กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 987: เนตรปศาจมายา
หลังจากนี้ไปไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นภายในทะเลสาบปีศาจ
บรรพกาลหรือว่าจักรพรรดิทายาททักษิณ อู่ อวี้ จะไม่
สนใจมันอีกต่อไป ยามนี้เขาคิดเพียงแค่จะออกไปจากที่
แห่งนี้ให้เร็วที่สุด
เรื่องที่เขาเป็นกังวลเพียงเรื่องเดียวในใจก็คือ หนานกง
เหว่ย
ทว่าตอนนี้นางคือ หวงซี ซึ่งตัว อู่ อวี้ ไม่ได้มีผลกระทบ
ใดๆ ต่อชีวิตของนางอีกต่อไป
และตัวนางเองก็ไม่ยินยอมที่จะให้ตัวเขาเข้ามามีอิทธิพล
ด้วยเช่นกัน
เรียกได้ว่านี่แทบจะเป็นการเดินทางที่เร็วที่สุดในชีวิต
ของเขา อู่ อวี้ รีบผสานเมฆาตลบฟั้าขั้นที่ 2 เพื่อ
หลบหนีในทันที
ในไม่กี่วันมานี้ ไม่ว่าจะเป็นเคล็ดเทียมฟั้าจรดดินหรือว่า
เมฆาตลบฟั้าล้วนก้าวหน้าไปอย่างมหาศาล
เรียกได้ว่า อู่ อวี้ สามารถควบคุมเมฆาตลบฟั้าขั้นที่ 2
ในระดับที่เชี่ยวชาญ เขากระโดดได้อย่างต่อเนื่องโดยที่
ไม่มีปัญหาใดๆ
แม้ว่าเขาจะล่าช้าไปบ้าง แต่ก็เห็นได้ชัดว่าเขามีความเร็ว
มากกว่า หนานซาน หวางเยว่ ดังนั้นเขาจึงกลายเป็นคน
รอมันอยู่ที่แถบบริเวณมหาสมุทรก่อน
นอกจากนี้เขาได้มอบยันต์สื่อสารให้กับ หนานซาน
หวางเยว่ ไป เพื่อที่จะระบุตำแหน่งนัดพบ
ในเวลาเดียวกันเขายังได้พยายามรายงานความ
ปลอดภัยของ เย่ซีซี อยู่ตลอด
ระหว่างทาง อู่ อวี้ ไม่ได้พูดคุยกับ เย่ซีซี เลย
พวกเขามุ่งหน้าไปยังมหาสมุทรด้วยความเร็วขีดสุด
เพื่อที่จะออกไปจากทวีปปีศาจทายาททักษิณให้เร็วที่สุด
เท่าที่เป็นไปได้
ในภายภาคหน้าคงไม่อาจจะไปไหนมาไหนที่ทวีปปีศาจ
ทายาททักษิณได้ง่ายๆ อีกแล้ว เพราะ หวงจุน ได้ก่อตั้ง
จักรวรรดิทายาททักษิณขึ้นบนทวีปแห่งนี้ ทั้งยังได้วาง
ค่ายกลอาณาเขตเอาไว้อีกด้วย
แน่นอนว่าค่ายกลอาณาเขตมีความกว้างขวางเทียบเท่า
พื้นที่ทั้งหมด มันจึงจำเป็นต้องใช้เวลาและความ
พยายามอย่างมาก
เขายังคงกระโดดไปอย่างต่อเนื่องไปด้วยความเร็วขีดสุด
หลังจากผ่านไปหลายวันในที่สุด อู่ อวี้ ก็ได้มาถึงอาณา
เขตมหาสมุทรแล้ว เขาออกจากทวีปปีศาจทายาท
ทักษิณและหลบลงไปซ่อนตัวอยู่ที่ก้นมหาสมุทร รอคอย
หนานซาน หวางเยว่ ซึ่งค่อนข้างเชื่องช้ากว่าเขาอยู่ไม่
น้อย
ตัว หนานซาน หวางเยว่ มีความสามารถในการหายตัว
ดังนั้นถึงแม้ว่าเขาจะออกเดินตามท้องถนน ก็ยังถือว่า
ปลอดภัย
หลังจากที่มาอยู่ในก้นมหาสมุทร อู่ อวี้ จึงหันไปถาม เย่
ซีซี “บททดสอบบันได 5 ขั้น เจ้าไปได้ถึงขั้นไหน แล้ว
เกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง?”
