กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 966: ความหวาดกลัว
หลังจากที่ถูกบังคับให้กินผงพรากวิญญาณเข้าไป ฤทธิ์
ของมันได้ทำให้ร่างกายของเขาอ่อนแอจนแทบจะไร้
เรี่ยวแรง แม้จะมีความปรารถนาอันแรงกล้าที่คอย
ผลักดัน ทว่าในระหว่างที่บินไปด้วยกระบี่บินจักรพรรดิ
อู่ อวี้ ยังคงไม่อาจประคองสติได้
ในขณะที่เขายังคงไม่ได้สติ ตัวเขาได้ยินเสียงฝีเท้าอย่าง
เลือนราง เสียงฝีเท้านี้ทำให้ อู่ อวี้ ตื่นขึ้นมาอย่าง
ฉับพลัน เขาหยัดกายลุกขึ้นมานั่งบนเตียงในบ้านไม้หลัง
หนึ่ง ซึ่งบัดนี้ อู่ อวี้ ได้พบกับ เสิ่น อู๋เต้า แล้ว
ด้วยผมสีขาว และหลังที่ค่อมโค้ง ผนวกกับใบหน้าที่ดู
สงบนิ่ง และยังมีแววตาลึกล้ำ สิ่งนี้ตราตรึงอยู่ในความ
ทรงจำส่วนที่ลึกที่สุดของ อู่ อวี้ เมื่อได้มาพบเจอกันอีก
ครั้ง เสิ่น อู๋เต้า ยังคงมีลักษณะเฉกเช่นเดียวยามก่อนไม่
มีผิดเพี้ยน
“ท่านลุงเสิ่น!”
อู่ อวี้ ไม่อาจอดกลั้นตัวเองได้อีกต่อไป แม้กระทั่งยังลืม
ตัวไปว่ายามนี้พวกเขาทั้งคู่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน อู่ อวี้
ร้องตะโกนขานเรียกเขาทันทีที่พบหน้า
เสิ่น อู๋เต้า ถึงกับต้องขมวดคิ้วด้วยความงุนงง กล่าวว่า
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าแซ่ เสิ่น”
“ข้า……” อู่ อวี้ ไม่รู้ว่าตนเองควรจะตอบกลับไปเช่นไร
ไม่ว่าเขาจะเคยผ่านร้อนผ่านหนาวมาเท่าไหร่ แต่เมื่อได้
พบกับ เสิ่น อู๋เต้า ตัวเขากลับเกิดเป็นความรู้สึกเหมือน
ได้ย้อนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง เพราะ เสิ่น อู๋เต้า ผู้นี้เป็น
บุคคลที่เขาเคารพจากก้นบึ้งของหัวใจ
เสิ่น อู๋เต้า ไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้มากเท่าไหร่ เขาเดินไปหยุด
อยู่ที่ข้างเตียงหลังจากนั้นได้ส่งชามที่เต็มไปด้วยยาให้กับ
อู่ อวี้ อย่างระมัดระวัง พร้อมกล่าวว่า “ดื่มซะ ยังมีสิ่งที่
ต้องไปทำอีกมากมาย”
“ตกลง” อู่ อวี้ พยายามฝืนทนกับร่างกายที่อ่อนแอของ
ตน ความจริงในขณะที่เขากำลังดื่มถ้วยยา หยาดน้ำตา
ของเขาได้ไหลรินลงมาโดยไม่อาจจะอดกลั้นเอาไว้
“สถานที่แห่งนี้เป็นอาณาจักรเทพสวรรค์ เมื่อใดที่เจ้า
ก้าวเข้ามายังสถานที่แห่งนี้แล้ว เจ้าจะต้องอยู่ที่นี่ไปจวบ
จนสิ้นอายุขัย หากเจ้าต้องการมีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัย
เจ้าต้องเรียนรู้กฎ และ ข้อห้ามต่างๆ ของอาณาจักรเทพ
สวรรค์ ทองเหลืองชิ้นนี้บ่งบอกว่าเจ้าอยู่ใต้อำนาจของ
และ การดูแลของข้า ถ้าเช่นนั้นก็ไม่ต้องพูดให้มากความ
เจ้าจงพากเพียรปฏิบัติตามกฎระเบียบ อย่าทำให้ข้าต้อง
เดือดร้อน”
เสิ่น อู๋เต้า เอ่ยประโยคที่ตราตรึงอยู่ในก้นบึ้งความทรง
จำของ อู่ อวี้ เขารู้สึกคุ้นเคยกับคำพูดเหล่านี้เป็นที่สุด
ในตอนแรกเขาทำให้ อู่ อวี้ เข้าใจไปว่า ด้วยสถานะของ
เขาจะต้องพบเจอกับงานที่น่าเบื่อหน่าย
“ขอรับ ข้าจะพยายามทำให้เต็มที่” อู่ อวี้ พยักหน้าตอบ
รับอย่างจริงจัง
ยามนี้เขาเห็นว่าบนคอของ เสิ่น อู๋เต้า ห้อยพลองทอง
สมปรารถนาอาไว้อยู่
“ข้าจะต้องนำมันมาให้ได้ ข้าจึงจะสามารถ…….”
