กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 939: ในปีนั้น?
หลังจากที่ อู่ อวี้ หลบหนีจากเงื้อมมือของฝูงวานรยักษ์
พฤกษาเทวะได้แล้ว ร่างหลักของ อู่ อวี้ ก็รีบติดตามร่าง
กลืนสวรรค์ที่อยู่บนนาวาซ่อนเซียนไปอย่างรวดเร็ว
ไม่ว่าจะเป็นร่างกลืนสวรรค์หรือว่าร่างหลัก พวกมันล้วน
เป็นร่างกายของ อู่ อวี้ ดังนั้นหากเกิดสิ่งใดขึ้นกับร่าง
หลัก ร่างกลืนสวรรค์ก็สามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจน
และเมื่อรู้ว่าร่างหลักของ อู่ อวี้ หนีฝ่าวงล้อมออกมาได้
แล้ว เย่ซีซี จึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ฉับพลัน
นั้นสีหน้าของนางกลายเป็นหมองหม่นลง แม้ว่า อู่ อวี้
จะได้กล่าวเรื่องนี้กับนางอยู่หลายหน ทว่านางยังคงไม่
อาจจะสลัดความรู้สึกผิดที่เกิดขึ้นในใจของนางได้ นาง
จึงกล่าวขึ้นว่า “กล่าวตามตรงแล้ว เรื่องนี้เป็นความ
ผิดพลาดของข้า หากว่าข้ามีความสามารถเช่นเดียวกับ
พวกท่าน ทุกคนอาจจะไม่ต้องเผชิญหน้ากับอันตราย
เช่นนี้ คงจะหลบหนีไปได้อย่างสบายยิ่งใจกว่านี้…….”
หนานซาน หวางเยว่ กับ อู่ อวี้ จึงสบตากัน
พวกเขาเข้าใจถึงความรู้สึกเสียใจที่อยู่ในใจของ เย่ซีซี
ความจริงหากเป็นพวกเขาเองที่เป็นสาเหตุทำให้ทุกคน
ในกลุ่มต้องตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ ในใจคงเกิดเป็น
ความรู้สึกผิดเช่นเดียวกับนาง
อู่ อวี้ ได้ครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง การที่นาง
บังเกิดเป็นความรู้สึกเช่นนี้ถือว่าเป็นเรื่องปกติ การ
ปลอบใจนางไม่มีประโยชน์อันใด การชี้นำนางต่างหาก
จึงจะเป็นสิ่งสำคัญ เขาจึงเอ่ยขึ้น “เจ้าไม่จำเป็นต้อง
กังวลนัก เจ้าเพียงได้รับมรดกเซียนอมตะมาไม่นาน
เท่านั้น เชื่อข้า นี่เป็นเพียงแค่ก้าวแรกของมรดกขุนพล
เจวี่ยนเหลียน เขาจะต้องคิดหาวิธีที่จะทำให้เจ้ามี
ความสามารถในการปกป้องตัวเองอย่างแน่นอน
เช่นเดียวกับเมฆาตลบฟ้าของข้า เช่นเดียวกับเขตแดน
สวรรค์ไร้รอยของ หนานซาน หวางเยว่ เจ้าจงเชื่อมั่นใน
ตัวเองมากให้เข้า จึงจะทำให้มรดกยอมรับเจ้าได้ แทนที่
จะรู้สึกกังวลหรือรู้สึกผิด สู้มาคิดหาวิธีแก้จะดีเสียกว่า
เจ้าเข้าใจหรือไม่?”
หนานซาน หวางเยว่ หัวเราะแล้วเอ่ยเสริมขึ้น “ที่เหลาอู่
กล่าวมามันก็มีเหตุผล เจ้าเด็กน้อยอย่าทำตัวซึมเช่นนี้
อีกเลย ไม่เช่นนั้นแก่ไปเจ้าจะอัปลักษณ์เอาได้นา ยิ่งเจ้า
กังวลมากเท่าไหร่ หน้าก็จะยิ่งเหี่ยวเร็วเท่านั้น”
เมื่อถูก หนานซาน หวางเยว่ เอ่ยล้อเลียนเช่นนี้ เย่ซีซี
จึงยิ้มขึ้นได้ นางหัวเราะทั้งน้ำตา จ้องมาไปที่ หนานซาน
หวางเยว่ แล้วเอ่ยขึ้น “ท่านสิอัปลักษณ์ เจ้าหมูอ้วน!”
