กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 941: ราชาวานรลําดับหก
นางสามารถแปรเปลี่ยนกลายเม็ดทรายทมิฬได้อย่าง
สมบูรณ์ หากไม่ได้สังเกตถี่ถ้วนมากเพียงพอ จะไม่มีทาง
จับได้เลยว่าเม็ดทรายนี้คือสิ่งมีชีวิตที่แปลงกายเป็น
กรวดทราย ไม่ว่าจะอยู่บน นาวาซ่อนเซียน ในป่า บน
พื้นดิน หรือกลางมหาสมุทร หากเขาใช้เพียงตาเปล่า
มองมิได้ใช้เนตรเพลิง เขาก็คงไม่มีทางรู้เช่นเดียวกัน นั่น
เป็นเพราะบนโลกนี้มีฝุ่นละอองอยู่มากมาย
” เยี่ยมมาก… การแปลงกายนี้ มิได้ด้อยไปกว่า ‘เขตแดน
สวรรค์ไร้รอย’ของหนานซานเลย ” อู่ อวี้ พยักหน้าอย่าง
พอใจ
อันที่จริงมรดกเซียนได้ถูกออกแบบมา เพื่อเพิ่ม
ความสามารถและโอกาสในการมีชีวิตรอดให้แก่ผู้สืบ
ทอด ดังนั้นความสำคัญระดับต้น ๆ ของพลังอิทธิฤทธิ์ก็
คือ การเพิ่มโอกาสความอยู่รอด เช่นดั่งพลังชีวิตวิถีแรก
เขตแดนสวรรค์ไร้รอยที่ หนานซาน หวางเยว่ บ่มเพาะ
ส่วนร่างอวตารนอกวิถีของ อู่ อวี้ มันเกิดจากการยื่นมือ
เข้าแทรกแซงของหมิงซวงตั้งแต่แรก ทว่าปัจจุบัน
สถานการณ์ระหว่างเขากับนางดูค่อนข้างผิดปกติหมิ
งซวงคุยกับ อู่ อวี้ น้อยลง เขาได้พูดคุยกับนางแค่เพียง
ครั้งคราวเท่านั้น
ซึ่ง อู่ อวี้ ครุ่นคิดเกี่ยวกับมันอยู่ชั่วครู่
หากพวกเขาทั้งสามต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่ง
หนานซาน หวางเยว่ จะใช้ความสามารถอำพรางหลบ
ซ่อนตัว ส่วนเย่ซีซีก็ใช้ ‘ทรายทมิฬเงาอสูร’ แปลงกาย
เป็นทรายทมิฬ พวกเขาทั้งสองจะหายตัวไปอย่างไร้
ร่องรอย หลังจากนั้นก็ซุ่มซ่อนตัวรอจังหวะเหมาะ ๆ
เผด็จศึกฝ่ายตรงข้าม หรือให้ตัวเขาต่อสู้ถ่วงเวลาให้
หนานซาน หวางเยว่ กับ เย่ซีซี หาจังหวะและโอกาสหัก
หลบหนีออกไปทันที
” หลังจากข้ากลายร่างเป็นทรายทมิฬแล้ว ยังสามารถ
เข้าไปหลบอยู่ในถุงจักรวาล โดยที่ถุงจักรวาลไม่ได้รับ
ความเสียหาย ถ้าหากในภายภาคหน้าเกิดเหตุการณ์คับ
ขันจวนตัวจนต้องหลบหนี ข้าก็จะเข้าไปซ่อนในถุง
จักรวาลของพี่ชายอวี้ ” ใบหน้าของเย่ซีซีเปื้อนไปด้วย
รอยยิ้มอย่างมีความสุขจนหุบไม่อยู่ เมื่อรู้ว่าต่อไปนี้นาง
จะเป็นไม่ถ่วงแข้งถ่วงขา หรือทำให้ อู่ อวี้ ต้องตกอยู่ใน
ความเสี่ยง
“ งั้นหรือ? ” อู่ อวี้ คาดไม่ถึง เท่าที่เห็นพลังอิทธิฤทธิ์
แปลงกายของนางค่อนข้างละเอียดอ่อนสมบูรณ์มาก
หากนางแปลงเป็นเม็ดทราย ฉะนั้นเมื่อ อู่ อวี้ ไปไหนมา
ไหนก็ไม่ต่างจากการพกพาเม็ดทรายดี ๆ นี่เอง ด้วยเหตุ
นี้เขาสามารถผสานร่างกับเมฆาตลบฟ้า และพานางไป
ได้ทุกที่ ถึงแม้จะมิได้ใส่นางลงไปในถุงจักรวาล แต่แค่ถือ
นางไว้ในมือก็เกินพอ
“ เฮ้อ ครั้งหน้าข้าจะได้หนีอย่างสบายใจเสียที ”
หนานซาน หวางเยว่ กล่าวอย่างหดหู่
“ฮ่า ๆ ดีจริง ๆ !”
