กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 980: ภาพมายา
ระหว่างที่นางยืนอยู่นั้น อู่ อวี้ ได้กลิ่นหอมละมุนจาง ๆ
โชยออกมาจากร่างของนาง
ทุกสรรพสิ่งที่เกี่ยวข้องกับนาง ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
เสมือนตัวนางตัวจริง ๆ ที่เขาคุ้นเคย ถึงกระนั้น อู่ อวี้ ก็
ยังคงระมัดระวังตัว เพราะเขารู้อย่างแจ่มแจ้งดี ไม่ว่าเขา
จะเอ่ยปากพูดเรื่องใดสักคำออกไป คำพูดนั้นจะคอยย้ำ
เตือนตัวเขาว่าคนที่เขาพบเจอเป็นตัวจริงหรือไม่ ทำให้
เขาบังเกิดความสงสัยรู้สึกตัวว่ากำลังตกอยู่ในอันตราย
เขายังรู้ด้วยอีกว่า เขาจะต้องพูดคุยกับนางเหมือนที่เคย
ๆ ทำมาก่อนหน้านี้ เขาจะต้องเข้าใจให้ได้เสียก่อนที่
ก่อนที่เขาจะสามารถผ่านพ้นภาพมายานี้ไปได้
” ข้าไม่เคยเห็นแก่ตัว เจ้าต่างหากที่เป็นคนเห็นแก่
ตัวอย่างแท้จริง ส่วนเรื่องที่ข้ามาหาเจ้า… ก็เพราะบิดา
ของเจ้ามาขอร้องให้ข้าช่วย บิดาของเจ้าอยากจะรู้ว่าเจ้า
ยังมีชีวิตอยู่หรือว่าตกตายไปแล้วกันแน่? ถ้าเจ้าไม่ได้เสีย
ความทรงจำไปจริง ไฉนถึงไม่ส่งข่าวให้บิดาได้ล่วงรู้บ้าง
สักเล็กน้อย รู้หรือไม่ว่าบิดาของเจ้าเสียใจมากเพียงใด
เมื่อรู้ว่าอาจจะสูญเสียเจ้าไปแล้ว? อย่ามาเสแสร้งแกล้ง
ทำใส่ข้า ข้ารู้ว่าถ้าเจ้าเป็น หนานกง เหว่ย ตัวจริง นาง
จะต้องจดจำแม่แท้ ๆ ของตนเองได้ นางจะไม่ยอมเรียก
ผู้อื่นว่าแม่เช่นนี้! ”
อู่ อวี้ เย้ยเยาะอยู่ในใจ เขาคิดว่าอีกฝ่ายจะต้องเปิดเผย
ตัวตนอย่างแน่นอน
แต่แล้วเรื่องที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น อู่ อวี้ ไม่เคยคิดว่า
คำพูดของตนเองจะทำให้นางมีโทสะมากมายถึงเพียงนี้
ดวงตาของนางแดงก่ำหยาดน้ำตาพรั่งพรูไหลรินออกมา
จากดวงตา นางจ้องมองที่ตัวเขาเขม็ง น้ำเสียงที่นาง
เอื้อนเอ่ยสั่นเครือท่วมท้นไปด้วยโทสะอารมณ์ที่รุนแรง ”
เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าไม่อยากบอกท่าน! รู้ได้อย่างไรว่าข้า
ไม่อยากให้ท่านสบายใจ เจ้าอย่ามาพูดจะบั่นทอนจิตใจ
ข้าเช่นนี้ เจ้าอย่ามาทำเป็นรู้ดีไปหน่อยเลย! เจ้าไม่รู้ด้วย
