กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 950: หุ่นเชิดตนใหม่อันน่าสะพรึงกลัว
ร่างกลืนสวรรค์หาได้รู้สึกกดดันแต่อย่างใด ดังนั้น อู่ อวี้
จึงบอกให้ หนานซาน หวางเย่ว ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ
เล็ก ๆ น้อย ๆ
เมื่อทั้งสองร่วมมือกัน ก็สามารถจัดการกับหลานฉีผู้มี
ฝีมืออยู่ในระดับค้นหาเต๋า ขั้นที่ 3 ได้อย่างรวดเร็ว
หนานซาน หวางเยว่ เริ่มต้นด้วยการใช้พลังอิทธิฤทธิ์
สร้างความบาดเจ็บให้แก่มัน หลังจากนั้น อู่ อวี้ ก็ใช้เก้า
ทัณฑ์ผลาญฟ้าทลายอเวจีปิดฉากสังหาร เมื่อต้องตกอยู่
ภายใต้อายุการโจมตีสังหารของ อู่ อวี้ มันย่อมไม่อาจ
หลบหนีได้อย่างแน่นอน
จ่าฝูงของพวกมันถูกบดขยี้สังหารในทันที!
ร่างกลืนสวรรค์ของ อู่ อวี้ มาปรากฏตัวเหนือซากศพไร้
วิญญาณของมันอย่างรวดเร็ว แล้วกลืนกินเหยื่อมื้อใหญ่
อันแสนโอชะในทันที ส่วน อู่ อวี้ ร่างต้น กับ หนานซาน
หวางเยว่ ก็ไปต่อสู้ที่สนามรบอื่น ๆ ต่อไป!
เมื่ออยู่ภายใต้พลังอำนาจอันแข็งแกร่งจากกายเนื้อของ
อู่ อวี้ ดูเหมือนจะสายเกินไปสำหรับฝูงค้างคาวมังกร
โลหิตคราม ที่คิดจะหลบหนี ยามนี้พวกมันตกตายไปที
ละตัว ๆ ดั่งใบไม้ร่วง หนานซาน หวางเยว่, จอมทวน
วิญญาณ, เย่ซีซี พวกเขาแต่ละคนสามารถสังหารฝ่าย
ตรงข้ามได้หนึ่งหรือสองคนเมื่อพุ่งผ่าน
อยู่ในสถานที่เช่นนี้การเมตตาปรานีต่อศัตรู จะถือว่าเป็น
การทำร้ายตัวเองอย่างสุดแสนสาหัส ต้องไม่ปล่อยให้อีก
ฝ่ายมีโอกาสกลับมาแว้งกัดทำร้ายตัวเองได้อย่าง
เด็ดขาด เพราะหากอีกฝ่ายเป็นฝ่ายได้เปรียบ มันก็จะ
ไม่ให้โอกาสแก่พวกเขาเช่นกัน
เนื่องจากจ่าฝูงหลานฉีไม่แพ้ไปแล้ว ผ่านไปเพียงไม่นาน
นักค้างคาวมังกรโลหิตครามก็ถูกสังหารจนสิ้น จากนั้น
อู่ อวี้ ก็เก็บซากของพวกมันเอาไว้ในถุงจักรวาลเผื่อไว้
เป็นอาหารให้ร่างกลืนสวรรค์ หากไม่เห็นแก่ร่างกลืน
สวรรค์ อู่ อวี้ คงไม่เก็บซากศพของพวกมันเอาไว้แน่
ทั้งหมดทั้งมวลล้วนเป็นเพราะว่า ค้างคาวมังกรโลหิต
คราม เริ่มลงมือสังหารพวกเขาก่อน เพราะต้องการนำ
ตัวพวกเขาไปขึ้นรางวัล
” มีความเป็นไปได้ว่าค้างคาวมังกรโลหิตคราม จะแจ้ง
ตำแหน่งของพวกเราให้กับเจ็ดราชาวานรทราบแล้ว ” อู่
อวี้ กล่าวขึ้น หลังจาก อู่ อวี้ เก็บรวบรวมซากศพ
ค้างคาวมังกรโลหิตครามที่เผื่อไว้ให้ร่างกลืนสวรรค์จน
หมด
“ไปกันเถอะ”
หนานซาน หวางเยว่ ติดตามไปในทันที ส่วนร่างกลืน
สวรรค์กับจอมทวนวิญญาณกลับไปที่เจดีย์ล่องกำเนิด
