กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 976: พึ่งพากันและกัน
ปัจจุบันเขาไม่ได้ใช้แค่เพียงร่างต้นเพียว ๆ ของตัวเอง
ในการเผชิญหน้ากับสถานการณ์ยามนี้ แต่เขายังใช้ร่าง
กลืนสวรรค์อีกด้วย
สำหรับหุ่นเชิดจอมเกาทัณฑ์วิญญาณ ยังคงติดตาม อู่
อวี้ ซึ่งตอนนี้มันได้เข้าสู่สถานะเตรียมพร้อมโจมตี
ด้วยภาพมายาทั้งหมดที่เขาได้พบเจอ ได้กระตุกต่อม
โทสะของ อู่ อวี้ เข้าอย่างแรง ภาพมายาที่มันสร้างขึ้น
เริ่มจากเย่ซีซี จากนั้นก็ร่างไร้วิญญาณของ หนานซาน
หวางเยว่ แล้วก็ภาพของ อู่ หยู๋ แขวนคอตาย
ต่อจากนั้นเขาก็เริ่มเห็นภาพมายามากขึ้นอย่างเช่น
เทือกเขาครามที่เต็มไปด้วยซากศพระเนระนาดเกลื่อน
กลาด จากนั้นก็นครจักรพรรดิเพลิงโดนโจมตีจนพัง
พินาศ เฟิง ซัวหยา ,ซู หยานหลี่ , เสิ่น อู๋เต้า และอื่น ๆ
ถูกสังหารสิ้นชีพไม่มีเหลือ ตกตายด้วยสภาพอเนจอนาถ
ภาพทั้งหมดที่เห็นเขาไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาไร้ซึ่ง
อำนาจไร้พลังจะต่อกรกับศัตรูอย่างสิ้นเชิง ในทุก ๆ ครั้ง
ที่ ‘เย่ซีซี’ ปรากฏตัวขึ้นมา มักจะกระตุ้นโทสะ อู่ อวี้ ได้
ดีเป็นพิเศษ เขาไม่สามารถจับตัวนางได้ราวกับนางเป็น
ภูตผีวิญญาณก็มิปาน
“โกรธเกลียดข้าไปก็เท่านั้น ต่อให้เจ้าจะโกรธจนอกแตก
ตาย ไม่ช้าก็เร็วทุก ๆ คนที่เจ้ารักก็จะค่อย ๆ ตกตาย
ไป” น้ำเสียงที่เป็นไปด้วยความเอาแต่ใจไร้ยางอายของ
อีกฝ่าย ยังคงดังก้องสะท้อนอยู่ในโสตประสาทหูของ อู่
อวี้
มีผู้คนตกตายเป็นจำนวนมาก ความโศกเศร้าทุกข์
ทรมานที่ได้รับมากมายเหลือคณาเป็นประวัติการณ์
ยามนี้ อู่ อวี้ กำลังมองดูโลกที่อาบท่วมไปด้วยโลหิต
” เย่ซีซี , หนานซาน , พี่สาว , ท่านอาจารย์, ทุกคนตาย
กันหมดแล้ว … มันเป็นความผิดของข้า ทุกอย่าง ๆ มัน
เป็นผู้กระทำ ข้าจะฆ่ามัน ข้าจะฆ่ามันนน!!! ”
ดวงตาของ อู่ อวี้ แดงก่ำปานโลหิต ความโกรธแค้นอัด
แน่นอยู่ในอกอย่างสุดจะบรรยาย
“เจ้าเข้ามาทำไม! ” ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงใครบางคน
ดังขึ้นจากด้านหลัง เมื่อหันกลับไปมองก็พบว่าคนผู้นี้
เป็นสตรีสวมกระโปรงยาวสีส้ม มีเปลวเพลิงเก้าสีลุกไหม้
ท่วมร่างกาย ช่างดูสูงสง่างามน่าเกรงขามเป็นอย่างยิ่ง