“บททดสอบบันได 5 ขั้น? ข้าไม่รู้ ข้าขึ้นไปที่บันไดขั้น
แรกพร้อมกับพวกท่าน แต่ทว่าเพียงแค่ชั่วเสี้ยววิ พวก
ท่านกลับหายตัวไปแล้ว จากนั้นเหมือนว่าข้าจะได้
กลับไปที่พิภพอเวจี มองเห็นเรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้น
มากมาย มองเห็นผู้คนที่ต่อต้านท่านพ่อท่านแม่ของข้า
ข้ารู้สึกโกรธมาก ข้ากระทำหลายอย่างในความฝัน ข้า
สังหารผู้คนไม่จบไม่สิ้น รู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองได้
เปลี่ยนร่างกลายเป็นมารร้าย จากนั้นข้าก็ออกมาโดยไม่
รู้ตัว…..”
ปรากฏว่านางไม่อาจจะผ่านบันไดขั้นที่ 2 ได้ อู่ อวี้
จดจำได้ว่าในตอนแรกตัวเองก็มีประสบการณ์เกี่ยวกับ
ความโกรธเกรี้ยวอยู่มากมาย แต่อย่างไรก็ตามในที่สุด
เขาก็สามารถอดทนต่อบททดสอบนี้ได้ สิ่งนี้มัน
เกี่ยวเนื่องกับหัวใจเต๋า ซึ่งในด้านนี้ อู่ อวี้ แข็งแกร่งกว่า
เย่ซีซี อยู่ไม่น้อย
“ท่านพี่อวี้ แล้วท่านล่ะ? ท่านเก็บเกี่ยวสิ่งใดมาได้บ้าง?”
เย่ซีซี ถามกลับด้วยความสงสัย
อู่ อวี้ พลันเอ่ยกระซิบ “ข้าเองก็ไม่แน่ใจเท่าไหร่ แต่ว่า
หากมันไม่ใช่ภาพลวงตา ข้าก็น่าจะได้รับ 1ในสมบัติทั้ง
2 ชิ้นมาชิ้นหนึ่ง ส่วนอีกชิ้นดูเหมือนว่าพี่หนานซานของ
เจ้าก็จะได้รับมันมาแล้ว”
“ว่าอะไรนะ!” เย่ซีซี กรีดร้องเสียงหลง นางมองที่ อู่ อวี้
ด้วยความตะลึงแล้วกล่าวขึ้นว่า “เป็นไปไม่ได้ ท่านอย่า
มาหลอกข้าเสียดีกว่า แม้กระทั่งพวกหวงจุนยังไม่
สามารถครอบครองมัน แล้วเขาจะนำมันมาได้อย่างไร
…..”