ร่างกลืนสวรรค์ค่อย ๆ เติบโตขึ้นภายในเจดีย์ล่องกำเนิด
จำนวนของค้างคาวมังกรโลหิตครามฝูงนี้ มากเพียง
พอที่จะทำให้พื้นฐานฝึกตนของร่างเกินสวรรค์เลื่อนขั้น
ยกระดับสูงขึ้นมาก
เย่ซีซีเก็บกระบี่คู่ไท่อา กลายร่างเป็นทรายสีดำเกาะติด
อยู่กับร่างของ อู่ อวี้ จากนั้นก็ติดตาม อู่ อวี้ ออกไป
อย่างรวดเร็ว สาเหตุที่นางแปลงกายบ่อย เพราะ
ต้องการฝึกฝนพลังอิทธิฤทธิ์นี้ให้มีความชำนาญมากขึ้น
ยิ่งกลายร่างมากก็ยิ่งชำนาญ ซึ่งถือว่ามีประโยชน์กับนาง
มาก
ท้ายสุดแล้ว อู่ อวี้ ก็ไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าเจ็ดราชาวานรจะ
ทราบตำแหน่งของพวกเขาหรือไม่ ดังนั้นหลังจากที่
ออกมาจากจุดต่อสู้ได้ครู่หนึ่ง เขาก็กวาดสายตามองไป
รอบ ๆ คฤหาสน์จักรพรรดิปีศาจสวรรค์ จากนั้นก็มุ่งไป
อีกทิศทางทันที
” ใช้นาวาซ่อนเซียน ” อู่ อวี้ พูดกับ หนานซาน หวางเยว่
“รับทราบ” หนานซาน หวางเยว่ อัญเชิญนาวาซ่อน
เซียนออกมา แล้วเคลื่อนตัวเข้าไปในส่วนลึกของบึง
โคลน เนื่องจากตำแหน่งนี้มีปีศาจอยู่น้อยมาก อู่ อวี้ จึง
ตัดสินใจซุ่มตัวอยู่ที่นี่ไปก่อน
ตอนนี้ตำแหน่งของ หนานกง เหว่ย อยู่นอกขอบเขตการ
ค้นหาของแมวหลานหลาน จึงเป็นเหตุผลให้ยามนี้ไม่มี
ข่าวคราวเกี่ยวกับนาง แต่ถ้าเมื่อใดที่นางเข้าสู่ขอบเขต
การค้นหา เจ้าแมวหลานหลานก็จะรู้ตัวทันที
ปัจจุบันร่างกลืนสวรรค์ได้กลืนกิน ค้างคาวมังกรโลหิต
คราม หมดเกลี้ยงแล้ว ส่งผลให้พื้นฐานตนในปัจจุบัน
ของร่างกลืนสวรรค์อยู่ในระดับค้นหาเต๋าขั้นที่ 3 ซึ่งอยู่
ในระดับเดียวกับค้างคาวมังกรโลหิตคราม
กล่าวได้ว่าพลังการต่อสู้ของร่างต้น และ ร่างกลืนสวรรค์
กลับมาสู่ความสมดุลอีกครั้ง
เหตุผลที่เขากลับมาอยู่ในนาวาซ่อนเซียนอีกครั้ง เป็น
เพราะว่า อู่ อวี้ ต้องการเข้ามาต่อสู้กับหุ่นเชิดภายใน
เจดีย์ล่องกำเนิด เช่นดั่งคำกล่าวที่ว่าถ้าคิดจะตีเหล็กก็
ต้องตีตอนร้อน
เขาคาดว่าหากร่างต้นร่วมมือกับร่างกลืนสวรรค์ พวก
เขาจะสามารถต่อสู้กับหุ่นเชิดระดับที่สูงกว่า จอมทวน
วิญญาณ ขึ้นไปอีกได้
หลังจาก อู่ อวี้ ยกระดับพื้นฐานฝึกตนขึ้นมาได้อีกครั้ง
เขาก็มิได้รีบเร่งท้าทายเจดีย์ล่องกำเนิด ดังนั้นเขาจึง
อยากจะรู้ว่าหากท้าทายหุ่นเชิดที่แข็งแกร่ง จอมทวน
วิญญาณ ผลลัพธ์จะออกมาเป็นเช่นไร
ด้วยเหตุนี้เขากับร่างกลืนสวรรค์จึงเข้ามาใน เจดีย์ล่อง
กำเนิด หลังจากร่างกลืนสวรรค์กลืนกินปีศาจจำนวน
มาก ความเย็นเยียบถึงขีดสุดก่อนหน้านี้ ก็บังเกิดการ
