กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 975: บันไดขั้นที่สอง
บัดนี้บันไดขั้นที่สองอยู่ตรงหน้าแล้ว
ณ ตำแหน่งนี้ อู่ อวี้ สามารถมองเห็นด้านบนได้ ซึ่งดู
เหมือนว่าที่ด้านบนจะไม่มีศาสตราวิถีแท้สุดยอด
วิญญาณอยู่
ประเมินจากสายตาแล้วจำนวนของ ศาสตราวิถีแท้สุด
ยอดวิญญาณ น่ามีอยู่ประมาณหนึ่งพันชิ้น
แต่สำหรับพวกเขาแล้ว ศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ
หนึ่งพันชิ้นก็ถือว่ามากอยู่ดี
ก่อนที่ก้าวเข้าสู่บันไดขั้นที่สอง หนานซาน หวางเยว่
ยังคงเหลือบมองศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ ใต้ฝ่า
เท้าด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์ พร้อมทอดถอนหายใจแล้ว
พูดว่า ” ช่างน่าเสียดายเสียเหลือเกิน ถ้าเกิดเราคาดเดา
ผิดพลาดขึ้นมา งานนี้จะกลายเป็นว่าพวกเราได้สูญเสีย
ครั้งใหญ่แล้ว ”
ถึงแม้มันจะคร่ำครวญอาลัยอาวรณ์ แต่เมื่อตัดสินใจว่า
จะไม่แตะต้องมันก็จะไม่ยุ่งอย่างเด็ดขาด
” บันไดถูกแบ่งออกเป็นหลายขั้น ดังนั้นสิ่งที่ต้องพบเจอ
อาจแตกต่างจากขั้นแรกอย่างสิ้นเชิง ระวังตัวกันด้วย ”
อู่ อวี้ กล่าวเตือน
พวกเขาทั้งสามพยักหน้าอย่างเข้าใจ แล้วก้าวเดินขึ้นไป
ในขั้นต่อไปทันที
ในความเป็นจริงด้วยความสามารถของพวกเขา สามารถ
รีบพุ่งตรงไปที่เนตรสีทองเลยก็ได้ แต่ อู่ อวี้ ก็ประเมิน
ว่าปีศาจบรรพกาลเนตรทองคำจะต้องไม่ยอมให้พวกเขา
ทำเช่นนั้น
เขากลัวว่าจะมีการเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นระหว่างทาง
เพียงแค่สมบัติเหล่านั้น ยังทำให้พวกเขามีความเห็นไม่
ลงรอยกัน
เมื่อเขาขึ้นมาเหยียบยืนอยู่บนบันไดขั้นใหม่ ก็พบว่าใน
บันไดขั้นนี้เต็มไปด้วยหมอกควันสีขาวเสมือนปุยเมฆา
” ในขั้นนี้เปลี่ยนไปอีกแล้ว พวกเจ้าจงระวังสิ่งรอบตัวให้
ดี ๆ ” อู่ อวี้ พูดกับคนทั้งสองคน ทว่ายังไม่ทนจะพูดจบ
ก็ต้องตื่นตระหนกตกใจอย่างที่สุด เพราะเวลานี้ไม่ว่าจะ
เป็น หนานซาน หวางเยว่ หรือ เย่ซีซี ซึ่งเคยอยู่ใกล้ ๆ
