กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 932: วิหคเพลิงนิรันดร์
อู่ อวี้ มองเห็นได้อย่างแช่มชัด
เป็นนางจริงๆ!!
เป็น หนานกง เหว่ย
อู่ อวี้ ไม่อาจจะลืมรูปร่างหน้าตาของนางไปได้
แม้กระทั่งรายละเอียดต่างๆ บนร่างของนาง
ไม่ว่าจะเป็น ตา หู จมูก ปาก นิ้วมือของนาง หรือแม้แต่
ส่วนอื่นๆ ก็ตาม………
ยามนี้ตัวนางกำลังอาบไล้อยู่ท่ามกลางเพลิง 9 สี นาง
แปลงกายจากวิหคเพลิงกลับมาอยู่ในร่างของมนุษย์
รูปลักษณ์หน้าตาของนางแทบจะไม่แตกต่างกับยาม
ก่อนหน้านี้ที่อยู่ในซูซัน ซึ่งแต่เดิมนางก็เป็นคนที่งดงาม
อยู่แล้ว ด้วยผมและนัยน์ตาสีดำขลับ ร้อนแรงราวกับ
เปลวเพลิง แววตาเต็มไปด้วยความดื้อรั้นยอมหักไม่ยอม
งอ บรรยากาศทุกอย่างของนางก็เป็นเหมือนกับวิหค
เพลิงที่เย่อหยิ่ง แน่นอนเมื่อเวลาผันผ่าน นางได้เติบโต
กลายเป็นผู้ใหญ่ขึ้น รูปร่างของนางจึงงดงามขึ้นมาก
กว่าเดิมนัก ความเป็นเด็กสาวก่อนหน้าแทบจะหายไป
จนหมดสิ้น ถูกแทนที่ด้วยความเป็นผู้ใหญ่และความสงบ
นิ่ง
แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุด คือการ
เปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์ และบนโลกของผู้ฝึกตนนี้
แม้แต่บรรดาเทพเซียนที่แท้จริงยังกล่าวออกมาว่ารูป
โฉมภายนอกเป็นสิ่งที่สำคัญ ตั้งแต่หู ตา ริมฝีปาก จมูก
ลิ้น ผิวพรรณไปจนถึงรูปร่างอันวิจิตร แต่ยกเว้นเหล่าผู้
ฝึกตนนอกรีตที่ใช้วิธีการต่ำช้าเพื่อไขว่คว้าหาพลัง จึง
กล่าวได้ว่าเป็นการยากอย่างยิ่งที่จะมีผู้หญิงอัปลักษณ์
จริงๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่าปีศาจ ในครั้งแรกที่แปลงกาย
เป็นมนุษย์ พวกมันยังสามารถกำหนดรูปร่างหน้าตาของ
ตนเองได้
และในโลกของผู้ฝึกตน หากพูดถึงรูปลักษณ์กับเหล่า
เทพเซียนความ แท้จริงแล้วความงดงามใดๆ ล้วนไม่มี
ความหมายสำหรับพวกเขา
สิ่งที่แยกแยะความงดงามของคนธรรมดากับความงาม
บันลือโลกที่ทำให้คนนับหมื่นต้องกลายเป็นบ้าคลั่งไป
นั่นคือ เอกลักษณ์ ความแข็งแกร่ง ความพิเศษเฉพาะตัว
และอุปนิสัยประจำตัว ยกตัวอย่างเช่น ลั่วผิน นางเป็น
ถึงเจ้ามังกรสี่คาบสมุทร เป็นราชันของสัตว์สวรรค์
ดังนั้นนางจึงไม่เป็นรองใคร หากมองไปที่นางก็จะรู้สึกได้