“เจ้าเด็กน้อยทำไมจึงปากเสียถึงเพียงนี้ได้ เจ้าไม่เคารพ
ท่านพี่ของเจ้าเลยรึ” หนานซาน หวางเยว่ หายใจฮึดฮัด
และเข้าไปหยอกล้อกับนาง รวมถึงแมวหลานหลานด้วย
ยามนี้พวกเขาวิ่งไล่จับกันอย่างวุ่นวาย
“ท่านพี่อวี้ ข้ารู้แล้ว พวกท่านช่างห่วงใยข้าเหลือเกิน
เช่นนั้นข้าจะไม่ทำให้ท่านต้องผิดหวัง ข้าจะไม่เป็นตัว
ถ่วงของพวกท่านอีกต่อไป” หลังจากที่หยอกล้อกับ
หนานซาน หวางเยว่ เย่ซีซี ก็เอ่ยขึ้นมาด้วยท่าทีที่จริงจัง
“เจ้าอย่าได้กดดันตัวเองให้มากเกินไป บนเส้นทางของ
การฝึกตน เจ้าจะต้องซื่อสัตย์กับตัวเอง”
อู่ อวี้ เข้าใจในจุดนี้ดี ราวกับว่าเขาอยู่ในระดับ
ปรมาจารย์แล้ว เนื่องจากเขาค่อนข้างมีประสบการณ์
เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้พอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน
สถานการณ์ที่กระวนกระวายใจเช่นนี้ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่
จัดการได้ยากที่สุด
เย่ซีซี ได้กลับไปครุ่นคิดไตร่ตรองอยู่ในห้องโดยสารของ
เรือ ส่วน อู่ อวี้ กับ หนานซาน หวางเยว่ ออกมายืนอยู่
ที่หัวเรือ ยามนี้พวกเขาออกมาจากบริเวณยอดเขาเจ็ด
วานรแล้ว หนานซาน หวางเยว่ จึงเอ่ยถาม อู่ อวี้
“ตอนนี้เจ้าคิดที่จะทำอะไรต่อ?”
หนานกง เหว่ย น่าจะยังอยู่ที่ไหนสักแห่งภายในยอดเขา
เจ็ดวานร กระทั่งเวลานี้น่าจะยังสังหารอยู่ด้วยซ้ำ แม้ว่า
อู่ อวี้ จะต้องพบเจอกับอันตราย แต่เขาก็ไม่คิดที่จะ
ทอดทิ้งนาง
“ข้าจะต้องกลับเข้าไปเพื่อตามหานางให้พบ”
“ตกลง ไหนๆ ก็มาแล้ว อีกอย่างการที่นางเปลี่ยนไปจน
ไม่รู้จักเจ้า และการที่กล่าวถึง ‘ท่านแม่’ ขึ้นมาเช่นนี้
นับว่ายังคาใจข้าไม่น้อยจริงๆ” หนานซาน หวางเยว่
เอ่ยขึ้น
“ใช่แล้ว คนคนนั้นน่าจะเป็นสาเหตุทั้งหมด ทว่าข้ายังคง
มั่นใจว่านางเป็น หนานกง เหว่ย ที่ข้าเคยรู้จัก”
“ในจุดนี้ข้าไม่สงสัยแม้แต่น้อย”
การที่ได้พบกับวานรยักษ์พฤกษาเทวะ ถือว่าโชคของ
พวกเขาไม่ค่อยดีนัก
แต่ไม่คาดคิด ขณะที่เขากำลังจะเตรียมให้แมวหลาน
หลานชี้นำทางอีกครั้ง ฉับพลันนั้นขนที่อยู่บนตัวของ
แมวหลานหลาน กลับลุกขึ้น พร้อมกับมองไปยังทิศ
ด้านหน้า และโก่งหลังเป็นการขู่ออกไป