ระดับมือเอื้อมถึงบัดนี้ได้หายตัวไปแล้ว
“เป็นไปได้อย่างไร!?” อู่ อวี้ มิได้รู้สึกเลยว่าตนเองก้าว
เข้ามาในช่องว่างมิติอื่นที่คล้ายคลึงกัน ดังนั้นทั้งสองต้อง
หายตัวไประหว่างที่พวกเขาก้าวเข้ามาอย่างแน่นอน
การหายตัวไปของคนทั้งสอง อู่ อวี้ หาได้ไหวตัวแม้แต่
น้อย
ก่อนหน้านี้ตอนที่เขาขึ้นสู่บันไดขั้นแรก เขาคิดว่าตนเอง
อาจจะต้องถูกแยกออกจากพรรคพวกทั้งสอง แต่กลับ
ไม่ใช่อย่างที่คิด ด้วยเหตุนี้เขาจึงคลายความระมัดระวัง
ตัวลง ไม่ได้คาดคิดว่าบนบันไดขั้นที่สองนี้จะมีการ
เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกินความคาดหมาย
” เป็นไปได้หรือไม่ว่า ถ้าจับมือกันจะไม่หายไป? ”
แน่นอนว่านี่เป็นเพียงแค่การคาดเดาของเขา
เมื่อเกิดขึ้นเหตุการณ์ไม่คาดคิดดังกล่าว เขาจึงกวาดตาม
องสภาพแวดล้อมโดยรอบอย่างระมัดระวัง รูม่านตา
ขยายใหญ่เต็มที่ ซึ่งแต่เดิมขั้นบันไดไม่ได้กว้างมากนัก
ทว่าหลังจากกวาดตามองอยู่ชั่วครู่ เขาก็พบว่าตนเอง
เหมือนไม่ได้อยู่บนบันไดทั่วไป แต่เป็นบันไดที่แผ่ขยาย
ออกไปอย่างไรสิ้นสุด อย่างน้อยยามนี้เมื่อเขามองไป
ด้านหน้าก็ไม่สามารถแลเห็นบันไดขั้นสูงสุดที่จะก้าวเข้า
สู่เนตรสีทอง เมื่อมองย้อนกลับไปประมาณร้อยจั้ง สิ่งที่
แลเห็นคือก้นบึ้งสีขาวอันไร้สิ้นสุด
นอกจากความขมุกขมัวของหมอกสีขาวแล้ว สิ่งที่น่ากลัว
ยิ่งไปกว่านั้นก็คืออันตรายที่กำลังคอยอยู่โดยรอบ ดังนั้น
เขาจึงหาตัวช่วยด้วยการให้ร่างกลืนสวรรค์ กับ จอม
เกาทัณฑ์วิญญาณ ออกมาจากเจดีย์ล่องกำเนิด ทั้งสาม
ผสานเป็นหนึ่งเฝ้าระวังภัยจากรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็น
ซ้ายขวาหน้าหลัง เมื่อทุกอย่างเตรียมพร้อม อู่ อวี้ ก็เร่ง
ความเร็วมุ่งหน้าต่อไป
“เราน่าจะยังอยู่ในบันไดขั้นที่สอง แสดงว่าการทดสอบ
ด่านที่สองยังไม่จบ เช่นนั้นบันไดทุกขั้นก็คือการทดสอบ
ขั้นแรกทดสอบความโลภโดยใช้สมบัติชั้นสูงมาล่อลวง
จิตใจ แต่ไม่รู้ว่าบันไดขั้นที่ 2 จะทดสอบอะไรกันแน่!?”