แม้ว่าเขาจะไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นในตอนนี้ ทว่า
สัญชาตญาณได้บอกกับเขาว่าหากเขาสูญเสียพลองทอง
สมปรารถนาไป เขาจะต้องเดือดร้อนอย่างแน่นอน
“ดูเจ้าช่างซื่อตรงยิ่งนัก จากนี้ไปให้เรียกข้าว่าลุงเสิ่น
เถอะ ส่วนเจ้า?”
“ข้ามีนามว่า อู่ อวี้”
แม้ว่าจะแตกต่างไปจากครั้งที่แล้วอยู่บ้าง แต่ก็แทบไม่
ต่างจากการพบกันครั้งแรกเท่าใด แม้ตัว เสิ่น อู๋เต้า จะ
ยังคงเข้มงวด แต่เขากำลังอธิบายกฎเกณฑ์และความ
ซับซ้อนของสถานที่แห่งนี้ให้กับ อู่ อวี้ ฟัง
สถานที่แห่งนี้คือนิกายกระบี่สวรรค์
ในความทรงจำของเขา ตัวเขาไม่ได้กลับมาที่นี่เป็น
เวลานานแสนนาน
เสิ่น อู๋เต้า กำลังเอ่ยแนะนำและเน้นย้ำกฎเกณฑ์ต่าง ซึ่ง
อู่ อวี้ ไม่ค่อยได้สนใจฟัง สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่
เสิ่น อู๋เต้า ตลอดเวลา ยามนี้ เสิ่น อู๋เต้า คือผู้ที่สำคัญ
ที่สุดสำหรับเขา
ระหว่างทางเขายังได้มองเห็น ซู หยานหลี่ ซึ่ง เสิ่น อู๋เต้า
ได้เตือนให้ตัวเขาอย่ามองไปที่นางมากนัก
นอกจากตัวเขาแล้ว ทุกสิ่งล้วนเป็นเหมือนเดิมทุก
ประการ
หลังจากที่มาถึงสวนสัตว์สวรรค์ เขาก็ได้พบกับพรรค
พวกของ จ้าวชวน กลุ่มคนเหล่านี้มีสถานะที่ต้อยต่ำ
แม้ว่าพวกมันจะยังคงหัวเราะเย้ยหยันตัวเขา ทว่า อู่ อวี้
กลับไม่ได้ใส่ใจพวกมันเลย
หลังจากที่เขามีประสบการณ์กับเรื่องที่น่าตื่นตะลึงแล้ว
ยามนี้เขาจึงมีท่าทีที่ค่อนข้างสงบนิ่ง เขารู้ว่าอีกสักพัก
ซือตู๋ จิน จะเข้ามา เหตุการณ์ทุกอย่างดำเนินไปเช่นเดิม
แต่ทว่าในคืนนี้เขาจะต้องได้รับพลองทองสมปรารถนา
มาให้ได้
“ตราบใดที่ข้ามีพลองทองสมปรารถนา เรื่องราวทุก
อย่างก็จะสามารถเริ่มต้นต่อไปได้ ไม่ว่ายามนี้ข้าจะอยู่ใน
สถานการณ์ไหน หรือจะพบเจอความตายอีกรอบก็ตาม
…”
สิ่งที่เขากำลังสงสัยมากที่สุดก็คือ เขาไม่รู้ว่าตนเองกำลัง
จะต้องพบเจอกับอะไรกันแน่
สายตาของเขาจับจ้องไปที่พลองทองสมปรารถนาที่ห้อย
อยู่บนคอของ เสิ่น อู๋เต้า อยู่ตลอดเวลา เขาไม่รู้ว่าทำไม
ยามนี้จึงเกิดเป็นความรู้สึกไม่สบายใจขึ้น
“ในช่วงเวลานั้นข้าไม่รู้เรื่องราวอะไรเลย แต่กลับได้รับ
พลองทองสมปรารถนามา ทว่าการที่รู้ทุกสิ่งทุกอย่าง
แล้วมันกลับทำให้ข้ารู้สึกเป็นกังวล”
ยิ่ง ซือตู๋ จิน เข้ามาใกล้ เขายิ่งกังวลกว่าเดิม
ในที่สุดเมื่อคนกลุ่มนี้มาหยุดอยู่เบื้องหน้าของเขา ซึ่ง
ยามนี้ อู่ อวี้ จดจำได้เพียงแค่ชื่อของ ซือตู๋ จิน เท่านั้น
