กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 965: พระราชวัง ผงพรากวิญญาณ ?
ณ พระราชวังตงอู่
เหล่าขุนนางทั้งหลายที่อยู่เบื้องหน้า อู่ อวี้ ซึ่งเขาได้ลืม
เลือนพวกมันไปหมดสิ้นแล้ว
ทว่ายามนี้ทุกอย่างกลับเด่นชัดถนัดตา การตกแต่ง
พระราชวังทั้งหมดล้วนให้กลิ่นอายเช่นเดียวกับ
พระราชวังตงอู่ในความทรงจำของเขา
ทุกคนที่กำลังโอบล้อมเบียดเสียดกันอย่างแน่นขนัด ต่าง
ใช้สายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเกลียดชังและผิดหวังมอง
มาที่ตัวเขา
ทว่าสิ่งที่ทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกกลัวมากที่สุดนั่นคือความรู้สึก
อันแรงกล้าจากอดีต เขาพบว่าตนเองไม่อาจต้านทานมัน
ได้เลย ร่างกายร่างนี้ของเขาเป็นเพียงแค่คนธรรมดา เขา
มีเพียงแค่ศิลปะการต่อสู้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ที่ทำให้
ตนเองรู้สึกราวกับสามารถก้าวกระโดดได้ราวกับติดปีก
บิน แต่เขากลับไม่อาจสัมผัสได้ถึงพลังอำนาจแก่นแท้
ตำหนักม่วงหรือว่าเคล็ดวิชาเต๋าเคล็ดอิทธิฤทธิ์อันใด
ราวกับว่าพลังทั้งหมดของเขาไม่เคยมีอยู่จริง
ความทรงจำเกี่ยวกับเส้นทางเต๋าได้เริ่มจางหายไปจน
หมดสิ้น ประสบการณ์ที่ผ่านมาทั้งหมดหรือกระทั่งผู้คน
ที่พบเจอระหว่างทางก็กลับกลายเป็นคลุมเครือไม่
ชัดเจน
นี่ถือเป็นจุดที่น่ากลัว มันเป็นความหวาดกลัวที่ไม่เคย
เกิดขึ้นมาก่อนกับตัวเขา
เขาไม่สามารถรู้สึกได้ถึงความปลอดภัยแม้เพียงเสี้ยว
มันสมจริงราวกับไม่ใช่ภาพมายา สมองของ อู่ อวี้ อัด
แน่นไปด้วยความสับสนไม่เข้าใจ
“ทำไมมันถึงเป็นเช่นนี้ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ข้าตายไป
แล้วอย่างงั้นหรือทำไมจึงย้อนกลับมายังจุดเริ่มต้น……..”
อู่ อวี้ มองทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความงุนงง
ความทรงจำทั้งหมด ได้สิ้นสุดในวันที่พบเจอกับปีศาจ
วานรหกกร
ภาพสุดท้ายในความทรงจำของเขาคือความตาย
ในเมื่อตายไปแล้วจะมาปรากฏตัวที่นี่ได้อย่างไร หรือว่า
มันเป็นแสงสว่างสุดท้ายของชีวิต?
