กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 940: ทรายทมิฬเงาอสูร
หลังจาก หนานซาน หวางเยว่ ได้รับคำแนะนำให้ใช้ภาพ
ลวงตาจัดการกับนาง มันก็ใช้บุปผาคันฉ่องจันทราวารี
กับหนานกง เหว่ย ทันที!
คราแรกมันอยู่ในสภาวะล่องหนของเขตแดนสวรรค์ไร้
รอย เพื่อไม่ไปก้าวก่ายการหวนอดีตของนางกับ อู่ อวี้
อย่างไรก็ตามไม่คาดคิดว่าเพราะการหวนอดีตของทั้งคู่
จะทำให้นางกลับกลายมาเป็นปฏิปักษ์เช่นนี้
คงต้องยอมรับว่าการที่ อู่ อวี้ พยายามพูดคุยกับนางใน
ครั้งแรกก็เพื่อต้องการให้ หนานกง เหว่ย ผ่อนคลายละ
วางความระมัดระวังลง หลังจากนั้นก็ให้ หนานซาน
หวางเยว่ ใช้บุปผาคันฉ่องจันทราวารีระดับสูงสุดกับนาง
พลังอิทธิฤทธิ์วิชาลวงตาของ หนานซาน หวางเยว่ จัด
อยู่ในระดับที่น่าตื่นตาตื่นใจยิ่ง เมื่อเขาใช้มัน แม้กระทั่ง
อู่ อวี้ ก็ตกอยู่ในห้วงภวังค์ลงตา ซึ่ง หนานกง เหว่ย ที่ยัง
มิได้เตรียมพร้อมรับมือ กลับสามารถตอบสนองได้อย่าง
รวดเร็วเพียงนี้ จัดได้ว่ามหัศจรรย์ยิ่งแล้ว
อย่างไรก็ตามครั้งนี้ อู่ อวี้ เลือกตัดสินใจอย่างบ้าคลั่ง
เด็ดขาด ตราบใดที่ตัดสินใจลงมือแล้ว เขาจะไม่ยอม
ถอย การโจมตีของ หนานซาน หวางเยว่ ทำให้นางตก
เข้าสู่ห้วงแห่งความสับสน!
“เขตแดนมังกรศักดิ์สิทธิ์เป่ยหมิง!” ร่างกลืนสวรรค์
ปรากฏกายขึ้นในชั่วพริบตา ชั่วขณะที่ หนานกง เหว่ย
สัมผัสได้ถึงมัน พิมานจักรพรรดิเป่ยหมิงก็เปลี่ยนเป็น
รูปแบบแส้ จากนั้นแส้ยาวก็ถูกตวัดออกไปมัดพันร่าง
ของนางทันที เกล็ดมังกรอันแหลมคมกรีดเฉือนเนื้อหนัง
ก่อรูปเป็นสัญลักษณ์สีดำมากมายบนร่างของนาง ทำให้
ร่างของนางตกเข้าสู่สภาวะแช่แข็งอย่างรวดเร็ว ราวกับ
ว่าโลกทั้งใบเย็นเหยียบลงในฉับพลัน ปากที่เคยใช้สบถ
คำก่นด่าสาปแช่ง ถูก อู่ อวี้ หยุดไว้ในทันที
เนื่องจากนางมีวิชาหลบหนีอันน่าอัศจรรย์ ดังนั้น อู่ อวี้
จึงเป็นกังวลว่า แค่พิมานจักรพรรดิเป่ยหมิงยังไม่มาก
พอจะหยุดยั้งนาง
“วงเวทเก้าตำหนักเตาหลอมเพลิงสงัด!”