ส่วนคนอื่นๆ เขาไม่ได้สนใจเลยแม้แต่เศษเสี้ยว
ในอดีตเขากลัวเกรงคนกลุ่มนี้จนมิอาจขยับเคลื่อนไหว
ทว่ายามนี้คนกลุ่มนี้ก็แทบไม่ต่างจากมดปลวกในสายตา
ของเขา สิ่งเดียวที่ทำให้เขาคิดว่าพวกมันมีความสำคัญ
ก็เพราะการปรากฏตัวของพวกมัน จะช่วยทำให้เขา
ได้รับพลองทองสมปรารถนา
ในสายตาของเด็กรับใช้ที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
พรรคพวกของ ซือตู๋ จิน กำลังเดินทางไปหา ซู หยานห
ลี่ เพื่อที่จะขอคำชี้แนะ ส่วน อู่ อวี้ ที่กำลังทำงานไป
พลางพูดคุยกับ เสิ่น อู๋เต้า สิ่งต่างๆ เหล่านี้คือความรู้สึก
อันอบอุ่นที่เขาไม่ได้สัมผัสมาเป็นเวลาเนิ่นนาน หลังจาก
ที่ทำเช่นเดียวกับในครั้งอดีต พวกเขาได้ไปนอนเหยียด
กายพักผ่อนอยู่บนก้อนหินก้อนหนึ่ง
อู่ อวี้ กำลังบอกเล่าเกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิตของ
ตนเองให้ เสิ่น อู๋เต้า ฟังเช่นเดียวกับครั้งที่แล้ว ทำให้
เสิ่น อู๋เต้า เกิดความรู้สึกเห็นอกเห็นใจเขา
“เด็กน้อย เจ้าจงปล่อยวางเรื่องก่อนหน้านี้ไปเถิด เมื่อ
เจ้าได้มาถึงเทือกเขาครามแห่งนี้ ขอให้เจ้าจงละทิ้ง
ความแค้นทั้งหมด ตั้งใจทำงาน บางทีเจ้าอาจจะได้รับ
ความเห็นใจจากเหล่าซ่างเซียน เมื่อถึงเวลานั้นพวกเขา
อาจจะมอบวิญญาณเซียนให้กับเจ้า แม้ว่าตัวเจ้าในยาม
นี้ได้รับพิษจากผงพรากวิญญาณมา แต่หากรักษาตัวให้
หายดี เมื่อถึงยามนี้อาจจะมีโอกาสได้ฝึกตน และในภาย
ภาคหน้าเจ้าอาจจะได้เป็นหัวหน้าคนรับใช้ก็เป็นได้”
เสิ่น อู๋เต้า เอ่ยปลอบใจ
แม้ว่าเขาจะดูเป็นคนที่ค่อนข้างจริงจัง ทว่าความเป็น
จริงแล้วตัวเขาเป็นห่วงและยังคิดหาทางออกเพื่อ อู่ อวี้
เมื่อดูจากสิ่งต่างๆ เหล่านี้เหมือนว่าเขาเป็นเพียงแค่ชาย
ชราธรรมดาๆ ผู้หนึ่ง ซึ่งไม่น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับ ฉี
เทียนต้าเซิ่น ได้
กล่าวตามตรง อู่ อวี้ ยังคิดที่จะเอ่ยถามว่าเขาเกี่ยวข้อง
กับ ฉีเทียนต้าเซิ่น หรือไม่ไปตรงๆ เลย
แน่นอนว่าคำถามนี้ไม่อาจจะเอ่ยถามได้ โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งในยามที่เขายังไม่ได้รับพลองทองสมปรารถนา
คนจ้องมองไปยังทิวเขาที่อยู่รอบๆ เป็นครั้งคราว ยิ่ง
เวลาผ่านไปก็เริ่มกังวลยิ่งกว่าเดิม เขากำลังรอเวลาให้
ซือตู๋ จิน ลงมา ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งความขัดแย้ง และ
นั่นคือโอกาสครั้งใหญ่ที่จะช่วยทำให้เขาได้รับพลองทอง
สมปรารถนา
ยิ่งเวลานั้นมาถึง อู่ อวี้ กลายเป็นเคร่งเครียดหนักกว่า