ยามนี้ในหัวของเขาเต็มไปด้วยความว่างเปล่า
“ต่อไป เป็นฮ่าวเทียนซ่างเซียนอย่างงั้นหรือ?” อู่ อวี้ ที่
อยู่ท่ามกลางการก่นด่าของชาวประชา ต้องดิ้นรนเพื่อ
ลุกขึ้นยืนแล้วมองออกไปยังประตู ยามนี้ทิวทัศน์ด้าน
นอกเต็มไปด้วยหิมะ ปรากฏว่าเขามาอยู่ในฤดูหนาวที่
แสนหนาวเหน็บ
“ขอเชิญ ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน”
ประโยคนี้ปรากฏขึ้นในความทรงจำ
ท่ามกลางหิมะที่ตกหนัก ปรากฏเป็นเงาร่างของเทพ
เซียนที่ค่อยๆ เหินร่อนลงมาด้วยท่วงท่าสง่างาม
ฮ่าวเทียน ซ่างเซียนสวมใส่ชุดคลุมสีขาว บนชุดคลุมมี
การปักลวดลายของเข็มทิศแปดเหลี่ยม ในมือของมันถือ
แส้หางม้า สิ่งชั่วร้ายใดไม่อาจจะย่างกลายเข้าไปใกล้ตัว
มันได้ ดวงตาทั้งคู่ส่องประกายราวกับเป็นดวงดาวบน
ท้องนภา ราวกับความชั่วร้ายต่างๆ บนโลกใบนี้ไม่
อาจจะหลุดรอดสายตาของมันไปได้
เมื่อได้เห็นมันอีกครั้ง อู่ อวี้ ก็ไม่ได้รู้สึกโกรธเกรี้ยว
เหมือนเช่นในยามก่อนหน้านี้ เขาเอาแต่จ้องมองไปยัง
ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน ด้วยความอึ้งงัน มองดูท่าทางที่ดู
ทรงภาคภูมิของมัน อีกครั้งที่ตัวเขาต้องกลืน ‘ผงพราก
วิญญาณ’ แล้วสินะ!
ท่ามกลางค่ำคืนที่หนาวเหน็บ เมื่อต้องอยู่ภายใต้สายตา
หยามเหยียดและน่ารังเกียจของขุนนางน้อยใหญ่ อู่ อวี้
ซึ่งถูกฤทธิ์ของผงพรากวิญญาณกัดกร่อน ทำให้ร่างเดิมที่
เป็นร่างมนุษย์อันเปราะบางได้ตกลงไปอยู่ในจุดที่ต่ำ
ที่สุดในทันที ราวกับว่าเขาจะตกตายเมื่อใดก็ได้
“นี่มันคือความฝันอย่างงั้นหรือ? มันคืออะไรกันแน่?”
ขณะนี้ อู่ อวี้ ต้องเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดทรมาน
เขาถูกนำตัวไปยังเกวียนขนส่งนักโทษอยู่ ในค่ำคืนที่
หิมะตกหนักเกวียนขนส่งนักโทษค่อยๆ ห่างออกจากตัว
พระราชวังไปเรื่อยๆ เพื่อมุ่งหน้าไปสู่ชายแดน
อู่ อวี้ ที่ล้มลงอย่างอ่อนเปลี้ยภายในเกวียนขนส่งนักโทษ
แขนขาทั้ง 4 ข้างสั่นเทิ้มไม่หยุด ใบหน้ากลายเป็นซีด
ขาว เกล็ดหิมะตกลงบนร่างกายและบนหัวของเขา ทำ
ให้ใบหน้าของเขาซีดลงยิ่งกว่าเดิม
“พี่หญิง!” ในความทรงจำของ อู่ อวี้ เขาจดจำได้ว่าใน
ขณะที่ตัวเองค่อยๆ ออกห่างจากเขตพระราชวัง อู่ หยู๋ก็
ได้ปรากฏตัวออกมา กล่าวตามตรง อู่ อวี้ ไม่ได้เห็นนาง
มาเป็นเวลานานแสนนาน จนกระทั่งวันนี้เขาจึงเกิดเป็น
ความรู้สึกคิดถึงนาง
ในคืนที่หิมะตก มีสตรีสวยหยาดเยิ้มผู้หนึ่งกำลังร่ำไห้
นางวิ่งตามเกวียนขนส่งนักโทษ ไปพร้อมกับใบหน้าที่
เต็มไปด้วยความกังวล ทว่านางไม่อาจจะไล่ตามไปได้ทัน
อู่ อวี้ ทำได้เพียงแค่มองนางจากที่ห่างไกล
“พี่หญิง……..”
