กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 981: สงครามแห่งการชําระล้าง
อู่ อวี้ พยายามคิดอย่างถี่ถ้วน
หลังจากผ่านการสนทนาจวบจนปัจจุบัน เขายังไม่เห็น
เลยว่าอีกฝ่ายมีอะไรผิดสังเกตใด ๆ
ทั้งยังไม่อาจรู้ได้ว่าบันไดขั้นที่ 5 นอกจากนางแล้วจะมี
อะไรอีก
นางเปรียบเสมือนสมบัติล่อตาล่อใจที่อยู่ในขั้นแรก ซึ่ง
น่าจะเป็นกุญแจสำคัญในบันไดขั้นนี้เช่นกัน ว่าตัวเขาจะ
สามารถผ่านไปได้ไหม
เมื่อมองไปยังทิศทางของเนตรสีทอง เขายังไม่เห็น
ช่องทางใดที่จะเข้าไปได้ ทุกอย่างยังคงปิดสนิทสมบูรณ์
อู่ อวี้ เชื่อว่ากุญแจสำคัญในการผ่านบันไดขั้นนี้ไปให้ได้ก็
คือ ‘หนานกง เหว่ย’
” ภาพลวงตาในครั้งนี้น่ากลัวมากกว่าเก่าเสียอีก หากไม่
เคยมีประสบการณ์มาก่อน ข้าคงจะเชื่อสนิทว่านี่คือ
หนานกง เหว่ย ตัวจริง แต่ก็ยังมีช่องโหว่อยู่มากมาย
บางทีข้าควรตัดศีรษะของนางเสียให้รู้แล้วรู้รอด เพื่อยุติ
ภาพลวงตานี้ จะได้ยืนยันว่าข้าไม่เชื่อ ”
เมื่อ อู่ อวี้ นึกถึงเรื่องนี้ คิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากัน
อย่างเห็นได้ชัด
“เจ้าคงอยากจะลงมือแล้วสินะ ข้ารู้อยู่แล้วว่ามันจะต้อง
ลงเอยเช่นนี้ จะดึงเวลายืดเยื้อไปไย มันน่าเบื่อจะตาย
แล้ว” หนานกง เหว่ย แสยะยิ้ม ยามนี้ร่างของนางกำลัง
อาบท่วมไปด้วยเปลวเพลิงเก้าสี เปลวเพลิงอันร้อนแรง
ลุกโหมกระหน่ำโชติช่วงทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ
นี่แสดงให้เห็นว่านางก็เตรียมพร้อมลงมือแล้วเช่นกัน
“ข้าเดาถูกไหม แค่สังหารเจ้าข้าก็จะสามารถออกไปจาก
ที่นี่ได้” หนานกง เหว่ยกล่าว
นี่คือการเผชิญหน้าครั้งแรกกับฝ่ายตรงข้าม นับตั้งแต่
เหยียบย่างก้าวเข้ามาที่นี่ อู่ อวี้ หัวเราะเยาะในใจ
เพราะเขาเองก็ไม่อยากมาเสียเวลาอยู่ที่นี่เช่นกัน
ฉับพลันร่างกลืนสวรรค์ได้ออกมาจากเจดีย์ล่องกำเนิด
พร้อมกับจอมเกาทัณฑ์วิญญาณเช่นกัน
ทั้งหมดนี้ก็เพื่อจัดการกับ หนานกง เหว่ย ให้เด็ดขาด
แม้เขาจะไม่ต้องการทำเช่นนี้เลยก็ตาม แต่ไม่อาจคาด
เดาได้ว่าตัวปลอมตรงหน้าจะแข็งแกร่งมากน้อยเพียงใด
อู่ อวี้ ต้องจัดการ หนานกง เหว่ย ให้สิ้นซาก แม้
ในตอนนี้ความแข็งแกร่งของนางจะเสมือนเช่นดั่งวิหค
กลางเวหา แต่ก็หาใช่คู่ต่อสู้ของ อู่ อวี้ อย่างใด
นอกจาก อู่ อวี้ ร่างต้นแล้ว ร่างกลืนสวรรค์ผู้มีเรือนผมสี
ขาวดวงเนตรสีแดงโลหิตที่ยืนอยู่ข้างกายเขา ก็ดึงดูด