” ไม่น่าแปลกใจ ที่เราไม่เห็นหวงจุนกับพรรคพวกของ
นาง บางทีพวกนั้นอาจจะอยู่ที่เดียวกับเราก็ได้ แต่ก็
เป็นไปได้เช่นกันว่าเจ้าพวกนั้นจะอยู่ในขั้นบันไดที่สูงกว่า
นี้ อย่างไรก็ตามเมื่อก้าวเข้าสู่ขั้นที่ 2 พวกนั้นก็ถูกแยก
ออกจากกัน อาจจะเป็นเหมือนที่หนานซานพูดไว้ก่อน
หน้านี้ก็ได้ ว่าในด่านทดสอบที่สองทุกคนต่างเท่าเทียม
กันหมด ขึ้นอยู่กับว่าผู้ใดจะทักษะความสามารถตนเอง
ไปถึงเนตรสีทองได้ก่อนก็เท่านั้น ”
ระหว่างมุ่งเดินหน้าต่อไป เขาได้คิดเกี่ยวกับ
สภาพแวดล้อมที่ตนเองประสบพบเจออยู่ในตอนนี้ จาก
ที่ประเมินดูเหมือนว่าเขาจะหลงทางเสียแล้ว
เขาผสานร่างกับเมฆาตลบฟ้า เพื่อเพิ่มความเร็วและลด
การดึงดูดสายตาจากรอบข้าง ทั้งยังใช้เนตรเพลิงเพื่อ
ตรวจสอบสังเกตการณ์สถานการณ์โดยรอบอย่าง
ต่อเนื่อง
” พี่ชายอวี้ รอข้าด้วย ” ทันใดนั้นก็มีเสียงตะโกนดังขึ้น
จากด้านหลัง ร่างกลืนสวรรค์ของ อู่ อวี้ เห็นเย่ซีซีกำลัง
วิ่งกระหืดกระหอบไล่ตามหลังพวกเขามา เขาจึงหยุด
ฝีเท้ารอนาง เมื่อนางถึงตัวเขาจึงพูดขึ้นว่า ” คิดว่าจะถูก
แยกจากกันเสียแล้ว ไม่คิดเลยว่าจะได้มาเจอพี่ชายอวี้
อีก ข้ากลัวแทบแย่ ”
อู่ อวี้ จับจ้องมองนาง จากนั้นนางก็กล่าวด้วยใบหน้า
แดงก่ำว่า ” พี่ชายอวี้ ท่านมองข้าแบบนี้หมายความว่าไง
คนบ้า ”
อู่ อวี้ รับรู้ได้อย่างชัดเจน เขาก้าวถอยหลังไปสองสาม
ก้าว จากนั้นก็จับจ้องมองนางอย่างเย็นชา แล้วกล่าว
ขึ้นมา ” เจ้าไม่ใช่เย่ซีซี ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นฝ่ายตรงข้ามก็แสดงท่าทางประหลาดใจ
เป็นอย่างยิ่ง ต่อมานางก็ยิ้มแล้วกล่าวว่า “ใช่หรือไม่..
นั้นหาได้สำคัญไม่ สาวน้อยผู้นั้นอ่อนแอมากเกินไป ข้า
จึงส่งนางไปลงนรกแล้ว นอกจากนี้ข้ายังเข้าครอบครอง
ร่างกายของนาง ฉะนั้นข้าก็คือ เย่ซีซี เจ้าคงไม่รังเกียจ
หรอกกระมั้ง ”
” เจ้าสังหารนาง? ” หัวใจของ อู่ อวี้ สั่นสะท้าน
” หือ เจ้าไม่อยากจะเชื่อใช่หรือไม่ ฮ่าฮ่า … แต่เจ้ามัน
จัดการยากเกินไป ข้าไม่อาจสังหารเจ้าที่มีวิชาหลบหนี
ลึกลับขนาดนั้นได้ ดังนั้นข้าจึงไปสังหารเจ้าหมูก่อน ฮิฮิ
เขาถูกหลอกอย่างง่ายดาย เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าสังหารสตรี
ผู้นี้อย่างไร? แน่นอนว่าแสร้งหลอกว่าเป็นเจ้ายังไงล่ะ ฮ่า
ฮ่า … ”