ถึงความเป็นหญิงงามล่มเมืองที่น่าเคารพและน่าอิจฉา
ไม่มีผู้ใดสามารถเปรียบเทียบกับนางได้
และแม้แต่ อู่ อวี้ เองก็ตาม เนื่องจากว่าเขาสืบทอด
มรดกมาจากฉีเทียนต้าเซิ่น ทำให้อุปนิสัยของตนเอง
เปลี่ยนแปลงไปราวกับคนละขั้ว ยิ่งมายิ่งเหมือนเทพ
เซียนมากขึ้นเรื่อยๆ
หากไม่มีมรดกเซียนอมตะ หนานซาน หวางเยว่ คงเป็น
เพียงแค่หมูป่าตัวหนึ่ง เมื่อแปลงกายเป็นมนุษย์ย่อม
เป็นไปไม่ได้ที่จะมีหน้าตาที่หล่อเหลาเช่นนี้
หากเปลี่ยนเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ตราบใดที่ได้รับการ
ปลูกฝังวิธีฝึกตนที่ถูกต้อง ไม่ใช่วิถีมารที่ส่งผลกระทบต่อ
ร่างกาย เมื่อความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้น พลังฝึกตนเพิ่มขึ้น
ร่างกายก็จะยิ่งดูดีขึ้นและหากเป็นสตรีเพศ ก็จะยิ่งขลับ
ให้ความงดงามเด่นชัดออกมา
ยกตัวอย่างเช่น กุ่ย เจิ้นเค่อ ที่ฝึกฝนในวิถีมาร มันเป็น
คนที่ตัวแคระแกร็นอัปลักษณ์ ไม่อาจจะเปลี่ยนแปลงได้
ยิ่งมองดูก็ยิ่งรู้สึกน่ากลัว
เมื่อ อู่ อวี้ มองเห็น หนานกง เหว่ย ผู้งดงาม จึงลอบ
ถอนหายใจออกมา เขารู้อย่างลึกซึ้งว่าตัวนางในวันนี้มี
การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ ทั้งความแข็งแกร่งและพลัง
ฝึกตนของนางต้องยกระดับขึ้นมาอย่างมหาศาล
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านสายโลหิต มิฉะนั้นนางคงไม่
อาจจะแข็งแกร่งและยังส่องประกายเบื้องหน้า อู่ อวี้ ได้
เฉกเช่นนี้ ด้วยเปลวเพลิงหลากสีที่แสนงดงามและ
ดวงตาอันแหลมคม มันกระทั่งสะกดข่มทำให้ อู่ อวี้ รู้สึก
อึดอัด
นี่คือเหตุผลที่ว่าทำให้หัวสมองของเขาถึงกลายเป็นว่าง
เปล่า หนานกง เหว่ย ไม่ได้เป็นเหมือนกับ หนานกง
เหว่ย ในวันนั้นอีกต่อไปแล้ว ไม่แปลกใจเลยที่ว่าราชา
ปีศาจน้อยเกิดความสนใจในตัวนางถึงเพียงนั้น ตัว
นางในความงดงามที่ราวกับรวมทุกสรรพสิ่งในโลกหล้า
มาผสานรวมกันถึงเพียงนี้ เกรงว่าคงไม่อาจจะหาผู้ใด
เหมือนได้อีกแล้ว
เมื่อนำนางมาเปรียบเทียบกับ ลั่วผิน กล่าวได้ว่าทั้งสอง
แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง มันเป็นความรู้สึกอันร้อนแรง
