กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 979: บันไดขั้นสุดท้าย
อู่ อวี้ ยังคงระมัดระวังตัวอยู่ในระดับสูงสุด แล้วเริ่มขึ้นสู่
บันไดขั้นที่ห้า
ในความเป็นจริงเริ่มตั้งแต่บันไดขั้นที่สองถึงขั้นที่สี่ ล้วน
ถูกปกคลุมไปด้วยหมอกควันเฉกเช่นดั่งวิมานเมฆาฤๅ
แดนสวรรค์ก็มิปาน
อย่างไรก็ตาม หลังจากขึ้นสู่บันไดขั้นที่ห้า อู่ อวี้ ก็ค้นพบ
ว่าบันไดขั้นสุดท้ายนี้แตกต่างจากขั้นที่ผ่านมาอย่าง
สิ้นเชิง ที่นี่สะอาดสะอ้านไร้ซึ่งหมอกควันบดบังสายตา
บรรยากาศคล้ายคลึงกับบันไดขั้นแรก สามารถรองรับ
คนได้ประมาณหนึ่งพันคน แต่สิ่งที่แตกต่างจากบันไดขั้น
แรกก็คือบันไดขั้นนี้ไม่มีศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ
ซ่อนอยู่ภายใต้พื้นหยกขาว
ถึงแม้ว่าบันไดขั้นที่ห้าจะว่างเปล่า แต่ อู่ อวี้ ก็ยิ่งต้อง
ระมัดระวังตัวมากขึ้นกว่าเก่า เพราะเขารู้ดีว่าผู้สร้างด่าน
ทดสอบเช่นนี้ออกมา จะต้องทำให้บันไดขั้นสุดท้ายเป็น
ขั้นที่อันตรายมากที่สุด
นี่คือบันไดขั้นที่ 5 ซึ่งเป็นบันไดขั้นสุดท้ายแล้ว ถึงแม้ยัง
ไม่เห็นความลึกลับของบันไดขั้นนี้ แต่ อู่ อวี้ ก็ยังมั่นใจ
ว่าบันไดขั้นนี้จะต้องน่ากลัวมากที่สุด เขาเองก็รู้สึกกังวล
ใจอยู่ไม่น้อย ด้วยเพราะสิ่งที่พบเจอก่อนหน้านี้ มันทำ
ให้เขาตื่นตระหนกตกใจมากเลยทีเดียว มันนับเป็นวิชา
อภินิหารของเทพเซียนอย่างแท้จริง
สำหรับบันไดขั้นที่ห้านี้ สิ่งที่โดดเด่นเห็นได้ชัดเจนมาก
ที่สุด ก็คงเป็นสิ่งที่อยู่ด้านหลังนั่นก็คือ เนตรสีทองขนาด
ใหญ่ที่กำลังลุกไหม้ด้วยเปลวเพลิงอันร้อนแรง ถึงแม้
เนตรสีทองดวงนี้กำลังถูกปกคลุมไปด้วยเปลวเพลิง แต่
สายตาของมันก็ยังคงจับจ้องมาที่ อู่ อวี้ ดวงเนตรนี้มี
ขนาดใหญ่มาก เสมือนกับดวงตาของเทพมารบรรพกาล
ก็ไม่ปาน ส่วน อู่ อวี้ ก็มีขนาดเล็กเท่ามดปลวกเพียง
เท่านั้น
ในขณะนี้เขาเป็นมนุษย์เพียงผู้เดียว ที่ยืนอยู่ต่อหน้าดวง
เนตรขนาดใหญ่ อู่ อวี้ ยืนอยู่ห่างจากดวงเนตรนี้ไม่ถึง
หนึ่งร้อยจั้งด้วยซ้ำ เขาสามารถมาถึงดวงตานี้ก่อนผู้อื่น
แน่นอนว่าเขายังไม่กล้าผลีผลามเพราะนี่คือบันไดขั้นที่
ห้า เขาสามารถพบเจอกับการทดสอบที่น่าสะพรึงกลัว
ได้ตลอดเวลา ผู้ใดจะไปรู้ว่าหลังจากผ่านบันไดขั้นที่ห้า
แล้ว บททดสอบด่านที่สามจะเป็นเช่นไร!?