“เหว่ยเอ๋อ … ”
” ผิดแล้ว ข้าชื่อ หวงซี! ”
อีกฝ่ายรีบขัดไม่ให้เขาพูดต่อ หลังจากนั้นนางก็ก้าวเดิน
มาข้างหน้า ทันใดนั้น ฉึ่ก!!! กระบี่ไร้ซึ่งที่มาที่ไปก็ปัก
ทะลุผ่านทรวงอกของนาง จากนั้นร่างของนางค่อย ๆ
ร่วงล้มลงกับพื้นอย่างช้า ๆ ทันทีที่นางล้มลงเขาก็เห็นผู้
ที่ยืนอยู่เบื้องหลัง ผู้ที่ใช้กระบี่แทงทะลุร่างของนาง คนผู้
นั้นก็คือ ‘เย่ซีซี’ นางยิ้มแล้วพูดว่า ” อุ้ย ขออภัยข้า
สังหารไปอีกคนเสียแล้ว ข้ายังแอบคิดอยู่ว่าจะสังหาร
ผู้ใดเป็นคนต่อไปดี หรือว่าจะเป็นความทรงจำที่อยู่ใน
ส่วนลึกที่สุดของเจ้าดี อย่างเช่นความรักที่เจ้ามีให้กับ
มังกรตัวนั้นดีไหม? อาาาา ไม่ง่ายเลยนะ แต่ไม่ต้อง
กลัวนางจะตายในไม่ช้า… ”
หลังจากนางพูดจบก็สลายกลายเป็นเศษชิ้นส่วนเล็ก ๆ
หายไปต่อหน้าต่อตาของ อู่ อวี้
” มังกรผู้นั้นคือใคร? ”
อู่ อวี้ หลังจากเห็นการตายของ หนานกง เหว่ย โทสะ
ของเขาก็พวยพุ่งถึงขีดสุด ทว่าภายในใจก็ยังมีข้อสงสัย
อยู่เล็กน้อย
เขาครุ่นคิดสะระตะภายในใจของตัวเอง และแล้วก็มี
สตรีโฉมงดงามเส้นเกศาสีขาวเปล่งประกายประดุจอัญ
มณีผู้หนึ่งปรากฏขึ้นในใจของเขา หลังจากครุ่นคิดมา
นานในที่สุด อู่ อวี้ ก็นึกออกแม่นางผู้นี้ก็คือ ลั่วผิน
“ลั่วผิน เจ้าต้องตายด้วยน้ำมือของนางเช่นนั้นหรือ?”
“แต่เราไม่ควรกังวล นางเป็นถึงเจ้ามังกรสี่คาบสมุทร
จะมีสักกี่คนที่สามารถสังหารนางได้? โอกาสสังหารนาง
นั้นต่ำมาก เรียกได้ว่าเป็นไปไม่ได้เลย”
“เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด นางแข็งแกร่งมาก ๆ แม้แต่เราก็
ยังพยายามไล่ตามนาง ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะตกตาย นาง
เป็นสัตว์สวรรค์ที่แข็งแกร่งมาก …”
” แม้แต่ข้าก็ยังไม่รู้ว่านางอยู่ที่ใด แล้วเย่ซีซีจะพบนางได้
อย่างไร … ”
เขายังคงตั้งข้อสงสัยกับตัวเองอย่างต่อเนื่อง ยิ่งกังขา
สงสัยมากเท่าไหร่ โทสะก็ยิ่งทะลุถึงจุดเดือดมากขึ้น
เท่านั้น แต่แล้วมันก็ค่อย ๆ เบาลง จากที่ตั้งคำถามกับ
ตัวเองอย่างต่อเนื่อง มันทำให้เขามีสติสำนึกรู้มากขึ้น
ตามลำดับ
” ใช่แล้ว! นางไม่ได้อยู่ที่นี่ ”
” จริงสิ แล้วที่นี่มันที่ไหนกัน? ” เขากวาดตามองไปรอบ
ๆ แล้วพบว่ามีหมอกควันอยู่ทุกทุกหนทุกแห่ง แต่เขา