เพราะว่านางได้เห็นถึงความร้ายกาจของ หวงจุน มา
ก่อนแล้ว
อู่ อวี้ ยกยิ้มขึ้นจากนั้นพูดว่า “กล่าวตามตรงข้าก็ยังไม่
แน่ใจ แต่ที่ หนานซาน นำมันมาได้อาจเป็นเพราะเขา
เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาพลวงตา เขาเป็นผู้ที่ปีศาจบรรพ
กาลเนตรทองคำเลือก แม้แต่ข้าเองยังรู้สึกแปลกใจกับ
บททดสอบทั้งหมด ข้าไม่อาจจะอธิบายได้ว่าสมบัติชิ้น
นั้นมันถูกส่งมาอยู่เบื้องหน้าของข้าได้อย่างไร พวกข้า
กำลังอยู่ในบททดสอบบันได 5 ขั้น ได้พบเจอกับภาพ
ลวงตามากมาย แม้กระทั่งตอนนี้ข้าก็ยังไม่อาจจะแน่ใจ
ว่าสิ่งที่ข้าได้รับมามันคือความจริงหรือเปล่าเลย”
“พวกเราทุกคนออกมาจากที่นั่นได้แล้ว มันย่อมเป็น
เรื่องจริงอย่างแน่นอน!” เย่ซีซี กล่าวด้วยน้ำเสียงหนัก
แน่น
อู่ อวี้ ยกยิ้มขึ้น การที่นางมีความมั่นใจเช่นนี้เป็นเพราะ
นางยังไม่เคยผ่านไปถึงบันไดขั้นหลังๆ
“แล้วท่านได้รับสิ่งใดมา?” เย่ซีซี กลายเป็นอยากรู้อยาก
เห็นมากขึ้น
อู่ อวี้ ได้เล่าเรื่องที่เกี่ยวกับพิภพปีศาจบรรพกาลให้นาง
ฟัง หลังจากที่ฟังจนจบ เย่ซีซี กลายเป็นนิ่งอึ้ง นางแข็ง
ค้างอยู่ท่าเดิมเป็นเวลานาน พร้อมส่ายศีรษะเพื่อเรียก
สติแล้วกล่าวว่า “ไม่อยากจะเชื่อ ตอนแรกข้าคิดว่าพิภพ
อเวจีใหญ่โตมากอยู่แล้ว แต่เมื่อได้ออกมายังโลก
ภายนอกจึงรู้ว่าที่แห่งนี้กว้างใหญ่ไพศาลมากเพียงไหน
แล้วมันจะมีโลกอื่นอยู่ได้อย่างไร ยิ่งกว่านั้นเหล่าเทพ
เซียนบนสรวงสวรรค์ไฉนมีมากมายถึงขนาดนั้น”
อู่ อวี้ เคาะหัวนางเบาๆ กล่าวว่า “จริงหรือไม่ รอให้ข้า
กำราบ ‘ประตูพิภพปีศาจบรรพกาล’ ก่อน เจ้าก็จะรู้
เอง”
อันที่จริงเขาไม่อาจจะอดทนได้อีกต่อไป แต่ทว่าเขายัง
ต้องรอให้ หนานซาน หวางเยว่ กลับมาขึ้นนาวาล่อง
เซียนแล้วออกเดินทางไปก่อนค่อยว่ากันอีกที
“ตกลง ข้าจะรอดู” เย่ซีซี เอ่ย
นางเอียงคอมองไปยังทิศของทวีปปีศาจทายาททักษิณ
แล้วเอ่ยขึ้นว่า “ท่านพี่อวี้ พวกเราจะจากไปเช่นนี้จริงๆ
หรือ? เหมือนว่าพวกเรายังไม่ได้ช่วยพี่สาวหนานกงเลย
ไม่รู้ว่ายามที่นางอยู่กับ หวงจุน นางจะถูกรังแกหรือไม่?”
อู่ อวี้ ส่ายหน้าอย่างช่วยไม่ได้ “หากนางอยากจะออกไป
จากที่แห่งนี้ แน่นอนว่าข้าจะต้องพยายามช่วยนาง แต่
ทว่ายามนี้นางไม่ได้มีความคิดเช่นนั้น ยิ่งกว่านั้น หวงจุน
น่าจะเฝั้าดูนางไม่ห่าง ทำให้ข้าไม่อาจจะแทรกแซงเข้า
ไปช่วยเหลือได้”
ตัว หนานกง เยว่ ที่อยู่บนขั้นบันไดขั้นที่ 5 เป็นตัวปลอม
ดังนั้นจึงไม่จำเป็นจะต้องรู้สึกลำบากใจอะไร และหากว่า
นางได้กลายเป็นองค์หญิงหวงซีในสายตาของปีศาจ
ทั้งหลาย นางก็จะกลายเป็นตัวตนที่เปรียบดั่งความ
ภาคภูมิใจของสวรรค์ ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะมีสถานที่ใด
ไม่ยอมรับนาง และตัวนางจะกลายเป็นที่อิจฉาของ
ปีศาจทั้งหลาย
อู่ อวี้ คิดว่าตนไม่มีคุณสมบัติไปทำลายชีวิตของนาง
ในตอนนี้
นอกเสียจากว่านางจะต้องพบเจอกับความลำบากจน
ยากจะหาทางออก
“เอาเถอะ ไม่ว่ายังไงข้าไม่อาจจะเข้าใจมันได้” เย่ซีซี
หยุดเอ่ยถามทันที
“ไม่รู้ว่า หากพิภพปีศาจบรรพกาลมีอยู่จริง มันจะเกิด
อะไรขึ้นบ้าง?”