อู่ อวี้ จ้องมองไปยังพื้นที่ว่างเปล่าที่อยู่ด้านหน้า กลับ
ปรากฏเป็นสตรีผู้หนึ่งที่สวมใส่ชุดคลุมสีส้ม ผมสีดำขลับ
ชุดคลุมของนางปลิวไสวตามแรงลม ส่งบรรยากาศของ
นักล่าลอยออกมา รอบตัวของนางมีกลุ่มเปลวเพลิง 9 สี
ลอยอยู่ ราวกับว่านางเป็นจักรพรรดินีแห่งเปลวเพลิง
รูปร่างหน้าตาของนางตราตรึงดวงใจของ อู่ อวี้ ยิ่ง
ภายใต้การเปลี่ยนแปลงของสายเลือดและความ
แข็งแกร่ง มันได้ผสานรวมกันกลายเป็นความงามไม่อาจ
หาผู้ใดมาเปรียบ ราวกับความงามทั้งหมดบนโลกหล้า
มากองรวมกันอยู่ในร่างนี้ นางงดงามดั่งภาพวาดที่
สมบูรณ์แบบ และยามนี้สายตาอันร้อนแรงของนาง
กำลังจับจ้องมาที่ อู่ อวี้ บนนาวาซ่อนเซียน!
เห็นได้ชัดว่านางสามารถมองผ่านวงเวทอำพรางของ
นาวาซ่อนเซียนได้ มองเห็นถึงการคงอยู่ของ อู่ อวี้
ยิ่งกว่านั้นยังพบตัวเขาที่อยู่ในนาวาซ่อนเซียนอย่างแช่ม
ชัด ต้องรู้ว่าการทำเช่นนี้ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ว่าจะเป็น
ความสามารถในการหลบหนีหรือว่าไล่ตาม หนานกง
เหว่ย ล้วนอยู่ในระดับที่น่าเหลือเชื่อ ยากที่จะเชื่อได้ว่า
นางเติบโตขึ้นมาในนิกายเซียนซูซัน เพราะสำหรับ
ดินแดนโบราณเหยียนหวงแล้ว ที่แห่งนั้นถือว่าเป็น
ดินแดนอันต้อยต่ำ ทว่าดินแดนอันต้อยต่ำนั้นกลับให้
กำเนิดยอดฝีมืออันน่าพรั่นพรึงนี้ได้…
แม้ว่าจะไม่ได้สืบทอดมรดกจากเซียนอมตะ แต่กลับเป็น
ผู้ที่มีความสามารถอย่างน่าอัศจรรย์
“ไอ้หยา ช่างงดงาม ช่างงดงามยิ่ง ไม่แปลกใจเลยว่า
ทำไมเจ้าถึงเดินทางไกลนับพันลี้ ร้ายกาจนัก” หนาน
ซาน หวางเยว่ เอ่ยขึ้นด้วยความปลงอนิจจัง มันคุ้นเคย
กับสถานการณ์เช่นนี้เป็นอย่างดี มันจึงใช้เขตแดน
สวรรค์ไร้รอย ซ่อนเงาร่างของตัวเองในทันที ไม่เข้าไป
รบกวน อู่ อวี้ กับ หนานกง เหว่ย อีก
เดิมทีคิดจะไปตามหานาง ทว่านางกลับปรากฏตัว
ออกมาเอง เขาจึงไม่จำเป็นต้องย้อนกลับเข้าไปอีก บัดนี้
อู่ อวี้ รู้สึกแปลกใจอย่างยิ่ง เพราะความรู้สึกสงสัยพร้อม
กับคำถามมากมายได้ประดังเข้ามาในหัว เขารีบออกมา
จากนาวาซ่อนเซียน มาปรากฏกายอยู่เบื้องหน้าของ
หนานกง เหว่ย ในตำแหน่งที่ห่างจากนางประมาณ 10
จั้ง แม้จะอยู่ในตำแหน่งนี้เขากลับยังได้กลิ่นกายอัน