ความสนใจของ หนานกง เหว่ย เช่นเดียวกัน ซึ่งแรง
กดดันที่แผ่ออกมาให้ความรู้สึกแตกต่างจาก อู่ อวี้ ร่าง
ต้นอย่างสิ้นเชิงไม่ว่าจะเป็นความเย็นชา ความกระหาย
โลหิต แม้แต่ความบ้าคลั่งอย่างไม่มีวันพอ หากไม่มี อู่
อวี้ ร่างต้นสะกดข่มมันเอาไว้อยู่ ร่างนี้คงน่าสะพรึงกลัว
เป็นอย่างยิ่งแล้ว
” ดูเหมือนว่าเจ้าเองก็ได้โชควาสนามหาศาลเช่นกัน ถึง
ได้มีร่างอวตารเช่นนี้ได้ แต่เหตุใดร่างอวตารของเจ้าจึง
เหมือนดั่งจักรพรรดิมารจ้าววิญญาณพยาบาท [1] ? ”
หนานกง เหว่ย รู้สึกสับสนเล็กน้อย
หากนางไม่พูดถึง อู่ อวี้ คงลืมจ้าววิญญาณพยาบาทไป
แล้ว
” อย่ามาพูดจาเหลวไหล ” พลองฟ้าเพลิงผลาญเก้า
ทัณฑ์เตาหลอม พร้อมกับเปลวเพลิงเก้าสีที่ลุกไหม้เผา
ผลาญ เปลวเพลิงเก้าสีที่เดือดพล่านนี้คล้ายคลึงกับของ
หนานกง เหว่ย ทุกครั้งที่เขาเห็นเปลวเพลิงเก้าสีลุกไหม้
อยู่บนพลอง มันทำให้เขาคิดถึงนางทุกครั้ง
ส่วนร่างกลืนสวรรค์ที่อยู่อีกด้านหนึ่งถือจับ พิมาน
จักรพรรดิเป่ยหมิง ในรูปแบบของกระบี่ถูกชี้ไปทาง
หนานกง เหว่ย ด้วยสายตาที่เย็นเฉียบ
ส่วนด้านหลังของพวกเขาคือ จอมเกาทัณฑ์วิญญาณ สี
หน้าเย็นชาไร้ซึ่งความแยแส อยู่ในท่าเตรียมพร้อม ดึง
คันธนูโค้งงอพร้อมปลดปล่อยศรดาราไล่ล่า หมายปลิด
ชีพฝ่ายตรงข้ามทุกขณะจิต
มันน่าแปลกตรงที่การเผาไหม้ของ พลองฟ้าเพลิงผลาญ
ทำให้ หนานกง เหว่ย ขวัญหนีดีฝ่อไปเล็กน้อย
“ยังคิดคงใช้กลอุบายอันใด หรือต้องการให้ข้าผ่อน
คลายความระวังตัวลดลงเช่นนั้นหรือ?” หลังจาก
พิจารณาอย่างถี่ถ้วน อู่ อวี้ ก็ตัดสินใจอย่างแน่วแน่
อย่างไรก็ตามยามนี้อีกฝ่ายรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย นาง
ยังคงท่วมท้นไปด้วยโทสะ ฉับพลันนางก็เปล่งเสียงกรีด
ร้องคำราม ร่างกายแปรเปลี่ยนเป็นหงส์เพลิงเก้าสี
ทันใดนั้นหงส์เพลิงเก้าสีท่วมไปด้วยเปลวเพลิงโชติช่วง
บินทะยานพุ่งเข้าไปเบื้องหน้าของ อู่ อวี้ อย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นนางเป็นเช่นนี้ อู่ อวี้ ก็ได้แต่ทอดถอนหายใจ
สัตว์สวรรค์ผู้มีสายเลือดสูงส่ง เปี่ยมไปด้วยบรรยากาศ
แห่งความศักดิ์สิทธิ์ ภายในโลกนี้คงมีปีศาจไม่กี่ชนิด
เท่านั้นที่สามารถเทียบเคียงสัตว์สวรรค์สายพันธุ์นี้ได้
นับตั้งแต่เขาเกิดมาปีศาจที่เขาเคยพบเห็นว่ามีความ
ศักดิ์สิทธิ์และสายโลหิตเท่าเทียมกัน ก็คงมีแต่มังกรขาว
ที่เขาเคยพบเห็นอยู่ในคฤหาสน์กลืนสวรรค์เท่านั้น
หงส์เพลิงนิรันดร์!