กลับลืมสนิทว่ามันคือที่ไหน
ดังนั้นเขาจึงพยายามพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน และ
แล้วเขาก็คิดได้ว่าที่นี่เป็น ” ที่นี่คือบันไดของคฤหาสน์
จักรพรรดิปีศาจสวรรค์ … ”
ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกตื่นเต้นตกใจ โทสะความแค้นก่อน
หน้านี้สลายหายไปประดุจสายน้ำ
” ที่นี่มันเป็นบันได พี่หญิงและคนอื่น ๆ ไม่น่าจะมาอยู่
ที่นี่ได้ นี่ข้าเป็นอะไรไป … ”
แล้วเขาก็เห็นร่างกลืนสวรรค์ สายตาของร่างกลืนสวรรค์
กำลังจ้องมองเขาอยู่เช่นเดียวกัน เขาก็ได้รู้ว่าเป็นสายตา
ที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว เมื่อร่างของเขาทั้งสอง
มองเห็นซึ่งกันและกันก็ตระหนักได้ในทันทีว่า ทุกสิ่งทุก
อย่างที่เกิดขึ้นทั้งหมดล้วนเป็นเท็จ
เมื่อทุกอย่างกระจ่าง ความโกรธแค้นที่อยู่ภายในหัวใจก็
สลายหายไปจนหมดสิ้น เมื่อเพ่งมองอย่างถี่ถ้วนก็พบว่า
บันไดที่เขาเหยียบยืนไม่ได้กว้างใหญ่มากนัก มีหมอกสี
ขาวปกคลุมอยู่เล็กน้อย เขาใช้เนตรเพลิงมองตัดผ่าน
ม่านหมอก แลเห็นบันไดขั้นที่ 3 ซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก
” บันไดขั้นแรกทดสอบความโลภ ส่วนขั้นที่สองทดสอบ
โทสะ ”
นี่คือด่านทดสอบโทสะของ อู่ อวี้ เมื่อเขามีสติกลับคืน
มาก็รู้ว่าทุกอย่างนั้นเป็นเท็จ ถึงกระนั้นภายในใจของเขา
ยังคงรู้สึกสับสน และ หวาดกลัวอยู่เล็กน้อย ภาพต่าง ๆ
ยังคงอยู่ภายในหัว สติของเขาเพิ่งกลับคืนมาเมื่อไม่นาน
เขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองเริ่มมีโทสะตั้งแต่เมื่อไหร่
ดังนั้นเขาจึงรีบเตือนตัวเองว่าต้องระวังตัวให้มากกว่านี้
เขารีบพุ่งตัวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วโดยทิ้งให้จอม
เกาทัณฑ์วิญญาณติดตามอยู่เบื้องหลัง ก็รู้ดีว่าภาพมายา
เหล่านี้ไม่มีผลอะไรกับหุ่นเชิด ฉะนั้นรีบก้าวเข้าสู่บันได
ขั้นต่อไปน่าจะดีกว่า
จากนั้นร่างต้นและร่างกลืนสวรรค์ของ อู่ อวี้ จึง
พยายามอยู่เคียงข้างกันไม่ห่างคอยเหลือบมองกันและ
กัน นั่นเพราะว่าการได้เห็นตัวเองทำให้เขามีสติรู้ตัว
ฉะนั้นนับจากนี้เขาจึงพยายามจ้องมองตัวเองอยู่
ตลอดเวลา
หวืดดดด!