หอมหวนจากร่างของนาง มันเป็นกลิ่นหอมซึ่งมีแต่ผู้สูง
ศักดิ์ที่จะมีได้ ราวกับกลิ่นของดอกไม้อันหอมละมุน
ในยามที่อยู่บนพฤกษายักษ์ผนึกเมฆา หนานกง เหว่ย
ไม่ได้มองเขาด้วยแววตาเช่นนี้ ทว่าขณะนี้นางกำลังจ้อง
มองมาที่ อู่ อวี้ ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยแรงกดดัน ราว
กับว่าตัวตนของ อู่ อวี้ นั้นต้อยต่ำกว่านางมิอาจ
เทียบเคียง แววตาที่เต็มไปด้วยความทระนงอันน่ากดดัน
เช่นนี้ ทำให้ลักษณะท่าทางทั้งหลายประการ ราวกับ
เทพเซียนได้จุติยืนท่ามกลางหมู่เมฆาจดจ้องมองมายัง
สามัญชน ราวกับนางไม่เห็นหัวเขาแม้เพียงเสี้ยวจริงๆ
“ข้ารู้ว่าเจ้ามาช่วยข้าจากเงื้อมมือของราชาปีศาจหอก
ทมิฬ แต่ทำไมเจ้าถึงตามข้ามาตลอดเช่นนี้! รู้หรือไม่ว่า
มันทำให้ข้ารู้สึกหงุดหงิด หากยังตามมาอีกข้าจะไม่
เกรงใจเจ้าอีกต่อไป ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใครก็ตาม!!” หนาน
กง เหว่ย เอ่ยออกมาอย่างเย็นชา
ราวกับว่านางยังคงเป็นปฏิปักษ์กับ อู่ อวี้
อู่ อวี้ ขมวดคิ้วย่นจนเป็นรอย คนพยายามอดทนอด
กลั้น พร้อมกล่าวออกมาว่า “เรื่องราวทั้งหมดของเรา
เจ้าลืมเลือนไปจนหมดสิ้นแล้วหรือ? ก่อนหน้านี้พวกเรา
รู้จักกัน ทั้งยังความสัมพันธ์ของเรายังเป็นไปได้ดี ทว่าวัน
หนึ่งเจ้ากลับหายตัวไป พ่อของเจ้าจึงได้ขอร้องให้ข้าตาม
หา เดิมทีข้าอยู่ที่อาณาจักรโบราณเหยียนหวง และเมื่อ
ได้ข่าวคราวของเจ้า ข้าจึงรีบมาที่ทวีปปีศาจทายาท
ทักษิณแห่งนี้ทันที เจ้าไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับนิกาย
เซียนซูซัน หรือว่าท่านพ่อของเจ้าอยู่เลยอย่างนั้นรึ?”
หนานกง เหว่ย แสยะยิ้มขึ้น” ช่างแต่งเรื่องเก่งเสีย
เหลือเกิน นับว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย ไม่เจอกับตัว
ก็คงไม่รู้ว่าเจ้ามันหน้าหนาถึงเพียงใด ตัวข้าอยู่กับท่าน
แม่มาตั้งแต่ยังเล็ก ทั้งยังไม่เคยไปที่นิกายเซียนซูซันอะไร
นั่นมาก่อน และยิ่งกว่านั้นข้าไม่มีพ่อ แน่นอนว่าข้าย่อม
ไม่รู้จักเจ้า หาญกล้าติดตามข้าอย่างกับภูตผี หากมีแผน
อะไรก็จงรีบเผยออกมา! ไม่เช่นนั้นข้าจะไม่เกรงใจอีก
ต่อไป!”
