กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 95 : ปีศาจออกอาละวาด
“อ๊ะ!”
ไม่รู้ว่า เจียง จุนหลินนั้นเสาะหาเปลวเพลิงขนาดนี้มา
จากไหน เพียงแค่คลื่นความร้อนที่ถูกปลดปล่อย
ออกมานั้น ก็เพียงพอที่จะสามารถโจมตีเข้าใส่ทุกคน
คนบาดเจ็บได้แล้ว และด้วยในสถานการณ์ที่ไม่
คาดคิดเช่นนี้ ทำให้ทุกคนต่างพากันหวาดหวั่นผวา
อย่างยิ่ง
ทำให้ตอนนี้สามารถได้ยินเสียงกรีดร้องของ ซู่ ฉือ ดัง
ลอดออกมาจากทะเลแห่งเปลวเพลิง
แน่นอนว่านี่ไม่ใช่เปลวเพลิงที่มาจาก ยันต์เพลิงแดง
ทะยานฟ้า อาวุโส เซิน ถู จึงไม่มีปฎิกิริยาใดๆเกิดขึ้น
“ซู่ ฉือ!”
ศิษย์ที่สวมอาภรณ์สีเขียวนั้นได้คำรามขึ้นมาอย่าง
โกรธเกรี้ยว จากนั้นมันก็ได้วิ่งเข้าไปดึง ซู่ ฉือ และ
จากนั้นก็พากันวิ่งหนีออกมากันอย่างจ้าละหวั่น
ฟู่ว!
ในที่สุด พวกมันทั้ง 5 ก็สามารถวิ่งหนีออกมาจาก
ทะเลเพลิงอันบ้าคลั่งได้ โดยแต่ละคนต่างงัดวิชาเต๋า
ออกมามากมายเพื่อปกป้องตนเอง แต่ถึงกระนั้นก็มิ
วายโดนเผาไปตามๆกัน อย่างเช่น หลาน สุ่ยเยว่ ที่มี
ผิวขาวบริสุทธิ์ราวกับไข่มุกนั้น บัดนี้ตัวนางถูกเผาไหม้
ตัวดำจนแทบจะไม่เหลือเค้าเดิม
“อู่ อวี้ จะหนีไปไหนมาให้ข้าจับเดี๋ยวนี้! คอยดู
เถอะ เมื่อข้าจับตัวเจ้าได้เมื่อไหร่ ข้าจะฉีกเจ้าให้เป็น
หมื่นๆชิ้น!!”
หลาน สุ่ยเยว่ เกิดโทสะเป็นอย่างมาก นางที่ยังไม่ได้
เริ่มปริปากกล่าวว่าจาเหยียดหยามอีกฝ่าย แต่กลับ
เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นเสียแล้ว จึงทำให้เกิดความ
โกรธที่อัดอั้นราวกับภูเขาไฟปานจะระเบิดเช่นนี้
“มันอยู่ทางนั้น!” มีคนพบเห็น อู่ อวี้ มุ่งหน้าไปยัง
อีกทิศหนึ่ง ศิษย์ที่สวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงิน และ หนี่
หงอี้ ที่ได้รับผลกระทบจากเปลวเพลิงทะเลน้อยที่สุด
จึงได้เร่งติดตามไปอย่างรวดเร็ว
อู่ อวี้ ที่ต้องการจะหนีนั้น จึงไม่ได้คิดนำ มุกเพลิง
ผสาน ออกมาโจมตีใครแบบตรงๆ ดังนั้นถึงแม้พวก
มันจะได้รับการโจมตีอย่างอับอายเช่นนี้ แต่ก็ไม่ได้รับ
บาดเจ็บร้ายแรงอะไร
“อู่ อวี้!” ศิษย์สวมอาภรณ์สีเขียวที่ได้พุ่งเข้ามาช่วย
ซู่ ฉือ นั้น จึงไม่ได้ไล่ตามไปด้วย
“ซู่ ฉือ ถูกไฟเผาที่ขา!” เมื่อเห็นศิษย์ที่สวมอาภรณ์
สีเขียวแทบจะคลั่งจนเสียสตินั้น หลาน สุ่ยเยว่ ก็ได้
หันไปมอง จากนั้นนางพบว่าที่ขาของ ซู่ ฉือ ได้ถูกเผา
ไหม้จนเกรียมไปถึงต้นขา ทำให้หญิงงามอันแสนจะ
บอบบางผู้นี้นั่งร้องไห้ออกมาอย่างทุรนทุราย
“เจ้าจงตามมันไป ข้ามี ‘โอสถน้ำค้างชบาสมาน
แผล’ ที่สามารถช่วยฟื้นฟูนางได้อยู่” หลาน สุ่ยเยว่ ที่
อยู่ในอาการโกรธแค้น ได้เอ่ยขึ้นกับศิษย์ที่สวม
อาภรณ์สีเขียว
“ซู่ ฉือ ข้าจะรีบกลับมา!”