บอกตามตรงว่าการที่ เย่ซีซี ได้พลังอิทธิฤทธิ์นี้มาทำให้
อู่ อวี้ รู้สึกโล่งอกจริง ๆหากคนที่ หนานกง เหว่ย
เรียกว่า ‘แม่’ ปรากฏตัวขึ้นมาจริง ๆ ถึงเวลานั้นคงไม่มี
โอกาสแม้แต่จะต่อสู้ สิ่งที่ควรทำมากที่สุดก็คือหลบหนี
เมื่ออยู่ในสถานการณ์จนมุม เย่ซีซีจะแปลงกายเป็นเม็ด
ทราย แล้วเขาจะพาหลบหนีไปด้วย ส่วน หนานซาน
หวางเยว่ ก็หลบหนีไปก่อนล่วงหน้า อย่างน้อยๆความ
ปรารถนาส่วนตัวของเขา ก็ไม่ต้องทำร้ายคนทั้งสองไป
ด้วย และด้วยพลังอิทธิฤทธิ์ทั้งสามนี้ ทำให้พวกเขามี
ความมั่นใจมากยิ่งขึ้น
” เยี่ยมเลย ข้าจะทำให้ดีที่สุด! ” นี่เป็นช่วงเวลาที่เย่ซีซีมี
ความสุขที่สุด นางพูดขึ้นด้วยเสียงที่ดังลั่น พลังอิทธิฤทธิ์
อาจช่วยนางได้ จึงพูดได้เต็มปากว่าทำให้นางรู้สึกโล่งอก
มากทีเดียว ก่อนหน้านางรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก ด้วย
เพราะนางมาร่วมผจญภัยด้วยแท้ ๆ แต่กลับไร้ประโยชน์
ทั้งยังเป็นตัวถ่วง
” ดูเจ้าเด็กน้อยคนนี้สิหน้าบานเป็นกระด้ง เก็บอาการไม่
อยู่เลยทีเดียว อ๋า ช่างไร้เดียงสาเสียจริง ๆ ” หนานซาน
หวางเยว่ กล่าวอย่างเอ็นดู
จากนั้นเขาก็พยักหน้า แล้วพูดว่า ” หลบหนี ซ่อนตัว
แปลงกาย ด้วย 3 วิถีนี้สามารถทำให้เรารอดพ้นจาก
อันตราย ในภายภาคหน้าต่อให้ต้องท่องไปทั่วยุทธภพ
หรือทั้งโลกหล้า ก็มิต้องเกรงกลัวสิ่งใด ”
ถ้าให้ถามว่าทั้งสามคนนี้ผู้ใดมีพลังอิทธิฤทธิ์ที่แข็งแกร่ง
มากที่สุด คำตอบนั้นก็คือ อู่ อวี้ เมื่อเขาผสานร่างกับ
เมฆาตลบฟ้า การหลบหนีของเขาจะนับว่าสมบูรณ์แบบ
เพราะเขาสามารถหลบหนีโดยผ่านช่องว่างของมิติ ไม่มี
ผู้ใดสามารถกักขังเขาได้!
ระหว่างที่ อู่ อวี้ กับพรรคพวกทั้งสองกำลังผ่อนคลายอยู่
นั้น ฉับพลันเขาก็สัมผัสได้ถึงวิกฤติร้ายแรงจากด้านหน้า
ทันใดนั้นพวกเขาก็รีบทะยานขึ้นไปเหนือยอดไม้โบราณ
เพื่อหลบซ่อนตัวในหมู่มวลเมฆา
วิกฤติครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ อย่างแน่นอน อู่ อวี้ สัมผัส
ได้ถึงความเย็นเหยียบที่แผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่าง เขารีบพูด
อย่างรวดเร็วว่า “ซีซีมานี่เร็ว!”