อู่ อวี้ ขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม ไม่คาดคิดว่าความทรงจำ
ก่อนหน้านี้ของนางได้หายไปจนหมดสิ้น แถมยังมีความ
ทรงจำอื่นเข้าแทนที่โดยสมบูรณ์อีก…
“เจ้าลองไปนึกดูให้ดี ว่าเรื่องที่เจ้าอยู่ด้วยกันกับท่านแม่
นั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่? หนานกง เหว่ย บางทีเจ้า
อาจจะถูกควบคุม ทำให้สิ่งที่เจ้าจดได้ทั้งหมดเป็นเพียง
แค่เรื่องโกหกเท่านั้น” อู่ อวี้ ทำได้เพียงแค่พยายามหา
คำอธิบายเท่านั้น
“เฮอะ คิดจะใช้เหตุผลแปลกๆ นี่มาใส่ร้ายท่านแม่ของ
ข้าเช่นนั้นรึ สามหาวยิ่งนัก อยากจะตายถึงเพียงนี้
เชียว?” นิสัยของสตรีผู้นี้ช่างร้ายกาจยิ่ง นอกจากจะไม่
เชื่ออะไรแล้ว ยังคิดจะเอาชีวิตของ อู่ อวี้ อีก
เมื่อพบความจริงเบื้องหน้า อู่ อวี้ จึงสรุปได้ว่า นางได้
ถลำลึกเกินไป หากคิดที่จะให้นางรำลึกเรื่องก่อนหน้านี้
ให้ได้ คงเป็นเรื่องยากเสียแล้ว ซึ่ง อู่ อวี้ ในยามนี้ก็ยังไม่
มีความสามารถเช่นนั้น
หากว่าใช้ถ้อยคำที่รุนแรงมาอธิบาย อีกฝ่ายคงไม่มีทาง
เชื่อเขาอย่างแน่นอน กลับจะต่อต้านขัดขืนเสียด้วยซ้ำ อู่
อวี้ จึงพยายามทำจิตใจให้ผ่อนคลาย ซึ่งเขายังหวังเอาไว้
ว่าอย่างน้อยนางจะต้องปลอดภัยไม่ถูกคนอื่นหลอกใช้
“ได้ เจ้าเชื่อว่าตัวเองจดจำเรื่องทุกอย่างได้ใช่ไหม” อู่
อวี้ ไม่ได้เป็นคนที่ก้าวร้าวแบบเมื่อก่อนแล้ว เขาจะต้อง
ตาต่อตาฟันต่อฟันกับนาง เขาจึงใช้ไม้อ่อนแทน “ข้าชื่อ
ว่า อู่ อวี้ แม้ว่าพวกเราจะเคยรู้จักกันมาก่อน แต่ก็ยังทำ
ความรู้จักกันอีกครั้งได้ มีคำถามที่ข้าอยากจะรู้สาเหตุ
ทำไมเจ้าถึงสังหารเหล่าปีศาจไปตลอดทาง ทั้งยังตัดหัว
ของพวกมันไปอีก?”
หนานกง เหว่ย ยกยิ้มเย็นชา “ข้าไม่อยากรู้จักคนไร้
ชื่อเสียงเรียงนามเช่นเจ้า แล้วอีกอย่าง ข้าจะสังหารใคร
แล้วเจ้าเกี่ยวอะไรด้วย? ข้ารู้ว่าเจ้ามีวิธีการติดตามอยู่
และการที่ข้ามาปรากฏตัวเบื้องหน้าเจ้า ก็เพื่อจะบอก
กับเจ้าว่าให้เลิกตามข้ามาได้แล้ว ชัดเจนพอหรือไม่?”