ศิษย์ที่สวมอาภรณ์สีเขียวได้เร่งจากไป และส่งมอบ ซู่
ฉือ ให้กับ หลาน สุ่ยเยว่
หลาน สุ่ยเยว่ และ ซู่ ฉือ ที่ไม่อาจติดตามไปได้
รวดเร็วเท่ากับ หนี่ หงอี้ กับทั้ง2คน ทำให้พวกนาง
ตัดสินใจที่จะอยู่ที่นี่ไม่ติดตามไป
หลาน สุ่ยเยว่ ที่ปากพร่ำด่าไม่หยุดหย่อนนั้น ก็ได้นำ
ซู่ ฉือ มานั่งลงพิงบนก้อนหินข้างๆ ด้วยสีหน้าอัน
ทะมึนตึงพร้อมหยิบขวดยาเล็กๆออกมาจากถุง
จักรวาล ซึ่งแน่นอนว่ามันคือโอสถศักดิ์สิทธิ์ จากนั้น
นางก็ได้นำมันราดลงบนขาของ ซู่ ฉือ ในทันที
“ทำไมยังไม่กลับมาอีก!” หลาน สุ่ยเยว่ เริ่ม
กระวนกระวาย สีหน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นปั้นยาก เหตุไฉน
ทำไมถึงยังไม่สามารถลากตัว อู่ อวี้ กลับมาได้อีก
นี่มันราวกับว่ากำลังจะหย่อนเนื้อเข้าปาก แต่เนื้อมัน
กลับหลุดรอดออกไปได้
ในตอนนี้เปลวเพลิงที่มาจาก มุกเพลิงผสาน ก็ค่อยๆ
หายไปทีละน้อย สถานที่ที่พวกเขาได้ยืนอยู่กันก่อน
หน้านี้ถูกเผาไหม้จนกลายเป็นตอตะโกดำเมี่ยง
ซู่ ฉือ ไม่กล้ากล่าวอันใดออกมามาก แน่นอนว่า
ในตอนนี้นางรู้สึกโกรธเป็นอย่างมาก เพราะพึ่งจะเข้า
มาสู่ หุบเขาโชคชะตาเซียน แท้ๆ แต่กลับดันได้รับ
บาดเจ็บเช่นนี้เสียได้
หลังจากผ่านไป 15 นาที!
ฉับ!
หลาน สุ่ยเยว่ ได้นำกระบี่ฟาดลงไปยังต้นไม้ใหญ่
อย่างสุดแรง จากนั้นเมื่อต้นไม้ใหญ่เอนลง นางก็ได้สับ
มันออกเป็นชิ้นๆอย่างรวดเร็ว ต่อมานางได้หันหน้า
กลับมาและกล่าวกับ ซู่ ฉือ ว่า “เจ้าไม่สามารถขยับ
เขยื้อนไปไหนได้ ฉะนั้นจงรออยู่ที่นี่ซะ อย่าได้จากไป
ไหนเด็ดขาด ข้าจะไปดูเสียหน่อยว่าทำไมพวกนั้นถึง
ยังไม่กลับ”
“อย่า….”
อยู่เพียงลำพังภายใน หุบเขาโชคชะตาเซียน ถือได้ว่า
เป็นสถานการณ์ตึงเครียดอย่างแท้จริง แถมนางยัง
บาดเจ็บเช่นนี้อีก
แต่กระนั้น นางก็ไม่ได้กล่าวอันใดออกมา นางเพียงได้
แต่มอง หลาน สุ่ยเยว่ ที่ก้าวเดินจากไปและค่อยๆ
หายไปในท่ามกลางหมอกหนาโดยไม่สามารถเอ่ย
เอื้อนวาจาเพื่อให้หยุดได้
“หลาน สุ่ยเยว่ เจ้ามันไม่ได้มีอะไรเลย หากไม่ใช่ว่า
เจ้าเป็นศิษย์ของผู้พิทักษ์สูงสุด เจ้าคงไม่สามารถมา
ทำตัวเหยียบหัวเหนือพวกเราได้เช่นนี้!”
