กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 937: ค่ายกลพฤกษาเทวะก่อเกิด
ปีศาจทั้งหลายต่างแยกเขี้ยวยิงฟันพร้อมต่อสู้ พวกมันไม่
เห็นพวกเขาอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย
ในขณะที่พวกมันกำลังหัวเราะ สองแข้งขาก็ได้ขยับ
กระจายตัวออกไปรอบๆ ‘ค่ายกลพฤกษาเทวะก่อเกิด’
เพื่อโอบล้อมรอบ อู่ อวี้ และคนอื่นๆ เอาไว้ เห็นได้ชัด
ว่าพวกมันป้องกันไม่ให้พวกเขาหลบหนีได้
ขณะนี้ วานรยักษ์พฤกษาเทวะ ปีศาจวานรวิญญาณ
ทองคำ วานรโลหิตซ่อนปฐพี กำลังขนาบรอบข้าง พวก
มันอยู่ไม่นิ่ง ขยับเคลื่อนไหวกระโดดไปมาอย่างซุกซน
พวกมันแต่ละตัวดูโกรธเกรี้ยวเป็นอย่างยิ่งที่ถูกรุกราน
จึงใช้แววตาที่ดุร้ายจับจ้องไปยัง อู่ อวี้ และคนอื่นๆ
“ดูเหมือนว่าเป็นเพียงปีศาจหมูแสนอัปลักษณ์ตัวหนึ่ง
ช่างน่าเกลียดเสียเหลือเกิน” ปีศาจวานรวิญญาณ
ทองคำเอ่ยขึ้น
ปีศาจทั้งหลายกำลังเย้ยหยันดูถูก ทำให้ใบหน้าของ
หนานซาน หวางเยว่ กลายเป็นแดงก่ำ
สิ่งที่มันเกลียดที่สุดก็คือการโดนวิจารณ์ทางด้านหน้าตา
“อีกสองคนที่เหลือก็อัปลักษณ์ใช่ย่อย ข้าว่าเผ่าพันธุ์
มนุษย์น่ารังเกียจที่สุดแล้ว พวกมันมิอาจเทียบเคียงเช่น
เผ่าวานรของเรา บนร่างกลับไม่มีขนสักเส้น ช่างไร้
ยางอายยิ่งนัก”
“เนื้อหนังของสตรีผู้นี้น่าจะอ่อนนุ่มไม่เบา หืม…ดู
เหมือนว่านางเกือบจะแตะขอบเขตค้นหาเต๋าแล้วเสีย
ด้วย เช่นนั้นสมควรเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดา
พวกมัน หากกินเข้าไปคงจะเพิ่มความแข็งแกร่งให้พวก
เราได้ไม่น้อย”
วานรทั้งหลายกำลังจ้องมองพวก อู่ อวี้ และพรรคพวก
ด้วยสายตาละโมบ
“หมายความว่าอะไร พวกเจ้าจะทำอะไร?” หนานซาน
หวางเยว่ ขมวดคิ้วเป็นปม อาจกล่าวได้ว่าตนไม่เคยพบ
เจอกับวิกฤตการณ์เช่นนี้มาก่อน ขณะนี้พวกเขาถูกขัง
อยู่ภายในค่ายกล แม้ว่า หนานซาน หวางเยว่ จะ
สามารถอำพรางตัวได้ แต่หากต้องอยู่ในพื้นที่ปิดตาย
เช่นนี้ ไม่ว่ายังไงอีกฝ่ายก็สามารถโจมตีมันได้อยู่ดี
เย่ซีซี กลายเป็นวิตก นางไม่รู้ว่ายามนี้ควรทำเช่นไรดี
อู่ อวี้ ขมวดคิ้ว คราวนี้ถือเป็นคราวเคราะห์ของพวกเขา
แล้วจริงๆ และเขายิ่งรู้สึกชวนปวดหัว เป็นเพราะว่าตัว
เขาสามารถหนีไปได้ ทว่าเขาไม่อาจจะหลบหนีไปเพียง
ลำพัง อู่ อวี้ ได้อธิบายถึงด้านนี้ให้กระจ่างแล้ว
“หากทหารมาให้ใช้ขุนพลต้าน และหากน้ำมาให้ใช้ดิน
รับ จะต้องค่อยๆ แก้ไขไปทีละจุด” บนเส้นทางของการ
ฝึกตน มักจะเกิดช่วงเวลาวิกฤตเช่นนี้อยู่เสมอ และสิ่งที่
สำคัญที่สุดในยามนี้คือการต้องสงบจิตใจลงให้ได้
สำหรับ อู่ อวี้ แล้ว สิ่งที่สำคัญนั่นคือการพวกเขาตกอยู่
ท่ามกลางวงล้อมของยอดฝีมือ ทั้งยังต้องพาอีกสองคนที่
เหลือหลบหนีไปจากที่นี่ด้วย
ก่อนหน้านี้เขาได้เผชิญหน้ากับราชาปีศาจหอกทมิฬ
ทว่าในเวลานั้นมีเขาเพียงแค่คนเดียว มันจึงเป็นเรื่องที่
ง่ายดายกว่านี้มากนัก
“เคล็ดประจักษ์แจ้งเร้นลับ!”