ซ้ำว่าข้าคิดถึงท่านมากมายเพียงใด! เจ้าไม่รู้ว่าข้าต้อง
พบเจอความยากลำบากอะไรมาบ้าง! เรื่องบิดาข้า ข้าจะ
เป็นคนจัดการเอง นี่ไม่ใช่เรื่องของเจ้า เจ้าไม่มีสิทธิ์มาสั่ง
สอนวิพากษ์วิจารณ์ข้า แอบเข้ามาในความทรงจำของข้า
ยังไม่พอ ยังมาดูถูกเหยียดหยามข้าอีก! ”
” บัดซบ! เล่นกันถึงขั้นนี้เลยหรือเนี่ย? ” เมื่อเขาเห็นนาง
ระเบิดอารมณ์ออกมาเช่นนี้ก็รู้สึกตกตะลึงเป็นอย่างมาก
หากวิเคราะห์จากผลลัพธ์คงต้องชื่นชมว่า ค่ายกลนี้
สามารถจัดการอารมณ์ของนางได้เป็นอย่างดี สามารถ
แสดงออกถึงความอัดอั้นบีบคั้นกับความลำบากที่ได้
ประสบพบเจอ แสดงออกถึงความตั้งใจในการกระทำ
โดยเฉพาะท่าทางการแสดงออกที่ดูคิดถึงโหยหาบิดา
ของตนเป็นอย่างยิ่ง ทุกอารมณ์มันดูสมจริงจนน่าทึ่ง
“แต่ความรู้สึกผิดกับความเศร้าโศกเสียใจที่ต้องประสบ
พบเจอกับความยากลำบากของนาง มิได้อยู่เหนือเกิน
ความคาดหมายของข้า ส่วนเรื่องความยากลำบากคิดว่า
ไม่น่าจะเป็นเรื่องจริง หวงจุนจะต้องไม่ยอมปล่อยให้นาง
ตกระกำลำบากจนมีความคิดเช่นนั้น การแสดงออกของ
นางออกมาจากจิตใต้สำนึกของข้า ข้าจะไม่ยอมถูก
หลอกเป็นอันขาด ” อู่ อวี้ ยังคงตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ไม่
ยอมหลงกลไปกับท่าทีการแสดงของอีกฝ่าย
เขามองหาความผิดปกติ ทดสอบข้อสงสัยบางอย่าง เพื่อ
ยืนยันว่าสตรีเบื้องหน้านั้นเป็นตัวปลอม ดังนั้นจึงเอ่ยขึ้น
ว่า ” ถ้าเช่นนั้น…เจ้าก็พูดออกมาเลยว่าไปประสบพบ
เจอความยากลำบากอะไรมา หากเจ้าสามารถพูด
ออกมาได้สักอย่างสองอย่าง ข้าถึงจะยอมเชื่อว่าเจ้าคือ
ตัวจริง ”
อีกฝ่ายกำลังร่ำไห้ฟูมฟาย ขณะ อู่ อวี้ งัดไม้นี้ออกมาใช้
ภายในใจของเขาก็แอบยิ้มเยาะ คิดกับตัวเองในใจว่า:
ไหนทำให้ข้าดูหน่อยซิ…ว่าเจ้าจะแสดงอะไรอีก
“เจ้านี่มันเหมือนตัวจริงอย่างน่าเหลือชื่อ แม้แต่ท่าทาง
เย็นชาของเขาก็ยังเหมือนกัน! อู่ อวี้ ไม่ว่าเรื่องอะไรเจ้า
ก็อ้างเต๋าๆ ๆ เจ้าไม่รู้สึกละอายใจกับการกระทำซ้ำ ๆ
ซาก ๆ เช่นนี้บ้างหรือไร? ข้าจะบอกอะไรให้ เต๋าของเจ้า
มันกระจอกสิ้นดี เจ้าไม่มีสิทธิ์มาตำหนิหรือสั่งสอนข้า
เพราะขนาดตัวเจ้าเองยังไม่มีปัญญาล้างแค้นให้กับคนที่