เขารีบก้าวขึ้นไปบนขั้นที่ 3
“มีทั้งหมด 5 ขั้น ไม่ว่าครั้งนี้ข้าจะเห็นอะไร หลังจากที่
ขึ้นไปแล้ว ข้าจะมองไปข้างหน้าเพียงเท่านั้น”
อู่ อวี้ คิดเช่นนี้อยู่ภายในใจ
เพียงชั่วพริบตาเขาก็ก้าวขึ้นไปถึงขั้นที่ 3 แล้วในเวลานี้
เองเขาก็ตระหนักว่าบันไดขั้นที่ 2 มิได้กว้างเท่าใดนัก
บางทีก่อนหน้านี้ อาจเป็นไปได้ว่าเขาเดินวนอยู่ใน
สถานที่เดิมจนมิได้คืบหน้าไปไหน
ชั่วขณะนี้เอง ร่างต้นกับร่างกลืนสวรรค์ก็ก้าวขึ้นไปบน
บันไดขั้นที่ 3
ไม่คาดคิดว่าเมื่อก้าวขึ้นมาบนขั้นที่ 3 พวกเขาก็พบว่า
ด้านบนนี้ยังคงมีหมอกสีขาวปกคลุมอยู่หนาแน่น เสมือน
ราวกับว่ากำลังยืนอยู่ภายในก้อนเมฆาก็มิปาน อู่ อวี้
พบว่าอยู่ ๆ จิตใจตนเองก็เริ่มสั่นไหว ตกเข้าสู่ห้วงแห่ง
ความมึนงง ไม่อาจรับรู้สิ่งใดได้ชัดเจน
“ข้าอยู่ที่ไหน?” อู่ อวี้ มองดูม่านเมฆารอบ ๆ ด้วยความ
ตกตะลึงเล็กน้อย เขาไม่รู้ว่าตนเองมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร
รู้สึกราวกับว่านี่เป็นห้วงนิทราที่ไร้ซึ่งจุดเริ่มต้น แล้ว
ทันใดนั้น เขาก็ปรากฏอยู่ที่นี่
” อู่ อวี้ ในที่สุดเจ้าก็มา” ทันใดนั้นภาพเบื้องหน้าสายตา
ของ อู่ อวี้ ก็พลิกตลบหมุนวนไปหมด แล้วเมื่อเขา
มองเห็นอย่างชัดเจนอีกครั้ง อู่ อวี้ ก็พบว่าสถานที่แห่งนี้
คือแดนสวรรค์ ล้อมรอบไปด้วยมหาสมุทรบุปผา เปล่ง
ประกายสีสันสวยสดงดงาม หมู่มวลวิหคโบยบินขับขาน
อย่างไพเราะ รวมถึงกลิ่นอายฟ้าดินที่หนาแน่นเป็นอย่าง
ยิ่ง เมื่อสูดหายใจเข้าไป ก็นำมาซึ่งความสดชื่นอย่างหาที่
เปรียบมิได้
และคนที่กำลังพูดอยู่นั้น ยืนอยู่เบื้องหน้า อู่ อวี้ นาง
สวมใส่ชุดกระโปรงยาวสีฟ้า เกศายาวสีเงินเปล่ง
ประกายแสงแวววาวสดใส เมื่อยืนอยู่ท่ามกลางหมอก
เซียนอันหนาแน่น ยิ่งทำให้นางดูสมบูรณ์แบบมากขึ้นไป
อีก! เมื่อ อู่ อวี้ เห็นนาง ก็ถึงกับหายใจหายคอไม่ออก
เลยทีเดียว เขาคิดถึงนางมานานแล้ว ซึ่งไม่คาดคิดว่าจะ
ได้พบเจอกันที่นี่
” ลั่วผิน… เหตุใดเจ้าถึงอยู่ที่นี่… ” อู่ อวี้ ตกเข้าสู่ภวังค์
แห่งความลุ่มหลงสมบูรณ์แบบของนางทันที ริมฝีปาก
แดงระเรื่อ ดวงตาลึกล้ำ ผิวขาวเนียนราวกับหิมะ เรือน
ร่างระหงงดงามอย่างหาที่เปรียบไม่ได้…
อย่างไรก็ตาม สีหน้าของนางในยามนี้ดูค่อนข้างเย็นชา
ลั่วผินจับจ้องมายัง อู่ อวี้ แล้วกล่าวว่า ” ข้าเข้าใจอย่าง
ชัดเจนแล้ว ข้ารู้ว่าเจ้าพยายามอย่างหนักเพื่อไล่ติดตาม
ข้า แต่ข้าไม่ต้องการรอเจ้าแล้ว วันนี้เลยตั้งใจมาบอกลา
หลังจากนี้อย่ามาให้ข้าเห็นหน้าอีก ลาก่อน ”
อู่ อวี้ ที่กำลังตกอยู่ในห้วงภวังค์แห่งความงดงามของ
นาง เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ความรู้สึกกลัวอย่างรุนแรงก็
พลุ่งพล่านขึ้นมาจากภายในจิตใจ จนเขาแทบหายใจ