อย่างไรก็ตามปีศาจที่อยู่ตรงหน้าเขาหาใช่ตัวจริง ต่อให้
ศักดิ์สิทธิ์สูงส่งมากเพียงใด แต่ก็ไม่ได้ทำให้เขาจึงรู้สึก
หนักใจเลยแม้แต่น้อยนิด เมื่อใดที่เขาเริ่มขยับมือไม้ เมื่อ
นั้นเขาจะไร้ซึ่งความปรานี
เห็นได้ชัดว่าเขามีความเมตตามากกว่าอีกฝ่าย ขณะที่
กำลังจะลงมือ อู่ อวี้ ก็รู้สึกลังเลเล็กน้อย แต่นางกลับ
สาดประเคนพลังอิทธิฤทธิ์อย่างไม่ยั้ง ทันใดนั้นเองปีกทั้ง
สองของก็พลิ้วกระพือ บังเกิดเป็นคลื่นเป็นเพลิงลุกโชติ
ช่วง แผ่ขยายไปทั่วทั้งสวรรค์และปฐพี โหมกระหน่ำบีบ
อัดเข้าใส่ อู่ อวี้ อัคคีของนางแผ่ขยายปกคลุมไปทั่วทั้ง
บันไดขั้นที่ 5 ดังนั้นในเวลานี้เขาจึงไม่มีที่ให้หลบซ่อน
ดูเหมือนว่า อู่ อวี้ กำลังเผชิญหน้ากับพลังอิทธิฤทธิ์ที่เขา
เคยเห็นมาครั้งหนึ่งแล้ว
” เล่นลูกไม้เก่าเช่นนั้นรึ ข้าเคยเห็นหวงจุนใช้พลัง
อิทธิฤทธิ์นี้สยบเหล่ามหาราชาปีศาจมาแล้ว ดูเหมือน
ภาพมายานี้จะเปิดช่องโหว่อย่างใหญ่หลวงเสียแล้ว เปิด
ช่องโหว่ขนาดนี้แล้วจะให้ข้าเชื่อถือได้อย่างไร? ”
อู่ อวี้ ยิ้มเยาะเหยียดหยามในใจ
ยามนี้พลังอิทธิฤทธิ์ที่มีชื่อว่า ‘อเวจีหงส์เพลิงนิรันดร์’
กำลังกลืนกิน อู่ อวี้ ทันทีที่อิทธิฤทธิ์ดังกล่าวก่อตัวบน
โลกนี้ ทั้งโลกลาภก็อาบท่วมไปด้วยมหาสมุทรเก้าสี มัน
ช่างงดงามและน่าสะพรึงกลัวอย่างที่สุด ให้ความรู้สึก
เช่นเดียวกับ ‘วงเวทเก้าตำหนักเตาหลอมเพลิงสงัด’ ของ
พลองฟ้าเพลิงผลาญ วงเวทเพลิงสงัดจะกักขังศัตรูไว้
ภายใน ปลดปล่อยระเบิดเปลวเพลิงเก้าสีอัดกระแทกบด
ขยี้ศัตรูจนสิ้นสูญ
ถึงแม้เพลิงของหงส์เพลิงนิรันดร์ตนนี้ จะไม่สามารถทำ
ให้ อู่ อวี้ บาดเจ็บระคายผิวได้ก็จริง แต่มันก็ทำให้เขา
รู้สึกอึดอัดเป็นอย่างมาก ทันใดนั้นหงส์เพลิงนิรันดร์
หนานกง เหว่ย ก็ปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางทะเลเพลิง เมื่อ
เห็นเช่นนี้ อู่ อวี้ ก็เข้าใจทันทีว่า นี่เป็นพลังอิทธิฤทธิ์
ประเภทเขตแดน ทำให้ศัตรูต่อสู้อยู่ภายใต้โลกที่นั่ง
ควบคุมอยู่ นำมาซึ่งความได้เปรียบอย่างมหาศาล ส่วน
ความสามารถที่แท้จริงของมัน อู่ อวี้ ยังไม่ค่อยมั่นใจ
เท่าใดนัก
“ฟิ้วววว!” จอมเกาทัณฑ์วิญญาณเริ่มต้นการโจมตี มัน
คือกำลังเสริมที่ซ่อนตัวอยู่ห่างจากพื้นที่การต่อสู้ แต่