ดังนั้นเขาจำต้องระมัดระวังทุกฝีก้าว
เขาจ้องมองเนตรสีทอง ท่ามกลางสวรรค์และปฐพีหาได้
มีผู้ใดอื่นอีกนอกจากตัวเขา แม้แต่เขาเองจะไม่อาจล่วงรู้
ได้ว่าตนเองมาถึงที่นี่เป็นคนแรกหรือไม่ หรืออาจจะมีคน
อื่นอยู่ในบันไดขั้นที่ห้าแล้ว แต่พวกนั้นไม่ได้อยู่ใน
สถานที่เดียวกันกับเขา เพราะสถานที่ที่เขากำลังยืนอยู่
ยามนี้อาจจะเป็นภาพลวงตาก็ได้
ภาพมายานั้นมีพลังอำนาจอย่างที่สุด
เขาสูดหายใจลึก พร้อมกับปล่อยร่างอวตารออกไป
” ในสถานที่แห่งนี้สร้างภาพมายาหลอกลวงยิ่งกว่าภูตผี
เสียอีก ต่อให้ได้รับสมบัติทั้งสองมากับมือก็ไม่ได้
หมายความว่ามันจะเป็นเรื่องจริง ” อู่ อวี้ เตือนตนเอง
มันช่างน่าหดหู่เป็นอย่างยิ่ง คงไม่มีผู้ใดอยากมีความสุข
กับความว่างเปล่า
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ ได้ข้อสรุปอย่างชัดเจนว่านับตั้งแต่
เหยียบย่างเข้ามาในคฤหาสน์จักรพรรดิปีศาจสวรรค์ ทุก
สิ่งที่พบเจออาจไม่ใช่เรื่องจริง ต่อให้เป็นตอนนี้เขา
อาจจะไม่ได้ยืนอยู่บนบันไดขั้นที่ 5 ก็ได้
ถึงแม้จะผ่านด่านทดสอบทั้งหมดจนได้ครอบครอง
สมบัติ แล้วกลับไปยังยังดินแดนโบราณเหยียนหวงแล้วก็
จริง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะไม่ใช่ความจริงก็ได้ มีความ
เป็นไปได้ว่าผู้ที่เข้ารับการทดสอบในคฤหาสน์จักรพรรดิ
ปีศาจสวรรค์ จะคงอยู่ที่นี่แล้วไม่ได้กลับออกไปด้านนอก
เนื่องจากในท้ายสุดแล้ว นับตั้งแต่การทดสอบด่านแรก
ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นเท็จแทบทั้งสิ้น …
ปัจจุบันเขาได้กระจายร่างอวตารออกไปสำรวจเนตรสี
ทอง ซึ่งเขาไม่ได้คาดหวังว่าการกระทำเช่นนี้ จะทำให้
เขาได้รับสมบัติมาครอบครอง เพราะว่าอะไรที่ได้มาง่าย
ๆ มันจะไม่ใช่ความจริงอย่างแน่นอน …
กล่าวตามตรง อู่ อวี้ รู้สึกว่าปีศาจบรรพกาลเนตรทองคำ
กำลังล้อเล่นความรู้สึกของคนอื่นมากเกินไป มันช่างบ้า
สิ้นดี ระหว่างทางคนที่เขารักและผูกพันถูกนำมาใช้
หลอกล่อในภาพมายาทั้ง อู่หยู๋ ,หนานกง เหว่ย , ลั่วผิน
โดยเฉพาะลั่วผินนางปรากฏตัวให้เขาได้เห็นอยู่หลาย
ครั้งหลายครา
ในเวลานี้เขากวาดตามองไปรอบ ๆ อย่างเย็นชา
เป็นเพราะเขาได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวบางอย่างอยู่
ด้านหลัง
เมื่อหันหลังกลับไป ก็พบว่าผู้ที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหว
ดังกล่าวก็คือ หนานกง เหว่ย นางกำลังยืนอยู่บนขอบ
บันไดห่างจาก อู่ อวี้ เพียงแค่หนึ่งจั้งเท่านั้น แต่ที่น่า
แปลกก็คือเขาไม่รู้ว่านางปรากฏตัวขึ้นเมื่อใด
อู่ อวี้ ได้เห็นนางอย่างชัดเจนอีกครั้ง หนานกง เหว่ย ที่
ปรากฏตัวขึ้นในตอนนี้ เหมือนกับตอนที่อยู่บนบันไดขั้น