เย่ซีซีรีบตอบสนองต่อคำสั่ง อย่างนั้นก็รีบกระโดดไปหา
พวกเขาอย่างรวดเร็ว เมื่อทั้งสามคนมารวมกัน หนาน
ซาน หวางเยว่ ก็พูดขึ้นด้วยความประหลาดว่า “เหตุใด
ถึงตามมาเร็วเช่นนี้!”
ในตอนแรกเขาคิดว่า แค่ตนเองพา หนานกง เหว่ย
กลับไปยังเหยียนหวงก็น่าจะพอแล้ว แต่ดูเหมือนว่า
ความคิดนี้ของพวกเขาช่างไร้เดียงสาเกินไป อาจกล่าว
ได้ว่าการมีอยู่ของคนที่นางเรียกว่า ‘แม่’ นั้นน่า
สะพรึงกลัวมากทีเดียว
” คิดจะหนีข้างั้นเหรอ ข้าพบพวกเจ้าแล้วจงหยุดเดี๋ยวนี้
” เสียงนี้ดังมาจากยอดไม้ด้านหน้า ด้วยเพราะไม้โบราณ
พวกนี้เก่าแก่มาก ลำต้นของมันจึงสูงใหญ่ ส่วนยอดสูง
ชะลูดเสียดแทงเข้าไปม่านเมฆ ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงไม่
สามารถมองเห็นที่มาของเสียงว่าเป็นผู้ใด
ที่สำคัญเหตุใดจึงเป็นเสียงของบุรุษ? ทั้งยังหยาบกร้าน
ขึงขังมาก?
“แม่ของนางเป็นเช่นนั้นหรือ?” หนานซาน หวางเยว่ ตก
ตะลึง
ในเวลานี้ อู่ อวี้ บอกให้พวกเขาทั้งสองเตรียมตัวแปลง
กาย ถึงแม้ หนานซาน หวางเยว่ ยังคงงงงวยแต่ก็รีบทำ
ตามคำสั่งของ อู่ อวี้ ก่อนที่อีกฝ่ายจะเห็นพวกเขา
ฉะนั้นจึงต้องรีบเก็บนาวาซ่อนเซียน จากนั้น หนานซาน
หวางเยว่ ก็ใช้เขตแดนสวรรค์ไร้รอย ส่วนเย่ซีซีกลายร่าง
เป็นทรายทมิฬ เจ้าแมวหลานหลานไม่สามารถแปลง
กายได้ จึงมีหนทางเดียวเท่านั้นก็คือผสานร่างกับเย่ซีซี
หลังจากทั้งสองผสานเป็นหนึ่ง ก็กลายร่างเป็นทราย
ทมิฬ โดยที่เจ้าแมวหลาน ๆ ก็กลายเป็นทรายอยู่กับนาง
ด้วย นี่คือความมหัศจรรย์ของแมวหมื่นผสานและพลัง
อิทธิฤทธิ์
อู่ อวี้ เก็บเม็ดทรายทมิฬไว้กับตัว ส่วน หนานซาน หวาง
เยว่ หลบหนีลงไปเบื้องล่าง ทะยานหายเข้าไปในป่า
เพียงลำพังอย่างรวดเร็ว
บัดนี้เหลือ อู่ อวี้ อยู่เพียงผู้เดียวเท่านั้น
อย่างไรก็ตามสีหน้าของ อู่ อวี้ ยามนี้แสดงให้เห็นอย่าง
ชัดเจนว่าเขากำลังรู้สึกสับสนประหลาดใจ ยามนี้พวก
เขายังไม่พร้อมที่จะงัดข้อกับคนที่ หนานกง เหว่ย
เรียกว่า ‘แม่’ หากคนผู้นี้ปรากฏตัวเพราะต้องการพา
นางกลับไป พวกเขาก็คงตัดสินใจยอมแพ้ แล้วปล่อย
นางไป แต่ที่น่าแปลกใจก็คือเสียงตะโกนที่ดังก้องอยู่ใน
เวลานี้ ดูไม่เหมือนกับคนที่นางเรียกว่า ‘แม่’
ส่วน หนานซาน หวางเยว่ ที่เหมือนจะวิ่งหนีเข้าป่าไป
ตั้งแต่ครั้งแรก แท้จริงแล้วมันไม่ได้หนีไปไหน แต่ซุ่มดู
เหตุการณ์อยู่แถว ๆ นั้น
เวลานี้เองเงาร่างของผู้ที่อยู่ในหมู่เมฆา ก็เดินก้าวมา
ปรากฏแก่สายตาของเขา เมื่อเห็นเช่นนั้น อู่ อวี้ จึงคิด
จะปล่อยตัว หนานกง เหว่ย ไป ทว่าหลังจากได้เจอกับ