ในใจของ อู่ อวี้ อัดแน่นไปด้วยความเศร้าโศก เขาไร้ซึ่ง
เรี่ยวแรงที่จะหยัดร่างกายขึ้นมาบนเกวียนที่โคลงเคลง
เช่นนี้ได้ เขามองขึ้นไปบนนภากาศ แล้วจมดิ่งลงไปใน
ห้วงความคิด
“ข้าตายไปแล้วหรือ สิ่งเหล่านี้เป็นประสบการณ์ทั้งหมด
ที่ตัวข้าเคยพบเจอมาไม่ใช่หรือไร…………”
“หากเป็นเช่นนั้น แล้วมันจะจบลงเมื่อใด”
“แล้วไฉนถึงสมจริงถึงเพียงนี้…….” เขาลองพยายาม
อย่างเต็มที่ ลองลูบเสาไม้ที่อยู่ตรงกลางเกวียนส่ง
นักโทษ แม้แต่ความขรุขระบนพื้นผิวก็ยังสามารถสัมผัส
ได้อย่างแจ่มชัด เขาลองนำเกล็ดหิมะจำนวนหนึ่งใส่เข้า
ไปในปาก ความรู้สึกที่หนาวเย็นเช่นนี้ มันน่าจะไม่ใช่
ภาพลวงตาแล้ว
“บางทีนี่อาจจะไม่ใช่ความฝัน และไม่ใช่แสงสุดท้าย แต่
ชีวิตของข้าจะต้องเริ่มต้นใหม่อีกครั้งอย่างนั้นหรือ?”
ความคิดนี้ทำให้เขารู้สึกกลัว
จากตอนที่เขาออกมาจากพระราชวังตงอู่ ได้ผ่าน
ประสบการณ์เฉียดตายนับครั้งไม่ถ้วน ในช่วงเวลา
สุดท้ายที่อยู่ในทวีปปีศาจทายาททักษิณ ก็เป็นช่วงเวลา
ที่เขาแข็งแกร่งที่สุด ซึ่งเวลาผันผ่านผ่านไปเป็นเวลา
หลายปี
เขารู้สึกว่าประสบการณ์เหล่านี้มันทั้งยอดเยี่ยมและน่า
ตื่นเต้น แต่ทว่าหากเขาต้องเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง มันคงจะ
มีเพียงแต่ความรู้สึกกลัว เขาอดไม่ได้ที่จะถามตัวขึ้น มัน
เป็นเรื่องยากที่จะต้องพบเจอกับการตายของ เสิ่น อู๋เต้า
อีกครั้ง นอกจากนี้ยังต้องต่อสู้กับบรรพชนมารกลืน
สวรรค์อีกครั้ง ซึ่งเขาก็ไม่แน่ใจว่าจะสามารถไต่เต้าไป
จนถึงระดับก่อนหน้านี้ของตนได้หรือไม่
เดิมทีเขาเพียงแค่สงสัยว่าทั้งหมดทุกอย่างจะต้องเริ่มต้น
ใหม่อีกครั้ง
แต่หลังจากที่ค่อยๆ ครุ่นคิดไปเรื่อยๆ เขาที่อยู่ในสภาพ
เกือบตายบนเกวียนขนส่งนักโทษ และร่างกายเริ่ม
อ่อนแอลงไปเรื่อยๆ ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ฉาก
การตายก่อนหน้านี้ก็ยิ่งเลือนรางลงไป
จนกระทั่งมาอยู่ในป่าแห่งหนึ่ง อสรพิษหว่านชิง ได้
ปรากฏตัวขึ้น อู่ อวี้ หยัดกายยืนขึ้นมามองดูนางที่
สังหารเหล่าทหารไปทีละคน บางทีก่อนหน้านี้เขา
อาจจะรู้สึกโกรธและหวาดกลัว ทว่ายามนี้ เขากลับเผย
รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความขมขื่นออกมา ในความทรงจำ
ของเขา หว่านชิง ได้เสียชีวิตไปนานแล้ว นางแทบจะไม่
มีบทบาทใดๆ ในชีวิตของเขาเลยแม้แต่น้อย