เขาสำแดงเคล็ดประจักษ์แจ้งเร้นลับ 1 ใน 72 อิทธิฤทธิ์
เพื่อสำรวจ ‘ค่ายกลพฤกษาเทวะก่อเกิด’ นี้ ด้วยระดับ
ความรู้ของปีศาจในด้านค่ายกล ถือว่าค่อนข้างแย่ หาก
ว่าสามารถถอดความของค่ายกลนี้ได้ อะไรๆ ก็น่าจะง่าย
ขึ้นทีเดียว ขณะที่ อู่ อวี้ ใช้เคล็ดประจักษ์แจ้งเร้นลับ
เพื่อตรวจสอบค่ายกลนี้ เขาจึงหันไปเอ่ยกับ หนานซาน
หวางเยว่ กับ เย่ซีซี ว่า “ถ่วงเวลาไปก่อน”
ทั้งคู่เป็นอันรู้กัน
“ข้าเคยได้ยินถึงความร้ายกาจของปีศาจวานรแห่งยอด
เขาเจ็ดวานรมาก่อน ลือกันว่าพวกมันแต่ละคนเป็น
ตัวตนที่แสนดุร้ายป่าเถื่อน เพียงแค่คนเดียวสามารถ
ต้านทานศัตรูได้นับร้อย ไม่คาดคิดว่าจะได้พบเจอกับ
พวกมันในวันนี้ ทว่ามันกลับทำให้ข้ารู้สึกผิดหวังจริงๆ
ข่าวลือมันคงเป็นเพียงแค่เรื่องไร้สาระ เฮ้อ…..” หนาน
ซาน หวางเยว่ ส่ายหัวพร้อมกับถอนหายใจอย่างเบื่อ
หน่าย
“เฮ้อ~ ดูทรงแล้วก็มีดีแต่ชื่อจริงๆ แหละน้า” ในขณะที่
อู่ อวี้ กำลังตรวจสอบ ‘ค่ายกลพฤกษาเทวะก่อเกิด’ อยู่
เย่ซีซี ก็ผสมโรงด้วย กระทั่งท่าทางกิริยาก็ยังลอกเลียน
มาจาก หนานซาน หวางเยว่
พวกมันที่กำลังจะลงมือ ฉับพลันที่ได้ยินคำพูดนี้ก็มอง
หน้ากันในทันใด จากนั้นวานรยักษ์พฤกษาเทวะเป็นผู้ที่
เอ่ยออกมาก่อน “เผ่าพันธุ์ของพวกข้า ฟ้าไม่กลัว ดินไม่
กลัว ตัวตนของเราเป็นครอบครองทวีปปีศาจทายาท
ทักษิณแห่งนี้ แล้วจะมีชื่อเสียงจอมปลอมได้เช่นไร?
พวกเจ้าต่างหากที่เอ่ยวาจาไร้สาระ เช่นนั้นก็อย่าหาว่า
โหดร้ายกับพวกเจ้า! พวกเราจะกัดกินพวกเจ้าไปถึง
กระดูก นำหัวของพวกเจ้าเสียบประจาน เพื่อให้คนนอก
ได้มาเห็นว่าหากกล้าท้าทายพวกเราเจ็ดวานรแล้ว
จะต้องมีจุดจบเช่นไร!”
ทว่าเมื่อ หนานซาน หวางเยว่ ได้ยินแล้วพลันระเบิด
เสียงหัวเราะออกมา “น่าขัน ช่างน่าขันยิ่งนัก เจ้าบอก
ว่าพวกเจ้ายึดครองทวีปปีศาจทายาททักษิณแห่งนี้หรือ?