เห็นผู้นั้นเขาก็ตระหนักถึงปัญหาทันที ความอันตราย
จากการปรากฏตัวของตนผู้นี้ เลวร้ายเสียยิ่งกว่าคนที่
หนานกง เหว่ย เรียกว่าแม่
ถูกต้อง ผู้ที่มาขัดขวางพวกเขายามนี้ไม่ใช่ คนที่ หนาน
กง เหว่ย เรียกว่า ‘แม่’
วานรตนนี้ปกคลุมไปด้วยเส้นขนสีดำทั่วทั้งร่าง ความ
ใหญ่โตของมันเทียบเท่าได้กับตอนที่ อู่ อวี้ แปลงกาย
เป็นเซียนวานรทองคำ ดวงตาของมันเป็นสีแดงโลหิต
ช่างน่าสะพรึงกลัวอย่างมาก อันที่จริงแล้วร่างของปีศาจ
ที่อยู่เบื้องหน้า ถือว่ามีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับตัวอื่น
ๆ แต่ความน่าสะพรึงกลัวของมันกลับมากมายเสียยิ่ง
กว่าปีศาจทุกตนที่ อู่ อวี้ เคยพบ!
แล้วสิ่งที่โดดเด่นชัดเจนมากที่สุดก็คือ อวัยวะที่อยู่ข้าง
ลำตัวของมันนั่นก็คือ มันมีแขนข้างละ 3 แขน จัดเรียง
ตามลำดับบนล่าง เท่ากับวานรตัวนี้มีแขนทั้งหมด 6
แขน ถึงแม้มันจะมีหลายแขนแต่ก็ไม่ดูเกะกะแต่อย่างใด
ราวกับว่าปีศาจตนนี้สามารถใช้ทั้ง 6 แขนได้อย่างปกติ
ปีศาจวานรตัวนี้มีพลังมากกว่า วานรยักษ์พฤกษาเทวะ ,
วานรโลหิตซ่อนปฐพี , วานรวิญญาณทองคำ ที่ อู่ อวี้
เคยพบมาก่อนเสียอีก
“ อะไรกัน… ข้าเพิ่งมาแท้ ๆ แต่กลับหนีรอดไปได้สอง
คนหรือนี่? ” หลังจากปีศาจวานรตัวนี้ปรากฏตัว มันก็
แสดงความประหลาดใจ
วานรตัวนี้แข็งแกร่งมาก!
อู่ อวี้ รู้สึกหดหู่กับปัญหาใหญ่หลวงที่กำลังเจอ
หากคนที่ หนานกง เหว่ย เรียกว่า ‘แม่’ มาพานางกลับ
อย่างมากเขาก็แค่ส่งตัวของนางคืน จากนั้นก็ค่อย
หลบหนี แต่เมื่อพบกับปีศาจวานรที่อยู่เบื้องหน้าเขาก็ไม่
อาจทำอันใดได้
” แล้วเหตุใดเจ้าถึงไม่หนี? หรือต้องการให้ข้าแนะนำตัว
เสียก่อน เอาอย่างงั้นก็ได้… ข้าคือ 1 ใน 7 ราชาวานร
เป็นราชาวานรลำดับ 6 ใครต่อใครเรียกข้าว่า ‘ ปีศาจ
วานหกกร ‘ ข้าได้ยินมาว่าเจ้าเป็นผู้บุกรุก ทั้งยังสังหาร
ปีศาจในยอดเขาเจ็ดวานรของข้าอีก แต่เป็นเพราะข้ามี
สมบัติดี ๆ อยู่ในมือ จึงสามารถติดตามเจ้าได้ อันที่จริง
ตัวข้านั้นเก่งในเรื่องแกะรอยติดตามอยู่แล้ว แต่ข้าคง
ต้องขอชมว่าความสามารถในการอำพรางล่องหนของ
เรือรบเจ้ามันเยี่ยมยอดจริง ๆ พับผ่าสิ กว่าจะหาตัวเจ้า
พบเล่นเอาข้าต้องงัดสารพัดวิธีออกมาใช้ ทั้ง ๆ ที่ข้าอยู่
ในระดับค้นหาเต๋าขั้นที่ 6 แท้ ๆ ”
มันคือหนึ่งในเจ็ดราชาวานร ไม่น่าแปลกใจที่มัน
อันตรายถึงเพียงนี้
มันมีพื้นฐานฝึกตนอยู่ในระดับค้นหาเต๋าขั้นที่ 6 เป็น
ความแข็งแกร่งที่น่าสะพรึงกลัวเสียยิ่งกว่าราชาปีศาจ
หอกทมิฬ อีกทั้งฝ่ายตรงข้ามยังมีวิชาแปลกประหลาด
พิสดาร ที่ทำให้ติดตามนาวาซ่อนเซียนได้อีกด้วย
ปีศาจวานรหกกร!