อยู่ ๆ พลองฟ้าเพลิงผลาญในมือของเขา ก็แปรเปลี่ยน
กลายเป็นมหาเตาหลอมทั้ง 9 จากนั้นก็ผสานรวมเป็น
หนึ่ง ใบหน้าของอสูรร้ายทั้ง 9 ปรากฏออกมากลายเป็น
เงาร่างเสมือนจริง จากนั้นก็พุ่งทะยานเข้าไปภายในมหา
เตาหลอม อสูรร้ายทั้งเก้าตนปลดปล่อยอัคคีเก้าสี
สั่นสะเทือนลั่นไปทั่วทั้งสวรรค์และปฐพี เมื่อร่างกลืน
สวรรค์ใช้พิมานจักรพรรดิเป่ยหมิงพันธนาการร่างของ
หนานกง เหว่ย พลองฟ้าเพลิงผลาญก็แปรเปลี่ยน
กลายเป็นมหาเตาหลอม ครอบคลุมร่างของ หนานกง
เหว่ย ไว้ในชั่วพริบตา! ศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ
ชั้นเลิศทั้งสอง แสดงพลังอำนาจออกมาถึงขีดสุด
พันธนาการควบคุมนางไว้อย่างสมบูรณ์ อู่ อวี้
ปลดปล่อยวิชาจองจำที่ทรงพลังมากที่สุด หากไม่ใช่
เพราะต้องการควบคุม หนานกง เหว่ย เขาคงไม่ยอมทำ
เช่นนี้แน่
โชคยังดีที่ หนานกง เหว่ย มิได้เชี่ยวชาญหรือมีความ
แข็งแกร่งในการต่อสู้ นางจึงแทบจะถูก อู่ อวี้ กักขังไว้
อย่างสมบูรณ์ แต่มันก็มีความเสี่ยงต่อชีวิต ดังนั้นเขาจึง
ลดพลังของวงเวทเก้าตำหนักเตาหลอมเพลิงสงัดลง
เล็กน้อย อย่างน้อยก็รับประกันว่านางยังมีชีวิตอยู่ เพื่อ
ไม่ให้นางหลบหนี หรืออยู่ในสภาวะบาดเจ็บสาหัสก็ยังดี
“ตูม!” มหาเตาหลอมตั้งตระหง่านอยู่บนนาวาซ่อนเซียน
ส่วน อู่ อวี้ ก็กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ด้านบน ใช้ความ
แข็งแกร่งสยบนางไว้
“เดินหน้าเต็มกำลัง” อู่ อวี้ หันไปกล่าวกับ หนานซาน
หวางเยว่
” การเดินทางครั้งนี้มันบ้าจริง ๆ ! แต่… ก็จัดไป!” หนาน
ซาน หวางเยว่ เตรียมพร้อมนานแล้ว เมื่อ อู่ อวี้ สยบ
หนานกง เหว่ย จนนางไม่อาจเคลื่อนไหวได้ เขาก็เร่ง
ความเร็วของนาวาซ่อนเซียนเต็มพิกัดมุ่งหน้าลงไปยังทิศ
ใต้ พวกเขาจะมุ่งหน้าไปยังมหาสมุทรก่อน จากนั้นค่อย
เดินทางกลับ
” มีเรื่องใหญ่อะไรเกิดขึ้นงั้นหรือ?” เย่ซีซีออกมาจากห้อง
โดยสาร จากนั้นก็เห็น อู่ อวี้ ใช้มหาเตาหลอมสยบใคร
บางคนเอาไว้อยู่
” พี่ชายอวี้ของเจ้ากำลังลักพาตัวโฉมสะคราญ กลับไปยัง
อาณาจักรโบราณเหยียนหวง ตราบใดที่ย้อนกลับไปได้
อย่างปลอดภัย พวกปีศาจที่อยู่เบื้องนอกก็มิใช่ปัญหา
ใหญ่อันใด เพราะอย่างไรเสียพวกมันก็ไม่อาจเข้าไปใน
อาณาจักรโบราณเหยียนหวงได้โดยง่ายอยู่แล้ว หลังจาก