พวกเจ้าเป็นถึงค้นหาเต๋าระดับ 3 กับอีแค่เจออาณาจักร
จิตเทวะอย่างเรา ถึงกับต้องรุมขนาดนี้ หากคนอื่นล่วงรู้
เข้าคงหัวเราะจนฟันหักเป็นแน่ นั่นเป็นเพราะความกล้า
หาญของพวกเจ้าช่างน้อยนิด หรือว่าพวกเจ้าจะ
ประมาณค่าพวกข้าเอาไว้สูงถึงเพียงนั้น? หรือว่า เจ้าคิด
ว่าพวกข้าแต่ละคน อยู่ในขั้นค้นหาเต๋าขั้นที่ 4?”
“ข้าคิดว่าพวกมันจะต้องมีระดับพลังฝึกตนอยู่ใน
ขอบเขตปัญญาอ่อนแน่เลย ที่แท้ก็พวกกบในกะลา มิ
เช่นนั้นคงไม่อิจฉาพวกเราเช่นนี้เป็นแน่” เย่ซีซี เหล่ตา
มอง นางลอกเลียนแบบน้ำเสียงของ หนานซาน หวาง
เยว่ และเอ่ยคำพูดประชดประชันออกมา
“เจ้าอย่าไปพูดเช่นนั้น หากพวกมันได้ยินก็คงจะอาย
มาก สุดท้ายแล้วที่แห่งนี้ก็คือถิ่นของพวกมัน หากทำให้
พวกมันต้องโกรธและขุ่นเคืองจนร่วมโจมตี พวกเราทั้ง 3
คนคงจบสิ้นอย่างแน่นอน” หนานซาน หวางเยว่ เอ่ย
ออกด้วยท่าทางตึงเครียด
บทสนทนานี้ทำให้เหล่าวานรกลายเป็นโกรธเกรี้ยว
ดวงตาของพวกมันถึงกับแดงก่ำจนปูดโปน ฉับพลันนั้น
วานรยักษ์พฤกษาเทวะก็ได้ทุบเข้าไปที่หน้าอกของ
ตัวเองจนเกิดเสียงดังสนั่นขึ้นแล้วกล่าวขึ้น “พี่ใหญ่ ให้
ข้าเป็นคนจัดการพวกมันทั้ง 3 คนเอง ข้าจะเลาะฟัน
ออกจากปากของพวกมันให้หมด”
วานรยักษ์พฤกษาเทวะตัวนี้น่าจะเป็นลูกของผู้นำ ซึ่งมัน
อยู่ในขั้นค้นหาเต๋าระดับที่ 1
“ข้าเอง!”
“ข้าเอง! ข้าจะทำให้พวกมันได้รับรู้ว่า ชื่อเสียงของพวก
เราเป็นของปลอมหรือไม่?”
หลังจากผ่านไปไม่นาน เหล่าวานรทั้งหลายได้พากัน
อาสา ในท้ายที่สุดวานรโลหิตซ่อนปฐพีจึงได้เอ่ยขึ้น “ให้
‘มู่เหยียน’ ไป ด้วยความแข็งแกร่งของ มู่เหยียน คงจะ
จัดการกับพวกมันได้ไม่ยากนัก”
มู่เหยียน คือลูกชายของวานรยักษ์พฤกษาเทวะผู้เป็นจ่า
ฝูง
แม้ว่าวานรตัวอื่นจะไม่พอใจ แต่ก็ไม่อาจจะทำอะไรได้
ทำได้เพียงแค่จ้องมองพวก อู่ อวี้ ด้วยความเกลียดชัง
พวกมันทั้งหมดต่างรู้สึกคันไม้คันมืออยากจะลงมือด้วย
ตัวเอง ทว่าพวกมันยังคงคำนึงถึงชื่อเสียง จึงปล่อยให้ มู่
เหยียน เป็นผู้จัดการ
“ทุกท่านโปรดวางใจ เมื่อมันอยู่ในกำมือของข้าแล้ว ข้า
จะทำให้เจ้าพวกอัปลักษณ์เหล่านี้ต้องอ้อนวอนขอความ
เมตตาจากข้า”
วานรยักษ์พฤกษาเทวะ ‘มู่เหยียน’ ยกยิ้มขึ้นอย่างเย็น
ชา ร่างกายของมันใหญ่โตอย่างยิ่ง บัดนี้มันไม่พูดไม่จา
ยกกำปั้นขนาดมหึมาขึ้นมาพุ่งเข้าไปหมายเข่นฆ่าพวก
เขาทันที
“ตาย!”
