กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 982: วิหารคู่เซียนในยามนั้น...
อู่ อวี้ กลายเป็นเหนื่อยล้ากับล่าสังหาร แต่ไม่ว่าจะทำ
อย่างไรก็ไม่อาจสังหารอีกฝ่ายให้ตกตายไปได้ กล่าวได้
ว่าเขาไม่เข้าใจถึงพลังของนางเลยแม้แต่น้อย
เปรียบกับว่าในโลกแห่งนี้ นางเป็นอมตะอย่างแท้จริงก็มิ
ปาน
“นี่คือความน่ากลัวของปีศาจบรรพกาลเนตรทองคำ
ปล่อยให้ข้าทำตามอำเภอใจ เมื่อหมดแรงก็จะกลายเป็น
ฝ่ายมันที่รุกคืบ”
จริงๆ แล้วเขาก็คิดมาตั้งแต่ต้นเช่นกัน ยิ่งจำนวนการ
ตายของอีกฝ่ายเพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ดูเหมือนว่านางจะ
ยิ่งอ่อนแอลงไปเท่านั้น นี่แสดงให้เห็นว่ายิ่งฆ่าไปมาก
เท่าไหร่ก็อาจจะทำลายหงส์เพลิงนิรันดร์ได้สักครา!
เช่นนั้นเขาจึงรีบหมายเผด็จศึกให้ไว
“ครั้งที่สาม อยากจะรู้นักว่าจะสามารถจัดการเจ้าได้
หรือไม่?” ราวกับนางกำลังถูกกดดันอย่างหนัก ซึ่ง อู่ อวี้
ได้มองกลับไปยังวิหคยักษ์ด้วยความรำคาญ เขา
อยากจะลองดูว่าเมื่อสังหารไปสามคราแล้ว จะเกิดการ
เปลี่ยนแปลงอะไรหรือไม่
“ครั้งที่ 1!” พลองฟ้าเพลิงผลาญฟาดทำลายปีกจนป่นปี้
“ครั้งที่ 2!” พิมานจักรพรรดิเป่ยหมิงในรูปแบบกระบี่
ยักษ์ได้ผ่าแยกวิหคเพลิงนิรันดร์ออกเป็น 2 ส่วน
“ศรดับตะวัน!” ในครั้งสุดท้ายลูกบอลเพลิงเขมือบกลืน
หงส์เพลิงนิรันดร์ไปทั้งตัว แต่กลับเกิดบางสิ่งที่ทำให้ อู่
อวี้ ประหลาดใจ ในครั้งนี้นางได้เปลี่ยนกลายเป็นมนุษย์
ผมยาวของนางพลิ้วไหวสะบัด นางมองมาที่ตัวเขาด้วย
ความสงบนิ่ง เมื่อ อู่ อวี้ มองเห็นท่าทางเช่นนี้ของนาง
เขาพลันเกิดความรู้สึกปวดใจ ก่อนหน้านี้เขาสังหารหงส์
เพลิงนิรันดร์ได้โดยที่ไม่รู้สึกอะไร แต่ทว่าเมื่อนางเปลี่ยน
กลายเป็นรูปลักษณ์มนุษย์ กลายมาเป็นคนที่ซึ่งประทับ
อยู่ในจิตใจของเขา ทำให้เขาลงมือโจมตีครั้งสุดท้าย
เป็นไปอย่างยากลำบาก แต่เมื่อจอมเกาทัณฑ์วิญญาณ
ปล่อยคันศรแล้ว ย่อมมิอาจฉุดรั้งจนกว่ามันจะทำลาย
เป้าหมาย
เช่นนั้น อู่ อวี้ จึงทำได้เพียงแค่จ้องมองศรดับตะวัน
