กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 977: จักรพรรดิแห่งใต้หล้า
ยังต้องผ่านไปอีกกี่ขั้น?
อู่ อวี้ ที่อยู่ท่ามกลางความสับสน ฉับพลันเขาก็สามารถ
ประมาณว่าบันไดทั้งหมดน่าจะมี 5 ขั้น ซึ่งยามนี้เขา
ผ่านไปแล้ว 3 ขั้น
และขณะนี้ เขามั่นใจอย่างยิ่งว่าทั้ง 5 ขั้นนี้คือบท
ทดสอบด่านที่ 2
“โลภ โทสะ หลง….”
ตัว อู่ อวี้ ไม่ใช่คนโลภ โกรธและหลง จึงทำให้สามารถ
ผ่านมาถึง 3 ขั้นได้ไม่ยากเย็นนัก
ความจริงสิ่งที่คุกคามเขามากที่สุด ไม่ใช่ความโลภ และ
ไม่ใช่ความหลง แต่ทว่าเขาเป็นคนที่โกรธได้ง่าย ดังนั้น
ขั้นที่ 2 จึงกลายเป็นชั้นที่น่าหวาดกลัวที่สุดสำหรับเขา
ไม่รู้ว่าเบื้องหน้าจะต้องพบเจอกับอะไร ด้วยที่ความคิด
ต่างๆ ยังคงไม่สมบูรณ์พร้อม ทว่ายังมีหลายสิ่งที่
สามารถจดจำได้อย่างบังเอิญ แต่ในไม่ช้ากลับถูกลืม
เลือนไปราวกับโดนลบล้าง
“จะต้องเป็นหมอกเหล่านี้อย่างแน่นอนที่ทำให้ข้าเกิด
ความสับสน ความจริงแล้วบันไดทั้ง 5 ขั้นนี้ น่าจะเป็น
ค่ายกลลวงตาอันน่ากลัว แต่ทว่ากลับไม่หลงเหลือ
ร่องรอยที่สามารถตรวจจับได้เลย”
ครั้งนี้ อู่ อวี้ กำลังย่างก้าวไปสู่ในขั้นที่ 4 ด้วยความ
ระแวดระวัง
ในพริบตาที่ก้าวขึ้นมา เขาก็พบว่าครั้งนี้ดูแตกต่างจาก
ครั้งที่แล้วอย่างมากทีเดียว เหมือนกับมีความรู้สึก
บางอย่างโจมตีเข้าใส่หนังศีรษะอย่างรุนแรง หลังจากที่
ก้าวเท้าเหยียบเข้ามาที่นี่ อู่ อวี้ ก็สัมผัสได้ว่าในหัวสมอง
ของเขาเกิดอาการสั่นสะเทือนราวกับมีค้อนกำลัง
กระหน่ำทุบตีลงมาจนศีรษะของเขาแทบจะแยก
ออกเป็นเสี่ยงๆ แม้ว่าความเจ็บปวดนี้จะเกิดขึ้นเพียงแค่
ในช่วงเวลาสั้นๆ แต่มันกลับทำให้ความรู้สึกนึกคิด
ทั้งหลายกลับกลายเป็นว่างเปล่า มีห้วงความคิดมากมาย
ที่กำลังหายไปอย่างรวดเร็ว!