เจ้ารัก สำหรับข้าเจ้ามันก็แค่ไอ้คนขี้ขลาด! แม้กระทั่งตัว
ปลอมของเจ้า ก็ยังขี้ขลาดไร้ศีลธรรม ข้ารู้สึกสิ้นหวังทุก
ครั้งที่เห็นเจ้า เก่งขึ้น ก้าวหน้าขึ้น แล้วในที่สุดเจ้าก็
ก้าวหน้าจนเกินระดับของข้าไปไกล ข้ารู้สึกเจ็บปวด
หัวใจยิ่งนักว่าคงไม่มีวันเอื้อมถึงเจ้าได้อีก ในตอนนั้นข้า
รู้สึกอัปยศจนอยากจะฆ่าตัวตายจากความอับอายนี้ให้รู้
แล้วรู้รอดไป แต่สวรรค์ก็ยังมีเมตตา ประทานโชค
วาสนาให้ข้ามีโอกาสได้ฟื้นคืนโผบินทะยานอีกครั้ง! ข้า
ไม่มีวันแพ้เจ้า จะทำให้เจ้าไม่มีโอกาสได้อ้างถึงเส้นทาง
เต๋าบัดซบอะไรนั่นอีก คนอย่างข้าไม่มีทางที่จะชอบเจ้า
สักวันหนึ่งข้าจะประสบความสำเร็จ สักวันหนึ่งข้าจะ
ชนะเจ้า ให้เจ้าได้ลิ้มรสชาติความเจ็บปวดที่ข้าเคยได้รับ
ในตอนแรก! ”
นางปาดน้ำตาที่ไหลอาบนองหน้า กัดเขี้ยวเคี้ยวฟันจ้อง
เขม็งมาที่ อู่ อวี้ ด้วยสายตาบ้าคลั่งแดงก่ำปานโลหิต
สายตาที่นางจ้องมองเขาราวกับศัตรูคู่แค้นที่ต้องล้าง
ด้วยเลือด แล้วพูดว่า “ข้าคงต้องขอบใจเจ้าที่ให้โอกาส
ข้าได้ระบาย ยามปกติข้าต้องอดทนอดกลั้นอยู่
ตลอดเวลา มันอัดอั้นจุกอกจนแทบจะอกแตกตาย!
ตอนนี้ระบายกับตัวปลอมอย่างเจ้าก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาก
ข้าไม่อยากให้ตัวจริงของเจ้าได้ยินเรื่องที่ข้าพูดออกไป
ไม่อยากให้รู้ว่า นี่คือเป้าหมายสูงสุดในชีวิตของข้าตอนนี้
”
เมื่อเห็นท่าทางโกรธเกรี้ยวเดือดดาลของนาง อู่ อวี้ ก็
ถึงกับอ้าปากข้างด้วยความประหลาดใจ คำพูดและท่าที
ของนางในตอนนี้เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกอย่าง
แท้จริง เรียกได้ว่ามันสมจริงจนเกินไปด้วยซ้ำ
” ไม่มีทางที่เจ้าจะเอาชนะข้าได้อย่างแน่นอน ” ถึงแม้
เขาจะบอกเช่นนั้น แต่ภายในใจของเขากลับได้รับ
ผลกระทบอยู่ไม่น้อย เพราะนี่เป็นประสบการณ์ในอดีต
ของคนเอง มารเกิดขึ้นในจิตใจของเขาหลาย ๆ ครั้ง อู่
อวี้ จะต้องแก้ไขมารในใจของตัวเองให้ได้ ไม่เช่นนั้นเขา
จะรู้สึกตะขิดตะขวงใจบางอย่างเกี่ยวกับ หนานกง เหว่ย
ท่าทีและคำพูดของนางมันทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดใจอย่าง