ค่อยๆ บดขยี้อีกฝ่ายจนไม่เหลือซากไปกับตาของตน
ไม่รู้ว่าเพราะอะไรวินาทีนี้หัวใจของเขาเกิดความรู้สึก
ลำบากใจ แววตาของนางทำให้คนจับจ้องบังเกิดความ
อึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
“นี่มันคือกลลวงของปีศาจบรรพกาลเนตรทองคำ มัน
เล่นกับหัวใจของผู้คน!!” หากไม่ผิดพลาดอะไร นี่จะต้อง
เป็นกลลวงของปีศาจบรรพกาลเนตรทองคำอย่าง
แน่นอน
ดูเหมือนว่าจะสำเร็จ หลังจากปลดปล่อยการโจมตี
สังหารครั้งที่สามออกไป หงส์เพลิงนิรันดร์ก็บังเกิดการ
สลาย เปลวเพลิงเก้าสีเริ่มดับมอด โลกทั้งใบแตกดับ
พริบตานั้น อู่ อวี้ ได้กลับมาที่บันไดขั้นที่ 5 ซึ่ง
สภาพแวดล้อมกลับไปเป็นเช่นก่อนหน้านี้ ไม่ปรากฏ
ร่องรอยการต่อสู้ใดๆ ให้เห็น ราวกับไม่เคยเกิด
เหตุการณ์ใดมาก่อน แต่ทว่าปีศาจบรรพกาลเนตร
ทองคำก็ยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลง
“ข้าสังหารนางไปแล้ว ยังไม่ผ่านอีกหรือ?”
ฉับพลัน ขณะที่ อู่ อวี้ ตั้งแง่สงสัย เขาก็พบว่า หนานกง
เหว่ย ยังไม่ได้ตกตาย นางยืนห่างออกไปจากตัวเขา
ประมาณ 2 จั้ง ซึ่ง อู่ อวี้ หันกลับไปมองก็ประจวบ
เหมาะกับที่สายตาของคนทั้งคู่สอดประสานกัน มันทำ
ให้ อู่ อวี้ เกิดความรู้สึกหวาดกลัว ทว่าในไม่ช้าเขาก็เริ่ม
โล่งใจ เนื่องจากว่าอีกฝ่ายดูอ่อนแอลงไปมาก ใบหน้าซีด
ขาวราวกระดาษ แม้กระทั่งยังยืนได้อย่างไม่มั่นคง แวว
ตาของนางดูเลือนรางไปเล็กน้อยราวกับว่านางกำลังจะ
ตาย
“ด่านทดสอบพังทลายไปแล้ว หากสังหารนางอีกครั้งจะ
สำเร็จหรือไม่?”
ในครั้งที่แล้วที่โจมตีสังหารนาง เขาเองก็แทบจะหมด
แรง แต่ก่อนตัดสินใจโจมตีครั้งสุดท้าย อู่ อวี้ กลับรู้สึก
ลังเลอยู่เล็กน้อย ไม่ว่าจะอย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นเพียงแค่
ภาพมายา ทว่ายามนี้ อู่ อวี้ เกิดความรู้สึกว่าเขาไม่เป็น
ตัวของตัวเอง สังหารอีกฝ่ายจนตกตายไปหลายครั้ง
หลายคราราวกับไร้ซึ่งหัวใจเช่นนี้ นับว่ามันไม่ใช่นิสัย
ของตนแม้แต่น้อย….