หยิ่งทระนง สูงส่ง กระทั่งสูงล้ำจนทำให้คนอื่นๆ รู้สึกต่ำ
ต้อย
แต่แน่นอนว่า อู่ อวี้ ครอบครองมรดกของเซียนอมตะ
จึงไม่ถูกสะกดข่มถึงเพียงนั้น
ในความเป็นจริงสำหรับอุปนิสัยและรูปลักษณ์ภายใน
ล้วนถูกขลับส่งสู่ภายนอก ซึ่งนอกจากนี้ อู่ อวี้ ยังมีอีก
อย่างที่โดดเด่น ซึ่งนั่นคือร่างกลืนสวรรค์ของเขา กล่าว
ตามตรง ถึงแม้ว่าเขาและร่างกลืนสวรรค์จะมีรูปร่าง
หน้าตาเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน แต่ทว่ามันกลับให้
ความรู้สึกที่ไม่เหมือนกัน ราวกับเป็นคนละคนสอง
บุคลิก
อย่างไรก็ตาม ยามนี้ในใจและสายตาของ อู่ อวี้ ล้วนถูก
นางที่อาบไล้อยู่กลางเปลวเพลิงดึงดูดไปจนหมดสิ้น ทำ
ให้เขาไม่สามารถสนใจสิ่งอื่นได้เลย เขาทำได้เพียงแค่
หอบหายใจออกมาด้วยความตกตะลึง
“เหว่ยเอ๋อ ข้า……” ลำคอของเขากลายเป็นแห้งผาก
ยากที่จะเอ่ยคำพูดออกมา เปลวเพลิงในแววตาของ
หนางกง เหว่ย แผดเผาอยู่บนร่างของ อู่ อวี้ ในแววตา
ของนางปรากฏเป็นความรู้สึกตื่นตัว ทั้งยังส่งสายตาอัน
แหลมคมไปยัง อู่ อวี้ จากนั้นคนเริ่มเอ่ยปากกล่าวขึ้น
“เจ้าเป็นใคร? ทำไมต้องลากข้ามาด้วย?”
เพียงแค่ประโยคแรกกลับทำให้ อู่ อวี้ มึนงงไปอย่าง
สิ้นเชิง เขาคิดว่าเมื่อนางได้พบกับตัวเขาแล้ว จะเกิด
อาการสับสนต่อต้านและไม่คิดอยากจะพบเจอตัวเขา
แต่ไม่คิดคิดเลยว่า 3 คำแรกที่หลุดออกมาจะเป็น——
เจ้าเป็นใคร?
“เจ้าไม่ใช่ หนานกง เหว่ย งั้นหรือ?” อู่ อวี้ เอ่ยถามด้วย
สีหน้าจริงจัง
“แน่นอนว่าข้าคือ หนานกง เหว่ย” ในเวลานี้นาง
มองเห็นพฤกษายักษ์ผนึกเมฆาซึ่งกำลังอยู่ในอาการบ้า
คลั่ง และดูเหมือนว่าบริเวณใกล้เคียงนี้จะยังมีปีศาจตัว
อื่นอยู่อีก นางจึงหันไปกล่าวกับ อู่ อวี้ ด้วยความรีบร้อน
“เจ้าจงหลีกทางไปซะ อย่ามาขวางทางข้า ไม่เช่นนั้น
อย่ามาหาว่าข้าไม่เตือน”
นางไม่ได้ปฏิเสธเรื่องชื่อของตัวเอง แต่ดูเหมือนว่านาง
จะไม่รู้จัก อู่ อวี้ ทั้งยังไม่เหมือนกับว่านางกำลังเสแสร้ง
อยู่เลย
“เจ้าไม่รู้จักข้างั้นรึ? ทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง เทือกเขา
ชิงเทียนซูซัน เรื่องของพวกเรา เจ้าลืมไปหมดแล้ว?
เรื่องราวต่างๆ เพิ่งผ่านไปเพียงแค่ไม่กี่ปีเท่านั้นเองนะ?