เก่า เขารู้ว่า ยามนั้นตนไม่ได้รู้สึกเป็นกังวลแบบปกติ
ความรู้สึกที่รู้ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้นต่อจากนี้ มันเป็นสิ่งที่
แปลกประหลาด และจริงๆ แล้วการที่รับรู้ถึงโชคชะตา
ได้ล่วงหน้ามันช่างเป็นสิ่งที่น่ากลัวยิ่งนัก
“เจ้ากังวลสิ่งใดกัน ตราบใดที่เจ้าทำงานไม่ผิดพลาด
ซ่างเซียนก็ไม่อาจจะลงโทษเจ้าได้”
เสิ่น อู๋เต้า เอ่ยเตือนสติ อู่ อวี้
“ข้าทราบแล้ว”
เขาพยายามสะกดข่มตัวเอง แต่ยังคงให้ความสนใจกับ
ทางฝั่งนั้นอยู่ เขาไม่สามารถควบคุมตัวเองได้เลย
ในที่สุดพวก ซือตู๋ จิน ก็ออกมา อู่ อวี้ จ้องมองพวกมัน
กลับไปยังสวนสัตว์สวรรค์ จากนั้นก็เป็นไปตามที่
โชคชะตาได้ขีดเขียนเอาไว้ เหมือนจะมีกระเรียนสวรรค์
ตัวหนึ่งเกิดปัญหา จ้าวชวนและคนอื่นๆ ล้วนมีท่าที
เหมือนกับครั้งก่อน พวกมันเอ่ยโทษ เสิ่น อู๋เต้า ทำให้
ซือตู๋ จิน บังเกิดโทสะ และนำความโกรธมาระบายลงที่
เสิ่น อู๋เต้า กับ อู่ อวี้
“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเขา มันเป็นความผิดของข้าทั้งหมด”
อู่ อวี้ พยายามฝืนทนความเจ็บปวดทรมาน นี่คือความ
ทรงจำของเขา เขาจะต้องทำให้สำเร็จ แต่ว่าอารมณ์
ความรู้สึกต่างๆ ในตอนนี้มันแตกต่างไปจากครั้งที่แล้ว
อย่างสิ้นเชิง
“เจ้าคนชั้นต่ำ อย่าได้มาทำตัวเป็นคนดีต่อหน้าข้า”
ใบหน้าของ ซือตู๋ จิน ที่ดูเย็นชา มันหยิบแส้เหล็กออกมา
ฟาดไปที่ อู่ อวี้ ครั้งนี้เขาสามารถมองเห็นวิถีแส้ได้อย่าง
ชัดเจน ในขณะที่ แส้เหล็ก กำลังพุ่งตรงมายังหน้าผาก
ของตัวเขา ซึ่งเขาจำได้ว่าแส้นี้ทำให้ หัวกะโหลกของ อู่
อวี้ แตกละเอียด จนต้องตกอยู่ในสภาพปางตาย และใน
ตอนท้ายที่สุดเขาได้ฝันเห็นพลองทองสมปรารถนา………
ความรู้สึกของความตายกำลังเข้ามาใกล้ทุกขณะ
บางทีช่วงเวลานี้อาจจะเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด
ทว่าเมื่อแส้เหล็กกำลังจะมาถึงตัวเขา จิตใต้สำนึกของ อู่
อวี้ ได้สั่งการให้เขาเคลื่อนไหว หลังจากที่เขาผ่าน
ประสบการณ์มามากมาย ทำให้เขาต้องคอยเอาตัวรอด
เสมอมา เมื่อความตายย่างกรายมาอยู่เบื้องหน้า
โดยเฉพาะเมื่อเขารู้ว่าตัวเองจะต้องตาย สัญชาตญาณได้
สั่งการให้เขาทำการเคลื่อนไหวเพื่อรักษาชีวิตตัวเอง
เอาไว้
เขารู้วิถีการฟาดแส้ของ ซือตู๋ จิน ผนวกกับการที่เขารู้สึก
กลัวว่าหัวกะโหลกของตนจะถูกทำลาย โดยเฉพาะเมื่อ
เขารู้อยู่แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง
“ย่าห์!”