แต่เมื่อผ่านไปประมาณ 30 ลมหายใจ
“เอาอีกสิ เหตุใดยังไม่เข้ามาเอาชีวิตของข้าอีก?” นาง
เปิดริมฝีปากขาวซีด น้ำเสียงของนางสะอื้นเล็กน้อย
ทางฝั่งของ อู่ อวี้ ทั้งร่างหลัก ร่างกลืนสวรรค์ และ จอม
เกาทัณฑ์วิญญาณที่ยืนอยู่เรียงกัน ยามนี้หากพวกเขา
ต้องการจะสังหารนางก็ดูเหมือนว่าจะทำได้ง่ายราวพลิก
ฝ่ามือ
แต่ว่า อู่ อวี้ กลับเกิดอาการสองจิตสองใจ บัดนี้ราวกับ
ถูกปลุกขึ้นจากนิทรา เขาได้พร่ำบอกกับตัวเอง อีกฝ่าย
เป็นปีศาจที่เล่นกับจิตใจของผู้อื่น มันไม่ใช่ตัวจริง ทว่า
อีกใจกลับเกิดเป็นความลังเลขึ้นมาเสียอย่างนั้น
หลังจากที่รอให้ อู่ อวี้ ลงมือ หนานกง เหว่ย ก็ใช้แววตา
อันยากจะเข้าใจมองมาที่เขา ทำให้ที่แห่งนี้เงียบสงัดราว
กับป่าช้า ฉับพลันนั้นนางก็หัวเราะขึ้น แล้วกล่าวออกมา
ว่า “ไม่คาดว่าช่วงเวลานี้จะมาถึงจริงๆ เป็นอะไรไป ไม่
กล้างั้นรึ? หรือว่าเจ้ายังคงอาลัยอาวรณ์ในตัวข้าอยู่อีก?”
อู่ อวี้ ไม่ได้เอ่ยตอบกลับไป เขาจดจำแววตาของนาง
ในตอนนี้ได้ แววตานี้ช่างซับซ้อน เป็นสิ่งที่ อู่ อวี้ ยากจะ
จินตนาการได้ว่าภาพลวงตาของนางจะแสดงแววตาที่
ซับซ้อนอย่างนี้ได้อย่างไร
แม้ว่าใบหน้าของนางจะยังคงฉีกยิ้มอยู่ แต่สิ่งที่ปรากฏ
อยู่ในแววตาของนางกลับเป็นความขมขื่น ตัวนางค่อยๆ
เดินเข้ามาใกล้จนกระทั่งมาหยุดอยู่เบื้องหน้าของ อู่ อวี้
แล้วเงยหน้าขึ้นมามองพร้อมกับกล่าวว่า “บางครั้งข้าก็
อยากจะถามเจ้าสักประโยค หากว่าข้าเป็นตัวจริง ข้าที่มี
ทั้งความสามารถและตำแหน่งเช่นทุกวันนี้ และมียอด
ฝีมือเช่น หวงจุน คอยปกป้อง ข้าที่เป็นเช่นนี้ยังสามารถ
ไปที่วิหารคู่เซียนด้วยกันกับเจ้าได้หรือไม่?”
วิหารคู่เซียน!
สถานที่แห่งนี้มันทำให้ อู่ อวี้ เจ็บปวดได้อย่างแท้จริง
เมื่อนึกไปถึงตอนนั้นดูเหมือนว่าระยะห่างของพวกเขา
จะไกลห่างออกไป เส้นทางที่นางเดินไปมันเป็นเส้นทาง
ที่จะทำให้กลายเป็นอมตะมีชีวิตนิรันดร์
แต่น่าเสียดายที่ไม่อาจจะก้าวไปถึงขั้นนั้นได้ ในเวลานั้น
อู่ อวี้ เป็นคนที่หัวรั้น เพียงแค่เต๋าไม่เหมือนกันก็ไม่
สามารถเดินร่วมทางด้วยกันได้
ประโยคนี้ยิ่งทำให้ อู่ อวี้ สับสนยิ่งกว่าเดิม นางบอกว่า
หากตัวนางเป็นตัวจริง นี่มันเหมือนกับการยอมรับว่าตัว
นางไม่ได้เป็นภาพลวงตาแล้ว แต่จากแววตาและน้ำเสียง
ของนางมันทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกกลัวว่านางจะเป็นตัวจริง
“พี่ชาย ข้าที่เป็นเช่นนี้จะยังเป็นสหายเต๋าเคียงคู่ของ
ท่านได้หรือไม่ ข้าจะมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะให้ท่าน
ต่อสู้กับทุกคนเพื่อปกป้องข้าได้อยู่อีกหรือไม่?”