บัดนี้ตัวเขาได้กลับมายืนอยู่ที่นี่อีกครั้ง ทว่าเขาไม่ได้รู้สึก
หวาดกลัวเหมือนดังเช่นแต่ก่อน
“หว่านชิง ข้ารู้ว่าเวลาตายของเจ้า เจ้าเชื่อหรือไม่?” อู่
อวี้ กล่าวพร้อมกับรอยยิ้มอันแสนขมขื่น
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าคือ หว่านชิง?” อสรพิษที่น่า
สยดสยองได้แปลงกลายกลับมาเป็นมนุษย์
คำพูดของนางแตกต่างไปจากครั้งที่แล้ว บางทีนี่อาจเป็น
เหตุผลว่าทำไม อู่ อวี้ จึงชิงพูดก่อน ตัว อู่ อวี้ เต็มไป
ด้วยความรู้สึกซับซ้อน เขาส่ายหน้าพร้อมกับกล่าวว่า
“ข้าก็ไม่รู้ แต่ข้าเพิ่งจะรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นใน
อนาคต ข้าจะไม่ตายแต่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้ง
ยิ่งใหญ่”
“ข้าเห็นเพียงแค่ตัวเจ้าที่กลืนผงพรากวิญญาณ แล้ว
กลายเป็นคนที่โง่เง่าคนหนึ่งเท่านั้น” หว่านชิง แสยะยิ้ม
ขึ้น นางไม่ปล่อยโอกาสให้ อู่ อวี้ ได้หายใจ
“มันไม่ใช่แค่นี้ ข้ายังรู้อีกว่าเสด็จพ่อของข้าก็ถูกพวกเจ้า
สังหารด้วยเช่นกัน” ในขณะที่นางกำลังจะลงมือ สีหน้า
ของ อู่ อวี้ ไม่ได้แปรเปลี่ยน นี่คือภาพที่อยู่ในความทรง
จำของเขา เป็นเพราะว่าเขารู้ทุกอย่างอยู่แล้ว ดังนั้น
ภาพที่เกิดขึ้นนี้จึงมีความแตกต่างอยู่เล็กน้อย
ครั้งที่แล้วเป็น หว่านชิง ที่เอ่ยพูดก่อน ทว่าในครั้งนี้ อู่
อวี้ ได้ทำให้นางเสียจังหวะโดยการเอ่ยปากพูดก่อน
หว่านชิง จำได้ว่านางไม่เคยเอ่ยเรื่องของตัวเองออกไป
ดังนั้นยามนี้จึงเกิดอาการตื่นตระหนกและหยุดการโจมตี
“เจ้ารู้ได้อย่างไร!”
อู่ อวี้ ได้ทำการคาดเดาเวลา ในความทรงจำของเขาผู้ที่
ทำให้เขาได้เกิดใหม่อีกครั้ง เฟิง ซัวหยา กำลังจะปรากฏ
ตัวออกมา
“ปีศาจ!”
ฉับพลันปรากฏลำแสงปราณกระบี่สีทองอำพันส่อง
ประกายพาดผ่านลงมา
หน้าของ หว่านชิง กลายเป็นถอดสีและล่าถอยไปอย่าง
เร่งรีบ! ยามนี้นางสัมผัสได้ถึงการมาของผู้ฝึกตน
อู่ อวี้ จำได้ว่าที่ด้านข้างมีแม่น้ำใหญ่อยู่หนึ่งสาย ใน
ความทรงจำนั้น หว่านชิง ได้ไปหลบซ่อนตัวเพื่อให้มีชีวิต
รอดต่อไป
ฉึก!
หว่านชิง หลบหนีไปซ่อนด้วยความหวาดกลัว
“อย่าขยับ!”
หลังจากที่ หวานชิง หายตัวไปแล้ว ลำแสงสีทองก็ได้ไล่
ล่าติดตามไป พริบตาที่ อู่ อวี้ ได้เงยหน้ามองตามขึ้นไป
คนมองเห็นฉากเหตุการณ์ที่ทำให้ร่างกายของเขาต้อง
แข็งทื่อ
หว่านชิง ถูก เฟิง ซัวหยา สังหารไปแล้ว!
