กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 983: ความลับของดวงเนตรทั้งสอง
บัดนี้ความเจ็บปวดบนลำคอของเขาได้หายไปแล้ว
แม้ว่าสัญลักษณ์หงส์เพลิงจะยังคงอยู่ แต่อย่างน้อย
ตอนนี้เขาก็ไม่ได้รู้สึกถึงภัยคุกคามใดๆ จากมัน เห็นได้
ชัดว่าเรื่องนี้คงขึ้นอยู่กับระยะเวลา
พริบตาเขาก็ได้สงบจิตใจของตัวเองลง
“เรื่องที่เกิดขึ้น เจ้าคิดว่ายังไงบ้าง?” อู่ อวี้ เอ่ยถามกับ
หมิงซวง ที่จับตามองดูสิ่งต่างๆ อยู่ตลอดเวลา
“ข้าก็อยากจะถามเจ้าเหมือนกัน ทำไมเจ้าถึงไม่ลองคลึง
มันดูสักหน่อยล่ะ อายุนางยังน้อย แต่ดูเหมือนว่านางจะ
เติบโตมาได้อย่างอุดมสมบูรณ์จริงๆ” หมิงซวง เอ่ย
ออกมาด้วยความรู้สึกเสียดาย
“อย่าเพิ่งพูดจาไร้สาระจะได้มั้ย ตอนนี้ข้ากำลังจริงจังอยู่
นะ”
หมิงซวง จึงกลอกตาบนพร้อมเอ่ยตอบกลับไป “กล่าว
ตามตรง ข้าไม่รู้อะไรทั้งนั้นแหละ เพราะข้าก็ไม่สามารถ
มองออกได้เหมือนกัน แม้กระทั่งตอนนี้ก็ยังไม่รู้
เหมือนกันว่าสุดท้ายแล้วนางเป็นตัวจริงหรือว่าตัวปลอม
อย่างไรก็ตามมันไม่ใช่สิ่งที่ใครก็ตามจะสามารถทำความ
เข้าใจได้ ส่วนสัญลักษณ์นี้ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันคือ
อะไร ทว่าตอนนี้มันยังไม่มีเรื่องอะไร ในอนาคตมัน
อาจจะเป็นเรื่องดีสำหรับเจ้าก็ได้”
สรุปว่านางก็ไม่รู้เช่นเดียวกัน
“หากคิดไม่ออกก็ไม่ต้องไปคิดถึงมัน ตอนนี้ประตูเปิด
แล้ว ยังไม่เข้าไปอีก?” หมิงซวง เอ่ยเตือน
ความจริง อู่ อวี้ กำลังสงสัยว่าทำไมตนเองที่ตกสู่กับดัก
ในท้ายที่สุด เนตรทองคำก็ยังเปิดประตูให้เขาเข้าไปอยู่ดี
“ไม่แน่ว่าข้าอาจจะถูกคัดออกไปเรียบร้อยแล้ว ข้างใน
นั้นอาจจะมีกับดักอยู่มากมายอย่างแน่นอน”
เขาพยายามใคร่ครวญหาคำตอบ
แต่ยังมีอีกทางเลือกหนึ่ง นั่นคือลองกระโดดลงไป ดูว่า
จะสามารถออกไปจากที่นี่ได้เช่นเดียวกับ ‘หนานกง
เหว่ย’ หรือไม่
ซึ่งเขาได้ลองส่งร่างอวตารไปดู แต่กลับพบว่ามันไม่
สำเร็จ
“นางลงไปได้เช่นนั้น คงอธิบายได้อย่างเดียวแล้วว่าร่าง
ของนางเป็นภาพลวงตา คงมีเพียงผู้ไต่ไปถึงจุดสูงสุด
เท่านั้นที่กระทำเช่นนี้ได้…”
อู่ อวี้ คงทำได้เพียงใช้คำพูดเหล่านี้เพื่อมาอธิบายสิ่ง
ต่างๆ ได้เท่านั้น
“จะกังวลอะไรนักหนา นอนรออยู่ที่นี่ให้คนอื่นนำสมบัติ
ตัดหน้าไปแล้วค่อยตัดสินใจอีกทีก็ได้ ข้าว่าแบบนั้นก็ดี
เหมือนกันนะ” หมิงซวง ยังคงเพิกเฉยต่อบรรยากาศ
โดยรอบ อย่างไรก็ตามนางรู้สึกว่ายามนี้ อู่ อวี้ กำลังถูก
จักรพรรดิโบราณเหยียนหวงเพ่งเล็งอยู่ ซึ่งมันเป็นเรื่อง
ยากมากที่จะบอกว่าเขาจะรอดหรือไม่ในอนาคต ตอนนี้