เมื่ออยู่ภายในคฤหาสน์จักรพรรดิปีศาจสวรรค์แห่งนี้
สมองของเขายังคงสามารถรับรู้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้ง
เขายังได้ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา แต่ทว่าเขากลับถูกพลัง
อำนาจของอีกฝ่ายโจมตีเข้ามา ทำให้ อู่ อวี้ ไม่อาจ
ประคองสติได้ เขารู้ว่ามันเป็นเพราะปีศาจบรรพกาล
เนตรทองคำตนนี้ทรงพลังอำนาจมากเกินไป ถึงยังไง
แล้วมันก็เป็นเทพปีศาจที่แท้จริง เป็นตัวตนที่อยู่ระดับ
เดียวกับเซียนอมตะ และการที่ค่ายกลของมันสร้าง
ผลลัพธ์เช่นนี้ออกมาย่อมเป็นเรื่องปกติ
คาดว่า หวงจุน เมื่ออยู่ที่นี่ ก็คงแสดงท่าทางไม่ต่างกับ อู่
อวี้ ในยามแรกที่ได้เห็น
“จักรพรรดิฉีปิ่ง จักรพรรดิของแต่ละอาณาจักรได้มาถึง
แล้ว และเหล่ายอดฝีมือแห่งดินแดนโบราณเหยียนหวง
ทั้งหมด ล้วนมารวมตัวกันอยู่บน ‘เวทีเพลิงบรรพกาล’
กันแล้ว”
ในช่วงเวลาอันโกลาหล ฉับพลันทุกสิ่งกลับกลายเป็น
เด่นชัด ตัวเขากำลังนั่งอยู่ในจุดที่ค่อนข้างสูง ที่ด้านหน้า
ของเขาเป็นตำหนักขนาดใหญ่ซึ่งกำลังส่องประกายแสง
สีดำสลับทอง และยังมีเสามังกรที่มีขนาดใหญ่โต
เหมือนกับต้นไม้ เขายังมองเห็นเทียนที่กำลังลุกไหม้ด้วย
เปลวเพลิงสีทองมากมาย ภาพวาดเกี่ยวกับช่วงเวลาแห่ง
ประวัติศาสตร์อยู่บนผืนผนังทั้ง 4 ด้าน แสดงให้เห็นถึง
ความยิ่งใหญ่รุ่งโรจน์ได้เป็นอย่างดี และเกรงว่าหากมี
ยอดฝีมือมาอยู่ที่นี่ พวกมันก็คงไม่กล้าเอื้อนเอ่ยออกมา
อู่ อวี้ รู้สึกคุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้อย่างยิ่ง ดูเหมือนมัน
จะเป็นตำหนักที่อยู่ภายในเขตพระราชฐานแห่งเหยียน
หวง
ตรงตำแหน่งที่เขานั่งนั้นอยู่ในจุดที่สูงล้ำ เขาเอามือไป
เท้าแขนเข้ากับเก้าอี้ ตรงส่วนที่เท้าแขนของเก้าอี้ราวกับ
เป็นมังกรเทวะสีทองดูสง่างามน่าเกรงขาม
“นี่มัน เก้าอี้มังกรของอาณาจักรโบราณเหยียนหวง
……..” เขาเกิดความสับสน มึนงงว่าตนเองมานั่งอยู่ที่นี่
ได้อย่างไร
“องค์จักรพรรดิ!” ที่ด้านใต้มีคนร้องตะโกนเรียก
น้ำเสียงของคนผู้นั้นสั่นเครือ เมื่อ อู่ อวี้ หันไปก็
สังเกตเห็นว่าที่ด้านล่างมีคนอยู่คนหนึ่ง คนผู้นั้นหมอบ
กราบลงไปทั้งตัว ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมามอง อู่ อวี้
“เงยหน้าขึ้นได้” อู่ อวี้ โพล่งประโยคนี้ออกไป เขาไม่รู้
ว่าทำไมยามที่ตนเองเอ่ยออกไปมันจึงดูน่าเกรงขามถึง
เพียงนี้
ชายคนนั้นค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาด้วยอาการสั่นเทิ้ม อู่ อวี้
รู้จักคนผู้นี้ ดูเหมือนว่ามันจะเป็น จักรพรรดิอาราม
สวรรค์ ซึ่งก่อนหน้านี้มันคือมหาอุปราชแห่งอาณาจักร
โบราณเหยียนหวง เขาจำได้ว่ามันเป็นผู้ที่เคยนั่งใน
ตำแหน่งที่เขากำลังนั่งอยู่มาก่อน