ซู่ ฉือ มองไปยังนางที่จากไปด้วยแววตาอันโกรธ
เกรี้ยว แน่นอนว่านางไม่กล้ากล่าวออกไปตรงๆ
เพราะยังไงแล้วหน้าที่ที่นางได้รับมานั้นก็คือการ
ปกป้อง หลาน สุ่ยเยว่
ฟู่ววว….
เนื่องจากรอบๆด้านนั้นเป็นสระมรกตอันหนาวเหน็บ
ทำให้นั่งอยู่สักพักจึงเกิดความความขึ้นมา ด้วยเสียง
จากคลื่นลมหนาวที่พัดอย่างต่อเนื่อง จึงเกิดเป็นเสียง
ราวกับปีศาจร้องไห้ขึ้นมา ผนวกกับพื้นที่แถวนี้มีงูพิษ
จึงทำให้ ซู่ ฉือ มองซ้ายมองขวาด้วยความเลิกลั่ก
“บัดซบ ข้าจะต้องออกไปตามหาพวกนั้น!” ซู่ ฉือ
เกิดความกลัวขึ้นในจิตใจ นางจึงตัดสินใจเตรียมตัว
เดินทาง แต่ที่ขาของนางกลับยังไม่ฟื้นฟู จึงยังไม่
สามารถขยับเขยื้อนไปไหนได้
“ไม่ได้ๆ หุบเขาโชคชะตาเซียน กว้างใหญ่ไพศาล
หากข้าหายไป พวกนั้นจะไม่สามารถหาข้าเจอได้
แบบนั้นคงจะยิ่งเลวร้ายกว่าเดิม…” เมื่อไตร่ตรอง
อย่างรอบคอบแล้ว นางจึงไม่ได้เคลื่อนย้ายไปจากที่นี่
ด้วยสภาพอากาศที่หนาวเย็นยะเยือกเช่นนี้ ซู่ ฉือ ทำ
ได้เพียงแต่ขดตัวลงและจ้องมองไปยังทิศทางที่พวก
ของนางนั้นได้จากไปอย่างกังวล
ตึก ตึก..
ทันใดนั้น ได้มีเสียงฝีเท้าดังขึ้น
“กลับมากันแล้ว!”
ซู่ ฉือ ปิติยินดียิ่ง จนในใจของนางแทบจะกระโดด
ออกมาเต้น นางได้แหงนมองไปยังหมู่เมฆหมอก
จากนั้นก็ได้พบกับเงาสายหนึ่งที่กำลังค่อยๆเข้าใกล้
ขึ้นมาเรื่อยๆ
ชั่วพริบตา คนคนนั้นก็ได้เข้ามาสู่วิสัยทัศน์ของ ซู่ ฉือ
ซู่ ฉือ ตกตะลึงที่ได้พบว่า คนที่อยู่เบื้องหน้านางนั้น
เป็นคนแปลกหน้าไม่รู้จัก เขาเป็นชายหนุ่มที่มีหน้าตา
หล่อเหลาถึงขนาดว่าทำให้หญิงสาวที่มาพบเห็น
จะต้องหลงรักตั้งแต่เมื่อแรกพบได้อย่างแน่นอน
ราวกับว่าชายคนนี้คือผลงานชิ้นเอกจากสวรรค์ที่
สรรค์สร้างขึ้นมาก็มิปาน
“เจ้า…เจ้าเป็นผู้ใด?” ซู่ ฉือ ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ใย
นางจึงต้องใจเต้นแรงขนาดนี้
“ข้า? เจ้าลองทายดูสิ” อีกฝ่ายค่อยๆเดินเข้ามาที
ละก้าวๆ มุมปากของชายคนนี้ได้ยกสูงขึ้นเกิดเป็น
รอยยิ้มอันอ่อนหวานราวกับฤดูใบไม้ผลิที่กำลังใกล้
เข้ามา
ซู่ ฉือ ตกอยู่ในภวังค์ชั่วครู่ จากนั้นก็สะดุ้งตื่นขึ้น และ
กล่าวว่า “ในหมู่ศิษย์สาวกที่เข้ามานับสิบชีวิต ข้า
กลับไม่เคยเห็นเจ้ามาก่อน แสดงว่าเจ้าจะต้องเป็น
ปีศาจ!”