ที่ 4 ช่างงดงามน่าหลงใหลเป็นอย่างยิ่ง ต่อให้ อู่ อวี้ มี
นางสนมนับพันนับหมื่น แต่พวกนางก็ต้องมัวหมองเมื่อ
เทียบกับ หนานกง เหว่ย ที่ยืนอยู่ตรงหน้า โดยเฉพาะ
ความรู้สึกสง่างามสูงส่งของหงส์เพลิงนิรันดร์ มันคือ
ระดับของสายโลหิตที่ไม่มีผู้ใดเทียบเคียงได้
ความงามเช่นนี้ ไม่ว่าชายใดบนโลกล่านี้ได้พบเห็นคง
ยอมสยบแทบเท้าด้วยความหวาดกลัว ไม่อาจหาญเข้า
หานาง ไม่กล้าแม้แต่จะอาจเอื้อมคิด เพราะนางเป็นองค์
หญิงผู้สูงศักดิ์ องค์หญิงหวงซี
“ หรือนางเป็นการทดสอบของบันไดขั้นที่ห้านี้? ” พอ อู่
อวี้ เห็นนางเป็นครั้งแรก เขาก็แอบหัวเราะเย้ยหยัน
ตัวเองในใจ บางทีปีศาจเนตรคำอาจพบว่าระหว่างเขา
กับนางมีความขุ่นเคืองคับข้องใจอยู่ ดังนั้นยามนี้ หนาน
กง เหว่ย จึงปรากฏตัวให้เห็น ในบันไดขั้นที่สองนางถูก
ฆ่าตายไปแล้ว ๆ บันไดขั้นที่สี่นางก็ปรากฏตัวขึ้นมาใหม่
อีก
” ข้าอยากจะรู้จริง ๆ ว่าปีศาจบรรพกาลเนตรทองคำเอา
นางออกมาใช้อีกครั้ง จะงัดลูกเล่นอะไรออกมาใช้อีก? ”
ถึงแม้ว่า อู่ อวี้ จะแอบยิ้มเยาะในใจ แต่เขาก็ยังคง
ระแวดระวัง เพราะเขายังจำได้ขึ้นใจว่านี่คือบันไดขั้นที่
ห้า! บันไดทั้งหมดมีห้าขั้นแล้วนี่คือขั้นสุดท้าย ซึ่งจะต้อง
พบเจอกับบททดสอบยากที่สุดอย่างแน่นอน
เขายืนอยู่อีกฟากฝั่งหนึ่ง ไม่แยแสกับโฉมสะคราญเบื้อง
หน้านี้
อีกฝ่ายมองเขาด้วยท่าทางประหลาดใจเล็กน้อย จากนั้น
นางก็หัวเราะแล้วกล่าวว่า ” เจ้าอีกแล้ว แค่ปีศาจบรรพ
กาลเนตรทองคำยังไม่พองั้นรึ ไม่ว่าจะไปที่ใดก็เจอแต่
เจ้า ๆ ๆ ทั้งนั้น ช่วยพอสักทีจะได้ไหม? ”
นางจับจ้องมองมายัง อู่ อวี้ อย่างไม่พอใจ
อู่ อวี้ ไร้ซึ่งคำพูดใด เขาก็ทำได้เพียงหัวเราะอย่างขมขื่น
แล้วคิดขึ้นภายในใจว่า ” นี่หมายความว่ายังไง? นางคิด
ว่าข้าเป็นตัวปลอมงั้นหรือ? แม้ว่านางจะดูเหมือนจริงก็
ตาม ทว่าช่างน่าเสียดายที่ ข้าไม่ได้โง่ ”
จริงหรือเท็จในตอนนี้ ดวงตาของเขาไม่อาจแยกแยะได้
อย่างสิ้นเชิง แต่เขาก็ยังเตือนตนเอง นี่คือบันไดขั้นที่ 5
ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เห็น ได้ยิน และ ความจริง ล้วนไม่อาจ
เชื่อถือได้
“ หยุดเสแสร้งได้แล้ว ต้องการสิ่งใดก็จงแสดงออกมา
ข้ารู้ว่ามันเหมือนจริงมาก แต่อย่าได้คิดว่าครั้งนี้จะหลอก
ข้าได้ ” อู่ อวี้ กล่าวตอบนางกลับไปอย่างเรียบง่าย
หลังจากอีกฝ่ายได้ยินเช่นนั้น นางก็ส่ายหัวอย่าง
เอือมระอา จากนั้นก็มองมายัง อู่ อวี้ อย่างดูหมิ่น แล้ว
กล่าวว่า ” อย่ามาไร้สาระ หยุดเสแสร้งสักทีงั้นหรือ? ข้า
รู้ว่าตนเองมีบางอย่างเกี่ยวข้องกับบุคคลผู้นี้ แต่การใช้
เขาซ้ำ ๆ เพื่อหลอกล่อให้ข้าสับสน บอกได้เลยข้าจะไม่
ยอมตกหลุมพรางอีกครั้งแน่ ”
เกี่ยวข้องกัน?