ที่สุด ถึงเขาพยายามบอกตนเองว่านางเป็นตัวปลอมที่
ออกมาจากจิตใต้สำนึก แต่เขาก็อยากระบายความอัด
อั้นในใจ
” ข้ายินดีด้วยที่เจ้าโชคดี ปัญหาในตอนนั้นทำให้ข้ารู้สึก
กลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่อย่างน้อยข้าก็รู้สึกว่าตัวเอง
ไม่ได้ทำผิดพลาด อย่างน้อยข้าก็ไม่ได้ทำเรื่องน่าละอาย
ยังคงซื่อสัตย์กับตนเอง การยึดมั่นในเจตจำนงของข้าทำ
ให้จิ่วอิงยังมีชีวิตรอดอยู่ได้มาจนทุกวันนี้ นับจากนั้น
โชคชะตาของเราสองก็พังทลายจบสิ้นลง ยามนี้ข้าได้
เห็นแล้วว่าเจ้าโชคดีมากเพียงใด ข้าของแสดงความยินดี
กับเจ้าด้วยที่เจ้าไปได้ดีกว่าข้า ถ้าในภายภาคหน้า
ความสัมพันธ์ของเราทั้งคู่จะเป็นเช่นดั่งศัตรูคู่แข่ง ข้าคิด
ว่ามันก็ไม่เลวทีเดียว แต่… หนานกง เหว่ย เจ้าโปรดลอง
ไต่ถามตัวเองดูหน่อยเถิดว่า ถ้าเจ้าโชคดีอย่างที่ว่าจริง ๆ
เหตุใดเจ้าถึงยังต้องพบเจอกับปัญหาความยากลำบาก
อยู่อีก เจ้าช่วยอธิบายให้ข้าฟังอย่างชัดเจนได้หรือไม่ว่า
หวงจุน ทำอะไรกับเจ้า? ”
หลังจากนั้น อู่ อวี้ ก็ยังคงยิ้มในใจ เนื่องจากคิดว่าตัวเอง
กำลังจี้ใจดำของนางอยู่ นางบอกว่ามีชีวิตอยู่มาได้ด้วย
ความยากลำบาก ทว่านางบอกว่าตัวเองโชคดี แล้วการที่
คนผู้หนึ่งต้องตรากตรำฝ่าฟันกับความยากลำบากจะ
เรียกว่าโชคดีได้อย่างไร?
แม้อีกฝ่ายจะทรงพลังมาก แต่นางก็พยายามสงบใจลง
เล็กน้อย พร้อมตอบกลับ อู่ อวี้ ไปว่า ” การแสวงหาโชค
วาสนาใดไม่มีความเสี่ยงบ้าง? เจ้าคงไม่ตอบว่า ‘ไม่’
หรอกกระมั้ง? อย่าคิดว่าตัวเองสูงส่งนักเลย ข้าเกลียดที่
เจ้าชอบแสร้งทำเป็นคนดี ในสายตาของข้า เจ้ามันก็เป็น
แค่ขยะ เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้หรือไง? ว่าแม่นางลั่วผินคน
นั้นน่ะมีภูมิหลังที่ทรงอำนาจมากเพียงใด แล้วเจ้าก็ยัง
หน้าด้านคิดจะติดตามนาง? แล้วข้าก็คิดว่าตัวเองไม่ได้ไร้
ความสามารถถึงเพียงนั้น คิดว่าคนอย่างข้าไม่คู่ควรมา
แข่งขันกับเจ้าใช่หรือไม่? เจ้ารู้สึกดีไหมล่ะที่ได้ยินเช่นนี้?
ไม่มีอะไรมากไปกว่าเจ้าต้องการสหายเต๋าเคียงผู้ที่คู่ควร
มิใช่หรือ?