เมื่อเบี่ยงตัวแล้ว ทำให้แส้เส้นนี้พุ่งตรงสู่แขนของเขา
แทน การเคลื่อนไหวของจิตใต้สำนึกทำให้ตัวเขา
เคลื่อนไหวโดยอัตโนมัติ แต่โชคยังดีนัก เมื่อพลาดเป้า
ซือตู๋ จิน จึงกระหน่ำฟาดแส้ต่อไปอย่างเหี้ยมโหด
ในที่สุดเขาก็ทำได้สมใจปรารถนา เขากำลังจะสลบไสล
ลงไปหรืออาจจะถึงตกตายได้เลยด้วยซ้ำ
ในความทรงจำ เสิ่น อู๋เต้า ได้นำร่างของเขาไปฝั่งในหลุม
จากนั้นก็ได้มอบสมบัติสวรรค์ให้กับเขา
ยามนี้โลกทั้งใบกลายเป็นมืดมิด
ก่อนที่จิตใต้สำนึกของเขาจะหายไป ก่อนที่ตัวเขาจะล้ม
ลงสู่พื้นดิน ใบหน้าของ เสิ่น อู๋เต้า เจิ่งนองไปด้วยหยาด
น้ำตา
…………………………..
“อึก………..”
เขารู้สึกเจ็บปวดตรงส่วนกะโหลกศีรษะราวกับว่ามัน
กำลังจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เมื่อเขาเริ่มได้สติ ฉับพลัน
อู่ อวี้ ฉีกยิ้มออกพร้อมกับความรู้สึกเจ็บปวด ราวกับว่า
มีเข็มนับพันเล่มกำลังเจาะเข้าในสมองของเขา มันเจ็บ
จนเกินจะบรรยาย
เขาถอนหายใจ พยายามฝืนทนต่อความเจ็บปวด
เพื่อที่จะเปิดตาขึ้นให้ได้
“บ้าน……บ้านไม้………”
อู่ อวี้ ฟื้นขึ้นมายังบ้านเดิมที่เขาได้สติครั้งแรก
ร่างกายของเขายังคงปกติ แต่ทว่าสิ่งที่ย่ำแย่ที่สุดคือ
ความเจ็บปวดที่กำลังกัดกินหัวสมองของเขาอยู่ในขณะนี้
ครั้งนี้ดูเหมือนว่าเขาจะตกอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่กว่าเดิม
มากนัก ความคิดของเขาจึงสับสนไปอย่างสมบูรณ์
มือของเขายังสามารถใช้การได้อยู่ ยามนี้ร่างกายของเขา
ถูกห่อด้วยผ้าพันแผลสีขาว บนผ้าพันแผลเต็มไปด้วย
โลหิต ซึ่งมองเห็นได้ว่านิ้วทุกนิ้วกลายเป็นสีขาวซีดจนน่า
หวาดกลัว นี่แสดงให้เห็นว่าเขาต้องสูญเสียโลหิตไปเป็น
จำนวนมาก
“ข้า…….” เขากวาดสายตามองไปรอบๆ บ้านไม้หลังนี้
มันทำให้เขาจดจำได้ว่านี่คือบ้านไม้ของ เสิ่น อู๋เต้า
“ข้าจะต้องรีบไปพบท่านลุงเสิ่น จากนั้นก็ไปที่สวนสัตว์
สวรรค์…….” อู่ อวี้ นึกขึ้นมาได้ว่าตัวเขาอยู่ในอาณาเขต
ของเทือกเขาคราม
ทว่ายามนี้หัวสมองของเขากลับกลายเป็นเจ็บปวดยิ่ง
กว่าเดิม ลมหายใจเริ่มติดขัด เพราะเขานึกได้ว่าเหมือน
เขาจะได้ไปที่สวนสัตว์สวรรค์มาแล้ว ซึ่งเมื่อครู่ก่อนราว
กับเขาจะได้พบกับ ซือตู๋ จิน และเพิ่งจะถูก ซือตู๋ จิน
สังหารมาหมาดๆ
“พลองทองสมปรารถนา! พลองทองสมปรารถนา!”