หลังจากนั้นร่างของนางก็แตกสลายกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้น
น้อย แล้วหายไปต่อหน้าต่อตาของ อู่ อวี้ ทันที
“หยุดเดี๋ยวนี้!!” อู่ อวี้ คำราม แต่เขาก็ไม่คิดว่าตนเองจะ
หยุดฝ่ายตรงข้ามได้ คนผู้นั้นหายตัวไปต่อหน้าต่อตาของ
เขาอย่างน่าเหลือเชื่อ หลงเหลือเพียงม่านหมอกสีขาวที่
แผ่ขยายปกคลุมไปทั่วทุกแห่งหน ราวกับนางไม่เคย
ปรากฏตัวมาก่อน
“ซีซีตายแล้ว… งั้นหรือ? ” อู่ อวี้ ไม่แน่ใจว่ามันเป็นเรื่อง
จริงหรือเท็จ แต่ห้วงอารมณ์ของเขาในตอนนี้กลับสับสน
และรู้สึกตื่นตระหนกอยู่ไม่น้อย ด้วยความลึกลับพิสดาร
ของคฤหาสน์จักรพรรดิปีศาจสวรรค์ ใครจะรู้ว่ามีอะไร
เกิดขึ้นบ้าง ก่อนหน้านี้เป็นเพราะ อู่ อวี้ สังเกตเห็นอะไร
บางอย่าง จึงทำให้ทราบว่านางไม่ใช่เย่ซีซี แต่สำหรับ เย่
ซีซี แล้ว นางคงยากจะแยกแยะได้ว่าผู้ใดคือ อู่ อวี้ ตัว
จริง ซึ่งก็มีโอกาสเป็นไปได้ว่านางจะถูกสังหารจริง ๆ แต่
อย่างไรเสีย เย่ซีซี ก็ถือว่าแข็งแกร่งอยู่ไม่น้อยเช่นกัน
” นางไม่อยากเข้ามา แต่ข้าก็ดึงดันตัดสินใจเข้ามาที่นี่
หากเกิดอะไรขึ้นกับนาง ทั้งหมดก็เป็นความผิดของข้า
… ” อู่ อวี้ ว้าวุ่นใจเป็นอย่างยิ่ง ผสมปนเปไปด้วย
ความรู้สึกตำหนิตนเองอยู่ลึก ๆ
” อู่ อวี้ จงจำไว้ นี่คือบททดสอบที่ถูกเรียกว่า ทุกสรรพ
สิ่งมิใช่ความจริงจนกว่าจะเห็นด้วยตา อย่าได้เชื่อคำพูด
ล่อลวงของผู้อื่น จนมานั่งวิตกกังวลกับตนเอง” หมิงซวง
เตือนเขาด้วยเสียง ดังลั่น
“ถูกต้อง!” อู่ อวี้ ได้สติกลับมาเล็กน้อย จากนั้นเขาก็มุ่ง
หน้าไปต่อทันที ในระหว่างนั้นเขาก็ไม่เห็นผู้ทดสอบคน
อื่น ๆ อยู่เลย หลังจากเดินมาได้ครู่หนึ่ง อู่ อวี้ ก็ไม่อาจ
หยุดคิดเรื่องของ เย่ซีซี กับ หนานซาน หวางเย่วได้
ท่ามกลางความเงียบสงบ อารมณ์ของเขายิ่งสับสนขุ่น
มัวมากขึ้นเรื่อย ๆ จนใบหน้าของจ้าวซวน จากการ
ทดสอบด่านที่แล้วค่อย ๆ ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเขา
“กลิ่นซากศพ! ” ชั่วอึดใจที่สูดลมหายใจเข้า อู่ อวี้ ก็ได้
กลิ่นซากศพลอยคลุ้งมาจากด้านหน้า อู่ อวี้ รีบพุ่ง
ทะยานไปยังทิศทางนั้นโดยมิได้เอื้อนเอ่ยวาจาใดทันที
ทันใดนั้นเขาก็แลเห็นซากศพหมูป่าสีดำขนาดใหญ่
ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า ไม่จำเป็นต้องพูดสิ่งใด อู่ อวี้ ก็รู้ว่า
นี่คือ หนานซาน หวางเยว่!