อู่ อวี้ สงสัยว่าสิ่งนี้หมายความว่าอย่างไร?
เขาจำได้ว่า หวงซีไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับตนเองอยู่เลย
แล้วจะบอกว่าเขาเกี่ยวข้องกับนางได้อย่างไร
“ เจ้ากำลังพูดเรื่องอะไร เจ้ากับข้ามีอะไรเกี่ยวข้อง
กัน?” อู่ อวี้ จ้องมองนาง โดยคลายความตึงเครียดลง
เล็กน้อย ทั้งยังรู้สึกสับสนว่านางอาจจะเป็นตัวจริง
หลังจากได้ยินเช่นนั้น หนานกง เหว่ย ก็ยิ้มอย่างเย็นชา
จากนั้นก็มองเขาด้วยความรังเกียจ แล้วกล่าวว่า ” เจ้า
ทรงพลังมากไม่ใช่หรือ? รู้ทุกอย่างที่อยู่ในหัวของข้า
แล้วเหตุใดตอนนี้ถึงทำเป็นไม่รู้ คิดว่ามันจะดูสมจริงขึ้น
ใช่หรือไม่? พูดคุยในสิ่งที่รู้คำตอบอยู่แล้ว มันน่าเบื่อมาก
ไม่ใช่รึไง หรือว่านี่เป็นการทดสอบขั้นที่ 5? ก่อนหน้านี้
เจ้าก็เห็นการกระทำทุกอย่างของข้าหมดแล้ว ข้าก็ไม่รู้
ไม่รู้เหมือนกันว่าความขลาดเขลาที่ทำต่อหน้าเขา เป็น
การแสร้งทำหรือไม่ ”
ผู้ที่นางกล่าวว่า ‘เจ้า’ หมายถึงการทดสอบในขั้นที่ 5
แล้วคนที่นางกล่าวว่า ‘เขา’ ก็หมายถึง อู่ อวี้
เมื่อมาถึงจุดนี้ อู่ อวี้ ก็ก้าวถอยหลังไปสองสามก้าว เขา
รู้สึกราวกับว่ามีอัสนีฟาดผ่าเข้าใส่กลางวันแสก ๆ อู่ อวี้
กำลังสับสน เขาจ้องมอง หนานกง เหว่ย อย่างตกตะลึง
แล้วกล่าวขึ้นอย่างไม่อยากจะเชื่อว่า ” เจ้ากำลังโกหก!
เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าตนเองคือ หนานกง เหว่ย? เจ้ากำลัง
หลอกลวงข้าด้วยการเอาภาพของนางออกมาจาก
ภายในความทรงจำข้าใช่หรือไม่? เจ้าคือหวงซีใช่
หรือไม่? ”
เขาไม่คาดคิดว่านี่คือความจริง คงกล่าวได้เพียงว่า
หนานกง เหว่ย พยายามปิดกั้นตนเองไว้ หรือไม่ก็เป็น
เพราะตัวนางเองที่อยากตัดสัมพันธ์กับ อู่ อวี้ ตลอดไป
ดังนั้นจึงไม่ต้องการให้ อู่ อวี้ รู้ว่านางยังจำอดีตได้
ทั้งหมดเป็นเพราะนางต้องการเริ่มต้นใหม่ใช่หรือไม่?