“จักรพรรดิอารามสวรรค์ กำลังคุกเข่าให้กับข้า….” อู่
อวี้ มองดูสถานการณ์โดยรอบด้วยท่าทางเฉยเมย ในใจ
ของเขาไม่มีอาการแปรปรวนใดๆ เขาพยายามย้อนกลับ
ไปคิด เหมือนว่าเขาจะได้ยินจักรพรรดิอารามสวรรค์เอ่ย
อะไรออกมาสักอย่าง จึงกล่าวไปว่า “กล่าวอีกรอบ ข้า
ได้ยินไม่ถนัดชัด”
จักรพรรดิอารามสวรรค์ผู้นั้นได้กล่าวออกมาอีกครั้งด้วย
ความประหม่า “จักรพรรดิฉีปิ่ง ทุกคนกำลังมารวมตัว
กันอยู่พ่ะย่ะค่ะ”
“โอ้ มากันแล้ว เช่นนั้นพวกเราก็ไปกันเถอะ” อู่ อวี้
หยัดกายยืนขึ้น เขาสามารถสัมผัสถึงพลังงานอันล้น
เหลือที่อยู่บนร่างของตน เขาจำได้ว่าจักรพรรดิอาราม
สวรรค์ผู้นี้มีความแข็งแกร่งที่ยิ่งยวด ทว่า อู่ อวี้ กลับ
เปี่ยมล้นไปด้วยความมั่นใจว่าเขาสามารถสังหารมันได้
เพียงแค่กระดิกนิ้ว
ตัวเขารู้ว่า เวทีเพลิงบรรพกาล อยู่ที่ไหน มันอยู่ที่ด้าน
นอกเขตพระราชฐาน ที่ตรงนั้นเป็นพื้นที่กว้างขวางสุด
ลูกหูลูกตา สามารถจุผู้คนได้มหาศาล ยิ่งไปกว่านั้นที่ตรง
นี้ได้ตั้งอยู่บนตำแหน่งอันสูงล้ำ ดังนั้นจึงสามารถ
มองเห็นทั่วทั้งนครเทวะอันยิ่งใหญ่นี้ได้ทั้งหมด
ไม่นานนัก อู่ อวี้ ได้มาปรากฏตัวอยู่ที่ด้านหน้าของเขต
พระราชฐานอันแสนคุ้นเคย จากนั้นเงยหน้ามองขึ้นไป
พบเห็นว่าบนท้องฟ้าที่ห่างไกลมีเวทีที่กำลังลุกโชนขึ้น
ด้วยเปลวเพลิงสีทองอยู่แห่งหนึ่ง นั่นก็คือเวทีเพลิงบรรพ
กาล ยามนี้ ณ บริเวณ มีผู้คนมารวมตัวกันอย่าง
หนาแน่นราวกับต้นไม้ที่อยู่ในป่าเขา อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้
ไม่ได้เผยยิ้มออกมา เขาคิดว่าแม้ว่าคนเหล่านี้จะ
แข็งแกร่ง แต่ทว่าเขากลับไม่ได้หวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย
“ฟู่ววว……”
บัดนี้ อู่ อวี้ ได้มาปรากฏตัวเหนือเวทีเพลิงบรรพกาล ตัว
ของเขาราวกับเป็นดวงตะวันอันร้อนแรงไม่มีที่สิ้นสุด
กำลังลุกไหม้อยู่บนท้องนภากาศที่ว่างเปล่า เมื่ออยู่ในที่
แห่งนี้ก็สามารถทำให้มองเห็นทั่วทั้งนครเทวะได้ พริบตา
แรกที่ อู่ อวี้ มองเห็นทั่วทั้งนครเทวะ เขาก็สามารถเห็น
ได้ถึงถนนทุกสายที่เปี่ยมไปด้วยผู้คนมารวมตัวกันอย่าง
เนืองแน่น ผู้คนมากมายกำลังเงยหน้ามองขึ้นไปบน
ท้องฟ้า บัดนี้จำนวนผู้คนนับล้านต่างเนืองแน่นทั่วนคร
ทั้งยังเป็นผู้ฝึกตนระดับสุดยอดด้วยกันทั้งสิ้น
หลังจากที่เขาได้ก็กวาดสายตาไปมอง ก็เห็นว่าบนเวที
เพลิงบรรพกาลมีผู้คนมารวมกันอยู่ราวๆ หนึ่งพันคน
ส่วนใหญ่แล้วเป็นคนชรา คนเหล่านี้ถือเป็นยอดฝีมือ
อันดับต้นๆ บนดินแดนโบราณเหยียนหวงแห่งนี้
พริบตาที่ อู่ อวี้ ปรากฏตัวออกมาผู้ฝึกตนนับล้านที่อยู่
ภายในนครเทวะกับยอดฝีมือชั้นนำที่ยืนอยู่บนเวทีเพลิง
บรรพกาล ได้คุกเข่าลงไปกับพื้น
“คารวะจักรพรรดิโบราณเหยียนหวง! ขอให้พระองค์
ทรงพระเจริญ หมื่นปีหมื่นหมื่นปี!”