” หือ เจ้ามาที่นี่จริง ๆ คราวนี้ก็เห็นเต็มสองตาแล้วสินะ
คนต่อไปก็คือเจ้า ” เย่ซีซี ปรากฏกายขึ้นด้านบนซากศพ
จากนั้นนาน ๆ ก็ฉีดพ่นใยสีโลหิตจำนวนนับไม่ถ้วน
ออกมามัดพันร่างของซากศพไว้ นางหัวเราะคิกคัก แล้ว
ดึงร่างของหมู่ป่าหลบหนีออกไปอย่างรวดเร็ว
“หยุดเดี๋ยวนี้! ” โทสะของ อู่ อวี้ พุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุด
จากนั้นก็รีบติดตามไปทันที ซากศพนี้ดูเหมือนจริงเป็น
อย่างยิ่ง ราวกับว่า หนานซาน หวางเยว่ กับ เย่ซีซี ตก
ตายไปแล้วจริง ๆ! เขาประเมินความน่าสะพรึงกลัวของ
ที่นี่ต่ำเกินไป โดยเฉพาะเมื่อเห็น ‘เย่ซีซี’ หัวเราะอย่าง
สนุกสนานซุกซนระหว่างที่หลบหนีไปด้วย เขาก็ยิ่งโกรธ
แค้นมากยิ่งขึ้น!
เพลิงโทสะที่พุ่งทะยานขึ้นไปถึงสวรรค์ ค่อย ๆ คืบคลาน
กลืนกินไปทั่วทุกสัดส่วนของร่างกาย
“เจ้านี้เชื่องช้าเสียจริง ก็ดี… งั้นก็รออยู่นี่ไปก่อนแล้วกัน
เมื่อใดที่ข้าขุดคุ้ยความลับที่ซ่อนอยู่ภายในซากศพนี้
เสร็จเมื่อไหร่ ค่อยมาเล่นกับเจ้าอีกครั้ง”
แม้ว่า อู่ อวี้ จะใช้เมฆาตลบฟ้าพุ่งทะยานไปด้วย
ความเร็วสูงสุด แต่ไม่คาดคิดว่า ‘เย่ซีซี’ ที่กำลังลากศพ
ซึ่งมีน้ำหนักจำนวนมหาศาล กลับหายตัวไปในม่าน
หมอกต่อหน้าต่อตาของ อู่ อวี้
” เหอเหอ… ” อู่ อวี้ ไล่ติดตามมาหลังจากที่พวกนั้น
หายไปอย่างสมบูรณ์ บัดนี้เพลิงโทสะอัดแน่นอยู่ภายใน
ทรวงอกของเขา จากนั้นเขาก็ก้มลงไปหยิบบางสิ่งที่อยู่
บนพื้น สิ่งนั้นก็คือพัดจีบของ หนานซาน หวางเย่ว เมื่อ
คลี่ออกก็จะลาเห็นภาพของโฉมสะคราญอันงดงาม
เรือนร่างไร้อาภรณ์ ชวนกระตุ้นต่อมอารมณ์เป็นอย่างยิ่ง
เมื่อมาถึงขั้นนี้ อู่ อวี้ ก็ตระหนักว่า เย่ซีซี กับ หนานซาน
หวางเย่วอาจตายไปแล้วจริง ๆ ตอนแรกเขายังสงสัยอยู่
บ้าง แต่เมื่อเห็นกับตาตนเองว่า หนานซาน หวางเยว่
ทำพัดนี้ร่วงหล่นเอาไว้…
” เพราะพวกเขาติดตามข่าวมาที่นี่ ข้าจึงมีหน้าที่ปกป้อง
พวกเขา หากความโลภของข้า ทำให้พวกเขาทั้งสองต้อง
ตาย! แค่ทัณฑ์สวรรค์ฟาดผ่า ประสบกับความตายก็ยัง
ไม่เพียงพอ! ”
อู่ อวี้ รู้สึกอัดอั้นตันใจเป็นอย่างยิ่ง โลหิตภายในหัวพลุ่ง
พล่านขึ้นถึงขีดสุด ยิ่งคิดถึง ‘ เย่ซีซี ‘ เพลิงโทสะภายใน
จิตใจของเขาก็ยิ่งปะทุขึ้นเท่านั้น