คงทำได้เพียงแค่แบกรับความเสี่ยงเอาไว้
แน่นอนว่า อู่ อวี้ จะต้องเข้าไป เพราะนิสัยของเขาเป็น
คนที่เปี่ยมล้นไปด้วยความกล้าหาญตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
“ไม่ว่าจะเป็นบททดสอบด่านที่ 3 หรืออื่นใดก็เข้ามา”
เขาไม่พูดพร่ำทำเพลงอีกต่อไป คนพุ่งตรงเข้าไปในประตู
ที่อยู่ภายในเนตรทองคำในทันที เมื่อเขาทะลุผ่านเข้า
มาแล้ว ก็พบว่าข้างในนี้เป็นทางเดินสีทอง มันมีขนาดไม่
กว้างมากเท่าไหร่ สามารถจุคนได้เพียงแค่ไม่กี่คนเท่านั้น
ผนังสีทองที่อยู่บนล่างซ้ายขวามีการแกะสลักภาพวาด
เอาไว้ อู่ อวี้ เหลือบมองมันไปจึงได้พบว่าภาพแกะสลัก
เหล่านี้ได้บรรยายเกี่ยวกับโลกของปีศาจ ภาพแกะสลัก
เหล่านี้คือเหล่าปีศาจจำนวนนับไม่ถ้วน ยิ่งกว่านั้นยังมี
สายเลือดที่หายากอยู่อีกด้วย ซึ่งดูแตกต่างมีเอกลักษณ์
ที่ไม่เหมือนกัน ทว่าภายใต้ภาพแกะสลักที่ดูเรียบง่าย
เหล่านี้ สมควรไม่ได้ทำออกมาง่ายดายดั่งที่เห็นเป็นแน่
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ทำให้ อู่ อวี้ สนใจมากที่สุด นั่นคือใน
ตอนที่เขาเข้ามาครั้งแรก ประตูที่อยู่ด้านหลังของเขาได้
ปิดลง ซึ่งหมายความว่าเขาทำได้เพียงแค่มุ่งไปข้างหน้า
เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
ทางเดินสีทองที่อยู่เบื้องหน้านี้ลึกเป็นอย่างมาก ไม่รู้ว่า
มันจะนำเขาไปสู่พื้นที่เช่นไรกัน
ช่วงเวลานี้เขาตื่นตัวสุดขีด ให้ร่างกลืนสวรรค์และจอม
เกาทัณฑ์วิญญาณเดินนำหน้า ทั้งยังให้ร่างอวตารนอก
วิถีโอบล้อมรอบด้านเอาไว้อีก เขารีดเค้นสัญชาตญาณ
ถึงขีดสุดเพื่อที่จะสามารถป้องกันอันตรายที่จะเข้ามาได้
ทันท่วงที ยิ่งกว่านั้นสถานที่นี้ก็คือภายในคฤหาสน์
จักรพรรดิปีศาจสวรรค์ ใครจะรู้ว่ามีอันตรายอะไรรอเขา
อยู่บ้าง
ฉับพลันนั้นเอง อู่ อวี้ ก็พบว่ากำแพงด้านขวาของเขา
เหมือนจะกลายเป็นโปร่งใสขึ้น ด้านนี้เป็นกำแพงเพียง
ด้านเดียวที่ไม่มีการแกะสลักเอาไว้ เมื่อ อู่ อวี้ มองทะลุ
กำแพงนี้เขาเห็นว่ามันยังมีทางเดินสีทองที่เหมือนกันไม่
ผิดเพี้ยนอยู่อีกเส้นหนึ่ง แต่เขาไม่ได้สนใจมัน คิดว่า
ทางเดินฝั่งนี้อาจจะเป็นแค่ภาพลวงตา
เมื่อเห็นว่าผนังกำแพงด้านนี้โปร่งใสมาก อู่ อวี้ จึงลองใช้
พิมานจักรพรรดิเป่ยหมิงโจมตีดู น่าแปลกใจที่แม้มันจะ
บางมาก แต่มันกลับไม่ได้แตกสลาย ในเมื่อมันเป็นเช่นนี้
เขาก็ทำได้เพียงแค่มองทอดออกไปเท่านั้น
ทว่าในพริบตานั้นกลับเกิดเรื่องที่ไม่น่าเชื่อขึ้นกับเขา
ทางเดินที่อยู่ฝั่งตรงกันข้าม เหมือนจะปรากฏประตูขึ้น