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้เช่นนี้ อู่ อวี้ กระทำได้เพียง
กล่าวโทษตนเอง ที่โชคร้ายเกินไปเท่านั้น
เนื่องจากว่ามี หนานกง เหว่ย อยู่ด้วย ทำให้ตัวเขาไม่
สามารถใช้เมฆาตลบฟ้าหลบหนีไปได้ มิฉะนั้นหาก
หนานกง เหว่ย ตกอยู่ในเงื้อมมือของฝ่ายตรงข้าม มัน
ย่อมสามารถรับรู้ได้ทันทีว่านางคือบุคคลที่ราชาปีศาจ
หอกทมิฬกำลังหาตัวอยู่ อีกทั้งราชาปีศาจหอกทมิฬยัง
อยู่ไม่ไกลจากที่นี่ด้วย
เมื่อได้ยินว่า ‘ปีศาจวานรหกกร’ กำลังไล่ติดตามมา
หนานซาน หวางเยว่ ก็ยังมิได้รีบร้อนทำอะไรผลีผลาม
เย่ซีซีที่แปรเปลี่ยนกลายเป็นทรายทมิฬ ก็รู้สึกวิตกกังวล
อยู่ไม่น้อยเช่นกัน แต่ อู่ อวี้ ก็บอกให้นางซ่อนตัวต่อไป
อย่างไรก็ตามด้วยคำสั่งอันเด็ดขาดของ อู่ อวี้ ทำให้นาง
ไม่กล้าปฏิเสธ ดังนั้นนางจึงตัดสินใจมุ่งหน้าสู่ผืนดิน โดย
ที่นางร่วงตกมาอยู่ตำแหน่งเดียวกับ หนานซาน หวาง
เยว่
” ท่านราชาวานรลำดับหกอันแสนยิ่งใหญ่ ออกหน้าเอง
เช่นนี้ แท้จริงแล้วมีจุดประสงค์อันใดกันแน่? ” อู่ อวี้
เอ่ยถามออกไปตรง ๆ
ราชาวานรลำดับลำดับหกยิ้มเล็กน้อย พร้อมกับกล่าวว่า
” ประการแรกก็เพื่อศาสตราเต๋าวิถีแท้ทั้งสองของเจ้า ใน
ขณะเดียวกันข้าต้องการนำชีวิตของเจ้าไปมอบให้กับฝูง
วานรเพลิงชาด อย่างไรก็ตามข้าได้ยินว่าเจ้ามีวิชาการ
หลบหนีอันน่าอัศจรรย์ ดังนั้นข้าจึงจัดวางค่ายกลเอาไว้
ล่วงหน้า รอคอยให้เจ้ามาติดกับ ถึงแม้จะมองไม่เห็น แต่
ค่ายกลนี้ก็กำลังทำงานอยู่ ดังนั้นข้าเชื่อว่าสหายของเจ้า
ทั้งสอง กำลังซ่อนตัวอยู่อย่างแน่นอน เพราะข้าไม่รู้สึก
ว่าพวกเขาออกไปจากค่ายกลของข้า จงยอมชะตากรรม
ของตนเองเสียเถอะ ว่าตอนนี้เจ้าไม่อาจหนีรอดจาก
เงื้อมมือของข้าได้ ”
ปีศาจวานรหกกร คิดผิดเช่นเดียวกับวานรยักษ์พฤกษา
เทวะ ที่เชื่อมั่นว่าตนนั้นสามารถกักขังเขาไว้ได้
มันรู้เรื่องของ อู่ อวี้ ที่ใช้วิธีการจนสามารถหลบหนี
ออกมาจากค่ายกลพฤกษาเทวะก่อกำเนิดได้ ดังนั้นอีก
ฝ่ายจึงคิดว่า อู่ อวี้ ไม่สามารถหนีรอดจากค่ายกลของ