อู่ อวี้ รู้สึกจนใจ จำได้ว่ายามที่พวกเขาพบกันครั้งแรก
นางเทิดทูนตัวเขามาก ทั้งยังเรียกขานเขาเป็นพี่ชาย
หลังจากนั้นก็เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นกับนาง แต่อย่าง
น้อยก็ยังคงมีใจให้กับเขาในส่วนลึก ทว่าการพบกันใน
วันนี้ เป็นเขาที่แนะนำตัวเองออกไป แต่กำลังถูกนาง
บอกว่าเขาเป็นคนที่ไร้ชื่อเสียงเรียงนามอีก
การเปลี่ยนแปลงบนโลกใบนี้ช่างยากที่จะคาดเดายิ่งนัก
ทว่าครั้งนี้ อู่ อวี้ ไม่ถือโทษโกรธนาง เพราะเขารู้ว่าไม่ว่า
นางไปโดนอะไรมากันแน่ การที่นางเกิดการ
เปลี่ยนแปลงถึงเพียงนี้ จะต้องเป็นเพราะคนที่คอยชักใย
อยู่เบื้องหลังอย่างแน่นอน ยามนี้นางได้สูญเสียความ
ทรงจำของตัวเองไปจนหมดสิ้น นับว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรง
อย่างมากทีเดียว
เขารู้สึกว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่างให้ได้
มิฉะนั้นคงไม่มีโอกาสได้ช่วยเหลือนาง ไหนๆ เขาก็ได้
ติดตามนางมาถึงทวีปปีศาจทายาททักษิณแห่งนี้แล้ว แต่
กลับคิดหาทางช่วยไม่ออกอยู่ด้วย เพราะสุดท้ายแล้ว
พลังรบของ อู่ อวี้ ในยามนี้ยังคงอยู่ห่างไกลกับตัวตน
ระดับสูงบนชมพูทวีปโลกธาตุอยู่ไม่น้อย คนเหล่านั้น
เป็นตัวตนที่อยู่ใกล้ขอบเขตการสำเร็จกลายเป็นเซียน
อมตะ ฝึกตนมาแล้วไม่ต่ำกว่า 400-500 ปี
“เจ้าไม่ได้ยินหรือ ข้าบอกว่าอย่าตามข้ามา ข้าจะพูดครั้ง
นี้เป็นครั้งสุดท้าย” หนานกง เหว่ย จ้องมองไปยัง อู่ อวี้
อย่างไม่เป็นมิตร แล้วกล่าวออกมาทีละคำ
“เอาล่ะ ข้าเชื่อว่าจะต้องมีสักวันที่เจ้าจะนึกเรื่องราว
ก่อนหน้านี้ออก…..” อู่ อวี้ ส่ายหน้าพร้อมกับเอ่ย
ออกมาอย่างจนปัญญา
“หึ” หนานกง เหว่ย ทำเพียงแค่นเสียงออกมา อย่างไร
ก็ตาม อู่ อวี้ ได้ให้สัญญาแล้ว นางจึงไม่สนใจอีกต่อไป
ยามนี้นางผินกายกลับและกำลังจะจากไป
ทว่าในช่วงที่นางหันกายไป ก็มองเห็นดวงตาคู่ใหญ่มา
ปรากฏอยู่ที่ด้านหน้าของนาง แววตาที่เหมือนกับวังวน
มันดึงดูดนางเข้าไปอย่างรวดเร็ว หนานกง เหว่ย รู้สึก
ราวกับว่าฟ้าดินพลิกตลบ ทิวทัศน์ที่อยู่เบื้องหน้า
เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว!
“เกิดอะไรขึ้น………….” นางเกิดอาการสับสนขึ้นในทันที
ในหัวบังเกิดความคิดมากมาย เบื้องหน้าปรากฏเป็นคน
และสถานที่พลุ่งพล่าน เมื่อความโกลาหลปรากฏขึ้นมา
เบื้องหน้า นางจึงหันกลับไปมอง อู่ อวี้ ทว่ารูปร่าง อู่ อวี้
นั้นกลับไม่ใช่ อู่ อวี้ ที่นางเจอเมื่อครู่ แต่เป็นรูปร่างอัน
อ่อนเยาว์ ดูเหมือนกำลังจะมองมาที่นางด้วยความรัก
ใคร่ ฉับพลันนั้นเอง ในใจของนางเกิดเป็นอารมณ์ที่
ซับซ้อน เจ็บปวด คับแค้น ผสมปนเปจนเวียนเศียรเวียน
เกล้า
“เจ้ากล้าใช้วิชาภาพลวงตากับข้า?” หนานกง เหว่ย
บังเกิดโทสะคับคั่ง
——————————–