื้นดินก็สั่นสะเทือนเคลื่อนไหวราวกับ
ภูเขากำลังจะถล่ม เสมือนมีสัตว์จำนวนนับพันกำลัง
แตกตื่นวิ่งพล่าน เมื่อมองไปข้างหน้า สามารถแลเห็น
กลุ่มโลหิตขนาดใหญ่ ที่มาพร้อมกับฝุ่นควันจำนวนมาก
ต้นไม้น้อยใหญ่ถูกชนโค่นล้มระเนระนาดอย่างรวดเร็ว
“น่าจะมีปีศาจจำนวนมากกำลังแห่มาที่นี่ ดูเหมือนจะมี
อะไรไปกระตุ้นมันเข้า” อู่ อวี้ ประเมินสถานการณ์จาก
สายตาคร่าว ๆ บนท้องฟ้า ถูกปกคลุม ไปด้วยโลหิตที่พุ่ง
ทะยาน
เขาเห็นฝูงปีศาจวิ่งตรงมาที่นี่
เมื่อเพ่งมองดูปีศาจฝูงนี้ พวกมันกลับเป็นฝูงเสือพยัคฆ์ที่
มีเส้นขนสีแดงโลหิต ระดับความเร็วของมันนั้นเร็วมาก
ทั้งยังแข็งแกร่งอย่างน่าเหลือเชื่อ ถ้าให้ถามถึงความ
แข็งแกร่งทนทานด้านกายเนื้อแทบไม่ต่างจากหมาป่า
พยัคฆ์เมฆาทมิฬ แต่ที่น่าตกใจก็คือเจ้าพยัคฆ์ฝูงนี้มันดัน
มีหัวเป็นมังกร แล้วก็ไม่ใช่มังกรธรรมดาเสียด้วยแต่มัน
เป็นมังกรที่มีเขา หากสังเกตให้ละเอียดอีกนิดจะเห็นว่า
เส้นขนสีโลหิตที่ถูกปกคลุมแขนขาของมันอยู่นั้น มีเกล็ด
สีโลหิตเสมือนกับเกล็ดมังกรอยู่เป็นจำนวนมาก
“นั่นมันพยัคฆ์มังกรเมฆาโลหิต!” เหล่าปีศาจจะพากัน
หลบหนีส่งเสียงร้องดังระงม ด้วยความหวาดกลัวอย่าง
ที่สุด
——————————–