เปลี่ยนแปลงบางอย่างขึ้น กลายเป็นดุร้ายทรงอำนาจ
ระดับความเข้มข้นใกล้เคียงกับปีศาจมากขึ้นทุกขณะ ทั้ง
ยังมีปราณปีศาจแผ่ออกมาจากร่าง บางทีพวกปีศาจ
อาจจะคิดว่าเขาเป็นพวกเดียวกับมันเลยด้วยซ้ำ
อันที่จริงเขาไม่สามารถแสดงพลังของพิมานจักรพรรดิ
เป่ยหมิงมาได้อย่างเต็มที่
จอมจักรพรรดิหมิงไห่ เคยใช้ ‘พิมานจักรพรรดิเป่ยหมิง
จักรพรรดิเป่ยหมิง’ มาก่อน สำหรับศาสตราวิถีแท้สุด
ยอดวิญญาณที่ยอดเยี่ยมแข็งแกร่งอย่างที่สุด ย่อมต้องมี
ศักยภาพในระดับสูงควบคู่ไปด้วย ยามนี้ อู่ อวี้ ทั้งสอง
ร่างยืนเคียงข้างกันและกัน หนึ่งถือจับพิมานจักรพรรดิ
เป่ยหมิง แผ่ไอเย็นเยียบสุดขั้วประดุจดั่งอยู่ในแดน
เหมันต์ ส่วนอีกหนึ่งถือจับพลองฟ้าเพลิงผลาญเก้าทัณฑ์
เตาหลอม เปลวเพลิงเผาร้อนแรงประดุจดั่งเพลิงอเวจี
เมื่อวงเวทภายในเจดีย์ล่องกำเนิดปรากฏขึ้น อู่ อวี้ ก็
เดินเข้าไปท้าทายวงเวทสีขาว ซึ่งเป็นวงเวทสุดท้ายอย่าง
ไม่ลังเล หลังจาก อู่ อวี้ ยกระดับขึ้นสู่อาณาจักรใหม่ หุ่น
เชิดตัวใหม่ก็ปรากฏขึ้น
เมื่อแสงของวงเวทสาดส่องประกาย ก็พอจะสามารถ
เห็นขนาดของหุ่นเชิดตัวใหม่นี้ได้ ขนาดของมันจัดอยู่ใน
ระดับกลาง ๆ ซึ่งหากนำระหว่างจอมทวนวิญญาณ กับ
จอมกระบี่วิญญาณ มาเปรียบเทียบกันแล้ว หุ่นตัวใหม่ดู
เหมือนจะสมส่วนมากยิ่งขึ้น แม้จะเห็นได้แค่เพียงคร่าว
ๆ แต่ก็สามารถบอกได้เลยว่าวงเวทที่ประทับอยู่บนหุ่น
เชิดตัวนี้ ซับซ้อนล้ำลึกยิ่งกว่าตัวก่อน ๆ มากนัก!
เมื่อเทียบกับจอมทวนวิญญาณ หุ่นเชิดที่ปรากฏขึ้นมา
ใหม่นี้ มีความแข็งแกร่งเหนือไปอีกขึ้น
ในระหว่างที่แสงสีขาวยังไม่เลือนหายไป อู่ อวี้ ก็แลเห็น
ได้อย่างเลือนรางว่า บนบ่าของหุ่นเชิดตัวนี้ มีเกาทัณฑ์
และลูกศรห้อยสะพายอยู่ด้านหลัง
หลังจากนั้นไม่นาน แสงสีขาวก็สว่างเจิดจ้าก็วูบดับไป
อย่างรวดเร็ว เมื่อแสงหายไป อู่ อวี้ ก็สามารถเห็น
รูปลักษณ์ของหุ่นเชิดตัวใหม่ได้อย่างชัดเจน
อย่างที่คาดเอาไว้รูปลักษณ์ของหุ่นเชิดตัวนี้ เหมือน
มนุษย์แทบทุกกระเบียดนิ้วเช่นดั่ง จอมทวนวิญญาณ
กับ จอมกระบี่วิญญาณ หากมองแวบแรกคงปักใจเชื่อว่า
นี่คือมนุษย์จริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกายหรือ
แม้กระทั่งลมหายใจ ซึ่งดูแล้วไม่แตกต่างจากผู้ฝึกตนทั่ว
ๆ ไป ไม่ว่าจะเป็นประสาทสัมผัสทั้งห้าบนใบหน้าหรือ
ผิวหนังล้วนเสมือนจริงโดยแท้ แม้แววตาที่ส่องสะท้อน
ออกมาจากดวงตาก็เป็นเช่นดั่งแววตาของมนุษย์ ซึ่ง
แตกต่างจากหุ่นเชิดตัวก่อน ๆ หน้านี้อย่างสิ้นเชิง