หลังจากที่ปีศาจแปลงกายมาแล้ว ทั้งกลิ่นอาย และ
รูปลักษณ์ของมันนั้น ทำให้ยากที่จะตรวจจับ พวกมัน
จึงสามารถกลมกลืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนได้อย่างไร้
กังวล
“ถูกต้อง ข้าคือปีศาจ” ชายหนุ่มผู้นี้ได้ยิ้มขึ้นและ
กล่าวตอบ
ซู่ ฉือ จำได้ว่าใน หุขเขาโชคชะตาเซียน แห่งนี้ มี
ปีศาจอยู่ 3 ตนด้วยกัน ตัวแรกคือ ปีศาจหมีทมิฬ ยัง
มีปีศาจจิ้งจอก และปีศาจฉลาม
ซึ่งปีศาจทั้งสามนั้น ล้วนถูก ‘คันเบ็ดอสูร’
พันธนาการเอาไว้
“เจ้าคือปีศาจหมีทมิฬอย่างนั้นหรือ!”
ซู่ ฉือ คิดไม่ถึงเลยว่า ปีศาจหมีทมิฬ เมื่อแปลงกาย
เป็นรูปลักษณ์มนุษย์แล้วจะมีความหล่อเหลาปานนี้
“คิดไม่ถึงว่าในครั้งนี้ข้า ซู่ ฉือ จะล้มเหลวอีกครา
ช่างโชคร้ายเสียจริง!”
ถึงจะไม่เต็มใจ แต่นางก็ได้รีบนำ ยันต์เพลิงแดง
ทะยานฟ้าออกมา จากนั้นก็กล่าวกับปีศาจตนนี้ว่า
“อย่าเข้ามา ข้ากำลังจะออกไปเดี๋ยวนี้”
กล่าวได้ว่าปีศาจที่ถูกนำเข้ามายัง หุบเขาโชคชะตา
เซียน เพื่อเป็นบททดสอบนั้น ตราบใดที่ทำให้สามารถ
ศิษย์สาวกใช้ ยันต์เพลิงแดงทะยานฟ้า เพื่อหลบหนี
ออกไปได้ ปีศาจจะได้รับรางวัล
ซึ่งขณะที่กล่าว นางได้บีบอัด พลังศักดิ์สิทธิ์ เพื่อ
ทำลาย ยันต์เพลิงแดงทะยานฟ้าในทันที
ฟิ้ววว
แต่กลับไม่คาดคิดว่า ยันต์เพลิงแดงทะยานฟ้า กลับ
ลอยพุ่งเข้าสู่มือของชายคนนี้อย่างรวดเร็ว ซู่ ฉือ
ถึงกับสะดุ้งเฮือกและจ้องมองเหตุการณ์นี้อย่างงุนงง
เพราะนางไม่เข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายต้องฉก ยันต์เพลิง
แดงทะยานฟ้า ไปเช่นนี้
“น่ากินเสียจริง”
ชายผู้นี้ยิ้มออกมาบางๆ จากนั้นเขาก็ได้หยิบ ยันต์
เพลิงแดงทะยานฟ้า หย่อนลงปากและเคี้ยวอย่าง
เพลินใจ
“กะ….กิน….”
ซู่ ฉือ ถึงกับสีหน้าซีดเผือก สำหรับนางแล้ว สิ่งที่เห็น
อยู่เบื้องหน้านี้ มันไม่น่าจะเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นมา
ได้
ถูกปีศาจฉก ยันต์เพลิงแดงทะยานฟ้า ไป จากนั้นก็ถูก
กินเข้าไปอีก!
“อย่าโวยวาย ข้าไม่ชอบเสียงที่ดังน่ารำคาญ!” เมื่อ
ชายผู้นี้ได้กินเสร็จแล้ว มุมปากของมันก็ได้เผยอขึ้นมา
จนกลายเป็นรอยยิ้มที่ดูแล้วแสนจะอันตรายอย่างมาก
“อึก”
ซู่ ฉือ ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
ในตอนนี้นางได้กรีดร้องออกมาอย่างดังลั่น เป็น
เพราะนางไม่สามารถออกไปได้แล้ว และไม่รู้ว่า
เมื่อไหร่ที่ชายผู้นี้ได้มายืนอยู่ด้านหลังของ ซู่ ฉือ
จากนั้นมันได้แลบลิ้นและเลียไปยังคอของนาง ต่อมา
มันก็ยิ้มขึ้นอย่างพึ่งพอใจพร้อมกล่าวว่า “น่าอร่อยยิ่ง
นัก”
“ข้า….” ซู่ ฉือ กลัวจนอึแทบราด นางไม่เข้าใจว่า
ปีศาจที่ถูกผูกพันธนาการอยู่ เหตุใดจึงสามารถ
หาญกล้าทำเช่นนี้กับนางได้
และตอนนี้นางยังถูกมันควบคุมตัวจนไม่สามารถขยับ
เขยื้อนตัวไปไหนได้อีก
“ฟู้วว!”
