กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 929: ปีศาจพฤกษาผนึกเมฆา
การที่ อู่ อวี้ รับมือกับพยัคฆ์มังกรเมฆาโลหิตเหล่านี้
กล่าวได้ว่าไม่ได้ออกแรงอะไรมากนัก
คราแรกเขาวางแผนว่าจะให้คนน้อยลงกว่านี้แล้วค่อยลง
มือ เพื่อเป็นการบีบบังคับให้อีกฝ่ายกล่าวออกมา
ทว่าสุดท้ายการมาถึงของ พยัคฆ์มังกรเมฆาโลหิตก็ช่วย
ให้ อู่ อวี้ บรรลุจุดประสงค์ได้ในที่สุด
แน่นอนว่า อู่ อวี้ ไม่คิดว่าเขาจะรู้ตำแหน่งของ หนานกง
เหว่ย จริงๆ ผนวกกับตอนนี้เขายังไม่ได้ยินรายละเอียด
ทั้งหมด อู่ อวี้ จึงรู้สึกไม่แน่ใจ ครู่ต่อมาเขาได้เดินเข้าไป
ภายในโรงเตี๊ยมปีศาจหมาป่า…
ยามนี้เหล่าปีศาจที่อยู่ข้างในยังไม่รู้ว่าการต่อสู้ที่อยู่ด้าน
นอกสิ้นสุดลงไปแล้ว เห็นเพียงแค่ว่า สัมผัสทมิฬ ได้รับ
บาดเจ็บสาหัส แต่ก็สามารถกลับเข้ามาได้ และ
เหมือนว่าหมาป่าพยัคฆ์เมฆาทมิฬตัวอื่นๆ จะอยู่ใน
สภาวะที่ยังพอจะขยับตัวได้ เพียงแต่ก็มีบางส่วนที่ตก
ตายลงไป
“ต้องขออภัยทุกท่านด้วย วันนี้ศัตรูเก่าของข้ามาเยี่ยม
เยือน ถึงแม้ว่ามันจะถูกไล่ไปแล้ว แต่พวกเราก็จำเป็น
จะต้องพักผ่อนสักหน่อย ขอเชิญแขกทุกท่านออกไป
ก่อน” สัมผัสทมิฬ เป็นปีศาจตัวแรกที่เอ่ยออกมา
เพราะ อู่ อวี้ ไม่ได้สังหารพยัคฆ์มังกรเมฆาโลหิต ทำให้
พวกมันอาจจะกลับมาโจมตีอีกได้ในภายหลัง ดังนั้น อู่
อวี้ จึงคาดว่าพวกมันสมควรปิดโรงเตี๊ยมปีศาจหมาป่าไป
ก่อน
ยามนี้เมื่อปีศาจเหล่านี้รู้ว่าด้านนอกไม่มีอันตรายอะไร
แล้วจึงหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว หลังจากผ่านไปไม่นาน
โรงเตี๊ยมแห่งนี้ก็กลายเป็นว่างเปล่าไปไร้ผู้คน
“พวกเจ้าทั้งหลายจงเร่งมือทำความสะอาดที่แห่งนี้และ
เตรียมพร้อมออกเดินทาง ที่แห่งนี้ไม่ปลอดภัยอีกต่อไป
แล้ว” สัมผัสทมิฬ ออกคำสั่งให้หมาป่าพยัคห์เมฆาทมิฬ
ทั้งหลายรีบเก็บกวาดทุกอย่าง เหมือนว่าเขาวางแผนที่
จะออกไปจากที่แห่งนี้ ดูเหมือนว่าข่าวของ หนานกง
เหว่ย จะมีความสำคัญกับ ราชาหอกทมิฬ เป็นอย่าง
มาก ซึ่ง สัมผัสทมิฬ ไม่ต้องการให้ผู้ใดล่วงรู้ หากว่าเขา
บอกกับ อู่ อวี้ พวกเขาก็จะต้องย้ายออกจากที่แห่งนี้ไป
ทันที
ในช่วงเวลาสั้นๆ ที่แห่งนี้กลายเป็นว่างเปล่าไร้ผู้คน เมื่อ
เขาเผชิญหน้ากับสายตาของ อู่ อวี้ กับพรรคพวก และ
หลังจากที่ตระหนักแล้วว่าไม่อาจจะจัดการกับพวก อู่
อวี้ ไปได้ง่ายๆ สัมผัสทมิฬ จึงเอ่ยขึ้นว่า “ความจริงถึง
พวกเจ้ารู้ไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร ข้าได้รับข่าวตำแหน่ง