กลับไป พี่ชายอวี้ของเจ้าก็มีเวลาอีกมาก ในการพัฒนา
ความสัมพันธ์กับสาวงามผู้นี้ให้ลึกล้ำมากยิ่งขึ้น ” หนาน
ซาน หวางเยว่ ยิ้ม
” น่ะ นั่นคือ หนานกง เหว่ย ? พวกท่านนี่… บ้าจริงๆ …
” เย่ซีซี ตกตะลึง
” กลับไป ให้ความสนใจกับหน้าที่ของตนเอง ” อู่ อวี้
เพ่งสมาธิทั้งหมดไปที่มหาเตาหลอม ส่วนหน้าที่ของ
หนานซาน หวางเยว่ คือการพาพวกเขาหลบหนี
หนานซาน หวางเยว่ คาดเดาได้ถูกต้อง อู่ อวี้ ไม่
สามารถถามอะไรเกี่ยวกับนางได้เลย แน่นอนว่าไม่มี
ความทรงจำเก่าใด ๆ มาเหนียวรั้งการกระทำของนางได้
อีก ดังนั้นการจะปล่อยให้นางอาละวาดอยู่ใน ทวีป
ปีศาจทายาททักษิณ นำความเดือดร้อนมาสู่ตนเองและ
ผู้อื่น การเลือกที่จะเสี่ยงย่อมเป็นหนทางที่ดีกว่า
ถ้าเขาสามารถพานางกลับมาที่เหยียนหวงได้ อู่ อวี้ จะมี
เวลาพอที่จะฟื้นความทรงจำของนาง หลังจากนั้นคงจะ
ได้รู้ความเป็นมาเป็นไปของนางในช่วงเวลาที่ผ่านมา
นอกจากนี้นครเทวะยังมีผู้แก่กล้าวิชามากมาย อย่างเช่น
‘มหาอุปราช’ ซึ่งสามารถช่วยเหลือตนเองได้
แต่สิ่งสำคัญก็คือ อู่ อวี้ เกรงว่าเส้นทางนี้จะมิได้สงบ
ราบรื่นใจดั่งปรารถนา ฉะนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบน
เส้นทางนี้เขาก็จะจัดการมันด้วยมือของตนเอง
ทวีปปีศาจทายาททักษิณ เป็นศูนย์รวมของเหล่าปีศาจ
จากทั่วทุกสารทิศ ทั้งยังเป็นปีศาจที่มีความแข็งแกร่ง
ลำดับต้น ๆ อู่ อวี้ กังวลว่าระหว่างการเดินทางพวกเขา
จะต้องพบเจอกับปีศาจร้าย ดังนั้นลำดับแรกเขาจะต้อง
ลงสู่มหาสมุทร แม้ว่าจำนวนของปีศาจสมุทรจะมีมากก็
ตาม แต่พื้นที่ในมหาสมุทรก็กว้างใหญ่ไพศาลมาก
เช่นกัน ดังนั้นเมื่อถัวเฉลี่ยดูแล้วความหนาแน่นจึงน้อย
กว่า และ ปลอดภัยมากกว่าทวีปปีศาจทายาททักษิณ
ด้วยเหตุนี้กลุ่มของพวกเขาจึงมุ่งไปยังทิศทางที่ใกล้กับ
มหาสมุทรมากที่สุดนั่นก็คือ ‘อาณาเขตยอดเขาเจ็ด
วานร’ ต่อมาพวกเขาจะเข้าสู่พื้นที่ว่างเปล่า พอพ้นพื้นที่
ดังกล่าวพวกเขาก็จะเข้าสู่อาณาเขตต่อไปนั่นก็คือ ‘แดน
ปีศาจผึ้ง’ ซึ่งมีราชาปีศาจหอกทมิฬเป็นผู้ครอบครอง
เมื่อเข้าถึงดินแดนนี้ อู่ อวี้ ก็บอกให้ หนานซาน หวาง
เยว่ บินให้สูงขึ้นและเร่งความเร็วเต็มพิกัด
” เจ้าเสียสติไปแล้วหรือไง!? เจ้าคิดจะทำอะไรกับข้า?