หนานซาน หวางเยว่ อู่ อวี้ และเย่ซีซี ผนึกกำลังกันโอบ
ล้อมมันเอาไว้ และเริ่มต้นการต่อสู้ ความสนใจทั้งหมด
ของ อู่ อวี้ อยู่ที่ค่ายกลพฤกษาเทวะก่อเกิด ซึ่งขณะนี้
เขายังคงตรวจสอบค่ายกลนี้อยู่ ส่วน หนานซาน หวาง
เยว่ กับ เย่ซีซี ก็ไม่ได้ทุ่มพลังทั้งหมดออกมา แม้ว่าการ
ต่อสู้ครั้งนี้จะดูน่าตะลึง ทว่าพวกเขาที่อยู่ภายใต้การ
โจมตีอันแข็งแกร่งของ ‘มู่เหยียน’ ทุกอย่างล้วนเป็น
เพียงแค่การแสดง เพื่อที่จะยืดเวลาออกไป!
เพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ แค่การตบตาทำไมจะทำไม่ได้เล่า!
หนานซาน หวางเยว่ นั้นทำได้อย่างเชี่ยวชาญ มันแสดง
ออกมาค่อนข้างดูสิ้นหวัง จนถึงกับยอมกลับสู่ร่างเดิม
เผชิญหน้ากับวานรยักษ์พฤกษาเทวะอย่างดุเดือด
เหมือนว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะมีความแข็งแกร่งที่ทัดเทียมกัน
ทำให้บัดนี้กายเนื้ออันใหญ่โตของมันได้ปรากฏร่องรอย
บาดแผล ส่วน อู่ อวี้ ได้แสดงความแข็งแกร่งออกมา
เพียงแค่เล็กน้อย ทว่าเพียงแค่นั้นกลับทำให้เหล่าวานร
ทั้งหลายต้องรู้สึกตะลึงแล้ว
อย่างไรก็ตามความสนใจทั้งหมดของเขาล้วนอยู่ที่เคล็ด
ประจักษ์แจ้งเร้นลับ
หลังจากที่ศึกษาค่ายกลมาเป็นเวลานาน เขายังคงมีข้อ
สงสัยอยู่เล็กน้อย ซึ่งเขาไม่ค่อยคุ้นเคยกับค่ายกล
ประเภทนี้มากเท่าไหร่ ถึงแม้จะกล่าวว่าเคล็ดประจักษ์
แจ้งเร้นลับร้ายกาจ แต่เพื่อให้ไตร่ตรองกับค่ายกลเช่นนี้
อย่างละเอียด จึงต้องใช้เวลาพอสมควร แต่ก็เห็นได้ชัด
ว่าวานรที่อยู่รอบๆ ไม่ค่อยมีความอดทนมากนัก!
“มู่เหยียนยังจัดการกับพวกมันไม่ได้ มีใครจะลงไปอีก
หรือไม่?”
“ไม่ต้อง เราไม่อาจจะให้คนนอกดูถูกว่าพวกเราใช้คน
มากรังแกคนน้อย ถึงแม้ว่าจะจะมีความแข็งแกร่งสูสีกัน
ก็ตาม แต่ทว่า มู่เหยียน ก็อยู่ในขั้นค้นหาเต๋า ในที่สุดชัย
ชนะจะตกเป็นของเรา และครั้งนี้ถือเป็นการฝึกฝนเขา
ได้อย่างดียิ่ง!”
แม้จะกล่าวเช่นนี้ แต่การต่อสู้ก็ได้ดำเนินมาแล้วมากกว่า
ครึ่งชั่วยาม และยังไม่มีทีท่าว่าจะรู้ผลแพ้ชนะเลย ซึ่งดู
เหมือนว่าพวก อู่ อวี้ จะได้รับบาดเจ็บอยู่บ้าง แต่ทว่ายัง
ไม่พ่ายแพ้ลงไป เหตุการณ์ดำเนินเช่นนี้ยังคงต่อไป
ฉับพลัน อู่ อวี้ ได้เห็นถึงแววตาที่แฝงไปด้วยความสงสัย
จากวานรที่อยู่รอบๆ พวกมันต่างสงสัยว่าทำไม มู่เหยียน
จึงยังจัดการพวกเขาได้ไม่สำเร็จ หรือว่าพวกเขากำลัง
ปกปิดพลังเอาไว้!