บานหนึ่ง และเมื่อประตูได้เปิดออกก็มีเงาร่างหนึ่งพุ่งเข้า
มา จากนั้นประตูได้ปิดตัวลง
“หนานซาน หวางเยว่!” หลังจากที่ อู่ อวี้ เพ่งมอง
คนผู้นั้น เขาก็เกิดอาการตะลึงขึ้นมากะทันหัน
อีกฝ่ายพบเขาแล้วเช่นกัน นอกจากการแสดงออกที่น่า
ตกใจของมันกลับรุนแรงกว่า อู่ อวี้ เสียอีก
ทางเดินนี้ปิดตัวลงไปอย่างสมบูรณ์ ทั้ง 2 คนนี้ไม่อาจจะ
สื่อสารกันได้ ทำได้เพียงแค่มองดูการแสดงออกของอีก
ฝ่ายเท่านั้น
ทั้งคู่ต่างหวาดกลัวและมองหน้ากันอยู่สักพักหนึ่ง
“มันมาปรากฏตัวที่นี่ได้อย่างไร? นี่พวกเราผ่านบด
ทดสอบที่ 2 ได้แล้วงั้นรึ? แต่ไม่เหมือนว่าข้าจะผ่านมัน
มาได้เลย เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน ที่สำคัญคือยังมีบททดสอบ
ที่ 3 อยู่อีก เกรงว่ามันจะต้องน่ากลัวกว่าที่แล้วๆ มา
อย่างแน่นอน หรือว่านี่ไม่ใช่ตัวจริงของมัน ไม่แน่ว่านี่
อาจจะยังเป็นส่วนหนึ่งของบททดสอบ”
ในตอนแรก อู่ อวี้ ก็คิดแบบนี้เช่นกัน
เขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะคิดเหมือนกันหรือเปล่า
ทั้ง 2 คน จ้องหน้ากันมานานกว่าครึ่งวันแล้ว อย่างไรก็
ตามพวกเขาได้ผ่านการทดสอบมามากมายถึงเพียงนี้
เชื่อว่าอีกฝ่ายน่าจะไม่พบปัญหาอะไร
หนานซาน หวางเยว่ ไม่ได้เปิดปากพูดกับอีกฝ่าย มันชี้
มายังตัวเองจากนั้นก็ชี้ไปทาง อู่ อวี้ แล้วท้ายที่สุดก็ชี้ไป
ยังทางเดินส่วนลึก ซึ่งหมายความว่าให้พวกเขาทั้งคู่ลอง
เข้าไปดู ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจจะสามารถกลับมา
รวมกลุ่มกันก็เป็นได้
อู่ อวี้ พยักหน้าตอบรับ พวกเขามุ่งหน้าเข้าไปยังทางเดิน
ส่วนลึกด้วยความระมัดระวัง
ไม่แน่ว่าในส่วนลึกของทางเดินนี้อาจจะมีความลึกลับ
ซ่อนอยู่
“เจ้าคิดว่านี่คือ หนานซาน หวางเยว่ ตัวจริงหรือไม่?”
หมิงซวง หยุดคิดสักพักแล้วเอ่ยว่า “อันที่จริงข้าคิดว่า
ปีศาจบรรพกาลเนตรทองคำแห่งคฤหาสน์จักรพรรดิ
ปีศาจสวรรค์น่าจะไม่เล่นกลลวงแบบเดิม ในเมื่อพวกเจ้า
ทั้งคู่อยู่ที่นี่แล้ว ข้าคิดว่าโอกาสที่มันจะเป็นตัวจริง
ค่อนข้างสูง”
ความคิด อู่ อวี้ ก็แทบไม่ต่างกับนาง แม้มีโอกาสที่อีก
ฝ่ายจะเป็นตัวจริง แต่เขายังคงไม่วางใจอยู่ดี
จริงๆ แล้วเส้นทางเดินนี้ไม่ได้ลึกมากเท่าไหร่ มันมีความ
ลึกอยู่เพียง 200 จั้งเท่านั้น เมื่อ อู่ อวี้ มองลงไปยังเบื้อง
ล่าง เขาได้มองเห็นห้องอยู่ห้องหนึ่ง ส่วนทางเดินทางฝั่ง
ของ หนานซาน หวางเยว่ ก็ดูเหมือนจะเป็นเช่นเดียวกัน
นี่อธิบายได้ว่าเมื่อเดินลงไปตามเส้นทางพวกเขาทั้งคู่
อาจจะได้มาอยู่รวมกัน