นางเกิดความรู้สึกหวั่นไหว มอง อู่ อวี้ ที่อยู่เบื้องหน้า
ด้วยนัยน์ตาเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา
ยามนี้นางเปลื้องเสื้อผ้าของตัวเองออก ชุดคลุมยาวของ
นางตกลงไปกองอยู่บนพื้น เผยให้เห็นผิวขาวเนียนราว
กับหยก ส่วนโค้งเว้านั่นทำให้ผู้คนต้องหวั่นไหว ร่างกาย
อันงดงามอยู่ห่างจาก อู่ อวี้ ไปเพียงแค่หนึ่งฉื่อ ลม
หายใจ กลิ่นกายของนางตลบอบอวลอยู่รอบตัวของ อู่
อวี้ เพียงแค่เขาก้มหัวลงเล็กน้อย ก็ทำให้สามารถ
มองเห็นยอดปทุมถันอย่างถนัดชัด และหากมองลงไป
อีกก็จะเห็นเนินทุ่งหญ้าได้แช่มชัดถนัดตา
“ข้างดงามพอหรือไม่? ความแข็งแกร่ง พรสวรรค์ และ
ตำแหน่งของข้ามากพอหรือไม่? ข้าต้องการคนที่เต็มใจ
ต่อสู้เพื่อข้า บุรุษที่ดูแลข้าเปรียบเสมือนสมบัติ ท่านจะ
ทำให้ข้าได้หรือไม่ หากว่าท่านทำได้ ข้าจะยอมเพิกเฉย
ต่อสิ่งที่ท่านทำมาก่อนหน้านี้ทั้งหมด นอกจากนี้ข้ายัง
สามารถต่อสู้เพื่อตัวท่านได้เช่นกัน และสามารถละทิ้ง
ทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อท่าน…….”
น้ำเสียงของนางสั่นเครือราวกับลูกกวางน้อยที่กำลัง
บาดเจ็บและไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ นางมองดู อู่
อวี้ ด้วยสายตาอันเร่าร้อน หนานกง เหว่ย เหยียดแขน
ทั้ง 2 ข้างออกไปโอบที่คอของ อู่ อวี้ ร่างกายอันแสน
บอบบางของนางกำลังเขยิบเข้าใกล้กระชั้น กลิ่นหอม
ของร่างกายแทบจะทำให้ อู่ อวี้ ต้องตกลงไปในห้วง
ภวังค์ วินาทีนี้นางเป็นเพียงแค่หญิงสาวที่อ่อนโยนผู้หนึ่ง
ไม่ได้หยาบกระด้างเช่นก่อนหน้านี้อีกต่อไป
แต่สำหรับ อู่ อวี้ แล้ว นี่อาจเป็นสิ่งที่อันตรายถึงชีวิต
ร่างกายของเขากลายเป็นแข็งค้างโดยสมบูรณ์ เมื่อได้
เห็นร่างกายอันงดงามที่อยู่เบื้องหน้า บัดนี้เขาพลันเกิด
ความคิดที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่ หนานกง เหว่ย ได้เอาหัว
ของนางแอบอิงแนบชิดกับหน้าอกของเขา จากนั้นเอ่ย
กระซิบที่ข้างหูว่า “พี่ชาย ข้าเกลียดท่าน แต่ข้าไม่
อาจจะลืมท่านไปได้…….”
คำพูดนี้ดังสะท้อนก้องอยู่ในหูของเขา ราวกับมีสายอัสนี
ฟาดผ่าลงมา เหตุการณ์นี้จะตราตรึงลงไปในจิตใจของ
เขาชั่วนิรันดร์ ร่างกายของเขาสั่นสะท้านจนไม่สามารถ
หยุดยั้งความคิดเหล่านั้นได้ ความคิดทั้งปวงถูกกลืนกิน
จนหมดสิ้น บัดนี้ทั่วสรรพางค์กายอยู่เหนือการควบคุม
โดยสมบูรณ์
“เจ้า….เป็นตัวจริง……?” เขาพร่ำบอกกับตัวเองตั้งแต่
ตอนแรกว่าทุกอย่างมันเป็นเพียงแค่ภาพมายา ที่แห่งนี้
คือบันไดขั้นที่ 5 มันเป็นด่านทดสอบ!! ทว่าในวินาทีนี้
การที่มีสาวงามกำลังโอบกอดตน แอบอิงแนบชิดกับ
ร่างกาย มันก็ทำให้ อู่ อวี้ นึกย้อนไปถึงช่วงเวลาที่นาง
ยังเป็นเด็ก บางทีในเวลานั้น หนานกง เหว่ย คงไว้วางใจ
และคิดถึงเขาอยู่ตลอดเวลาจริงๆ
เป็นนางจริงๆ!