อสรพิษสีเขียวได้สิ้นชีพลงไปในที่สุด
เป็นเพราะว่า อู่ อวี้ ได้กล่าวถ้อยคำแปลกๆ ออกมาจึง
ทำให้นางเสียสมาธิและหลบหนีไปได้ช้า ดังนั้นนางจึงตก
ตายคาที่……
ทว่า อู่ อวี้ จำได้อย่างชัดเจนว่า หลังจากที่ผ่านไปสักพัก
เป็นตัวเขาที่สังหารนางเองกับมือ
ความทรงจำและความเป็นจริงแตกต่างไปจากครั้งแรก!
สิ่งนี้ได้สั่นคลอนจิตใจของ อู่ อวี้ อย่างแรง เขาตระหนัก
แล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเขาในยามนี้! นี่คือการย้อน
อดีตกลับไปก่อนหน้านี้ เขาได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้งภายใต้
อิทธิพลของสมบัติบางอย่าง ย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้น
ของทุกสิ่ง!
“ทำไมข้าถึงจำเรื่องราวต่างๆ ได้ทั้งหมด แต่กลับลืม
เลือนเคล็ดวิชาเต๋าเคล็ดอิทธิฤทธิ์ไปจนหมดสิ้น……….
ไหนจะกายาเพชรอมตะ ไหนจะเคล็ดมหาวิถีเทียนเซียน
…………”
นี่คือสิ่งที่ อู่ อวี้ ไม่สามารถทำความเข้าใจได้
“จะต้องพบเจอกับเส้นทางชีวิตที่ข้าเคยผ่านมาแล้วอีก
รอบ ไม่อาจละทิ้งความเศร้าโศก จดจำภาพทุกอย่าง
แช่มชัด……..”
อู่ อวี้ กำลังอยู่ในอาการสับสน ชีวิตก็คือชีวิต การที่เคย
ได้ผ่านมาแล้วครั้งหนึ่งและต้องพบเจอเป็นรอบที่สอง
มันย่อมเป็นไปไม่ได้
เขาไม่มีเวลาให้ครุ่นคิดมากเท่าใด
หากว่าเขาพลาดสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าไป เขาก็คงไม่มีทางที่
จะไปยังเทือกเขาครามได้
หากไม่ไปที่เทือกเขาคราม ย่อมไม่มีทางที่จะได้พบกับ
เสิ่น อู๋เต้า และยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะได้รับพลองทองสม
ปรารถนา
ดังนั้นหลังจากที่ เฟิง ซัวหยา ทำลายเกวียนขนส่ง
นักโทษ อู่ อวี้ จึงจดจำภาพนั้นได้อย่างรวดเร็วแล้ว
ปรากฏตัวออกมา
แม้ว่าเขาจะบาดเจ็บสาหัสจนร่างกายไร้ซึ่งเรี่ยวแรง อู่
อวี้ ก็ยังคงดิ้นรนคลานลงมาจากเกวียน แม้ว่ามันจะ
ทุลักทุเล เขาก็ต้องกระเสือกกระสนมาอยู่ที่เบื้องหน้า
ของเทพเซียนผู้นี้ให้จงได้ เขากระแทกหัวคำนับลงไปกับ
พื้นพร้อมใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีเอ่ยออกมา “ท่านเซียน
ท่านซ่างเซียน! ข้ามีนามว่า อู่ อวี้ เป็นรัชทายาทแห่ง
อาณาจักรบูรพาเยว่อู่ ข้าถูกคนให้ร้ายจึงต้องตกมาอยู่ใน
สภาพน่าเวทนาเช่นนี้ ท่านซ่างเซียนโปรดรับข้าเป็นศิษย์
ด้วย!”
นี่คือสิ่งที่เขาทำในยามนั้น แสดงท่าทางออกมา
เหมือนเดิมทุกประการ
“ได้โปรดรับข้าเป็นศิษย์ด้วย! ข้าสาบานว่า ข้าจะอุทิศ
ทั้งชีวิตเพื่อชดใช้หนี้บุญคุณในครั้งนี้แก่ท่าน!”