ในตอนนั้นเอง ชายผู้นี้ก็ได้เคลื่อนไหวร่างกายอย่าง
รวดเร็ว ชั่วพริบตามันก็ได้ลาก ซู่ ฉือ ลงไปในสระ
มรกต ส่งผลให้ทั้งคู่ได้กำลังจมดิ่งลงไปสู่ก้นสระ
บุ้งๆๆๆ!
เพียงแค่ชั่วครู่ สระมรกตที่เงียบสงัด บัดนี้ได้ปรากฏ
คลื่นตีกระจายอย่างรุนแรง พลันปรากฏเสียงหัวเราะ
ที่ราวกับเป็นอสูรผู้น่าหวาดกลัวดังขึ้นไปทั่วทั้งบริเวณ
ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียง 3 ลมหายใจเท่านั้น
หลังจากนั้น สระมรกต ที่เคยเป็นสีเขียวชะอุ่ม บัดนี้
กลับกลายเป็นสระสีแดงฉานที่ถูกย้อมไปด้วยเลือด
เลือดสีแดงสดค่อยๆแพร่กระจายไปทั่วทั้งสระอย่าง
ต่อเนื่อง
ตู้มม!
จากนั้นชายหนุ่มก็ได้กลับขึ้นมาบนฝั่ง ร่างกายของมัน
ยังคงสะอาดสะอ้านเช่นเคย บัดนี้มันได้เลียริมฝีปาก
และยิ้มอย่างพึ่งพอใจ “ยังไงหญิงสาวก็ยังคงรสชาติ
ดีกว่าผู้ชายอยู่ดี”
เมื่อมันเดินจากไปได้ไม่กี่ก้าว มันก็ได้หันกลับมาเพื่อ
มองดูสระมรกตพร้อมขมวดคิ้วลงเล็กน้อย ต่อมามัน
จึงตัดสินใจอ้าปากและสูบเลือดที่อยู่ในสระมรกต
ทั้งหมดจนไม่เหลือ
“เช่นนี้ ก็คงไม่มีใครรู้ว่านางได้ตายแล้ว และมันจะ
ทำให้ข้าสามารถล่าคนอื่นได้ต่อ”
ชายหนุ่มยิ้มขึ้นอย่างพึงพอใจ จากนั้นก็ได้หายลับเข้า
ไปในกลุ่มหมอก
บางทีนางอาจจะไม่รู้ว่าปีศาจทั้ง 3 นั้นได้ถูก
พันธนาการโดย ‘คันเบ็ดอสูรก็จริง’
แต่กับมันผู้นี้ไม่ใช่!
“ซู่ ฉือ?”
หลาน สุ่ยเยว่ ที่ออกไล่ล่าไปนั้น กลับหาใครไม่เจอ
แม้แต่ผู้เดียว ด้วยความอับจนหนทางเช่นนี้ นางจึง
ตัดสินใจกลับมายังสระมรกต เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว
กระทั่งนางเองก็คงจะกลายเป็นผู้ที่พลัดหลงกับทุกคน
เป็นแน่
“ไปไหนของนางกันนะ?”