ไม่คาดคิดว่านางจะกล่าวเช่นนี้ การที่ อู่ อวี้ พยายาม
ไขว่คว้าไล่ติดตามลั่วผิน กลายเป็นเรื่องที่ดึงดูดความ
สนใจของนางเป็นอย่างยิ่ง เขาไม่คิดเลยว่านางจะมีด้าน
เช่นนี้อยู่ด้วย
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ คิดว่าตนคงไม่ตกหลุมพรางง่าย ๆ
เขาหัวเราะแล้วกล่าวตอบกลับไปว่า “ประการแรก ไม่
ว่าเจ้าจะพูดสิ่งใด มันก็ไม่ใช่ความจริงในสายตาข้า
เพราะในความทรงจำของข้า ข้าจะไม่รู้ว่าความ
ยากลำบากเรียกว่าอะไรได้เช่นไร? ประการที่สองเหตุใด
เจ้าถึงแสดงท่าทางตื่นเต้นเช่นนั้น เจ้าคิดว่าข้าเป็นตัว
ปลอมไม่ใช่หรือ? บอกข้ามาสิว่ามันคืออะไรกันแน่ ฮ่า
ฮ่า … ”
โทสะของ หนานกง เหว่ย พวยพุ่งขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
นางจ้องมองไปยัง อู่ อวี้ อย่างดุร้าย ทั่วทั้งร่างลุกท่วมไป
ด้วยเปลวเพลิง จากนั้นนางก็กล่าวว่า ” ประการแรก
เหตุใดข้าต้องบอกความลับกับเจ้าด้วย! ประการที่สอง
ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นตัวปลอม แต่คิดว่าการที่ต้องมานั่งพูดคุย
กันเช่นนี้มันสนุกรึไง? ถ้าเขายืนอยู่ที่นี่จริง ๆ ข้าก็คงรู้สึก
เกียจคร้านเกินไปที่จะพูดสิ่งใดกับเขาแล้ว แต่ตอนนี้เจ้า
เป็นแค่ตัวปลอม ข้าจึงพูดพร่ำมากมายกับเจ้า เพื่อให้
เจ้ารู้สึกอัปยศไม่มีหน้าไปไว้ที่ไหนอีก! ”
การกระทำของนางในตอนนี้ให้ความรู้สึกเหมือนดั่งตัว
จริงก็มิปาน คิ้วของ อู่ อวี้ ขมวดเข้าหากันอีกครั้ง
อย่างไรก็ตามเมื่อลองครุ่นคิดพิจารณาดู มันจะเป็น
ความจริงได้อย่างไร แต่นี่คือบันไดขั้นที่ 5 แถมยังมี
หลายสิ่งหลายอย่างเกี่ยวกับตัวนางที่ไม่สามารถอธิบาย
ได้อย่างชัดเจน แต่เพราะอะไรนั้น อู่ อวี้ ก็ยังไม่ทราบ
เช่นกัน
” ความอัปยศ? คิดเช่นนั้นกับข้างั้นหรือ ” เมื่อกล่าว
มาถึงตรงนี้ อู่ อวี้ ก็รู้สึกสับสนอยู่บ้าง และความสับสนนี้
ทำให้เขาตระหนักได้ถึงอันตราย เนื่องจากสิ่งนี้ค่อนข้าง
ชัดเจนเป็นอย่างยิ่ง และตัวเขาก็พยายามเตรียมพร้อม
ระมัดระวังตัวในระดับสูงสุด
” เฮอะ ข้าคิดว่าเจ้าสมควรได้รับความอัปยศ คิดว่าข้าไม่
เข้าใจสายตาของเจ้างั้นหรือ ในทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง
ตอนที่เจ้าทำตัวสูงส่ง สายตาของเจ้ามีแต่ลั่วผินเท่านั้น
ไม่แยแสหรือสนใจข้าแม้แต่น้อย และตอนนี้ข้าแตกต่าง
ออกไป ข้าเข้าใจแล้วว่าสายตาของเจ้านั้นไม่เหมือนเดิม
เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้งั้นหรือว่ามันหมายความเช่นไร เจ้า