ข้าได้ยินพ่อของเจ้าบอกว่าเจ้าหายตัวไป ข้าเพิ่งจะได้รับ
ข่าวของเจ้ามาเมื่อไม่กี่วันก่อน เมื่อรู้ว่าเจ้าอยู่ที่นี่ แล้ว
ยังถูกราชาหอกทมิฬตามล่า ข้าจึงมาที่นี่เพื่อช่วยเจ้า”
ในใจของ อู่ อวี้ เต็มไปด้วยความสงสัย เขารู้สึกว่า
อาจจะเป็นไปได้ว่านางได้รับผลกระทบบางอย่างเข้า
ดังนั้นจึงกล่าวคำอธิบายออกมาตรงๆ
“เจ้าพูดเพ้อเจ้ออะไรกัน ข้าไม่มีพ่อ และข้าก็ไม่รู้จักเจ้า
ยิ่งไม่รู้ว่าทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้งคือที่ใด หลีกทาง
เดี๋ยวนี้!” ในแววตาของ หนานกง เหว่ย ปรากฏความ
เย็นชา นั่นคือสิ่งที่ออกมาจากใจของนาง แม้ว่านางจะ
เป็นคนความอารมณ์ร้อน แต่สิ่งที่ อู่ อวี้ สัมผัสได้กลับมี
เพียงแค่ความเย็นชาเท่านั้น กล่าวตามตรง สิ่งที่เกิดขึ้น
ในตอนนี้ มันไม่เหมือนกับที่เขาคิดเอาไว้จริงๆ
แน่นอน ไม่ว่าจะอะไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดในยามนี้คือ
การหลบหนีออกไปจากที่นี่! เขาจึงหลีกทางพร้อมกับ
เอ่ยขึ้นว่า “เช่นนั้นเราหนีกันก่อนเถอะ ไป!”
หนานกง เหว่ย กำลังรู้สึกเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง อย่างไรก็
ตามนางยังคงแสดงความเร็วออกมา คนพุ่งทะยาน
ออกไปด้านนอกพฤกษายักษ์ผนึกเมฆาอย่างรวดเร็วยิ่ง
เมื่อ อู่ อวี้ ได้เห็นก็รู้สึกตะลึง พลังฝึกตนของนางสูงมาก
จริงๆ อย่างน้อยจะต้องอยู่ในอาณาจักรจิตเทวะระดับที่
10! สิ่งที่ทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกโง่เขลาอยู่เล็กน้อย นั่นเป็น
เพราะว่าเขาไม่สามารถรู้ถึงระดับของ หนานกง เหว่ย
ได้!
อย่างไรก็ตามยามนี้เขาทำได้เพียงแค่ไล่ตามไป!
หลังจากที่พุ่งทะยานออกมาได้ไม่นาน เขาก็พบว่าการ
เคลื่อนไหวของพฤกษายักษ์ผนึกเมฆานี้ดูจะเชื่องช้าลง
ไปเล็กน้อย ดูเหมือนว่าความบ้าคลั่งสับสนทั้งหลายจะ
หายไปแล้ว ราวกับว่ามันค่อยๆ นอนหลับลงไปอย่าง
ช้าๆ ดังเดิม หลังจากผ่านไปไม่นาน เหมือนกับว่ากิ่งไม้
ใบไม้ทุกใบเริ่มฟื้นฟูกลับมาเป็นเช่นก่อนหน้า ราชา
ปีศาจหอกทมิฬและพรรคพวกจึงได้ปรากฏตัวออกมาอีก
ครา หลังจากที่มองเห็น หนากง เหว่ย กับ อู่ อวี้ แล้ว
สายตาของราชาปีศาจหอกทมิฬกลับกลายเป็นเย็นชา
เห็นได้ชัดว่าเมื่อมองเห็น หนานกง เหว่ย แล้ว มันก็รู้สึก
มั่นใจยิ่งกว่าเดิมว่านางเป็นฆาตกรที่สังหารลูกชายของ
ตน!
“พฤกษายักษ์ผนึกเมฆาหลับลงไปอีกแล้ว!” การโจมตี
เมื่อครู่ได้ทำให้ พฤกษายักษ์ผนึกเมฆาตื่นขึ้นมาอย่าง
สมบูรณ์ แต่ก็ไม่คาดคิดว่ามันจะกลับไปจำศีลได้ในเวลา
อันรวดเร็วเช่นนี้ เหมือนกับมันแค่ละเมอลุกขึ้นมาจาก
เตียง ไม่น่าแปลกใจเลยที่ ราชาปีศาจหอกทมิฬ จะเอา
แต่ป้องกันตัวเองเท่านั้น มันไม่ได้โจมตีไปที่พฤกษายักษ์
ผนึกเมฆาแม้แต่ครั้งเดียว!
“ไป!”