เมื่อกลับมาถึงสระมรกตแล้ว นางก็ได้มองซ้ายมอง
ขวา แต่กลับไม่พบนาง แถมในพื้นที่แถวนี้ก็ยังไม่มี
ร่องรอยของการต่อสู้กันอีกด้วย
ที่จริงแล้ว หลาน สุ่ยเยว่ จากไปเพียงไม่ไกล นางคิด
ว่าหากตราบใดที่ ซู่ ฉือ ตะโกนร้องขึ้นมา นางจะต้อง
ได้ยินเป็นแน่
“ยัยนี่จริงๆเลย ก็บอกอยู่แล้วแท้ๆว่าให้รอข้าครู่
เดียว แต่ตัวเองดันไปไหนเสียแล้ว หุบเขาโชคชะตา
เซียน นี่อันตรายถึงเพียงไหน หากว่าไปเจอกับปีศาจ
เข้าก็อย่าได้มาตำหนิข้าก็แล้วกัน”
หลาน สุ่ยเยว่ ได้บ่นออกมาพร้อมกับนั่งอยู่บนโขดหิน
แถวสระมรกต พอคิดถึงเรื่องของ อู่ อวี้ แล้ว ในใจ
ของนางพลันปรากฎโทสะขึ้นมา มือที่ถือกระบี่ทั้งสอง
เอาไว้ได้กวัดแกว่งฟาดฟันลงไปในสระมรกตอย่าง
ต่อเนื่อง จนเกิดเป็นคลื่นน้ำที่ประทุขึ้นมาอย่างสูงชัน
“หลาน สุ่ยเยว่”
ในที่สุด อู่ อวี้ ที่อาศัยหมอกหนาพร้อมทั้งภูมิประเทศ
อันซับซ้อนของ หุบเขาโชคชะตาเซียน ก็สามารถสลัด
ยอดฝีมือระดับหลอมรวมลมปราณขั้นที่5 ทั้ง3มาได้
สำเร็จ
ที่จริงแล้ว พวก หนี่ หงอี้ ที่ไล่ตามมานั้น เกือบจะจับ
อู่ อวี้ ได้หลายครั้งหลายครา
ซึ่งหากเขาถูกพวกนั้นจับได้ ก็คงได้แต่ก้มหน้ารับ
ชะตากรรมอย่างเดียวเท่านั้น
ในตอนนี้เขาได้หลบซ่อนอยู่ท่ามกลางหมอกทึบ
พร้อมทั้งหอบหายใจอย่างหนักหน่วงและแววตาที่ราว
กับสัตว์ป่าผู้ไม่ยอมแพ้
“คิดไม่ถึงว่าในวันนี้ข้า อู่ อวี้ จะถูกหญิงสาวบังคับ
ให้คุกเข่าเช่นนี้” มันช่างเป็นความอับอายที่แม้จะ
ล่วงเลยไป 10 ปี ก็ไม่สามารถลืมเลือนมันได้
“บางทีข้าก็ไม่อยากจะยุ่งวุ่นวายกับเจ้า แต่ในวันนี้
ข้าจะต้องมอบความขมขื่นให้แก่หญิงสาวผู้เกเรคนนี้
เสียแล้ว”
จริงๆแล้ว อู่ อวี้ นั้นค่อนข้างเกลียดการต่อสู้กับผู้หญิง
แต่ หลาน สุ่ยเยว่ ได้ทำให้เขาหมดความอดทนไป
เรียบร้อยแล้ว
“ถึงตอนนี้จะมี 4 คนคอยช่วยเหลือนาง จึงทำให้
การเอาคืนนั้นค่อนข้างยากก็จริง! แต่ว่า หุบเขา
โชคชะตาเซียน นี้ช่างกว้างใหญ่ ข้าไม่เชื่อว่าจะไร้ซึ่ง
วิธีการ!”
มีคำกล่าวที่ว่า หากมีความแค้นแต่ไม่แก้แค้นจะไม่ถือ
เป็นลูกผู้ชาย
แน่นอนว่าเป้าหมายหลักของการเดินทางครั้งนี้ยังเป็น
รากฐานเซียน
อู่ อวี้ ได้เตรียมที่จะเดินทางทันที ที่แห่งนี้มีแมลงมีพิษ
มากมาย และบริเวณโดยรอบก็ยังมีใยแมลงมุมอยู่
ค่อนข้างเยอะอีกด้วย หากเดินทางอย่างไม่ระมัดระวัง
อาจจะต้องติดเข้าไปอยู่ในใยแมลงมุมที่ไหนสักที่อย่าง
แน่นอน
ทันใดนั้นก็มีเสียงดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง
“เจ้า เจ้าอย่าพึ่งไปได้มั้ย….”
เสียงที่ดังขึ้นนั้นเป็นเสียงของหญิงสาว ด้วยเสียงอัน
ไพเราะเช่นนี้ หากใครได้ยินเข้าก็สามารถทำให้ผู้ฟัง
ถึงกับใจละลายเลยก็ว่าได้
ในยามนี้ อู่ อวี้ ก็ได้หันหลังกลับ
เขาได้พบว่าที่ด้านข้างของตนนั้นมีหญิงสาวที่งดงาม
ปานเมืองล่มยืนอยู่ อาภรณ์ที่นางสวมนั้นมีเพียงแค่ผ้า
คลุมบางๆเท่านั้น ทำให้สามารถเห็นเรือนร่างอันขาว
ผุดผ่องราวกับหิมะได้อย่างชัดเจน
♡(⺣◡⺣)♡* เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