ของ หนานกง เหว่ย มาจริงๆ จากสหายของข้า ซึ่งคน
สนิทของราชาหอกทมิฬเป็นผู้ที่มาบอกกับข้าเอง ทว่า
ก่อนหน้านี้ 3 ชั่วยาม ราชาหอกทมิฬได้ออกมาปรากฏ
ตัวออกไปตามหา หนานกง เหว่ย ด้วยตัวเอง ไม่แน่ว่า
ยามนี้นางจะถูกสังหารไปแล้ว และเป็นไปไม่ได้ที่พวก
เจ้าจะสังหารหนานกง เหว่ย ตัดหน้าเขาได้สำเร็จ ดังนั้น
เจ้าจงตัดใจเรื่องรางวัลไปเสียเถอะ ลือกันว่าหากมีคน
เห็นตำแหน่งของ หนานกง เหว่ย แล้วนำข้อมูลนี้ไปบอก
ราชาทมิฬ คนผู้นั้นก็จะได้รับเม็ดยาค้นหาเต๋าเป็น
จำนวน 10 เม็ด”
อู่ อวี้ ไม่คาดคิดเลยว่าเขาเดินทางด้วยความเร็วที่เร็ว
มากที่สุดของเขาแล้ว แต่ดูเหมือนว่าจะยังคงมาสายไป!
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเขาจึงไม่เอ่ยเรื่องตำแหน่งของ
หนานกง เหว่ย ในตอนแรก
นั่นเพราะว่าราชาหอกทมิฬรู้แล้ว และมันยังลงมือด้วย
ตัวเองอีกด้วย!
หากเป็นเช่นนี้จริงก็เท่ากับว่า หนานกง เหว่ย กำลังอยู่
ในอันตราย อาจจะอันตรายถึงชีวิตก็เป็นได้!
“บอกตำแหน่งของนางมา! นอกจากนั้นเจ้าไม่ต้องพูด
อื่นใดอีก!” อู่ อวี้ รู้ว่ายังคงมีความหวัง เช่นนั้นในเวลานี้
เขาไม่อาจจะเสียเวลาไปได้แม้แต่วินาทีเดียว
“เจ้ามีแผนที่ของทวีปปีศาจทายาททักษิณหรือไม่? ข้า
จะชี้ให้เจ้าดู” สัมผัสทมิฬ ยังคงยอมทำตามสัญญาและ
ไม่สร้างความลำบากใจให้กับ อู่ อวี้
อู่ อวี้ จึงรีบนำแผนที่ออกมาอย่างรวดเร็ว สัมผัสทมิฬ
ใช้นิ้วชี้ไปที่จุดหนึ่งบนแผนที่ แล้วกล่าวขึ้นว่า” สถานที่
ตรงนั้นอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ แต่ก็ไม่ใกล้จนเกินไป หลังจาก
ที่เจ้าไปถึงเจ้าก็จะพบได้เอง เพราะว่านี่เป็น ‘ปีศาจ
พฤกษาผนึกเมฆา’ ข้าไม่รู้ว่าเจ้ารู้จัก ‘ปีศาจพฤกษา
ผนึกเมฆา’ หรือไม่ มันเป็นผืนป่าที่สูงที่สุดบนทวีปปีศาจ
ทายาททักษิณแห่งนี้ ซึ่งด้านบนตัวต้นไม้สามารถสร้าง
เมืองขึ้นมาได้ หนานกง เหว่ย อยู่บนตัวของ ‘ปีศาจ
พฤกษาผนึกเมฆา’ นี้ อีกอย่างปีศาจพฤกษาผนึกเมฆา
เป็นปีศาจที่นอนจำศีลมาเป็นเวลาหลายปี ซึ่งปีศาจตัวนี้
มีเอกลักษณ์โดดเด่นเป็นอย่างมาก มันใช้การจำศีลของ
ตัวเองเพื่อเพิ่มระดับความแข็งแกร่งขึ้นได้ โดยปกติแล้ว
มันจะไม่ได้ตื่นขึ้นมาหรือขยับเขยื้อนแม้ว่าจะมีใครบาง
คนปีนป่ายขึ้นไปอยู่บนตัวมันก็ตาม มันตั้งรกรากอยู่ที่
นั่นมาช้านาน ได้ยินมาว่าหากอยากจะปลุกมันขึ้นมา
อย่างน้อยต้องให้ยอดฝีมือค้นหาเต๋าโจมตีด้วยทุกอย่างที่
มีจึงจะปลุกมันได้…….”