ยามนี้พวก อู่ อวี้ ทำได้เพียงแค่หลบหนีเท่านั้น
“พวกเจ้าคิดจะหนีไปที่ไหน?” เห็นได้ชัดว่า อู่ อวี้ รับรู้
ถึงความร้ายกาจของ ราชาปีศาจหอกทมิฬเป็นอย่างดี
โดยเฉพาะในด้านความเร็วของมัน ความเร็วของ อู่ อวี้
ก็ถือว่าไม่แย่ ทว่า หนานกง เหว่ย ก็ยังเชื่องช้ากว่าเขา
อยู่เล็กน้อย เมื่อ อู่ อวี้ ต้องคอยปกป้องอยู่เบื้องหลัง
หนานกง เหว่ย ทำให้เพียงพริบตาเดียว ราชาปีศาจหอก
ทมิฬ ก็ไล่ล่าตามมาติดๆ!
“ไสหัวไปซะ!” ราชาปีศาจหอกทมิฬโบกสะบัดมือ แค่
ช่วงเวลาสั้นๆ ก็มีสายลมบ้าคลั่งสีดำทมิฬพุ่งกวาดเข้าใส่
อู่ อวี้! ลมอันแสนบ้าคลั่งนี้ แฝงไปด้วยหนามแหลม
จำนวนนับไม่ถ้วน ยิ่งไปกว่านั้นในหนามเหล่านี้ยังเต็มไป
ด้วยพิษร้าย หากว่าถูกหนามพิษจำนวนมากขนาดนี้
เจาะทะลวงร่างกายเข้า จะต้องตายไปอย่างไม่ต้อง
สงสัย!
และระดับของ ราชาปีศาจหอกทมิฬ ย่อมต้องไม่อ่อนแอ
กว่า ชวีอิ๋น มันฝึกตนมาเป็นเวลานานกว่า อู่ อวี้
หลายเท่าตัว จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่มันจะบดขยี้ อู่ อวี้
ได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ตัว อู่ อวี้ เองยังไม่ได้
เตรียมการป้องกันอะไร เพราะระดับต่างกันมากเกินไป
ในช่วงเวลาฉับพลันนี้ เขาทำได้เพียงแค่เรียก ‘จอมทวน
วิญญาณ’ ออกมาป้องกันเท่านั้น ช่วงเวลาต่อมาเสียง
กรีดร้องก็ดังขึ้น เวลานี้เขากับ จอมทวนวิญญาณ ถูก
กระแทกปลิวลอยออกไป เมื่อ อู่ อวี้ รักษาสมดุลให้กับ
ตัวเองได้ ในใจก็เกิดความรู้สึกหวาดกลัว เพราะว่าหนาม
สีดำเหล่านี้เกือบจะทะลวงร่างของจอมทวนวิญญาณ
ออกมาโดนตัวเขาแล้ว
เกรงว่ายามนี้จอมทวนวิญญาณได้สูญเสียพลังรบไปจน
หมดสิ้นแล้ว อู่ อวี้ จึงทำได้แค่เก็บมันกลับคืนเข้าสู่เจดีย์
ล่องกำเนิด จากนั้นเขาก็ได้เห็นว่า หนานกง เหว่ย ไม่
อาจจะหลบหนีไปไหนได้ไกล นางได้แต่ปล่อยให้ราชา
ปีศาจหอกทมิฬกลายเป็นฝ่ายคุมเกม ยามนี้บนร่างของ
หนานกง เหว่ย เต็มไปด้วยพิษร้าย เช่นเดียวกับพิษของ
อสรพิษ ทำให้นางอยู่ในสภาพที่ใกล้ตายเต็มที!