เจ้ารู้หรือไม่ว่ามารดาของข้าเป็นใคร? หากคิดไม่ดีไม่ร้าย
กับข้า ชั่วชีวิตนี้เจ้าไม่มีทางอยู่อย่างสงบสุขแน่! ”
หนานกง เหว่ย ผ่อนลมหายใจเข้าออกช้า ๆ แม้ว่าจะ
พูดคุยค่อนข้างลำบาก ทว่าแต่ละคำที่นางเอื้อนเอ่ย
ออกมาก็เต็มไปด้วยโทสะ
” ข้าจะพาเจ้ากลับเหยียนหวง ที่นั่นต้องมีวิธีฟื้นความ
ทรงจำของเจ้า อย่างน้อยเจ้าก็ไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อน ”
อู่ อวี้ กล่าว
” ชิ! ผายลมอะไรของเจ้า!? หยุดพูดจาเหลวไหลเสียที
แล้วรีบ ๆ บอกจุดประสงค์ที่แท้จริงของเจ้ามา! อย่างไร
ก็ช่างเมื่อไหร่ที่ท่านแม่ข้ารู้ว่า ข้ากำลังตกอยู่ในอันตราย
ท่านจะรีบมาหาเจ้าในไม่ช้า! แล้ววันนั้นจะเป็นวัน
สุดท้ายของชีวิตเจ้า! ”
” เจ้ายังมีเวลาอีกเยอะ พักผ่อนเสียเถิด ” อู่ อวี้ ไม่ต่อล้อ
ต่อเถียงกับนางให้มากความ จากนั้นก็เสริมสร้างพลัง
ให้กับศาสตราวิถีแท้ทั้งสอง ผลของมันทำให้ หนานกง
เหว่ย ผล็อยหลับไป
” การที่นางยังกล่าวถึงมารดา แสดงว่านางไม่รู้ถึง
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองเลยแม้แต่น้อย เมื่อครั้ง
ล่าสุดที่นางเกือบถูกราชาปีศาจหอกทมิฬสังหาร แต่ก็ไม่
เห็นว่ามารดาของนางจะปรากฏตัว แต่นางก็ไม่ได้เอะใจ
อันใด ” อู่ อวี้ ประเมินเรื่องราวจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
แน่นอนเขารู้ดีว่ามันคือการเดิมพันครั้งใหญ่ แต่ถ้าอีก
ฝ่ายก็ปรากฏตัวขึ้นมาจริง ๆ เกรงว่าปัญหาครั้งนี้คงจะ
ใหญ่หลวงไม่เบา อย่างไรก็ตามไม่มีความพยายามใดใน
โลกนี้ที่ไม่มีความเสี่ยง
นอกจากนี้นางยังเรียกหา ‘มารดา’ ราวกับว่ามารดา
ของนางยังมีชีวิตอยู่ สุดท้ายแล้วเรื่องราวทั้งหมดมันเป็น
อย่างไรกันแน่ มันยังคงเป็นปมปัญหาที่ยังไม่อาจ
คลี่คลาย ถ้าคนที่นางเอ่ยถึงมีตัวตนขึ้นมาจริง ๆ แล้วคน
คนนี้หาใช่คนดีแต่มีพลังอำนาจร้ายกาจ เกรงว่าเขาคงได้
เจอปัญหาใหญ่หลวงเข้าจริง ๆ แต่ถ้าคนผู้นี้ไม่ต้องการ
ทำอันตรายใด ๆ กับ หนานกง เหว่ย เพียงแค่ต้องการ
ทำดีกับนางเท่านั้น อู่ อวี้ ก็คิดว่าคนผู้นี้ไม่ควรมีอิทธิพล
ต่อความทรงจำและความคิดของ หนานกง เหว่ย เช่นนี้
ทว่าเมื่อดูท่าทีคำพูดจาของนาง เห็นได้ชัดแล้วว่าคนผู้นี้
ยังคอยวนเวียนอยู่รอบตัวของนาง แล้วที่แน่ ๆ จะต้อง
ไม่ใช่นักบุญ ทุกสิ่งที่คนผู้ทำคือความเห็นแก่ตัว เพียง
เพื่อต้องการกอบโกยผลประโยชน์จาก หนานกง เหว่ย
เท่านั้น
ไม่ว่าจะอย่างไร อู่ อวี้ ไม่ต้องการให้นางเป็นหุ่นเชิดของ
ใคร
หลังจากผ่านไปได้ครึ่งวันสถานการณ์ยังคงเงียบสงบ
เวลานี้พวกเขาใกล้ถึง ‘แดนปีศาจผึ้ง’ ซึ่งเป็นอาณาเขต
ของราชาปีศาจหอกทมิฬแล้ว การที่มันอยู่ลำพังเพียงผู้
เดียว อู่ อวี้ ไม่เชื่อว่าราชาปีศาจหอกทมิฬสามารถสกัด