หากเป็นนางจริงๆ อู่ อวี้ จึงได้ย้อนกลับไปถึงคำพูดของ
ตนทั้งหมด ตัวเขาเอ่ยพูดสิ่งใดกับนางไปบ้าง…..ความคิด
เช่นนี้เริ่มทำให้เขาสงสัยว่าตนเองยังคงอยู่ในภาพมายา
หรือไม่กันแน่ เพราะหลังจากที่ลงมือไปแล้ว นางก็ดู
เปลี่ยนไป ราวกับนางได้ค้นพบว่าตัวเขาก็เป็นตัวจริง
เช่นกัน ซึ่งหลังจากที่ อู่ อวี้ ได้รู้และได้สัมผัสอย่างพินิจ
รอบคอบแล้ว จึงตระหนักชัดว่านางเป็นตัวจริง
“เจ้าสวมเสื้อผ้าเถอะ” บัดนี้ อู่ อวี้ กลายเป็นแข็งทื่อไร้
ความรู้สึก
“ไม่ ข้าต้องการคำตอบของเจ้า” นางมองไปยัง อู่ อวี้
พร้อมกับส่ายศีรษะปฏิเสธ ยามนี้ริมฝีปากของนางอยู่
ห่างจาก อู่ อวี้ ไม่ถึงหนึ่งชุ่น
อู่ อวี้ กำลังไตร่ตรองต่อคำถามของนาง ทว่าตัวเขาไม่
สามารถให้คำตอบกับนางได้ ถึงแม้นางยังคงรุกล้ำเขามา
เรื่อยๆ ทว่า อู่ อวี้ ก็ไม่อาจจะตอบคำถามนางได้ว่าเขา
เต็มใจที่จะทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อนางหรือไม่ จากมุมมอง
ของเขา การที่จะเป็นสหายเต๋าเคียงคู่ไม่ใช่การกระทำ
เช่นนี้ อย่างน้อยที่สุดต้องไม่เอาแต่ใจ เคารพซึ่งกันและ
กัน ไม่ใช่การสร้างความลำบากใจให้อีกฝ่ายอย่างที่ทำ
อยู่
คำถามนี้ยังทำให้ อู่ อวี้ เกิดความลังเล
ในช่วงที่เขากำลังลังเล ซึ่งราวกับนางก็จะเข้าใจใน
ความคิดของเขาเช่นกัน เพียงแต่ฉับพลันนั้นนางกลับ
หัวเราะขึ้น พร้อมกับพริบตาที่ลำคอด้านซ้ายของ อู่ อวี้
บังเกิดอาการเจ็บปวด มันเป็นความเจ็บปวดที่ยากจะ
ทานทน ราวกับมีของบางอย่างกำลังทิ่มแทงเข้ามาจน
คุกคามถึงชีวิต
“หรือว่า!” พริบตานั้น อู่ อวี้ ได้สติขึ้น ภายใต้ความ
ฉุกละหุก เขาปลดปล่อยพลังอันมหาศาลที่อยู่ในมือผลัก
อีกฝ่ายออกไปอย่างเต็มแรง
“ช่างโง่เขลานัก ลังเลจวบจนวินาทีสุดท้ายมิเคย
เปลี่ยนแปลง” หลังจากที่เขาผลักอีกฝ่ายออกไป อู่ อวี้
ก็ได้ยินเสียงหัวเราะดังสนั่น บัดนี้เขามองไปยังใบหน้า
ของนาง ก็พบว่าความซับซ้อนที่อยู่ในแววตาได้หายไป
แล้ว มีเพียงแค่เสียงหัวเราะเย้ยหยันหลงเหลืออยู่ในสตรี
เพียงเท่านั้น เมื่อนางถูก อู่ อวี้ ผลักออกไปด้วยเรี่ยวแรง
มหาศาล จนนางถูกดีดกระเด็นออกไปจากขั้นบันไดใน
ที่สุด
ก่อนหน้าเขาไม่เคยลองมาก่อน ไม่รู้ว่าเมื่อก้าวมาถึงขั้นนี้
แล้วจะลงไปได้หรือไม่ และหลังจากลงไปแล้วจะหายไป
ราวกับไม่เคยอยู่บนโลกมาก่อนเชียวหรือ?