อำนาจของมันสามารถสร้างภัยคุกคามอันใหญ่หลวง
ให้แก่ศัตรู โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ อู่ อวี้ กำลังพัวพันอยู่
กับการต่อสู้
เวลานี้ อู่ อวี้ ร่างต้นกับร่างกลืนสวรรค์ พุ่งเข้าไปหาหงส์
เพลิงนิรันดร์โดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
” ข้าจะทำลายโซ่พันธนาการของเจ้า ขอดูหน่อยสิว่าเจ้า
มีดีแค่ไหนกันเชียว! ” คำพูดและการกระทำของ อู่ อวี้
ไร้ซึ่งความเมตตาและไม่ไว้หน้า หนานกง เหว่ย เลย
แม้แต่น้อย
เสาเพลิงที่ลุกโชติช่วงขยายใหญ่เป็นขนาดมหึมา ในเวลา
นี้ร่างกายของ อู่ อวี้ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เขาใช้
เทียมฟ้าจรดดินขยายร่างยักษ์ ตามด้วยร่างจำแลงเซียน
วานรกลายเป็นเซียนวานรทองคำ เวลานี้เขาเป็นเช่นดั่ง
มหาราชาปีศาจจันทราเงินหรือวานรเซียนจันทราเงิน
แต่เขาไม่ใช่วานรเซียนจันทราเงิน แรงกดดันที่แผ่
ออกมาหาใช่ความพิศวงและสง่างาม แต่กลับเต็มไปด้วย
ความเหี้ยมหาญอหังการ พลองฟ้าเพลิงผลาญที่กำลังลุก
ไหม้อยู่ในกำมืออันหยาบกร้าน ขณะนี้ อู่ อวี้ พุ่งทะยาน
เข้าไปโดยมิได้เอื้อนเอ่ยวาจาใด ปลดปล่อยอำนาจแห่ง
กายเนื้อ อันเหนือล้ำยิ่งกว่าเคล็ดวิชาเต๋าใด ตวัดฟาด
พลองหมายบดขยี้ศัตรูให้สิ้นซาก!
“เป็นไปได้อย่างไร! ” หนานกง เหว่ย ร้องอุทาน อู่ อวี้
สังเกตเห็นว่าการตอบสนองของนางรวดเร็วอย่างที่คิด
อีกทั้งปราณของนางยังจัดอยู่ในระดับปกติเลยก็ว่าได้ คง
มีเพียง หนานกง เหว่ย ตัวจริงเท่านั้นถึงจะสามารถ
ปลดปล่อยอำนาจที่แท้จริงของพลังอิทธิฤทธิ์นี้ได้ ทว่า
ศัตรูที่อยู่เบื้องหน้าเป็นเพียงตัวปลอมเท่านั้น ด้วยเหตุนี้
อู่ อวี้ จึงกระทำที่เพียงยิ้มเยาะอยู่ในใจ เขากำลังรอดู ว่า
อีกฝ่ายจะปลดปล่อยอำนาจที่แท้จริงออกมาเมื่อใด
ตูม!
ทันใดนั้นหงส์เพลิงนิรันดร์ ก็ปลดปล่อยแสดงพลัง
อิทธิฤทธิ์ออกมาอีกหนึ่งวิถี ทว่าการโจมตีดังกล่าวยังมิ
ทันได้ก่อเป็นรูปร่าง ก็ถูก อู่ อวี้ บดขยี้ทำลายในทันที
เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เขาฟาดพลองฟ้าเพลิงผลาญ อัด
กระแทกเข้าใส่ด้านหลังของหงส์เพลิงนิรันดร์อย่างจัง
จนร่างของวิหคเพลิงลอยละลิ่วปลิวกระเด็นออกไป ทั้ง
เลือดเนื้อและโลหิตล้วนถูก อู่ อวี้ บดขยี้ทำลายจนผิด
รูป!
ตูมมมม!