“ท่านอาจารย์! ศิษย์ อู่ อวี้ ขอคำนับท่านอาจารย์! ข้า
ขอสาบานว่าข้าจะไม่ลืมบุญคุณท่านในครั้งนี้ ข้าจะ
ปรนนิบัติท่าน ดั่งเป็นทาสรับใช้ผู้ซื่อสัตย์ ไปจนกว่าชีวิต
ของข้าจะหาไม่”
ตัวเขาเต็มไปด้วยความคาดหวัง เขารู้ว่าตนไม่อาจจะ
พลาดโอกาสครั้งนี้ไปได้ และจะต้องให้ เฟิง ซัวหยา พา
เขากลับไปที่เทือกเขาคราม
“ตกเป็นเหยื่อของผงพรากวิญญาณ ทว่าไม่อยากเข้าไป
แทรกแซงสงครามระหว่างมนุษย์…..ตกลง! ข้าจะให้เจ้า
ไปรับใช้หยานหลี่”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ ในที่สุด อู่ อวี้ ก็ยกยิ้มขึ้น เขา
สามารถทำได้สำเร็จอีกครั้งแล้ว
“หากว่าเป็นไปตามที่คิดข้าก็มีโอกาสที่จะได้รับพลอง
ทองสมปรารถนาอีกครั้งหนึ่ง สำเร็จไปก้าวหนึ่งแล้ว
ต่อไปก็แค่ไปพบกับ เสิ่น อู๋เต้า”
บัดนี้ อู่ อวี้ เต็มไปด้วยกระตือรือร้นเพื่อที่จะไปพบตัว
เสิ่น อู๋เต้า
ในปีนั้นเขารู้สึกเศร้าโศกอย่างสุดหัวใจ
ยามที่ เสิ่น อู๋เต้า ตาย ก็ถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่ใจสลาย
มากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของเขา
“เช่นนั้นจะเป็นไปได้หรือไม่ว่าในวันที่ เสิ่น อู๋เต้า ตาย
ข้าจะไปอยู่ที่ข้างกายของเขา หากทำเช่นนั้นได้เขาก็
จะต้องไม่ตกตายภายใต้เงื้อมมือของ ซือตู๋ จิน……”
เมื่อ เฟิง ซัวหยา พาเขาไปยังเทือกเขาครามโดยกระบี่
บินจักรพรรดิ อู่ อวี้ ก็นึกไปถึงเรื่องที่สำคัญที่สุดเรื่อง
หนึ่ง!
เสิ่น อู๋เต้า ถือเป็นผู้อาวุโสที่เขาเคารพมากที่สุดในชีวิต
เขายังคงมีข้อสงสัยอยู่มากมาย อู่ อวี้ หมายมั่นจะได้
คำตอบจากเขา ว่าท้ายที่สุดแล้วเขาคือใครกันแน่
เขากับพลองทองสมปรารถนามีความเกี่ยวข้องกันยังไง
ก่อนหน้านี้ อู่ อวี้ ไม่เคยมีโอกาสได้ถามเขาเลยแม้แต่
น้อย
แม้ว่ายามนี้เขาไม่อาจทำความเข้าใจกับสิ่งใดได้ แต่ดู
เหมือนว่าโอกาสได้มาอยู่ต่อหน้าเขาแล้ว
ก่อนหน้านี้ในใจของเขาเต็มไปด้วยความปั่นป่วน ทว่า
บัดนี้เขาพบเป้าหมายของตัวเองแล้ว และมันได้ทำให้
เขาเกิดแรงฮึดสู้
“จะเป็นยังไงก็ช่างแล้ว อย่างน้อยข้าก็ได้พบกับ เสิ่น อู๋
เต้า อีกครั้ง อย่างน้อยในคราวนี้ข้าก็มีโอกาสที่จะช่วย
เขา…….”
เขาจะไม่ยอมปล่อยให้ความผิดพลาดในครั้งนั้นเกิด
ขึ้นมาอีก
——————————–
(´▽`).。oเพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