นี่คือคำถามที่นางสงสัย และแน่นอนว่า อู่ อวี้ สงสัยยิ่ง
กว่าเสียอีก
หลังจากผ่านไปอีกไม่กี่วัน ในที่สุด หนานซาน หวางเยว่
ก็มารวมตัวกับพวกเขา เขาหอบหายใจอย่างเหน็ด
เหนื่อย และเมื่อกลับมาแล้ว เขาได้รีบนำนาวาซ่อน
เซียนออกมาทันที จากนั้นก็เดินทางกลับไปยังดินแดน
โบราณเหยียนหวงอย่างเงียบๆ
หนานซาน หวางเยว่ พักหายใจอยู่สักครู่แล้วหันไปถาม
อู่ อวี้ ว่า” นี่หมายความว่า หวงจุนและพรรคพวกไม่ได้
รับสิ่งใดเลย ยิ่งกว่านั้นพวกมันไม่สงสัยพวกเราเรื่อง
สมบัติเลยหรือ?”
“น่าจะเป็นเช่นนั้น” อู่ อวี้ พยักหน้า
“ไอ้หยา เยี่ยมไปเลย น่าเหลือเชื่อยิ่งนัก ปั่านนี้พวกมัน
น่าจะอกแตกตายไปแล้ว ในสถานการณ์เช่นนี้ ข้าละ
อยากจะแต่งกลอนจริงๆ …….”
“เจ้าอย่าได้ทำตัวเจ้าบทเจ้ากลอนไปหน่อยเลย ไหนดูสิ
ว่าดวงเนตรสีเงินของเจ้าคืออะไร?” อู่ อวี้ กับ เย่ซีซี หัน
ไปให้ความสนใจกับดวงเนตรสีเงินของเขา
หนานซาน หวางเยว่ หัวเราะอย่างมีเลศนัย พร้อมกล่าว
ออกมาอย่างภาคภูมิใจว่า “วาสนาของข้าช่างอยู่เหนือ
ฟั้าดิน ของสิ่งนี้เคยเป็นสมบัติล้ำค่าของปีศาจบรรพกาล
เนตรทองคำ มันจะต้องเป็นสมบัติที่เทพปีศาจเคยใช้มา
ก่อนอย่างแน่นอน ข้าคาดว่าสิ่งของชิ้นนี้อาจจะเป็น
ศาสตราที่อยู่ในระดับเดียวกับที่เซียนอมตะใช้ มันมีชื่อ
เรียกว่า ‘เนตรปีศาจมายา’ !”
เนตรปีศาจมายา?
“มันมีความสามารถอะไร?” เมื่อเทียบกับประตูพิภพ
ปีศาจบรรพกาลของ อู่ อวี้ แล้ว เหมือนว่าเนตรปีศาจ
มายาจะเป็นศาสตราเต๋าวิถีแท้เช่นเดียวกัน แม้กระทั่ง
อาจจะเหนือกว่าศาสตราเต๋าวิถีแท้ทั่วๆ ไป อย่างน้อย
สมบัติชิ้นนี้ก็เป็นของที่เทพปีศาจเคยใช้ แต่ อู่ อวี้ รู้สึก
ว่าสมบัติชิ้นนี้น่าจะด้อยกว่าพลองทองสมปรารถนาอยู่
เล็กน้อย!