ปีศาจพฤกษาผนึกเมฆา……
อู่ อวี้ จดจำชื่อนี้และจดจำคำพูดของ สัมผัสทมิฬ เอาไว้
ตอนนี้เขากำลังเร่งรีบออกเดินทาง ได้ยินมาว่าปีศาจ
พฤกษาผนึกเมฆาเป็นปีศาจประเภทพฤกษา หลังจากที่
สัมผัสทมิฬ กล่าวจบ เขาก็รู้สึกสงสัยว่าทำไม หนานกง
เหว่ย ถึงไปอยู่บนร่างของปีศาจตัวนี้ ปรากฏว่ามันเป็น
ปีศาจที่จำศีลอยู่ตลอดเวลา หากไม่รู้สมควร ก็ไม่อาจ
แยกออกว่าเป็นปีศาจหรือต้นไม้ยักษ์
“ไป!” หลังจากที่พวกเขารู้ตำแหน่งของ ‘ปีศาจพฤกษา
ผนึกเมฆา’ ก็เร่งจากไปทันที บัดนี้จึงเหลือเพียงแค่
สัมผัสทมิฬ ที่กำลังครุ่นคิดอยู่เงียบๆ
“ราชาหอกทมิฬ ได้ออกไปไล่ล่าแล้วกว่า 3 ชั่วยาม พวก
เขาไม่มีทางโจมตีตัดหน้าราชาปีศาจได้ และย่อมเป็นไป
ไม่ได้ที่จะสังหาร หนานกง เหว่ย ต่อหน้า ราชาหอก
ทมิฬ รับรางวัลนำจับ…..เช่นนั้น คงอธิบายได้ว่าพวกเขา
ไม่ได้ไปเพื่อสังหารคน แต่ไม่แน่ว่าอาจไปเพื่อช่วยคน! ใช่
แล้ว พวกเขาจะต้องไปช่วย หนานกง เหว่ย อย่าง
แน่นอน!”
เขาก้มหัวลงครุ่นคิด
“สุดท้ายแล้วทั้ง 3 คนนี้คือใครกันแน่? พวกเขา
เกี่ยวข้องกับ หนานกง เหว่ย เช่นนั้นหรือ? พวกเขาไม่
เหมือนกับคนที่อยู่บนทวีปปีศาจทายาททักษิณ หรือว่า
มาจากดินแดนโบราณเหยียนหวง โดยเฉพาะชาวมนุษย์
ที่เป็นผู้นำกลุ่ม เห็นได้ชัดว่ามันเป็นชาวเหยียนหวง!”
“ข้าควรจะบอกเรื่องนี้กับราชาปีศาจหรือไม่?”