ทว่าการหัวเราะของนางได้นำพาความรู้สึกไม่ดีมาให้แก่
อู่ อวี้
“ข้าถูกหลอก! นางเป็นเพียงแค่ภาพมายา!” ขนทั่วตัว
ของ อู่ อวี้ กลายเป็นลุกชัน ที่คฤหาสน์จักรพรรดิปีศาจ
สวรรค์สามารถทำให้ภาพลวงตากลายเป็นจริงได้
หลังจากที่เล่นไปตามบทของนาง การระเบิดอารมณ์
ในช่วงท้ายของนาง คำถามของนาง ทุกสิ่งทุกอย่างของ
นาง ล้วนบ่งบอกว่านางคือตัวจริง แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็น
เช่นนี้ เพราะตัวนางยังคงโจมตี อู่ อวี้ อย่างไร้เยื่อใย
ในที่สุด อู่ อวี้ ก็ยังคงอยู่ในวังวนของบททดสอบ
โชคดีที่ความรู้สึกเจ็บปวดตรงช่วงลำคอได้หายไปใน
เวลาอันสั้น ราวกับมันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และอีกฝ่าย
ไม่ได้ฉวยโอกาสนี้ในการตัดคอของเขา เพราะช่วงเวลา
นั้นเป็นเวลาที่ อู่ อวี้ ไร้ซึ่งการป้องกันตัวอย่างสมบูรณ์
สิ่งที่เขาเห็นผ่านดวงตาของร่างกลืนสวรรค์ก็พบว่าบน
ลำคอของตัวเองปรากฏลวดลายเก้าสี มันเป็นรูปหงส์
กำลังโผบิน ดูสูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง
ส่วนร่างหลักของ อู่ อวี้ ล้วนไม่อาจสัมผัสได้ถึงการคงอยู่
ของสิ่งเหล่านี้ได้เลย แม้ว่าเขาจะตัดผิวหนังส่วนลำคอไป
และผิวหนังส่วนนี้ก็ได้ฟื้นฟูกลับมาแล้ว แต่สิ่งนี้มันเป็น
เหมือนกับคำสาป ยากที่จะลบมันออกไปได้
“ไม่คิดว่าจะตกหลุมพรางถึงเพียงนี้……..” อู่ อวี้ เพิ่งจะ
รู้สึกสำนึกผิด เขาน่าจะสังหารนางไป
เขาคิดว่าตัวเองเกือบจะถูกกำจัดไปแล้ว ทั้งยังไม่รู้ว่า
รูปภาพหงส์เพลิงนี้จะส่งผลกระทบร้ายแรงอะไรได้บ้าง
ในช่วงที่เขารู้สึกเสียใจ ทันใดนั้นก็มีเสียงดังสนั่นขึ้น เขา
จึงหันมองไปยังเนตรทองคำ
สิ่งที่น่าเหลือเชื่อได้เกิดขึ้น
ที่ตรงตำแหน่งใจกลางของดวงเนตรทองคำ กลับ
กลายเป็นประตูบานหนึ่ง
——————————–
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