” ข้าต้องการสังหารนาง! เพื่อล้างแค้นให้พวกเขา ข้าจัก
สังหารมันน!!! ” อู่ อวี้ กู่ร้องคำรามภายในจิตใจ
เขายังคงไล่ล่าติดตามต่อไป ทันใดนั้นแลเห็นต้นพฤกษา
อยู่เบื้องหน้า ต้นพฤกษาขนาดใหญ่แห้งเหี่ยวไร้ซึ่งใบ แต่
กิ่งก้านสาขาของมันก็ยังคงตั้งตระหง่านอยู่อย่างมั่นคง
เมื่อ อู่ อวี้ เข้าไปใกล้ ไม่คาดคิดว่าเขาจะแลเห็นว่าร่าง
ของคนผู้หนึ่งห้อยลงมาจากบนต้นไม้ คนผู้นี้สวมใส่
อาภรณ์สีขาวปกคลุมไปทั่วทั้งร่าง เมื่อเพ่งมองอย่าง
พินิจ สามารถแลเห็นได้ว่านางก็คือสตรีคู่หนึ่ง ดรุณีนาง
นี้ถูกเชือกพันร่างเอาไว้ เมื่อเชือกหมุนร่างของจนหันมา
ประจันหน้ากับ อู่ อวี้ ปรากฏว่าคนผู้นี้คือ อู่หยู๋!
“พี่หญิง! ” อู่ อวี้ ยืนเหม่อมองอยู่ใต้ต้นพฤกษา เมื่อเห็น
ความตายของ อู่ หยู๋ ความโกรธแค้นก็ยิ่งกลืนกินจิตใจ
ของเขามากยิ่งขึ้น ภาพฉากเบื้องหน้าตราตรึงอยู่ภายใน
จิตใจของเขา แม้ว่า อู่ อวี้ รู้สึกสับสนเป็นยิ่งนักว่า อู่ หยู๋
มาตายอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ทว่าเมื่อยืนอยู่ต่อหน้า
โศกนาฏกรรมนี้ ชั้นบาง ๆ ภายในจิตใจของเขา ก็ถูก
เพลิงโทสะกลืนกินไปอีกขั้น แล้วในเวลานี้เองก็ดู
เหมือนว่าจะมีเสียงหนึ่งดังก้องกังวานขึ้นภายในหูของ
เขา ราวกับว่ามีบางคนกำลังพูดคุยกับ อู่ อวี้ แต่เขาก็
ยากจะได้ยินเสียงนั้นชัดเจน เนื่องจากภาพการตาย โดย
การถูกแขวนคอของ อู่ หยู๋ ส่งผลกระทบต่อเขามาก
เกินไป
” ข้าขอโทษ หลังจากนี้ข้าคงไม่ได้พบเจอเจ้าอีกแล้ว
น้องชายข้า… ” เสียงอ่อนโยนของนาง ดังก้องอยู่ในหู อู่
อวี้
“ฆ่า ฆ่าฆ่าฆ่า!!! ”
ดวงเนตรของ อู่ อวี้ แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ จากนั้นก็
กรีดร้องคำรามขึ้นด้วยเสียงดังก้องกังวาน สั่นสะเทือน
ไปทั่วทั้งฟ้าดิน
………….
บททดสอบที่กำลังเผชิญ กล่าวได้ว่าเป็นบททดสอบแห่ง
กิเลสของมนุษย์ ซึ่งผสมผสานการต่อสู้อันดุเดือด และ
ปรัชญา อันลึกซึ้ง…
อย่าเพิ่งเบื่อกันน้า ผู้แต่งท่านนี้ถือว่าร้ายกาจมาก นำ
ปรัชญาคำสอน และสิ่งต่างๆ ที่ทุกคนมองข้ามนำมา
สะท้อนให้เห็นในรูปแบบของนิยายเช่นนี้!!
——————————–
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