เมื่อมองเข้าไปดวงตาของหุ่นเชิดตัวนี้ เสมือนดั่งว่ามีจิต
วิญญาณของมนุษย์ ที่สะท้อนออกมาจากดวงตาคู่นั้น
อู่ อวี้ มองเห็นว่าภายใต้เนื้อหนังของมันมีวงเวทประทับ
หนาแน่นอยู่มากมาย ประเมินจากสายตาคร่าว ๆ น่าจะ
มีอยู่อย่างน้อย 400,000 วง เทียบเคียงได้กับศาสตรา
วิถีแท้สุดยอดวิญญาณระดับสูงเลยทีเดียว
ภาพลักษณ์ภายนอกของหุ่นเชิดตัวนี้แม้จะดูเรียบง่าย
แต่กลิ่นอายที่แผ่ออกมาให้ความรู้สึกกดดันราวกับนักล่า
ผู้แข็งแกร่ง ผิวคล้ำ สวมใส่อาภรณ์ด้วยชุดหนังสัตว์สี
ทองแดง นอกจากนี้ อู่ อวี้ ยังเห็นอีกว่า เขากำลังถือ
เกาทัณฑ์สีทำขนาดใหญ่ อีกยังซองธนูด้านหลัง ยังมีศร
อยู่สามดอก มีสามสีที่แตกต่างกันออกไปชนิด หนึ่งคือสี
น้ำเงินม่วง ให้ความรู้สึกเสมือนดั่งทองนภาที่เต็มไปด้วย
มวลดารา ส่วนอีกดอกเป็นสีเงินเจิดจรัสสดใสเฉกเช่นดั่ง
ดวงจันทรา และสุดท้ายเป็นสีทองคำ เสมือนดั่งแสง
ตะวันอันร้อนแรง
อาวุธคู่กายของหุ่นเชิดตัวนี้ไม่ใช่กระบี่หรือทวน เห็นได้
ชัดว่ามันมีความเชี่ยวชาญในการใช้เกาทัณฑ์เป็นอย่าง
มาก ราวกับว่าเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย
สิ่งสำคัญมันหาได้เป็นมนุษย์ แต่เป็นหุ่นเชิด
เมื่อมาถึงจุดนี้มันก็ตระหนักได้ว่าตัวเองกำลังถูกท้าทาย
ในที่สุดมันก็ตื่นขึ้นจากความเงียบ ดวงตาทั้งคู่จ้องมอง
ลงมาบนร่างของ อู่ อวี้ แล้วเริ่มขยับริมฝีปากพูดขึ้นว่า ”
ข้าคือจอมเกาทัณฑ์วิญญาณ ขอยอมรับการท้าทายของ
เจ้า ถ้าเช่นนั้นก็มาต่อสู้ประหัตประหาร อย่ามัวแต่สอง
จิตสองใจ โปรดระวังตัวด้วย อย่าได้ลังเลเพียงเสี้ยว ”
จอมเกาทัณฑ์วิญญาณ นับว่ามีเจตนาดีไม่น้อยถึงได้
ตักเตือนล่วงหน้า
อย่างไรก็ตามเพียงสิ้นเสียงพูด มันก็เริ่มการเคลื่อนไหว
โดยการพุ่งเข้าใส่คู่ต่อสู้ของตนเองอย่างรวดเร็ว ทันทีที่
ขยับเท้าเคลื่อนไหว มันก็เร้นกายอยู่ภายในเจดีย์ล่อง
กำเนิดอย่างแนบเนียน อู่ อวี้ ตระหนักว่ามีการ
เปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้นกับจอมเกาทัณฑ์วิญญาณ
เพียงชั่วพริบตามันก็หายไป ไม่อาจรู้ว่ามันอยู่ที่ใด
ในตอนนี้ เห็นได้ชัดว่าความสามารถอย่างแรกของจอม
เกาทัณฑ์วิญญาณนั่นก็คือ เร้นกาย ไม่ใช่การล่องหนอำ
พรางกายเช่นดั่งความสามารถของ หนานซาน หวางเยว่
แต่มันคือการเร้นกาย ถ้าถามว่ามันทรงพลังมากน้อย
เพียงใด คงต้องตอบว่าแม้แต่ อู่ อวี้ ผนึกกำลังกับ ร่าง
กลืนสวรรค์ ก็ยังไม่สามารถหาตำแหน่งมันพบ!