หายคอไม่ออก อู่ อวี้ ตกเข้าสู่ห้วงแห่งความเจ็บปวด ทั้ง
ยังมองไปที่ ลั่วผิน ด้วยความไม่อยากจะเชื่อพร้อมกับ
เอ่ยขึ้นว่า ” ข้อตกลงระหว่างข้ากับเจ้ายังไม่สมบูรณ์เลย
… เพราะอะไรกัน ต่อให้เจ้าเป็นจ้าวมังกรสี่คาบสมุทร
แต่สักวันหนึ่งข้าจะต้องไล่ติดตามเจ้าทันอย่างแน่นอน ”
ลั่วผินส่ายศีรษะ พร้อมกับยิ้มอย่างเช่นชาแล้วเอ่ยขึ้นว่า
“ลืมไปเสีย ข้ารอเจ้าไม่ไหวอีกแล้ว เจ้ากับข้าไม่ใช่คนใน
โลกเดียวกัน อย่าได้บีบบังคับข้าเลย ข้าให้โอกาสเจ้า
เพื่อเป็นการขอบคุณที่เจ้าช่วยชีวิตข้าไว้ แต่ตอนนี้ข้ารู้
แล้วว่าเราไม่เหมาะกัน ช่องว่างระหว่างเจ้ากับข้านั้น
กว้างใหญ่มากเกินไป สหายเต๋าเคียงคู่ ต้องเป็นคนสอง
คนที่เท่าเทียมกัน สามารถช่วยเหลือ สนับสนุนกันและ
กันในยามยาก ข้าอยากบรรลุกลายเป็นเซียนอมตะ
ทะยานขึ้นสู่สวรรค์ ไม่ต้องการมีสหายเต๋าที่เป็นเพียง
มนุษย์เดินดินที่สามารถตกตายไปในวันหนึ่ง”
คำกล่าวของนางช่างตรงไปตรงมาและหักหาญน้ำใจเป็น
อย่างยิ่ง คำพูดแต่ละคำเป็นเสมือนดั่งคมมีดที่กรีดเฉือน
เข้าใส่หัวใจของ อู่ อวี้ ทำให้เขารู้สึกยากจะทานทน
ความหวังทั้งหมดมลายหายไปสิ้น ลั่วผินแสดงสีหน้าเย็น
ชา ราวกับว่ามิได้สนใจความรู้สึกของเขาแม้แต่น้อย
คำพูดเหล่านี้บาดลึกเข้าไปในหัวใจของ อู่ อวี้ เขายังไม่
ลืมว่าระหว่างตนกับลั่วผินนั้นอยู่คนละโลกกัน
” กล่าวตามตรง เจ้าเป็นเพียงมนุษย์ปุถุชนคนธรรมดา
ยากที่จะมีชีวิตร่วมกับข้าได้” บางทีนางอาจกลัวว่า อู่ อวี้
จะไม่ยอมแพ้ ดังนั้นจึงกล่าวย้ำเตือนอีกครั้ง
” จำเอาไว้ อย่ามาให้ข้าเห็นหน้าอีก หลังจากนี้จงใช้ชีวิต
ของตนเองเสีย อย่าได้มาคาดหวังอะไรกับข้าอีกเลย มี
คนเคยกล่าวไว้ว่า เป็นแค่คางคกแต่ริอาจกินเนื้อห่านฟ้า
หวังว่าเจ้าคงเข้าใจว่ามันมีความหมายเช่นไร”
อู่ อวี้ ไม่เข้าใจ หากนางต้องการกำจัดตนเอง ก็ไม่
จำเป็นต้องพูดอย่างโหดร้ายเยี่ยงนี้
” ไม่ว่าอย่างไร เราก็ยังเป็นสหายกัน อย่าได้พูดเช่นนั้น
อีก … ” อู่ อวี้ กล่าวออกมาอย่างยากลำบาก
ลั่วผินคือเป้าหมายสูงสุดที่เขาพยายามไล่ตาม ทว่ายามนี้
เป้าหมายของเขาได้พังทลายจนสิ้น
” หึหึ ดูเหมือนว่าเจ้าจะไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ ยังคงมีหวังคิด
เพ้อฝันอยู่อีก เช่นนั้นข้าจะช่วยสงเคราะห์ด้วยการบอก
ความจริงกับเจ้า ข้ามีสหายเต๋าเคียงคู่อยู่แล้ว ข้ากับเขา
เข้ากันได้ดี ข้าไม่อยากให้เจ้าปรากฏตัวแทรกแซงเป็น
มือที่สาม ทำให้ความสัมพันธ์ของข้าและเขามีปัญหา จง
รู้ไว้ซะว่าตัวเจ้ากับเขาห่างชั้นกันมากราวฟ้ากับดิน ข้า
ขอลาก่อน ” หลังจากนางกล่าวจบนางก็หายตัวไปอย่าง
รวดเร็ว ซึ่ง อู่ อวี้ ไม่ทราบว่านางหายตัวไปไหน
คำพูดของนางทำให้เขาตกตะลึงอีกครั้ง!