หากเป็นเช่นนี้ดูเหมือนว่า ‘เนตรปีศาจมายา’ ย่อมมี
คุณค่าและความสามารถมากกว่า ‘ประตูพิภพปีศาจ
บรรพกาล’ แต่ทว่าทำไมปีศาจบรรพกาลเนตรทองคำ
กลับให้ความสำคัญต่อประตูพิภพปีศาจบรรพกาล
มากกว่า?
หนานซาน หวางเยว่ หันไปอธิบายด้วยอาการตื่นเต้น
“ข้าก็ยังไม่รู้ว่ามันมีความสามารถอันใดกันแน่ รู้เพียงแค่
ว่าหากข้ากำราบมันลงได้ มันก็จะทำให้ความสามารถ
ของเคล็ดลวงตาเพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาล หากในภาย
ภาคหน้าข้าสามารถควบคุมมันได้อย่างเชี่ยวชาญ มัน
จะต้องน่าอัศจรรย์ยิ่งกว่านี้อีก บางทีมันอาจจะยอด
เยี่ยมไม่ด้อยไปกว่ามรดกของแม่ทัพเทียนเผิง ทว่าหนึ่ง
เป็นเทพเซียน ส่วนอีกหนึ่งเป็นเทพปีศาจ แม้ว่า
ความสามารถของพวกเขาทั้งคู่จะไม่เหมือนกันก็ตาม แต่
ก็ย่อมพลิกแพลงได้ไม่น้อย ใช่แล้ว อู่ อวี้ แล้วของเจ้าล่ะ
คือสิ่งใด?”
เนตรปีศาจมายาของเขาแตกต่างกับ สมบัติที่ อู่ อวี้ ได้
รับมาอย่างสิ้นเชิง เมื่อได้ยินว่ามันมีประโยชน์มาก
ยิ่งกว่านั้นยังเหมาะสมกับ หนานซาน หวางเยว่ ที่สุด
หากในอนาคต หนานซาน หวางเยว่ สามารถควบคุม
ฝีมืออันร้ายกาจของปีศาจบรรพกาลเนตรทองคำได้
เช่นนั้นเขาจะต้องเป็นผู้ที่น่าหวาดกลัวมากอย่างแท้จริง
ครู่ต่อมา อู่ อวี้ ก็ได้อธิบายเรื่องของ ‘ประตูพิภพปีศาจ
บรรพกาล’ อีกรอบหนึ่ง
“พิภพปีศาจบรรพกาล? ถิ่นกำเนิดของปีศาจบรรพกาล
เนตรทองคำอย่างนั้นรึ? เป็นโลกที่เต็มไปด้วยปีศาจ?
ช่างน่าสนใจยิ่ง สมบัติที่เจ้าได้รับมันจะต้องมีค่ามาก
อย่างแน่นอน เช่นนั้นสมควรอธิบายได้ว่าพิภพปีศาจ
บรรพกาลนี้จะต้องมีความลับอันยิ่งใหญ่ซุกซ่อนอยู่
สมบัติชิ้นนี้มีราคาไม่ด้อยไปกว่าเนตรปีศาจมายาเลยสัก
นิด” หนานซาน หวางเยว่ เอ่ยสรุป
“สำหรับพิภพปีศาจบรรพกาลจะเป็นยังไง พูดไปมันก็ไม่
มีความหมาย หากว่าเจ้าสามารถกำราบมันได้สำเร็จ เจ้า
ลองดูก็น่าจะรู้เอง กล่าวตามตรงข้ารู้สึกว่าด้วยความ
แข็งแกร่งของพวกเรา หากคิดอยากจะกำราบสุดยอด
สมบัติทั้ง 2 ชิ้นนี้จริงๆ คงยากที่จะเป็นไปได้ ทั้งๆ ที่ข้า
ไม่ผ่านบททดสอบแท้ๆ แต่กลับเป็นปีศาจบรรพกาล