ส่วนทางด้านเคล็ดประจักษ์แจ้งเร้นลับยังคงขาดข้อมูล
อีกเพียงแค่เล็กน้อย ซึ่ง อู่ อวี้ กำลังหาจุดอ่อนของมัน
เพื่อทะลวงฝ่า แต่เขาก็ได้คาดการณ์เอาไว้ หากแผนการ
ดำเนินจนทำลายค่ายกลเสร็จสิ้น อีกฝ่ายย่อมผนึกกำลัง
โจมตีเข้ามาในทันทีเป็นแน่ ซึ่งสำหรับเขานับว่าไม่ใช่
ปัญหา ทว่าสำหรับ หนานกง เหว่ย กับ เย่ซีซี แล้ว มัน
ค่อนข้างอันตรายอย่างยิ่ง!
จำเป็นต้องหาแผนสำรอง!
“หากลองจับเจ้าวานรตัวนี้เป็นตัวประกันดู พวกเจ้าว่า
เช่นไร?” อู่ อวี้ ลอบเอ่ยถามขึ้น เขารู้ว่าวานรตัวนี้คือลูก
ชายของจ่าฝูง ซึ่งมันจะต้องมีประโยชน์อย่างอื่นอีก
แน่นอน
“ย่อมได้” หนานซาน หวางเยว่ ครุ่นคิดสักครู่แล้วเอ่ย
ตอบกลับไป
“ตกลง!”
เมื่อ อู่ อวี้ จะทำก็ต้องได้ทำ! ยามนี้ ร่างกลืนสวรรค์ของ
เขาพวยพุ่งออกมาจากเจดีย์ล่องกำเนิดอย่างฉับพลัน ใน
มือคร่ากุมพิมานจักรพรรดิเป่ยหมิงเอาไว้อย่างถนัดมือ
วินาทีต่อมาพิมานจักรพรรดิเป่ยหมิงก็ได้แปรเปลี่ยน
รูปแบบกลายเป็นแส้ยาว
“เขตแดนมังกรศักดิ์สิทธิ์เป่ยหมิง!”
แส้เหล็กได้เปลี่ยนกลายมาเป็นมังกรเทวะขนาดยักษ์
จากนั้นตรงเข้าพันธนาการร่างของวานรยักษ์พฤกษาเท
วะในทันที และในเวลาเดียวกัน ร่างของวานรก็ได้ถูกแช่
แข็งจนกลายเป็นรูปสลักน้ำแข็งขนาดใหญ่ บัดนี้ อู่ อวี้
และคนอื่นๆ ได้มายืนอยู่เบื้องหลังรูปสลักน้ำแข็งนี้
พร้อมกับ อู่ อวี้ ตะโกนด้วยเสียงอันดังก้อง “อย่าขยับ
ไม่เช่นข้าจะสังหารมันทิ้งเสีย!”
ยามที่เขากล่าวก้องออกไป รูปสลักน้ำแข็งสีดำนี้ก็บังเกิด
รอยแตกร้าว เขาสามารถทำลายมันได้ตลอดเวลา และ
เห็นได้ชัดว่ากายเนื้อของวานรยักษ์พฤกษาเทวะเริ่มเกิด
รอยแตกร้าวด้วยเช่นกัน!
“ข้าบอกว่าอย่าขยับ” อู่ อวี้ ตะโกนออกไปอีกครั้งด้วย
น้ำเสียงที่ดังยิ่งกว่าเดิม เพราะว่าก่อนหน้านี้วานร
ทั้งหลายจะต้องปลดปล่อยการโจมตีออกมาแน่นอน
“เจ้ากล้าแตะต้องลูกชายของข้า?” วานรยักษ์พฤกษาเท
วะกลายเป็นบ้าคลั่ง เส้นเลือดในดวงตาทั้ง 2 ข้างของ
มันแดงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด!
“บังอาจยิ่งนัก! เจ้ารู้หรือไม่คำว่า ‘ตาย’ เขียนยังไง!”