กั้นพวกเขาได้ สิ่งที่เขากังวลก็คือคนที่ หนานกง เหว่ย
เรียกว่า ‘แม่’
ทันใดนั้นเองเย่ซีซีก็กระโดดโลดเต้นออกมาด้วยความ
ยินดี นางพูดอย่างตื่นเต้นขึ้นว่า ” พี่ชายอวี้ พี่ชายหนาน
ซาน ข้าทำสำเร็จแล้ว ข้าสำเร็จแล้ว! ”
ท่าทางของนางตื่นเต้นมาก ยิ้มหน้าบานราวกับบุปผา
เบ่งบานก็ไม่ปาน นับตั้งแต่ออกมาโลกภายนอกนางไม่
ค่อยมีความสุขมากนัก เหตุผลที่ทำให้นางมีความสุขได้
เช่นนี้ อู่ อวี้ คิดว่านางคงมีความคืบหน้าในมรดกเซียน
ของนาง
” สำเร็จอะไร รู้ว่าข้ารูปหล่อที่สุดในโลกนี้ใช่หรือไม่? ”
หนานชาน หวางเยว่ มองกลับมาที่นาง พร้อมกับเอ่ย
อย่างมั่นใจ
” ไม่ใช่เสียหน่อย ” เย่ซีซียื่นมือออกไปแล้วพูดว่า ” ดีใจ
กับข้าเร็ว! ตอนนี้ข้าตระหนักถึงพลังอิทธิฤทธิ์วิถีแรกได้
แล้ว! เสียงที่ข้าได้ยินในจิตใต้สำนึก บอกเรื่องพลัง
อิทธิฤทธิ์แก่ข้า ก่อนหน้านี้เป็นเพราะข้าใจร้อน และ
กังวลเกินไป ทำให้ข้าจับใจความไม่ได้มากนัก หลังจาก
ได้เจอกับวานรพวกนั้นทำให้ข้าได้ประสบการณ์ต่าง ๆ
อีกทั้งพี่ชายอวี้ยังปลอบประโลมทั้งยังแนะนำข้าอย่าง
จริงใจ คำพูดเหล่านั้นทำให้จิตใจของข้าสงบเยือกเย็น
มากขึ้น แต่ข้าก็ไม่เคยคิดว่ามันจะประสบความสำเร็จได้
จริง ๆ! อันที่จริงข้าควรจะประสบความสำเร็จมาตั้งนาน
แล้ว แต่เพราะก่อนหน้านี้ข้าค่อนข้างสับสน ทั้งยังวิตก
กังวลมากเกิน ข้าจึงอยากขอบคุณพี่ชายที่ชี้แนะข้า … ”
แน่นอนว่าการที่ อู่ อวี้ กับ หนานซาน หวางเยว่ เห็น
นางประสบความสำเร็จได้เช่นนี้ ในฐานะพี่ชายทั้งสอง
ย่อมดีใจไปกับนางด้วยก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา นางเริ่มต้น
จากวิถีบ่มเพาะเทพมาร สมบัติปฐพีเทพมารทศจักรสูตร
แล้วตามด้วยกายาวัฏจักรแดนอเวจี จากนั้นก็เป็นพลัง
อิทธิฤทธิ์ของเทพมาร นางค่อย ๆ ตระหนักรู้และได้รับ
สืบทอดมรดกเซียนของขุนพลเจวี่ยนเหลียน มากขึ้น
เรื่อย ๆ ตามรอยเท้าของ อู่ อวี้
“ เอาล่ะ ๆ อย่ามากระบิดกระบวนให้มากความ รีบ ๆ
บอกข้ามาได้แล้ว ว่าพลังอิทธิฤทธิ์ใหม่ของเจ้าทำอะไร
ได้บ้าง?” หนานซาน หวางเยว่ กล่าวแบบกลั้วหัวเราะ
เย่ซีซี ยิ้มยืดแล้วตอบกลับไปอย่างภาคภูมิใจว่า ” พลัง
อิทธิฤทธิ์ของข้าเจ๋งกว่าท่านมากมายนัก ดูเหมือนว่ามัน
จะมีหลายอย่างด้วย เพียงแค่วิถีแรกข้าก็ไม่สามารถ
แสดงอำนาจของมันออกมาได้อย่างเต็มที่ พลังอิทธิฤทธิ์
นี้มันมีชื่อว่า ‘ทรายทมิฬเงาอสูร’ มันคือพลังอิทธิฤทธิ์
ประเภทแปลงกายอันน่าอัศจรรย์ยิ่ง ถึงแม้พลังอิทธิฤทธิ์
นี้ขาดพลังโจมตี แต่ก็เป็นดั่งที่พี่ชายอวี้เคยบอกว่า มัน
สามารถปกป้องตนได้อย่างแน่นอน ”
อู่ อวี้ กล่าว ” ข้าคิดว่าแสดงให้เห็นน่าจะดีกว่า ”
เขาทราบดีว่าพลังอิทธิฤทธิ์สองสามขั้นแรกของมรดก