“ไม่ได้ เขาต้องไม่พอใจแน่ หากข้าได้บอกเรื่องตำแหน่ง
ของ หนานกง เหว่ย ออกไป ยิ่งกว่านั้นยามนี้ พยัคฆ์
มังกรเมฆาโลหิต ยังจ้องเล่นงานข้าอยู่ หากเป็นเช่นนั้น
ราชาหอกทมิฬ ก็จะไม่ช่วยข้า สำหรับในตอนนี้คงทำได้
เพียงแค่ออกไปจากแดนปีศาจผึ้งไปหลบซ่อนตัวสักพัก
ถ้าทำเช่นนี้เรื่องของพวกเขาก็จะไม่เกี่ยวข้องอะไรกับข้า
แล้ว”
เมื่อคิดถึงจุดนี้ สัมผัสทมิฬ ก็ได้ทำการตัดสินใจ เขาเข้า
ไปเก็บข้าวของเตรียมตัวออกไปจากที่นี่
ขณะนี้ อู่ อวี้ ได้บังคับขี่เมฆาตลบฟ้า ซึ่งมี หนานซาน
หวางเยว่ กับ เย่ซีซี ขึ้นมาด้วย ทั้งสามคนออกเดินทาง
ด้วยความเร็วสูงสุด มุ่งหน้าไปทางฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือ
ของทวีปปีศาจทายาทักษิณ ไปยังตำแหน่งที่ทำ
เครื่องหมายไว้บนแผนที่ ซึ่งสองข้างทางเต็มไปด้วยภูเขา
และแม่น้ำทอดยาวเหยียด ปีศาจพฤกษาผนึกเมฆาเป็น
เหมือนกับต้นไม้ยักษ์ มันมีลักษณะคล้ายกับเสาที่ค้ำยัน
ฟ้าสวรรค์ หากสามารถสร้างอาคารข้างบนตัวของมันได้
เกรงว่ามันก็คงจะเปรียบได้กับเขาชิงเทียนซูซัน ทว่ามัน
เป็นปีศาจที่กำลังนอนจำศีลอยู่!
ปีศาจตัวนี้สามารถแข็งแกร่งขึ้นโดยการจำศีล มันเป็น
เหมือนกับสิ่งมหัศจรรย์จากสมัยโบราณ โดยทั่วไปแล้ว
อายุของปีศาจประเภทนี้จะยืนยาวอย่างมาก กล่าวได้ว่า
อายุของมันมากกว่าผู้ฝึกตนหลายเท่าตัว และเวลาส่วน
ใหญ่ในชีวิตของมันก็มักจะจำศีลอยู่ตลอดเวลา
บัดนี้ อู่ อวี้ กลั้นลมหายใจ คนไม่เอ่ยพร่ำวาจา สีหน้า
ของเขาเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด พยายามมุ่งหน้าไป
ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
พวกเขาออกเดินทางมาเป็นเวลาสักพักหนึ่งแล้ว
ยิ่งกว่านั้นทางฝั่งของราชาหอกทมิฬก็กำลังไล่ตามล่า
สังหารศัตรู ดังนั้นความเร็วของมันต้องไม่เชื่องช้าอย่าง
แน่นอน สถานการณ์ตรงนั้นจะเป็นเช่นไรก็ยังไม่อาจจะ
กล่าวออกมาได้
หากว่าไม่มี หนานซาน หวางเยว่ กับเย่ซีซี ความเร็วของ
เขาคงมากกว่านี้ กล่าวตามตรง ขณะนี้เขาคิดจะให้พวก
เขาทั้งสองคนลงไปก่อน สุดท้ายแล้วครั้งนี้เขาจะต้อง
เผชิญหน้ากับสุดยอดผู้แข็งแกร่งเช่นราชาหอกทมิฬ!
พวกเขาย่อมไม่อาจจะทำอะไรได้ และหากไม่มีพวกเขา
อู่ อวี้ ยังสามารถใช้เมฆาตลบฟ้าในการหลบหนี ทำให้มี
โอกาสรอดค่อนข้างสูง
“ท่านพี่อวี้ ใจเย็นๆ ก่อน นางจะต้องปลอดภัย” เย่ซีซี
เอ่ยปลอบ
“มันเป็นความผิดข้าเอง หากว่าไม่ไปยั่วยุปีศาจหยินห
ยาง พวกเราก็คงจะไม่ล่าช้าจนนำไปสู่เหตุการณ์เช่น
ในตอนนี้……..” อู่ อวี้ เกิดความสับสนเล็กน้อย เขา
กำลังนึกไปถึงเรื่องที่เกิดขึ้นบนมหาสมุทร หากเขาเลือก
ที่จะไม่ช่วยคนในเวลานั้น….