ปีศาจวานรวิญญาณทองคำ เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียง
แหลมเล็ก
อู่ อวี้ กลับระเบิดเสียงหัวเราะขึ้น “แน่นอนข้ารู้! แต่
พวกเจ้าคงไม่อยากจะให้พวกข้าบดขยี้มันใช่หรือไม่?
พวกข้าไม่มีทางรอดอยู่แล้วไม่ใช่หรือไร? หากพามันตก
ตายไปด้วยก็ไม่เลวเหมือนกัน! นอกเสียจากว่าพวกเจ้า
จะปล่อยตัวพวกข้าไป”
ด้านหนึ่ง วานรเพลิงชาด ได้ถูก หนานกง เหว่ย สังหาร
ไปแล้ว อู่ อวี้ จึงไม่เต็มใจที่จะปล่อยให้เหล่าวานรรู้ถึง
ตัวตนของนาง ในอีกด้านหนึ่งแม้จะกล่าวว่าเขาไม่ได้
เป็นคนลงมือจัดการ แต่เมื่อสรุปรวบรวมหลักฐานได้
แล้ว พวกมันย่อมไม่เชื่อ ดังนั้นคงมีเพียงแต่ต้องยอมรับ
ความเสี่ยง
ความบ้าคลั่งและความตื่นตัวที่ อู่ อวี้แสดงออกมาใน
เวลานี้ ทำให้เหล่าวานรทั้งหมดเกิดความรู้สึกหวาดกลัว
สุดท้ายแล้วผู้ที่ถูกจับคือลูกชายของจ่าฝูงวานรยักษ์
พฤกษาเทวะ พวกมันจึงหันไปมองที่จ่าฝูงซึ่งไม่ได้ดูรีบ
ร้อน มันจ้องมองไปที่ อู่ อวี้ ด้วยแววตาอาฆาตแค้น
พร้อมกล่าวขึ้นว่า “ข้าคงกล่าวได้เพียงแค่ เจ้าคงจะตาย
อย่างน่าอนาถยิ่งกว่านี้!”
“อย่ามาขู่ข้าให้เสียเวลา พูดตามตรง ข้ารู้ว่าชีวิตของเจ้า
ลิงตัวนี้ จะทำให้พวกเจ้าปล่อยพวกข้าออกไปจากยอด
เขาเจ็ดวานร ข้าต้องการที่จะทำการแลกเปลี่ยน หาก
เจ้าปลดค่ายกลพฤกษาเทวะก่อเกิด ข้าก็จะปล่อยมัน
ทันที ซึ่งการที่พวกข้าจะหลบหนีไปได้สำเร็จหรือไม่ มัน
ก็เป็นเรื่องของพวกข้า ข้าอยากจะรู้ว่าพวกเจ้าจะกล้า
เดิมพันดูหรือไม่?”
อู่ อวี้ กล่าวออกมาอย่างหนักแน่น ซึ่งมันเทียบไม่ได้กับ
วาจาทั้งหลายที่ หนานซาน หวางเยว่ กับ เย่ซีซี เอ่ยมา
ก่อนหน้านี้แม้เพียงเสี้ยว ทำให้ขณะนี้เหล่าวานร
ทั้งหลายจึงรู้แล้วว่าผู้นำกลุ่มก็คือเขา
ชีวิตของ มู่เหยียน แลกกับ ‘ค่ายกลพฤกษาเทวะ’
จากนั้นก็ขึ้นอยู่กับความสามารถในการหนี
ข้อเสนอของ อู่ อวี้ นี้ดูเหมือนว่าเหล่าวานรจะมิอาจ
ปฏิเสธลง
“ทำไมข้าต้องเชื่อว่าเจ้าจะปล่อยตัวมันไป?” วานรยักษ์
พฤกษาทมิฬ กัดฟันเอ่ยถาม
“หากข้าไม่ปล่อยมันก็รังแต่จะทำให้พวกเจ้าโกรธมาก
กว่าเดิม ซึ่งมันไม่มีประโยชน์อะไรกับข้า แล้วข้าจะหนี
รอดไปได้เช่นไร”
“ตกลง!” วานรยักษ์พฤกษาเทวะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทรง
พลัง
นอกจากนี้ที่นี่ก็คือ ยอดเขาเจ็ดวานร
ตราบใดที่ลูกชายของมันยังอยู่ดี มันก็ไม่กังวลว่า พวก อู่
อวี้ จะหนีออกไปจากที่นี่ได้
——————————–