เขาใช้เนตรเพลิงค้นหาร่างของจอมเกาทัณฑ์วิญญาณ
ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามันกำลังเร้นกายจนแทบจะเป็นหนึ่ง
เดียวกับผนังที่อยู่ห่างออกไป ด้วยเพราะมันเป็นหุ่นเชิด
อันไร้ซึ่งชีวิต ดังนั้นเป็นเรื่องง่ายที่มันจะเร้นกาย
” มีวงเวทเร้นกายประทับอยู่บนร่างของมันเป็นจำนวน
มาก ด้วยเหตุนี้มันจึงเปิดใช้งานวงเวทเร้นกายเพื่อหลบ
ซ่อนตัวจากเรา ผลลัพธ์ที่ออกมานับว่าดีมาก สามารถ
เทียบเท่าได้กับเขตแดนสวรรค์ไร้รอยของ หนานซาน
หวางเยว่ เลยทีเดียว แต่ก็แค่ชั่วคราวเท่านั้น ”
เขตแดนสวรรค์ไร้รอยของ หนานซาน หวางเยว่ ใน
อนาคตจะต้องทรงพลังยิ่งกว่าเก่าอย่างแน่นอน
” แต่ยังโชคดีที่สภาพแวดล้อมภายในเจดีย์ล่องกำเนิด
ค่อนข้างเรียบง่าย จึงทำให้การเร้นกายไม่ง่ายนัก หาก
เป็นสภาพแวดล้อมภายนอกที่ซับซ้อนอย่างท้องเวหาใต้
ปฐพีหรือมหาสมุทร คงเอื้อประโยชน์สำหรับการเร้น
กายของมันมากกว่านี้เป็นแน่ ”
อู่ อวี้ รู้ทันทีว่ารูปแบบการต่อสู้ของหุ่นเชิดตัวนี้ กับหุ่น
เชิดจอมทวนวิญญาณนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เวลานี้มันคงกำลังเร้นกายอยู่ภายในเงามืด คันศรอันเย็น
ยะเยือกคอยซุ่มโจมตีศัตรูอย่างลับ ๆ ไร้ร่องรอย ความ
จริงแล้วศัตรูประเภทนี้ช่างน่ากลัวสำหรับผู้ฝึกตนหรือ
ปีศาจ หากคนประเภทนี้อยู่ฝั่งเดียวกันก็จะทำให้ถือ
ครองความได้เปรียบ เนื่องจากอีกฝ่ายหลบซ่อนเร้นกาย
อยู่กับลูกศรอันเย็นเฉียบ แล้วจะเข้าใกล้ หรือหา
ตำแหน่งของมันพบได้อย่างไรกันเล่า
” ความสามารถในการเร้นกายถือว่ายอดเยี่ยมมาก
ลำดับต่อไปคงต้องลองตรวจสอบพลังโจมตีของมันด้วย
หากพลังโจมตีแข็งแกร่งพอ ๆ กัน ในภายภาคหน้าจอม
เกาทัณฑ์วิญญาณคงจะช่วยเหลือข้าได้มากเป็นแน่ ”
เมื่อมองจากทักษะนี้ของจอมเกาทัณฑ์วิญญาณ หากมี
การต่อสู้ มันไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมต่อสู้แบบระยะประชิด
ไม่จำเป็นต้องมีส่วนร่วมในการต่อสู้ เพียงซ่อนตัวอยู่ใน
ระยะไกล คอยลอบโจมตีศัตรู ด้วยความสามารถนี้จะ
เพิ่มความน่าสะพรึงกลัวให้กับกำลังรบของเขามากยิ่งขึ้น
ระหว่าง อู่ อวี้ กำลังขึ้นครุ่นคิดอยู่ จอมเกาทัณฑ์
วิญญาณที่เร้นกายอยู่ภายในเงามืดด้านหลัง ก็นำลูกศรสี
น้ำเงินม่วงวางทาบไว้บนคันศรเกาทัณฑ์ ทุกท่วงท่าล้วน
ดำเนินไปอย่างแผ่วเบาบ่งบอกได้ถึงความเชี่ยวชาญ
หลังจากนั้นเงื้อดึงสายเกาทัณฑ์โค้ง จนกลายเป็นรูป
จันทราเต็มดวง ล็อกเป้าหมายไปที่ร่างกลืนสวรรค์ของ
อู่ อวี้ โดยที่ร่างกลืนสวรรค์ไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลยแม้แต่น้อย!