ใบหน้าของเขาเกิดการเปลี่ยนแปลง เร่งรีบทำการ
ตรวจสอบร่างกายของตัวเอง ทว่าเขากลับไม่พบพลอง
ทองสมปรารถนา
“ข้าไม่ได้ฝันถึงพลองทองสมปรารถนา!”
พลองทองสมปรารถนามีความสำคัญต่อเขาที่สุด ทว่า
เขากลับไม่สัมผัสถึงมันได้ และตื่นมาบนบ้านไม้หลังนี้
แทน
ในที่สุด อู่ อวี้ ก็ตระหนักได้ถึงเหตุการณ์ที่เขากลัวที่สุด
ยามนี้เขาไม่ได้ครอบครองพลองทองสมปรารถนา ซึ่ง
หมายความว่าหากเขายังคงมีชีวิตอยู่ต่อไปโดยที่ไม่มี
พลองทองสมปรารถนา มันก็เท่ากับว่าชีวิตนี้เขาไร้ซึ่ง
คุณค่า!
นี่เป็นหายนะที่ทำให้จิตใจของเขารู้สึกเจ็บปวด
อู่ อวี้ พยายามดิ้นรนกระเสือกกระสนอยู่บนเตียงไม้หลัง
นี้ ราวกับว่าหัวใจของเขาได้จมลงสู่ธารน้ำแข็ง แม้ว่า
สมองของเขาจะเต็มไปด้วยอาการเจ็บปวดทรมาน ทว่า
ในใจของเขากลับรู้สึกหนาวเหน็บเสียยิ่งกว่า
“เจ้าตื่นแล้ว?” ฉับพลันนั้น เสิ่น อู๋เต้า ก็เปิดประตูเข้า
มา คาดว่าวันนี้น่าจะเป็นวันที่เขาต้องไปทำงาน เพราะ
เขาดูเหน็ดเหนื่อยยิ่งนัก อย่างไรก็ตามหลังจากที่เข้า
มาแล้ว เขาก็ได้นั่งลงที่ข้างกายของ อู่ อวี้ จากนั้นถอน
หายใจออกมาพร้อมกับกล่าวว่า “ข้าขอบใจเจ้ามาก
หากว่าข้าไม่ได้เจ้าช่วยรับแส้นั้นแทนข้า ข้าแน่ใจได้เลย
ว่าชายชราผู้นี้คงต้องสิ้นชีพลงไปเป็นแน่”
เสิ่น อู๋เต้า มองมายัง อู่ อวี้ ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วย
ความรู้สึกเสียใจ
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ ไม่ได้สนใจความรู้สึกขอบคุณนั้น
ของเขาเลยแม้แต่เศษเสี้ยว
“ครั้งนี้ข้าได้ไปรบกวน ท่านซ่างเซียนซู หยานหลี่
เพื่อให้นางมอบวิญญาณเซียนให้กับเจ้า จึงสามารถทำ
ให้เจ้ามีชีวิตรอดได้ เจ้าโชคดียิ่งนักที่ไม่ได้ตกตายไป”
ปรากฏว่าเป็นเพราะแขนของเขาได้รับแรงกระแทกส่วน
หนึ่งเอาไว้จึงทำให้ยังไม่ตาย และ ซู หยานหลี่ ได้มอบ
จิตวิญญาณเซียนให้กับเขา ดังนั้นตัวเขาจึงไม่ถูกฝังลงไป
ในหลุม……..
ยามนี้ อู่ อวี้ มองเห็นพลองทองสมปรารถนายังคงอยู่บน
ร่างของ เสิ่น อู๋เต้า ซึ่งมันไม่ได้ดูพิเศษเหมือนกับสมบัติ
จากสวรรค์ ซึ่งดูไปแล้ว กระทั่งเศษเหล็กทั่วไปยังดู
งดงามยิ่งกว่า……..และแม้ว่าพลองทองสมปรารถนาจะ
อยู่ตรงหน้า แต่กลับรู้สึกว่ามันอยู่ไกลเกินเอื้อมเสีย
เหลือเกิน
——————————–
(´▽`).。oเพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