หลังจากที่จัดการกดดัน หนานกง เหว่ย ได้ ในที่สุดราชา
ปีศาจหอกทมิฬก็หัวเราะร่าออกมา ถึงแม้ว่าจะหัวเราะ
ทว่าแววตาของมันยังคงเป็นสีแดงก่ำ ยามนี้ด้วง
ศักดิ์สิทธิ์เปลือกทองคำที่อยู่อีกฝั่ง คอยสกัดกั้นไม่ให้
หนานกง เหว่ย หลบหนีไป ส่วนปีศาจอีก 2 ตัวที่เพิ่งถูก
พฤกษายักษ์ผนึกเมฆาโยนจนกระเด็นออกไป เมื่อเห็น
ว่า อู่ อวี้ ไม่ตาย ความโกรธของมันก็พุ่งขึ้นฟ้า พุ่งโจมตี
เข่นฆ่าไปยัง อู่ อวี้!
อู่ อวี้ ในเวลานี้ยังไม่มีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะต่อกร
กับพวกมัน
บัดนี้ราชาปีศาจหอกทมิฬหยิบเหยือกเหล้าสีดำขึ้นมา
บนเหยือกเหล้านี้มีโครงกระดูกของคนตายทับซ้อนอยู่
มากมาย หอกมองดูให้ดีจะเห็นว่าโครงกระดูกเหล่านั้น
ได้ประกอบเป็นลายเส้นและยังมีวงเวทอยู่จำนวนนับไม่
ถ้วน อย่างน้อยมันก็ควรจะเป็นศาสตราเต๋าชั้นสูงและน่า
หวาดกลัวอย่างยิ่ง ยามที่หยิบมันออกมา อู่ อวี้ ที่อยู่
ห่างไกลยังได้ยินถึงเสียงร่ำไห้อย่างทุกข์ระทมดังออกมา
จากภายในเหยือกนั้น!
คาดว่าจะต้องเป็นผู้ฝึกตนนอกรีตจึงจะสามารถสร้าง
สิ่งของเช่นนี้ออกมาได้!
เขาเห็นเพียงแค่ว่า ราชาปีศาจหอกทมิฬกำลังจ้องเขม็ง
ไปที่ หนานกง เหว่ย แล้วกล่าวออกมาพร้อมกับกัดฟัน
“ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร ทว่าเมื่อหาญกล้าบังอาจสังหาร
บุตรของข้า เจ้าจะต้องชดใช้ ข้าจะทำให้เจ้าเสียใจที่เกิด
มาบนโลกใบนี้……..วันนี้ข้าจะใช้ทุกสิ่งทุกอย่างของเจ้า
มาเซ่นไหว้บุตรของข้า ‘เหยือกพิษปีศาจผึ้ง’ นี้ได้กักเก็บ
พิษร้ายเอาไว้มากมาย มันสามารถสังหารเจ้าอย่างช้าๆ
ไปได้เป็นเวลา 100ปี ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปเจ้าจะต้อง
ได้รับกับความเจ็บปวดทรมานในทุกๆ วัน จะต้องได้รับ
ความทุกข์ทรมานจากพิษร้ายที่แพร่กระจายไปทั่วร่าง
จงพบกับนรกบนดิน 100 ปี เสีย!”
เมื่อได้ยินชื่อ ‘เหยือกพิษปีศาจผึ้ง’ นี้ ก็ทำให้ใบหน้าของ
คนต้องเปลี่ยนสี แม้จะเป็น หนานกง เหว่ย ก็ตาม
หลังจากที่นางได้ยินแล้ว ใบหน้าพลันเกิดการ
เปลี่ยนแปลง กลายเป็นซีดขาว พร้อมกล่าวออกมาด้วย
น้ำเสียงที่สั่นเครือราวกับจะขู่ขวัญ “ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นราชา
ปีศาจหอกทมิฬ ข้าแนะนำว่าเจ้าอย่าทำเช่นนี้จะดีกว่า
มิเช่นนั้นแม่ของข้าจะไล่ล่าตามหาเจ้า และมอบทุกสิ่ง
อย่างที่เจ้าทำกับข้าคืนไปนับ 10 เท่า อ้อ…และ
ยิ่งกว่านั้นตัวก็ข้าก็ไม่มีวันตาย! เพราะว่าข้าคือ วิหค
เพลิงนิรันดร์!”
——————————–