เมื่อได้ยินคำพูดอย่างตกตะลึงของ อู่ อวี้ หนานกง เหว่ย
ก็หัวเราะแล้วพูดว่า “ อย่าทำเช่นนี้เลย มันยิ่งดูเสแสร้ง
มากขึ้นไปอีก ไม่ใช่ว่าเจ้ารู้เรื่องนี้ตั้งแต่แรกหรือไง
หลังจากบันไดขั้นที่ 2 เจ้าก็น่าจะรู้ทุกอย่างแล้วนี่?”
จิตใจของ อู่ อวี้ ว่างเปล่า เขาไม่คิดว่า หนานกง เหว่ย
จะทำเช่นนี้ อย่างไรก็ตามเมื่อไตร่ตรองดูแล้ว นางน่าจะ
ทำเช่นนั้นจริง ๆ เพราะนางต้องการลืมเขา …
ทันใดนั้นเหยื่อเย็นเหยียบ ก็อาบไหลออกมาจากร่างของ
อู่ อวี้
ทันใดนั้นเขาก็ยิ้ม แล้วเอ่ยว่า ” ช่างสมจริงยิ่งนัก! ข้ารู้ว่า
ทุกอย่างที่ข้าเห็น มันออกมาจากความคิดของตัวข้าเอง
ที่คิดว่านางอาจจะจำทุกอย่างได้ ดังนั้นเจ้าถึงปรากฏตัว
ออกมาจากภายในจิตใต้สำนึกของข้า การทดสอบก่อน
หน้านี้คือความจริงทั้งหมด ที่เจ้านำออกมาจากความคิด
และความทรงจำของข้า เห่อ ข้าเกือบจะหลงกลแล้วล่ะ
สิ เพราะถ้าเป็นตัวนางจริง ๆ แล้วก็คงจะเป็นไปไม่ได้
อย่างแน่นอน แม้ว่านางจะจำข้าได้ แต่ก็คงไม่มานั่งรอ
อยู่ที่นี่เพื่อบอกข้า! ”
เขามองฝ่ายตรงข้ามอย่างระมัดระวังอีกครั้ง เนื่องจาก
เมื่อคิดได้ เขาก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายช่างน่าสะพรึงกลัวเป็นยิ่ง
นัก เนื่องจากมันสมจริงมากเกินไป ภายใต้การเปิดเผย
ของอีกฝ่าย ทำให้เขาเกือบหลงคิดแล้วว่านางคือ หนาน
กง เหว่ย จริงๆ
เมื่อข้าได้ยินคำพูดของ อู่ อวี้ หนานกง เหว่ย ก็ตกตะลึง
เล็กน้อย เมื่อนางมอง อู่ อวี้ อีกครั้ง ความตกตะลึงก็
หายไป แทนที่ด้วยความเย้ยหยันที่ปรากฏผ่านออกมา
จากคำพูด “ ก็เหมือนเดิม นี่มันดูหลอกลวงมากเกินไป
เอาสิพยายามต่อไป ข้าจะรอดูว่าเจ้าจะงัดกลยุทธ์ไหน
มาใช้กับข้าอีก ถ้าเป็นอย่างอื่นก็อาจจะหลอกข้าก็ได้ แต่
หากเป็นคำพูดของเขา ข้าไม่ถูกหลอกอย่างแน่นอน ”
อู่ อวี้ ก็ตกตะลึงเช่นกัน เขาไม่คาดคิดว่าคำพูดโกหกของ
หนานกง เหว่ย ตัวปลอมนี้จะดูสมจริงมากขึ้นได้เรื่อย ๆ
ถ้าไม่ใช่เพราะเจตจำนงของเขามั่นคง เขาคงคิดว่า
ตนเองคงตกหลุมพรางของนางไปแล้ว มีอยู่เหตุผลหนึ่ง
ที่ทำให้เขามั่นใจว่า หนานกง เหว่ย ต้องเป็นตัวปลอม
อย่างแน่นอน นั่นก็คือนางบอกกับ อู่ อวี้ ด้วยตนเองว่า
จำสิ่งก่อนหน้านี้ได้ ซึ่ง อู่ อวี้ ก็สามารถยืนยันได้ว่า
หนานกง เหว่ย ไม่น่าจะจำได้ มิฉะนั้นนางคงไม่สามารถ