ถึงกระนั้นก็ตามพวกเขาทั้งคู่ต่างชะลอความเร็วลง คอย
เฝ้าระวังเส้นทางที่ผ่านมาแล้วเอาไว้ ท้ายที่สุดแล้วผู้ใด
จะรู้ว่าการทดสอบที่อยู่ที่นี่คืออะไร เนื่องจากพวกเขาไม่
อยากจะต้องนำชีวิตมาทั้งไว้ที่นี่
แน่นอนว่าหลังจากที่ออกมาจากบททดสอบบันไดขั้นที่
5 ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ ก็ถือว่าพวกเขาได้ผ่านบท
ทดสอบด่านที่ 2 มาแล้ว
หลังจากที่ใช้เวลาเดินลงมาประมาณ 30 อึดใจในที่สุด
พวกเขาก็ได้มายืนอยู่หน้าประตูของห้องเล็กๆ ห้องนั้น
แล้ว
หลังจากที่พวกเขาเปิดเข้าไปก็พบว่าภายในห้องเล็กๆ นี้
มีผนังอยู่ทางด้านหนึ่งที่โปร่งใส แยกพวกเขาออกจาก
กัน ดูเหมือนว่าปีศาจบรรพกาลเนตรทองคำไม่ต้องการ
จะให้พวกเขาอยู่ด้วยกัน
แต่ทว่าในสายตาของพวกเขากลับไม่สนใจกำแพงนี้แต่
อย่างใด
ไม่ว่าจะเป็น อู่ อวี้ หรือว่า หนานซาน หวางเยว่ ต่างถูก
ของสิ่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ภายในห้องดึงดูดความสนใจไปจนสิ้น
ภายในห้องของ อู่ อวี้ ปรากฏเสาอยู่ต้นหนึ่งที่สูง
ประมาณครึ่งตัวคนตั้งตระหง่านอยู่กลางห้อง เสาต้นนั้น
มีร่องรูปทรงครึ่งวงกลม และในร่องมีดวงตาสีทองลูก
หนึ่ง มันมีรูปร่างเหมือนกับดวงเนตรทองคำที่อยู่ด้าน
นอก ซึ่งมันเป็นดวงเนตรที่ถูกย่อส่วนลงมา ดูเหมือนว่า
มันน่าจะสร้างมาจากทองคำ ดวงเนตรดวงนั้นยังคงจ้อง
มองมาที่ อู่ อวี้ อย่างไม่วางตา ด้วยการจ้องมองนี้ทำให้
เขาต้องขนลุกชัน
ยังดีที่มันไม่ได้ขยับเคลื่อนไหว ยิ่งกว่านั้นเมื่อ อู่ อวี้ ลอง
มองดูอย่างละเอียด พบว่าบนดวงเนตรดวงนี้มีการสลัก
วาดค่ายกลและวงเวทอยู่จำนวนนับไม่ถ้วน ซึ่งจำนวน
ของวงเวทไม่สามารถระบุได้ เห็นได้ชัดว่านี่อาจจะเป็น
สิ่งของที่สั่นคลอนฟ้าดิน หากไม่ผิดจากที่คาดนี่อาจจะ
เป็นศาสตราเต๋าชิ้นหนึ่ง?
ดวงตาของ อู่ อวี้ มองดูห้องที่อยู่ด้านข้างซึ่งการตกแต่ง
แทบจะไม่ต่างกับห้องที่ อู่ อวี้ อยู่ ทางฝั่งของ หนาน
ซาน หวางเยว่ ปรากฏเสาตั้งตระหง่านอยู่กลางห้อง
แล้วบนตัวเสาก็มีร่องอยู่เช่นกัน ทว่าสิ่งที่ต่างกันคือดวง
เนตรที่อยู่อีกห้องกลับเป็นสีเงิน และยังมีขนาดเล็กกว่า
ห้องของเขาอยู่เล็กน้อย อีกทั้งมันยังมีลวดลายที่
ค่อนข้างซับซ้อน
ในตอนนี้ หนานซาน หวางเยว่ จ้องมองเสาที่อยู่ในห้อง
ด้วยความโง่งม
ฉับพลันมันหันมามองทางฝั่งของ อู่ อวี้ และเห็นว่า
ดวงตาของห้อง อู่ อวี้ เป็นสีทอง
คนจึงชี้ไปที่ดวงเนตรสีเงินแล้วชี้มาที่ตัวเอง ทำท่าทาง
เหมือนกำลังตั้งคำถามว่าของชิ้นนี้ตนสามารถสัมผัสได้
หรือไม่?