ฉับพลัน หนานซาน หวางเยว่ เอ่ยขึ้นต่อในทันที “ทุก
อย่างมีเหตุและผลเสมอ ในเมื่อเจ้ามีกฎของเจ้า เจ้าก็
อย่าได้กล่าวออกมาเช่นนี้ คำพูดก่อนหน้านี้ของเจ้าล้วน
ชัดเจนแล้ว ไม่ว่าจะทำสิ่งเจ้าอย่าได้รู้สึกเสียใจใน
ภายหลัง นอกจากนั้นพวกเรายังไม่รู้สถานการณ์
ในตอนนี้อย่างแน่ชัด เจ้าคิดไปแล้วจะได้ประโยชน์อันใด
ขึ้นมา หากเจ้าคิดจะตำหนิตัวเอง ไว้รอให้เกิดเรื่อง
เสียก่อน ตอนนั้นมันก็ยังไม่สาย”
“อย่าพูดจามั่วๆ สิ มันจะต้องไม่มีอะไร” เย่ซีซี หันไป
จ้อง หนานซาน หวางเยว่
“ใช่ๆ หนูน้อยผู้นี้พูดจามีเหตุผล” หนานซาน หวางเยว่
รีบเอ่ย
“ข้าเข้าใจแล้ว” อันที่จริง อู่ อวี้ เพิ่งจะตกอยู่ในความ
สับสน แต่เมื่อมีพวกเขาทั้ง 2 คนคอยปลอบใจ ถึงแม้ว่า
จะมีวิธีการที่ต่างกันออกไป แต่ก็ทำให้ อู่ อวี้ ได้สติ
ขึ้นมา รู้ว่าการที่เขาตำหนิตนเองในยามนี้มันจะทำลาย
จิตใจของตัวเองเสียเปล่าๆ ซึ่งมันอันตรายต่อเต๋าของ
ตัวเองเป็นอย่างมาก
“สิ่งเดียวที่สามารถทำได้ในเวลานี้ ก็คือต้องรีบไปถึงให้
ได้โดยเร็วที่สุด หากว่าสามารถช่วยนางได้ก็ช่วย แต่หาก
ไม่สามารถ…..” เมื่อคิดถึงตรงนี้ เขารู้สึกว่ามันไม่สำคัญ
แล้ว เพราะว่าเรื่องมันยังไม่เกิดจึงไม่ต้องครุ่นคิดให้หนัก
สมอง
การรีบออกเดินทางเช่นนี้กล่าวได้ว่าขาดสติและความ
รอบคอบอย่างมาก มันเป็นเหมือนกับการทดสอบสภาพ
จิตใจ หากจิตใจของเขาแย่ลง ผลกระทบที่มีต่อเต๋าก็ยิ่ง
สูงขึ้นตามไปด้วย
บางที อู่ อวี้ เองอาจจะไม่รู้ตัวเองเช่นกัน เมื่อข่าวคราว
ของนางปรากฏขึ้น มันได้ปรากฏความอาลัยจนไม่
อยากจะให้นางตกตายไปทั้งอย่างนี้ แม้ก่อนหน้าขณะที่
อยู่ในทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง เขาอาจจะรู้สึกเกลียด
แค้นนางอยู่บ้าง ทว่ามันก็ไม่ใช่ความรู้สึกที่รุนแรงอันใด
มากนัก การที่เขาแสดงความตึงเครียดออกมาในยามนี้
มันเป็นการอธิบายได้ว่าเขาได้ละทิ้งความเกลียดชังไป
แล้วจริงๆ
กล่าวได้ว่าช่วงเวลาแห่งปีนั้น ความสับสน ความลังเล
ได้ปรากฏขึ้นมาอีกครา
ในที่สุด อู่ อวี้ ก็ได้เห็นตีนเขาแล้ว มันเป็นรากที่งอก
ออกมาจากปีศาจพฤกษาผนึกเมฆา
รากของปีศาจพฤกษาผนึกเมฆาเจริญเติบโตอย่าง