ตนเองไปได้ อันที่จริงแล้วการคาดเดาของปีศาจวานร
หกกรก็ถูกต้องอยู่บางส่วน เนื่องจากมีเพียง อู่ อวี้ คน
เดียวเท่านั้นที่สามารถออกไปได้
ที่ อู่ อวี้ ยังไม่ได้หลบหนีไปไหนเพราะ หนานกง เหว่ย
อยู่ที่นี่ หากไม่ใช่เพราะนางเขาคงหลบหนีออกไปด้าน
นอกนานแล้ว หากวานรหกกรยังไม่ยอมเปิดเผย
ความสามารถของค่ายกลนี้ เขาก็จะไม่ฝืนดึงดัน
เนื่องจาก หนานกง เหว่ย ยังติดอยู่ในค่ายกล
สิ่งสำคัญคือ หนานกง เหว่ย อยู่ที่นี่!
ทันทีที่ปีศาจวานรหกกรเห็น พลองฟ้าเพลิงผลาญใน
รูปแบบมหาเตาหลอม มันก็รีบพูดอย่างสนใจเป็นอย่าง
ยิ่งขึ้นว่า ” หือ ศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณของเจ้า
มันยอดเยี่ยมจริง ๆ ถึงจะไม่ค่อยถูกใจข้าเท่าไหร่ แต่ก็
นับเป็นรางวัลตอบแทนที่ดีของข้าผู้นี้ แต่ดูเหมือนจะมี
คนถูกขังอยู่ด้านในมิใช่หรือ? ข้าอยากรู้จริง ๆ ว่าคนที่
อยู่ด้านในเป็นใครกันแน่ เจ้าจะเปิดมันหรือจะให้ข้าเป็น
คนไปเปิดเอง? ”
หลังจากสิ้นคำพูด ปีศาจวานรจำนวนมากก็วิ่งกรูเข้ามา
เขา ดูเหมือนว่ายอดเจ็ดราชาวานร จักเกณฑ์ปีศาจ
จำนวนมากมาไล่ล่าตัวพวกเขา! หากเพ่งพินิจมองดูให้ดี
จะเห็นว่าวานรยักษ์พฤกษาเทวะก็อยู่ที่นี่เช่นเดียวกัน!
“มีสองคนซ่อนตัวด้านใน รีบไปตามหาพวกมันมาให้ข้า!”
ปีศาจวานรหกกรออกคำสั่งกับปีศาจหลายร้อย
“ขอรับ ราชาลำดับหก!” ปีศาจทั้งหมดต่างเชื่อฟังคำสั่ง
อู่ อวี้ มิได้รู้สึกกังวลว่าพวกมันจะพบตัว หนานซาน
หวางเยว่กับเย่ซีซี แต่ในเวลานี้ปีศาจวานรหกกรกำลังให้
ความสนใจกับพลองฟ้าเพลิงผลาญ ภายใต้สถานการณ์
เช่นนี้ อู่ อวี้ คงได้แต่ปล่อย หนานกง เหว่ย ไปก่อน
เท่านั้น จากนั้นเขาก็ปลดวงเวทของพลองฟ้าเพลิงผลาญ
กับพิมานจักรพรรดิเป่ยหมิงทันที
หาก หนานกง เหว่ย สามารถหาทางหลบหนีไปได้ก็ถือ
ว่าเป็นเรื่องดี แม้ว่าเป้าหมายของเขาจะล้มเหลว แต่
อย่างน้อยคนทั้งสี่คนก็ยังปลอดภัย เขาคิดว่าตัวเอง
สามารถไปตามจับนางกลับมาที่เหยียนหวงในครั้งหน้าก็
ยังได้
แต่ถ้านางหนีไปไม่ได้ก็คงมีปัญหาใหญ่เกิดขึ้นแน่
——————————–