อู่ อวี้ คิดว่าในเมื่อมาอยู่ในห้องนี้การที่จะไม่สัมผัสมัน
ย่อมเป็นไปไม่ได้ ในสถานการณ์เช่นนี้ เขาไม่ได้สนใจ
อะไรมากนักและเตรียมพร้อมที่จะเดินเข้าไปจับมัน
“ปีศาจบรรพกาลเนตรทองคำได้พูดเอาไว้ว่ามันมีสมบัติ
อยู่ 2 ชิ้น เป็นดวงเนตร 2 ดวง หนึ่งเป็นทอง หนึ่งเป็น
เงิน มันคงไม่ใช่สมบัติ 2 ชิ้นนี้หรอกมั้ง มันเป็นถึงสิ่งที่
แม้แต่เทพปีศาจยังปรารถนาจะครอบครอง จะง่ายดาย
ปานนี้เชียว?” หมิงซวง พลันเอ่ยออกมา
“อืม…ไม่น่าจะเป็นไปได้ ข้ายังไม่ผ่านบททดสอบด่านที่
2 และบททดสอบด่านที่ 3 ยังไม่ทันจะเริ่มเลยด้วยซ้ำ
ยิ่งกว่านั้นข้าไม่เชื่อว่าตัวข้านั้นจะสามารถผ่านบท
ทดสอบด่านที่ 2 ได้เร็วกว่า หวงจุน และคนอื่นๆ บางที
พวกมันอาจจะใกล้จะผ่านบททดสอบด่านที่ 3 แล้ว” ใน
มุมมองของ อู่ อวี้ เขาคิดว่าตนเองไม่ได้อยู่เหนือกว่า
หวงจุน
ที่พวกเขาเข้ามาเดิมทีก็เพื่อแสวงหาโชคลาภ
“หรือว่าบททดสอบด่านที่ 3 จะซ่อนอยู่ภายในดวงเนตร
นี้?” หมิงซวง ถามขึ้น
อู่ อวี้ ก็คิดว่ามันน่าจะเป็นไปได้ แต่มันเกิดอะไรขึ้นกัน
แน่ เขาไม่เข้าใจเกี่ยวกับบททดสอบบันได 5 ขั้น แม้แต่
น้อย หรือว่าเขาจะผ่านได้เร็วกว่า หวงจุน และคนอื่นๆ
จริงๆ?
ในอีกด้านหนึ่ง หนานซาน หวางเยว่ ก็รู้สึกแคลงใจไม่
ต่างกัน ซึ่งพริบตานั้นเอง มันกับ อู่ อวี้ แทบจะพุ่งตรง
ไปสัมผัสที่ดวงเนตรทั้ง 2 ในเวลาเดียวกัน
ในขณะที่ อู่ อวี้ เข้าไปใกล้ดวงเนตรดวงนี้ เขาก็คิดว่า
หากสัมผัสมัน บางทีข้อสงสัยทุกอย่างที่อยู่ในใจอาจจะ
ถูกไขจนกระจ่างก็เป็นได้
ความกังวล ความสับสน เข้าถาโถม
ทางฝั่งของ หนานซาน หวางเยว่ ก็ไม่ต่างกันนัก
มือของพวกเขากำลังสัมผัสกับดวงเนตรสีเงินและสีทอง
อย่างพร้อมเพรียง……
พลันเกิดความรู้สึกที่เหมือนถูกไฟฟ้าดูดทำให้ อู่ อวี้ รู้สึก
เหน็บชา แต่เขาก็รีบเอื้อมมือไปคว้าจับดวงเนตรสีทอง
อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าอย่างไรเขาจะต้องนำของสิ่งนี้มาก่อน
แล้วค่อยว่ากันอีกที
ในอีกฝั่ง หนานซาน หวางเยว่ ก็ได้ถือจับดวงเนตรสีเงิน
ขึ้นมาแล้ว
อู่ อวี้ ต้องการจะบอกอีกฝ่ายว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่
ฉับพลันนั้นเอง ร่างกายของเขากลายเป็นนิ่งค้าง คน
มองเห็นการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดได้ในทันที สีทองบน
พื้นผิวจางหายไป มันกลับกลายเป็นลูกบอลสีครามและ
สีเขียว สีทั้ง 2 นี้มาจากส่วนที่อยู่ภายในดวงเนตร ดู
เหมือนว่าด้านที่เป็นสีเขียวจะมีลักษณะคล้ายกับเกาะ
ส่วนด้านสีคราม มันกลายเป็นทะเลสาบและทั้งยังมี
ร่องรอยกระเพื่อมของกระแสน้ำเชี่ยวกราก…….
——————————–
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