ผู้คนต่างตะโกนก้องกังวานไปทั่ว จนขจรออกไปทั่วทั้ง
ดินแดนโบราณเหยียนหวงแห่งนี้ ผู้คนมากมายที่ได้ยิน
เสียงตะโกนนี้ต่างก้มลงไปหมอบกราบราวกับคลื่นซัด
สาดแผ่ออกเป็นวงกว้าง สายตาของ อู่ อวี้ กวาดมองไป
ทั่วดินแดนโบราณเหยียนหวง เขามองเห็นว่าบัดนี้
สิ่งมีชีวิตทั้งหมดกำลังหมอบกราบให้แก่ตน
ทุกชีวิตในดินแดนโบราณเหยียนหวงที่มีจำนวนมากมาย
เหลือคณา ทว่า อู่ อวี้ กลับสามารถมองเห็นได้ทั้งหมด
อย่างถนัดตา เขารู้สึกว่าตนเองมีพลังกล้าแกร่งมาก
เกินไป สำหรับความแข็งแกร่งนี้เขารู้สึกพึงพอใจอย่างยิ่ง
มันให้ความรู้สึกราวกับว่าตนเองได้กลายเป็นเทพเซียน
ไปจริงๆ เสียแล้ว บัดนี้เขากำลังจ้องมองไปที่ทุกสรรพ
ชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ยืนอยู่บนเวทีเพลิงบรรพกาล
ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่อยู่ใกล้ตัวเขามากที่สุด
พวกมันก็กำลังก้มลงกราบกรานด้วยความเลื่อมใส
ศรัทธา แม้กระทั่งบางคนยังมีอาการตัวสั่นเทา ถึงแม้ว่า
จะมองเห็นหน้าตาไม่ชัดเจน แต่ อู่ อวี้ ก็รู้จักพวกมันทุก
คน บัดนี้จักรพรรดิอารามสวรรค์ก็ได้เข้าไปรวมอยู่
ภายในกลุ่มนี้แล้ว
คนเหล่านี้เป็นกลุ่มที่อยู่ใกล้ตัว อู่ อวี้ มากที่สุด เป็น
ราชวงศ์ของอาณาจักรเซียนทั้งหลายบนดินแดนโบราณ
เหยียนหวง มีทั้งจักรพรรดิหมิงไห่แห่งจักรวรรดิเป่ยหมิง
และเหล่าจักรพรรดิแห่งราชวงศ์มารฟ้า อาณาจักรเมฆา
ทะยาน ราชวงศ์มู่ซวี่ อย่างน้อยพวกที่เกือบจะสำเร็จ
กลายเป็นเซียนอมตะทั้งหมดได้มารวมตัวกันบนเวที
เพลิงบรรพกาล
“ของแสดงความยินดีกับองค์จักรพรรดิที่สามารถรวม
ดินแดนโบราณเหยียนหวงให้เป็นหนึ่งได้ จากวันนี้ไป
ดินแดนโบราณเหยียนหวงมียิ่งใหญ่เพียงใด เท่ากับว่า
อาณาจักรโบราณเหยียนหวงจะมีความยิ่งใหญ่เพียงนั้น”
“ขอแสดงความยินดีกับองค์จักรพรรดิด้วย!” พวกมัน
ล้วนเป็นชนชั้นปกครองของเหล่าอาณาจักรผู้ฝึกตน
ทั้งหลาย พวกมันได้มาเข้าร่วมแสดงความยินดีและไม่
กล้าที่จะมีความคิดเป็นอื่น เมื่อฟังจากน้ำเสียงของพวก
มันจะเห็นได้ถึงความรู้สึกยอมจำนนจากก้นบึ้งของจิตใจ
“ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จอมจักรพรรดิจะเป็นผู้ปกครอง
ฟ้าสวรรค์”
อู่ อวี้ อดไม่ได้ที่จะระเบิดเสียงหัวเราะ พร้อมกล่าวขึ้นว่า
“ไม่คาดว่าในที่สุดก็จะมีวันนี้ วันที่ข้าแข็งแกร่งจนทำให้
พวกเจ้าหมอบกราบอยู่แทบเท้าของข้าได้”
ตัวเขาได้รวบรวมดินแดนโบราณเหยียนหวงให้เป็นหนึ่ง