อู่ อวี้ คิดว่าหากนี่เป็น หนานกง เหว่ย ตัวจริงมาก็คงถูก
สังหารจนตายคามือของเขาเป็นแน่
สิ่งที่เขาเห็นในตอนนี้ก็คือ เมื่อหงส์เพลิงนิรันดร์บินถลา
ออกไป มันก็กลืนกินเปลวเก้าสีทั้งหมดรวดเดียว เมื่อ
เปลวเพลิงที่ปกคลุมอยู่โดยรอบหายไป ร่างกายที่เคย
ได้รับบาดเจ็บของมันก็กลับฟื้นตัวจนเกือบจะสมบูรณ์
“ไม่เกินไปหน่อยหรือ! ” หงส์เพลิงนิรันดร์กรีดร้องและ
จ้องมองเขาด้วยความโกรธเกรี้ยว
” อย่าแสร้งทำอีกต่อไปเลย หากเจ้าสังหารข้าได้ เจ้าคง
ทำไปแล้ว หากจะเป็นตัวจริง เจ้าจะสามารถสกัดการ
โจมตีของข้าได้หรือไม่? ” อู่ อวี้ หัวเราะในใจ เพราะ
ในตอนนี้เขารู้ถึงความแตกต่างระหว่างตัวจริงตัวปลอม
ของ หนานกง เหว่ย แล้ว
“พิรุณวิบัติกระบี่สมุทรทมิฬ! ” เมื่อนามนี้ถูกเอ่ยขึ้นร่าง
กลืนสวรรค์ที่อยู่อีกด้านหนึ่ง ก็ปลดปล่อยวงเวทของ
พิมานจักรพรรดิเป่ยหมิงโจมตีออกไปทันที เมื่อวงเวท
เริ่มทำงาน หยาดพิรุณจำนวนนับไม่ถ้วน เช่นดังพิรุณ
กระบี่พุ่งแทรกซึมผ่านร่างหงส์เพลิงนิรันดร์ที่อาบด้วย
เปลวเพลิงเก้าสีอันลุกท่วม เจาะทะลุกลายเป็นหลุม
น้ำแข็ง อู่ อวี้ ประเมินว่าจากประสบการณ์ที่เคยจับนาง
ไว้ครั้งล่าสุด หากเป็นนางตัวจริง คาดว่าตอนนี้คงจะตาย
ไปแล้ว
แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น มาอยู่ ๆ นางก็กลืนเปลวเพลิง
เก้าสีเข้าไปอีกครั้ง เพียงชั่วอึดใจ นางก็ปรากฏตัวขึ้นใน
ตำแหน่งอื่น เสมือนดั่งได้รับการชำระล้างเกิดใหม่
ในเวลานี้เองนางก็จับจ้องไปยัง อู่ อวี้ อย่างตกตะลึง คน
แสดงออกด้วยความเคียดแค้น ที่แปลกประหลาด
ออกไปเล็กน้อย เปี่ยมไปด้วยอารมณ์และความสิ้นหวัง
อย่างสุดแสน นั่งจับจ้องมองไปยัง อู่ อวี้ พร้อมกับกล่าว
พึมพำขึ้นเล็กน้อยว่า ” เจ้าต้องการสังหารข้าจริง ๆ งั้น
หรือ … ”
” หากข้าไม่สังหารเจ้า แล้วข้าจะออกไปเบื้องนอกเพื่อ
ช่วงชิงสมบัติพิเศษทั้ง 2 ชิ้นได้อย่างไร? ” คำกล่าวอันไร้
สาระของนางของนางทำให้ อู่ อวี้ หัวเราะ แต่อันที่จริง
แล้ว อู่ อวี้ รู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้าเป็นอย่างยิ่ง
เนื่องจากดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะไม่รับผลกระทบจากการ
โจมตีของเขาแม้แต่น้อย ไม่ว่าเขาจะโจมตีบดขยี้ทำลาย
ฝ่ายตรงข้ามอย่างเหี้ยมโหดมากแค่ไหน แต่เพียงพริบตา
ฝ่ายตรงข้ามก็จะฟื้นฟูกลับมาอีกครั้ง
ฉึก ตูม!