นางมีคนที่ชอบพออยู่แล้ว!
บุคคลผู้นั้น ยอดเยี่ยมมากเพียงใด!
อู่ อวี้ ไม่อาจทำยอมรับได้ เมื่อตนเองถูกดูแคลนเช่นนี้
อารมณ์ของเขาตกอยู่ในห้วงแห่งความพยายามดิ้นรน
ตะเกียกตะกายเพราะไม่อาจยอมรับได้ ว่าสตรีที่ตนเอง
รู้สึกชอบพอได้กลายเป็นผู้หญิงของผู้อื่น เขายังคงอยาก
ไล่ตามนางให้ทัน เพื่อพิสูจน์ว่าตัวเขาสามารถเอาชนะ
คนผู้นั้นได้ ในเวลานี้เขาคิดถวิลหาแต่ลั่วผิน โดยหารู้ไม่
จิตมารกำลังเติบโตขึ้นในหัวใจของเขา
“ข้าจะไม่ยอมแพ้อย่างเด็ดขาด ข้าจะทำให้นางได้รู้ซึ้ง
แล้วถอนคำพูดในสิ่งที่นางเคยพูดไว้ในวันนี้!”
อู่ อวี้ ประกาศก้องในใจ
“แต่นางเป็นคนนิสัยเช่นนี้จริง ๆ น่ะหรือ นางดูเบาข้า
ทั้งยังดูถูกเหยียดหยาม สายตาที่จ้องมองข้าไม่ต่างจาก
กำลังมองสุนัขชั้นต่ำ ทั้งยังตั้งใจใช้คำพูดบดขยี้ข้าให้ตาย
ทั้งเป็น สตรีเช่นนี้ไม่เหมาะสมกับข้า ไฉนข้าต้องเอาสตรี
เช่นนี้มาเป็นคู่ชีวิตด้วยเล่า?”
อู่ อวี้ ยังคงตั้งคำถามในใจ
เขาส่ายศีรษะแล้วพูดว่า ” การจะเป็นสหายเต๋าเคียงคู่
คนทั้งสองต้องมีใจรักกันอย่างลึกซึ้ง จะต้องคอย
ช่วยเหลือซึ่งกัน หากเจอคนที่ไม่เหมาะสม ก็มิควรบีบ
บังคับใจผู้อื่น ”
นี่เป็นมุมมองของเขาเอง
เมื่อ อู่ อวี้ คิดได้เช่นนี้เขาก็พบว่าไม่มีสิ่งใดอยู่ตรงหน้า
นอกจากบันไดขั้นที่สี่
ช่วงเวลานี้ลงเขาถึงตระหนักได้ว่า สิ่งที่เขาพบเห็นและ
ได้ยินล้วนเป็นเรื่องเท็จ
บางทีนี่อาจเป็นบททดสอบจิตใจ แต่เพราะ อู่ อวี้ ยึดถือ
ในวิถีเต๋าของตนเองอย่างตรงไปตรงมา จึงทำให้เขาผ่าน
มันมาได้อย่างง่ายดาย
——————————–
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