ต้องการพาข้ากลับไปยังดินแดนโบราณเหยียนหวง เพื่อ
เริ่มต้นใหม่กับข้าอีกครั้ง? เจ้าฝันกลางวันอยู่งั้นหรือ? อู่
อวี้ เจ้ามันก็เป็นแค่ขยะ ข้ารู้ว่าตนเองทำให้เจ้ารู้สึกว่า
ถูกล่อลวง โดยสตรีที่ทำให้เจ้าคิดว่าคู่ควร และตอนนี้
ต้องการให้คนที่เจ้าคิดว่าไร้ซึ่งพรสวรรค์ไม่สามารถ
กระทำสิ่งใดได้ หันกลับมารักเจ้าอีกครั้ง หลังจากนั้นเจ้า
ก็จะทิ้งนางในท้ายสุดใช่หรือไม่? ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น อู่ อวี้ ก็หน้าแดงขึ้นไปจนถึงหู เขา
ยอมรับว่าการที่ หนานกง เหว่ย เปลี่ยนไป ทำให้
บางครั้งเขารู้สึกหวั่นไหว แต่ใจของเขาก็ยังไม่เปลี่ยน
หากเป็น หนานกง เหว่ย จริง ๆ เขาก็คงจะเชื่อ แต่นาง
เป็นตัวปลอม ที่ออกมาจากความทรงจำภายในจิตสำนึก
ของเขา ซึ่งนี่แสดงให้เห็นว่าเขาไม่รู้ว่าตนเอง กำลังคิด
ให้นางยั่วยุเขาเช่นนี้
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ ยังคงปฏิเสธมัน พยายามคิด
ใคร่ครวญกับตนเองซ้ำแล้วซ้ำอีก จากนั้นก็เลือกที่จะ
หยุดความคิด เขายังคงเชื่อมั่นว่าการที่ตนเองมาที่นี่ ก็
เพราะอยากเห็นว่านางมีชีวิตที่ดีเท่านั้น
แต่สำหรับเจ้าตัวบัดซบที่อยู่ตรงหน้า เขาไม่จำเป็นต้อง
สุภาพด้วยอีกต่อไป ดังนั้นเขาจึงตอบกลับไปด้วยโทสะที่
พลุ่งพล่านขึ้นเล็กน้อยว่า ” เพียงเพราะความมั่นใจใน
เล็ก ๆ นี่… เจ้าเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ แต่ก็ยังไม่คู่ควรกับ
ข้า ที่เจ้ากล่าวน่ะถูกต้องแล้ว ข้าดูถูกเจ้า คิดว่าเจ้าจะไล่
ตามข้าได้งั้นรึ งั้นข้าจะพูดให้ชัดเจนขึ้น นับตั้งแต่ที่เจ้า
คิดว่าตนเองกลายเป็นหงส์เพลิง แล้วโผบินทะยานขึ้นสู่
ฟากฟ้า ข้าก็คิดว่าเจ้าไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป กะอีแค่หง
เพลิงนิรันดร์ปลายแถว คิดว่า ข้า หรือผู้ชายในใต้หล้าจะ
คลั่งไคล้ยอมศิโรราบต่อเจ้าเช่นนั้นหรือ? ”
“ในที่สุดเจ้าก็ยอมเผยหางจิ้งจอกออกมาเสียที อู่ อวี้ ตัว
จริงจะไม่กล่าวเช่นนี้แน่ อย่างน้อย ๆ เขาก็รักในเกียรติ
และศักดิ์ศรีของตนเป็นอย่างยิ่ง ทั้งยังกล้าทำกล้า
ยอมรับ ” หนานกง เหว่ย กล่าวเย้ยหยันอีกครั้ง
สิ่งนี้ทำให้ อู่ อวี้ ตกตะลึงอีกครั้ง เขาคิดว่าอีกฝ่ายเป็น
ตัวปลอม แต่ตอนนี้เขากลับโดนตัวปลอมทดสอบเสียเอง
กลายเป็นเขาที่เป็นตัวปลอม แถมอีกฝ่ายยังประเมินค่า
ตนเองไว้สูงล้ำ ด้วยเพราะนางคิดว่า อู่ อวี้ จะไม่กล่าว
เช่นนี้อย่างแน่นอน แต่ อู่ อวี้ ตัวจริงพูดแบบนั้นออกไป
แล้ว …
” ยอมเปิดเผยใบหน้าที่แท้จริงออกมาแล้วเช่นนั้นหรือ?