เมื่อคำกล่าวของ อู่ อวี้ จบลง ทันใดนั้นประกายแสง
ดาราก็พุ่งปักเข้าใส่กลางศีรษะของหงส์เพลิงนิรันดร์ นี่
คือหนึ่งการโจมตีสังหารจากจอมเกาทัณฑ์วิญญาณที่อำ
พรางกายอยู่ ศรดาราไล่ล่า! ช่วงอึดใจนี้เอง หงส์เพลิงนิ
รันดร์ก็ถูกกลืนหายไปท่ามกลางแสงดาราประกายพรึก
อู่ อวี้ ได้ยินเสียงกรีดร้องแหลมเล็ก เห็นได้ชัดว่านาง
เจ็บปวดเป็นอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตาม ผ่านไปเพียงไม่นานนัก เปลวเพลิงเก้าสีก็
ลุงโชติช่วงม้วนกวาดประดุจคลื่นสมุทร เสมือนดั่งเป็น
การชำระหงส์เพลิงนิรันดร์ หลังจากนั้นหงส์เพลิงก็
ปรากฏกายขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับบินโผทะยานโจมตีเข้า
ใส่ อู่ อวี้ ทันที แต่ก็ดูราวกับว่าการโจมตีของนางจะไม่
อาจสร้างภัยคุกคามใด ๆ ให้แก่ อู่ อวี้ ดังนั้นมันจึงถูก
บดขยี้ทำลายลงอย่างสมบูรณ์
กุญแจสำคัญก็คือ ไม่ว่า อู่ อวี้ จะพยายามโจมตีเข้าไป
เท่าใด แต่ก็ไม่อาจสังหารฝ่ายตรงข้ามได้!
“ข้าไม่เชื่อ” อู่ อวี้ หวั่นเกรงว่าทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ จะเกิด
จากการหลอกล่อระหว่างความจริงและเท็จของฝ่ายตรง
ข้าม ยิ่งมองดูมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งรู้สึกว่า มีเพียงการ
สังหารนางให้ได้เท่านั้น ถึงจะแก้ไขสถานการณ์ในตอนนี้
ได้ ดังนั้นเขาจึงระเบิดความแข็งแกร่งสูงสุด ร่วมมือกับ
ร่างกลืนสวรรค์ และ จอมเกาทัณฑ์วิญญาณ ผลัดกันรุม
สังหารหงส์เพลิง เมื่อใดที่หงส์เพลิงนิรันดร์ฟื้น
คืนกลับมา มันจักถูกพลองฟ้าเพลิงผลาญของ อู่ อวี้ บด
ขยี้ทำลายทันที ไม่ก็ถูกพิมานจักรพรรดิเป่ยหมิงทะลวง
แทงเข้าใส่ หรือ ถูกศรสังหารของเกาทัณฑ์วิญญาณบด
ขยี้ทำลายจนตกตายไป!
ตอนนี้เวลาได้ผ่านไปได้ 1 ก้านธูปแล้ว สำหรับเวลา
ดังกล่าว คงต้องบอกว่าหากเป็นผู้อื่น มันคงถูกเขา
สังหารจนตกตายนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว เขาไม่เคยประสบ
พบเจอกับคู่ต่อสู้ที่น่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้มาก่อน แต่
ทุกอย่างก็ย่อมเกิดขึ้นได้เมื่ออยู่ใน คฤหาสน์จักรพรรดิ
ปีศาจสวรรค์ หลังจากใช้เวลาต่อสู้มาพอสมควรทำให้
เขาสูญเสียพลังงานไปมาก จนตอนนี้เขาหอบหายใจถี่
ด้วยความเหนื่อยอ่อน ทว่าเขาก็ยังเห็นว่านางยังมีชีวิต
อยู่ ส่วนทางอีกฝ่าย เมื่อเห็นว่าตนหาใช่คู่ต่อกรของเขา
จึงเลิกต่อต้าน ปล่อยให้ อู่ อวี้ โจมตีสังหารอย่าง
โหดเหี้ยมต่อไป
นอกจากนี้ท่าทีของนางยังเปลี่ยนไปจากเดิมเล็กน้อย
บางทีอาจเพราะนางได้ลิ้มรสความพ่ายแพ้ที่ อู่ อวี้ มอบ
ให้ ส่งผลให้ปัจจุบันนางไม่ได้ปิดปากพูดถ้อยวจีใด
ออกมาสักคำ นางทำแค่เพียงจ้องมอง อู่ อวี้ ราวกับคน
โง่งมเท่านั้น ราวกับจะยืนนิ่ง ๆ อยู่ เช่นนั้นไม่ไหวติง
แล้วปล่อยให้เขาสังหารนางได้ตามสบายไม่ว่าจะกี่ครั้ง
“ครั้งที่สาม…” นางเหม่อลอยราวกับสูญเสียจิตวิญญาณ
ขณะจ้องมอง อู่ อวี้
…………..
[1] หนึ่งในร่างแยกบรรพชนมารเล่ม 5
——————————–
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