เซียน สิ่งสำคัญสุดของมันมิได้อยู่ที่การโจมตี แม้กระทั่ง
พลังอิทธิฤทธิ์ทั้ง 4 วิถีของเขา เช่นเนตรเพลิง ขั้นแรก
ของมันถือเป็นรากฐานความเข้าใจในวิชาอย่างถ่องแท้
เท่านั้น
ซึ่งเป็นเช่นเดียวกับเขตแดนสวรรค์ไร้รอย , บุปผาคัน
ฉ่องจันทราวารี , กำเนิดพฤกษชาติ ของหนานซาน
หวางเยว่
หลังจากฟังคำพูดของ อู่ อวี้ เย่ซีซีก็ประหม่าเล็กน้อย นี่
เป็นครั้งแรกของนางที่แสดงพลังอิทธิฤทธิ์ นางไม่รู้ว่าจะ
ปลอดภัยหรือไม่ นางวางแมวหลานหลานให้นอนอาบ
แสงตะวันอุ่น ๆ บนพื้นนาวา แมวหลานหลานรู้สึกลังเล
ถ้ามันผสานร่างกับนางความแข็งแกร่งของนางเพิ่มขึ้น
อย่างรวดเร็วในระดับใหม่ ซึ่งมันจะช่วยรับประกันเรื่อง
ความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
“ดูให้ดีนะ!” หลังจาก เย่ซีซี พูดจบร่างของนางก็
แปรเปลี่ยนไป ทันใดนั้นร่างของนางก็หายไปต่อหน้าต่อ
ตาของ อู่ อวี้ ไม่สามารถสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของนาง
แม้แต่น้อย เป็นเช่นเดียวกับการอำพรางกายของ หนาน
ซาน หวางเยว่ ที่แม้กระทั่งปราณแห่งชีวิตยังหายไป
อย่างสมบูรณ์ อู่ อวี้ กับ หนานซาน หวางเยว่ พยายาม
แกะรอยหานางแต่ก็ไม่ทราบว่านางไปอยู่ที่ใด
” ข้าอยู่ตรงนี้ พี่ชายทั้งสอง! ” ทันใดนั้นมีเสียงเล็ก ๆ ดัง
อยู่ตรงเบื้องหน้าของ อู่ อวี้ เขาจึงรีบใช้เนตรเพลิงมอง
ตรวจสอบทันที ในที่สุดเขาก็เห็นว่าใต้ฝ่าเท้าของพวก
เขา มีเม็ดทรายสีดำเล็ก ๆ อยู่ เม็ดทรายสีดำนี้ดูธรรมดา
มาก หากไม่สังเกตอย่างละเอียดจริง ๆ จะไม่สามารถ
มองเห็น
อันที่จริงสำหรับ อู่ อวี้ แล้วเขาสามารถมองเห็นเม็ด
ทรายก้อนกรวดนี้ได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังสามารถ
มองทะลุเข้าไปด้านใน ภายในกรวดทรายนี้เป็นสถานที่
น่าอัศจรรย์อย่างที่สุด เนื่องจากเย่ซีซีถือเป็นสิ่งมีชีวิต
แต่การแปลงกายนี้ ทำให้นางแปรเปลี่ยนกลายเป็นเม็ด
ทรายอย่างสมบูรณ์ หากเป็นผู้อื่นจะไม่มีทางล่วงรู้ความ
จริงเลยว่าก้อนกรวดนี้ก็คือตัวนาง
” นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของพลังอิทธิฤทธิ์ ในอนาคตหาก
ข้าทำความเข้าใจยกระดับขั้นได้มากขึ้น จะสามารถ
เสริมสร้างพื้นฐานการโจมตีเข้าไปด้วย คาดว่าพลังโจมตี
ของมันจะต้องมหาศาลมากแน่ ๆ”
อู่ อวี้ ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งคิดว่าทรายทมิฬนี้ค่อนข้างเกินความ
คาดหมายของเขาไปมากทีเดียว นี่คือพลังอิทธิฤทธิ์ ที่มี
รากฐานมาจาก ‘ทรายทมิฬ’
นอกจากนี้ความสามารถในการอำพรางตัวยังถือว่า
ชั้นหนึ่งเลยก็ว่าได้
อย่างน้อย ๆ การแปลงกายอย่างสมบูรณ์เช่นนี้ ผู้ที่ไม่
ทราบความจริงของมัน ก็ยากจะตรวจสอบรู้ได้
——————————–