ต่อเนื่อง มันเจาะทะลวงไปทั่วแผ่นดินอันกว้างใหญ่ เมื่อ
อู่ อวี้ มองเห็นต้นไม้ที่สูงถึงเส้นขอบฟ้านี้ ใต้เท้าของเขา
ก็สมควรเป็นรากขนาดใหญ่โตของปีศาจพฤกษาผนึก
เมฆาที่ทะลวงออกมาจากพื้นดิน ช่างดูละม้ายคล้ายกับ
เป็นเท้าของปีศาจพฤกษาเป็นอย่างยิ่ง
ที่จริงแล้วสิ่งที่มองเห็นทั้งหมด เป็นเพียงแค่ลำต้นที่มี
ขนาดใหญ่จนไม่อาจหาที่เปรียบ มันเป็นเหมือนกับภูเขา
ที่ทอดยาวไปถึงสวรรค์ กิ่งและใบสีเขียวขจีของมัน ไม่ได้
อยู่ในชั้นเมฆสีขาวทั้งหมด มันปรากฏออกมาให้เห็น
เรื่อยๆ
ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงแล้ว
ยิ่งมายิ่งเข้าใกล้เรื่อยๆ ฉับพลัน อู่ อวี้ ได้ลุกยืนขึ้นมา
คนเร่งความเร็วไปจนขีดสุด ระหว่างทาง อู่ อวี้ ได้เอ่ย
กับพวกเขาแล้ว เพราะว่าการเผชิญหน้ากับศัตรูในครั้งนี้
มันอยู่เหนือกว่าพลังรบของพวกเขา ดังนั้นหลังจากที่
มาถึง อู่ อวี้ ก็ได้ให้พวกเขาไปหาที่หลบในต้นไม้เสียก่อน
อู่ อวี้ จะไปเพียงลำพัง ด้วยวิธีนี้จะทำให้เขาหลบหนีได้
ง่ายดายกว่า
แม้ว่าทั้งคู่จะไม่ต้องการให้ อู่ อวี้ ต้องเผชิญหน้ากับ
อันตรายเพียงลำพัง แต่ความจริงวิธีนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุด
พวกเขารู้ถึงความร้ายกาจของเมฆาตลบฟ้าขั้นที่ 2 ของ
อู่ อวี้ เป็นอย่างดี ภายใต้คำขอร้องอันจริงจังของ อู่ อวี้
พวกเขาจึงได้ให้สัญญา ยามนี้พวกเขาจึงกระโดดลงจาก
เมฆาตลบฟ้า ตรงดิ่งไปไปยังหุบเหวที่อยู่ด้านล่าง และ อู่
อวี้ ก็บังคับขี่เมฆาตลบฟ้าทะยานเข้าสู่ชั้นเมฆต่อไป
กล่าวได้ว่าจุดสูงสุดของปีศาจพฤกษาผนึกเมฆา มันได้
ทะลุชั้นเมฆขาวขึ้นไปอีก
อู่ อวี้ รีบพุ่งทะยานออกสู่ชั้นเมฆขาวอย่างรวดเร็ว เบื้อง
หน้าได้ปรากฏหมู่เกาะสีเขียวซึ่งราวกับกำลังลอยอยู่บน
ทะเลก็มิปาน ทว่าสิ่งที่กำลังลอยล่องอยู่บนทะเลแห่ง
เมฆาอยู่บัดนี้ ก็คือกิ่งก้านใบอันเขียวขจี ตั้งแต่ครั้งแรก
อู่ อวี้ ขึ้นมาอยู่ตำแหน่งนี้ก็มองเห็นใบไม้บางส่วนถูก
ล้อมรอบไปด้วยหมอกทมิฬ ซึ่งหมอกทมิฬเหล่านี้ก็เป็น
เหมือนกับฝาหม้อขนาดใหญ่ที่ปกคลุมส่วนยอดของ
ต้นไม้เอาไว้
หอกมองดูให้ดีก็จะรู้ว่านั่นไม่ใช่หมอก แต่มันเป็นฝูงผึ้งสี
ดำที่เบียดเสียดกันอย่างหนาแน่น
——————————–