อยากให้ข้าช่วยสุมไฟเพิ่มหรือไม่? อู่ อวี้ เจ้าเชื่อหรือไม่
หากเจ้าดูถูกข้าอีกครั้ง ข้าจะกลับไปทวีปแห่งทวยเทพ
ตงเสิ้ง ทำลายนิกายกระบี่สวรรค์ของเจ้า ทำลาย
อาณาจักรบูรพาเย่วอู่ของเจ้า จากนั้นก็ไปสังหารคนสอง
สามคนในนครจักรพรรดิเพลิงที่เจ้ารัก หากเป็นเช่นนั้น
เจ้าจะโกรธแค้นไหม? สังหารข้าหรือไม่ “หลังกล่าวจบ
หนานกง เหว่ย ก็หัวเราะคิกคัก
เมื่อนางกล่าวเช่นนี้ออกมา อู่ อวี้ ก็ไม่สามารถทนได้อีก
ต่อไป ไม่สามารถทนได้ อู่หยู๋ และ คนอื่นที่เขารัก คือ
เกล็ดมังกรหวนของ อู่ อวี้ ที่ไม่อาจแตะต้องสัมผัสได้
เด็ดขาด
” ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร ข้าจะส่งเจ้าไปลงนรก!” อู่ อวี้ จับ
จ้องมองนางอย่างดุร้าย
” แม้จะเป็นคนที่เจ้ารักเช่นนั้นหรือ? ”
“เจ้าไม่อาจทำเช่นนั้นได้”
“แน่นอน แม้ว่าข้าจะไม่รักเจ้าอีกต่อไป แต่เพื่อทำให้เจ้า
โกรธแค้นจนพังทลาย ข้าจะทำเช่นนั้น หลังออกจาก
คฤหาสน์จักรพรรดิปีศาจสวรรค์เมื่อไหร่ ข้าก็จะ
กลับไป” หนานกง เหว่ย จดจ้องประสานตาเขากลับมา
อู่ อวี้ ไม่สามารถทนสายตาเช่นนั้นได้อีกต่อไป เขากล่าว
ขึ้นด้วยเสียงต่ำว่า “หากกระทำเช่นนั้นข้าจะสังหารเจ้า”
” แต่เจ้าสู้หวงจุนไม่ได้ ” หนานกง เหว่ย ยิ้ม
ในตอนนี้ อู่ อวี้ รู้สึกมีโทสะอย่างแท้จริง เขาพบว่า
ตนเองไม่สามารถก้าวออกจากวังวนอันแปลกประหลาด
ของบันไดขั้นที่ 5 ได้ การพูดคุยนี้ทำให้เขารู้สึกโกรธ
แค้นถึงขีดสุด จนไม่อาจทานทน และคิดอยากจะลงมือ
โจมตีใส่ฝ่ายตรงข้าม
” แม้ว่าเจ้าจะไม่ใช่ตัว แต่ได้เห็นจะเป็นแบบนี้ ข้าก็รู้สึก
ว่าตนเองทำสำเร็จแล้ว หากเป็นร่างจริงข้าคงไม่อาจทำ
เช่นนี้ได้” หนานกง เหว่ย หัวเราะ
“ไปลงนรกซะ! ” ” อู่ อวี้ ไม่สามารถทานทนได้อีกต่อไป
เขาก็อยากรู้เช่นกันว่าเจ้าภาพมายานี้จะถูกบดขยี้
ทำลายได้หรือไม่
หากเป็นวิธีนี้ นางย่อมไม่อาจโกหก อู่ อวี้ ได้
——————————–
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