ได้และทำให้ทุกคนยอมจำนนต่อตัวเขา พวกมันเคารพ
บูชาเขาราวกับเขาเป็นเทพเซียน ซึ่งในจุดที่เขาอยู่นี้ เดิม
ทีเป็นของจักรพรรดิโบราณเหยียนหวง
เมื่อเขาหวนนึกรำลึกไป เมื่อไม่นานมานี้ท่ามกลางการ
ต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ เขาได้สังหารจักรพรรดิโบราณเหยียน
หวงทำให้ชาวเหยียนหวงทุกคนยอมศิโรราบ ในช่วงที่
เขาทำการต่อสู้ ถือเป็นสงครามแห่งประวัติศาสตร์ที่ต้อง
จารึก ทั้ง 2 ฝ่ายต่างมีความแข็งแกร่งที่เรียกได้ว่าสูสี
การต่อสู้ของพวกเขาได้ทำให้อาณาจักรเซียนขนาดเล็ก
มากมายต้องล่มสลาย และสุดท้ายเป็นเขาที่เอาชนะมา
ได้ จนทำให้กลายเป็นตัวตนไร้เทียมทานไม่มีผู้ใดอาจ
หาญต่อกร
“แม้ว่าข้าจะสังหารจักรพรรดิโบราณเหยียนหวงมาได้
แต่ตัวข้ายังได้รับบาดเจ็บมาไม่น้อย ดังนั้นในช่วงเวลานี้
ตัวข้ายังคงมีอาการบาดเจ็บอยู่บ้าง อย่างไรก็ตามอีกไม่
นานข้าคงฟื้นฟูร่างกายจนกลับมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์
ได้” อู่ อวี้ เอ่ยบอกกับตัวเอง จึงไม่แปลกใจว่าทำไมวันนี้
ตนเองถึงรู้สึกเหนื่อยล้าอยู่บ้าง
เป็นอีกครั้งที่เขากวาดสายตามองไปยังทุกคน พวกมัน
ต่างยอมเคารพจำนนต่อตัวเขาอย่างแท้จริง แม้กระทั่ง
จักรพรรดิหมิงไห่ก็ไม่เว้น
อู่ อวี้ อดไม่ได้ที่จะเหยียดยิ้มขึ้น พร้อมกล่าวในใจว่า
“เมื่อก่อนคนเหล่านี้เคยดูถูกเหยียดยามข้า แม้กระทั่งยัง
ใช้อำนาจบาตรใหญ่ บัดนี้ข้าได้กลายเป็นจอมจักรพรรดิ
ปกครองใต้หล้า ทำให้พวกมันทั้งหลายต้องกราบกราน
อยู่ใต้พลังอันยิ่งใหญ่นี้”
คนเพียงแค่ยืนอยู่กลางอากาศด้วยสีหน้าที่เย็นชา ยามที่
ผู้คนมองมายังเขา ในใจเกิดเป็นความกลัวเกรงยิ่ง
กว่าเดิม พวกมันไม่กล้าแม้แต่จะขยับเคลื่อนไหวหรือ
กระทั่งจะเอื้อนเอ่ยสิ่งใด พวกมันทำเพียงแค่รอให้ อู่ อวี้
เป็นฝ่ายพูดเท่านั้น
ทันใดนั้น อู่ อวี้ มองเห็นจักรพรรดิกำเนิดสวรรค์ที่อยู่ใน
กลุ่มคน เขาพลันเกิดความโกรธแค้นขึ้นมาทันใด คนผู้นี้
มักจะสร้างความลำบากให้เขาอยู่เสมอมา ไม่คิดว่ามัน
จะยังคงมีชีวิตอยู่ เขาจึงมองไปที่จักรพรรดิกำเนิด
สวรรค์ซึ่งกำลังตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว และกล่าว
ออกมาอย่างเนิบช้าว่า “เจ้าจะให้ข้าลงมือ หรือว่าเจ้าจะ
ลงมือด้วยตัวเอง”
“มะ…ไม่! องค์จักรพรรดิได้โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย ข้าเป็น
คนมีตาหามีแววไม่ ข้ามีความผิดมหันต์ต่อองค์
จักรพรรดิ ข้าน้อยสมควรตายนับหมื่นๆ ครั้ง……….”