ฟึดดด!!!!
หนึ่งศรพุ่งทะลวงโจมตี!
ทันใดนั้นภาพฉากเบื้องหน้าสายตาของ อู่ อวี้ ก็แปร
เปลี่ยนไป ราวกับว่ามีธาราสวรรค์อันกว้างใหญ่ พุ่งตรง
เข้ามาพร้อมกับหนึ่งดาราประกายที่ไม่อาจมองเห็นได้
จากระยะไกล พุ่งทะลวงเข้ามาอย่างรวดเร็ว เนื่องจาก
อู่ อวี้ ล่วงรู้ตำแหน่งของจอมเกาทัณฑ์วิญญาณก่อน
ดังนั้นจึงหลบเลี่ยงวิถีของลูกศรได้ตั้งแต่แรก แต่ไม่
คาดคิดว่า ศรที่ถูกยิงออกมาจะสามารถติดตามไล่ล่าการ
เคลื่อนไหว ฉะนั้นแล้วร่างกลืนสวรรค์จะหลบหนีจากมัน
ได้อย่างไร!
ด้วยพลังเช่นนี้ อู่ อวี้ ตระหนักว่าตนเองกำลังรับศึกหนัก
เป็นการต่อสู้ที่ยากเย็นแสนเข็ญชนิดที่เรียกว่า หืดขึ้นคอ
ถึงจะสามารถเอาชนะ จอมเกาทัณฑ์วิญญาณ ได้!
อย่างไรก็ตามเขาสามารถล่วงรู้ตำแหน่งของคู่ต่อสู้ด้วย
เนตรเพลิง ดังนั้นจึงยังไม่ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบมาก
เกินไป
ขณะนั้นที่ร่างกลืนสวรรค์ใช้กระบวนท่ากระบี่จักรพรรดิ
ศักดิ์สิทธิ์จิตทมิฬพิมานสวรรค์เพื่อปัดป้องลูกศรมหา
ประลัย อู่ อวี้ ร่างต้นก็ใช้พลองฟ้าเพลิงผลาญพุ่งเข้าไป
หาศรนั้นทันที!
ปัง!
ในที่สุดลูกศรดอกแรกก็ถูกทำลาย ภายใต้การโจมตี
อย่างเต็มกำลังของ อู่ อวี้ แล้ววงเวทที่ประทับอยู่บนศร
ดอกนี้ทั้งหมดก็หายไปอย่างฉับพลัน หลังจากนั้นศรดอก
ดังกล่าวก็กลับไปหาเจ้านายของมันไปรวมตัวอยู่กับศร
ดอกอื่น ๆ อีกครั้ง ในสภาพสมบูรณ์ดังเดิม
ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น จอมเกาทัณฑ์วิญญาณหยิบศรสี
เงินดอกที่สองออกมาวางทาบไว้บนเกาทัณฑ์ จากนั้นก็
ดึงสายเกาทัณฑ์ จะดูเฉกเช่นดังจันทราสีเงินขาดใหญ่
ซึ่งบัดนี้ อู่ อวี้ สัมผัสได้ถึงพลังอันน่าสะพรึงกลัวยิ่ง
กว่าเดิม!
” แม้ว่าศรดาราไล่ล่าไม่สามารถเอาชนะเจ้าได้ เนื่องจาก
เจ้ารู้ตำแหน่งของข้าแล้วก็ตาม ทว่ามันก็หาได้สำคัญไม่
เช่นนั้นก็ลองเจอกับศรจันทราไล่ล่าดอกนี้ของข้าดูก็แล้ว
กัน ” จอมเกาทัณฑ์วิญญาณ เปิดปากพูดอย่างไม่แยแส
ด้วยน้ำเสียงราวกับหุ่นยนต์ หลังจากสิ้นเสียง มันก็
ปล่อยศรดาราไล่ล่าพุ่งโจมตีเข้าใส่ อู่ อวี้ ทันที
ชีวิตของเขาตกอยู่ในวิกฤตร้ายแรง เพราะบัดนี้คมศรล็
อกเป้ามันที่ลำคอของ อู่ อวี้ แสงสีเงินเส้นเล็ก ๆ พุ่งผ่าน
มายังด้านหน้าของเขาอย่างฉับพลัน
——————————–
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