ผ่านการทดสอบด่านแรกมาได้อย่างง่ายดาย ภาพที่
ปรากฏเบื้องหน้า เกิดขึ้นจาก ปีศาจบรรพกาลเนตร
ทองคำ แสดงออกมาจากจิตใต้สำนึกของเขา
หลังจากยืนยันเรื่องนี้ เขาก็ไม่หวั่นเกรงอะไรอีกแล้ว เขา
คิดว่าการแสดงของอีกฝ่ายหนึ่งน่าสนใจมาก อีกทั้งยัง
ทรงพลังอย่างยิ่ง แทบจะเรียกได้ว่าใกล้เคียงกับตัวเขา
เลยทีเดียว มีเพียงสองคนอยู่ที่นี่ ดังนั้น อู่ อวี้ จึงคิดว่า
บททดสอบขั้นที่ 5 ของเขา อาจจะเป็นนาง
” เอาสิ มีกลยุทธ์ไหนก็งัดออกมาให้หมด คิดว่าจะหลอก
ข้าได้งั้นหรือ?” หนานกง เหว่ย กอดอก แล้วแสดงออก
ด้วยท่าทางหยิ่งทะนง เหมือนกับตอนที่อยู่ในนิกายเซียน
ซูซัน ซึ่งการกระทำของนางในตอนนี้ ไม่เหมือนกับคราที่
นางยังเยาว์
หลังจาก อู่ อวี้ ตัดสินใจได้แล้ว เขาก็เลือกจะทุ่มสุดตัว
โดยไม่เชื่อการหลอกลวงจากฝ่ายตรงข้าม ซึ่งมันทำให้
เขารู้สึกผ่อนคลายเป็นอย่างยิ่ง อันที่จริงแล้วเขามีคำพูด
มากมายที่อยากจะคุยกับนาง ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นตัว
ปลอม เขาก็ไม่จำเป็นต้องระวังคำพูดอีกต่อไป อู่ อวี้
กล่าวว่า ” เจ้าอยากฟังอะไรหรือไม่ ข้าคิดว่า ตอนนี้เจ้า
ยังเยาว์ เจ้าน่ารักกว่านี้มาก เชื่อหรือไม่ว่า ตอนนี้เจ้า
ช่างหยิ่งผยองเป็นยิ่งนัก จนทำให้คนที่เห็นแทบอยากจะ
กระโจนเข้ามาตบหน้าเลยแหละ? ”
หนานกง เหว่ย กล่าวขึ้นด้วยโทสะว่า ” เจ้ามันก็แค่ภาพ
ลวงตาโง่ คิดใช้วิธีนี้มาหลอกให้ข้าเชื่ออย่างนั้นรึ? ดี งั้น
ข้าจะพูดอะไรให้ฟัง เจ้าบอกว่าตอนที่ข้ายังเยาว์ ข้า
น่ารักกว่านี้มาก แต่เหตุการณ์ในวันนั้นก็ทำให้ข้ารู้ว่า
เจ้าไม่ได้เห็นข้าอยู่ในสายตาจริง ๆ เจ้ามันเห็นแก่ตัว ทุก
อย่างที่ทำไปก็เพื่อประโยชน์ของตนเอง สร้างความ
อัปยศให้แก่ข้าต่อหน้าฝูงชน พอมาที่ทวีปปีศาจทายาท
ทักษิณก็ยังตามข้ามา เจ้ามันคนชั่วช้าเห็นแก่ตัวมาก
ที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบมาเลย กล่าวตามตรงข้ารู้สึกเกลียด
คร้านเกินกว่าจะมาสนใจเจ้าแล้ว แต่ในเมื่อเจ้าปรากฏ
ตัวต่อหน้าข้าเช่นนี้ เช่นนั้นข้าก็จะไม่สุภาพอีกต่อไป ”
อู่ อวี้ ก็มีโทสะเช่นกัน บัดซบ เจ้าภาพลวงตาของปีศาจ
บรรพกาลเนตรทองคำ มันใช้ความทรงจำของตัวเขามา
หลอกล่อ
——————————–
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