“เช่นนั้นเจ้าก็จงตายไปเสีย” พริบตาที่ อู่ อวี้ มอง
ออกไป ในดวงตาของเขาพลันปรากฏเสาเพลิงสีทอง 1
สาย พลังอิทธิฤทธิ์นี้สามารถต่อกรกับจักรพรรดิโบราณ
เหยียนหวงได้อย่างสูสี ซึ่งสามารถอธิบายได้เลยว่ามันมี
ความน่ากลัวถึงเพียงใด ขณะนี้เขาไม่รู้ว่าเคล็ดอิทธิฤทธิ์
เนตรเพลิงของตนได้มาถึงขั้นที่เท่าไหร่แล้ว อย่างไรก็
ตามจักรพรรดิกำเนิดสวรรค์ได้กลายเป็นเศษเถ้าธุลี ตก
ตายไปโดยไม่ทันใดเอื้อนเอ่ยสิ่งใด เพียงแค่ภายใต้การ
มองของเขา
เมื่อทุกคนได้เห็นฉากเหตุการณ์นี้จิตใจของพวกมันพลัน
เกิดความสั่นกลัวและคุกเข่าหมอบกราบต่อไป ไม่มีใคร
กล้าแม้จะเอื้อนเอ่ย ไม่ว่าจะเป็นบนเวทีเพลิงบรรพกาล
หรือว่าภายในนครเทวะก็ตามที
“เอาล่ะ อย่าได้มัวเสียเวลาอีก” อู่ อวี้ เรียกร่างกลืน
สวรรค์ออกมา ด้วยสภาวะไร้เทียมทานของร่างกลืน
สวรรค์ มันได้กลืนกินจักรพรรดิกำเนิดสวรรค์ที่
กลายเป็นเถ้าธุลีไปจนหมดสิ้น บัดนี้ร่างกลืนสวรรค์ได้
เปลี่ยนกลายเป็นอสุรกายที่มีขนาดใหญ่โตถึง 1 ใน 3
ของนครเทวะ ชั่วพริบตาที่ร่างกลืนสวรรค์ของเขา
ปรากฏ อู่ อวี้ มองเห็นว่าพวกมันกลับมีท่าทางที่น่า
หวาดกลัวยิ่งกว่าเดิมจนอดีตเทียบเคียงไม่คิด
“พระองค์ทรงปรีชายิ่งนัก!” ทุกคนได้ตะโกนขึ้นด้วย
ความกลัว
ในใจ อู่ อวี้ กลายเป็นเบิกบาน เขารู้สึกอิ่มเอมอย่างบอก
ไม่ถูก ความรู้สึกทรงพลังเช่นนี้ใครกันที่จะไม่เพลิดเพลิน
ไปกันมัน เขาได้เห็นคนที่คุ้นหน้าคุ้นตามากมาย ไม่ว่าจะ
เป็น โอรสเหยา โอรสเฉิน ธิดาอิง รวมไปถึงคนอื่นๆ
แต่เมื่อมองออกไป มันกลับทำให้ความโกรธเกรี้ยวใน
จิตใจทบทวี
“จักรพรรดิโบราณได้ตายไปแล้ว ราชวงศ์เหยียนหวงได้
ล่มสลายไปแล้ว จากนี้ไปจะมีเพียงแค่ลูกหลานของข้า
เท่านั้น ที่จะถูกเรียกขานว่าเป็นเชื้อพระวงศ์!”
เมื่อประโยคนี้หลุดออกมาจากปากเขา ฟ้าดินฉับพลัน
เกิดการเปลี่ยนแปลง ราชวงศ์เหยียนหวงทั้งหมด รวมถึง
จักรพรรดิอารามสวรรค์เหมือนกับได้ยินคำพิพากษาจาก
สวรรค์ พวกมันทุกคนล้วนคุกเข่าแล้วใช้ศีรษะโขก
กระแทกไปที่พื้นอย่างแรง สภาพของแต่ละคนนับว่าน่า
สมเพชเป็นอย่างยิ่ง
——————————–
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