เนตรทองคำที่มอบให้แก่ข้าเอง กล่าวตามตรงเลยนะ ข้า
ยังไม่ทันได้เห็นเลยว่าบททดสอบด่านที่ 3 คืออะไรด้วย
ซ้ำ อู่ อวี้ เจ้าล่ะเห็นมันหรือไม่?” หนานซาน หวางเยว่
ยังคงอยู่ในอาการตื่นเต้น ทั้งยังพูดออกมาเป็นชุดราวจน
ฟังแทบไม่ทัน
แน่นอนว่า อู่ อวี้ ก็ไม่รู้
แต่เขาพยักหน้ารับ
หนานซาน หวางเยว่ พยักหน้าตอบแล้วเอ่ย “นับว่า
เหนือความคาดหมาย อันที่จริงข้าคิดว่าพวกเราไม่
อาจจะแข่งขันกับ หวงจุนและคนอื่นๆ ได้อยู่แล้ว
อย่างไรก็ตามเมื่อข้าที่รู้จักเคล็ดอิทธิฤทธิ์ลวงตา ซึ่งข้า
สังเกตบางอย่างได้ ดังนั้นบททดสอบที่ข้าได้เจอจึงง่าย
กว่า หลังจากที่ออกมาจากบททดสอบบันได 5 ขั้นแล้ว
ทำให้สามารถเข้าไปที่ดวงเนตรทองคำนั้นได้ในทันที
ส่วนพวกหวงจุนนั้นคงต้องพบเจอกับบททดสอบจำนวน
มาก ข้าคาดว่านางน่าจะติดอยู่ที่ขั้น 3 จึงไม่สามารถเก็บ
เกี่ยวสิ่งใดได้ และเป็นเพราะปีศาจบรรพกาลเนตร
ทองคำไม่คิดที่จะมอบสมบัติให้นางแต่แรก สำหรับเจ้า
อู่ อวี้ เจ้าเป็นคนที่ไม่ปกติเป็นทุนเดิม จึงเป็นธรรมดาที่
ปีศาจบรรพกาลเนตรทองคำจะเลือกเจ้า”
ความจริง หนานซาน หวางเยว่ รู้สึกชื่นชม อู่ อวี้ อยู่ไม่
น้อย
และ อู่ อวี้ รู้สึกว่าที่เขาพูดมาก็มีเหตุผล
“น่าจะเป็นเช่นนี้ มิฉะนั้นอาศัยเพียงแค่ความสามารถ
ของพวกเราจะสามารถแย่งชิงสมบัติตัดหน้านางไปได้
อย่างไร” อู่ อวี้ ก้มหน้าครุ่นคิดกับตัวเอง
“พวกท่านช่างร้ายกาจจริงๆ มีข้าเพียงคนเดียวที่ไม่
สามารถเก็บเกี่ยวสิ่งใดมาได้เลย…..” เย่ซีซี แสดงท่าทาง
เศร้าสร้อย
“เจ้าเด็กน้อย อย่าได้กังวลไป พี่ชายคนนี้กำลังจะ
แข็งแกร่งขึ้น เอาไว้กลับไปที่นครเทวะข้าจะพาเจ้าไปกิน
ของอร่อย หากเจ้าคิดจะกิน ดื่ม เดินเล่น หรือทำอะไร
พี่ชายจะหามาให้เจ้าทั้งหมดเลย” หนานซาน หวางเยว่
ยิ้มขึ้นทำให้ตัวเขาดูอัปลักษณ์เป็นพิเศษ
แต่ทว่าในที่สุด เย่ซีซี ก็ยิ้มออกมาได้
ฉับพลันนางก็ปรากฏความสุขออกมา ความจริงสำหรับ
นางแล้ว นางรู้สึกว่าการที่ได้รับความสนใจจากขุนพล
เจวี่ยนเหลียน มันก็เป็นเหมือนกับฝันแล้ว
ครู่ต่อมา อู่ อวี้ ได้โพล่งถามออกไป “ในบันไดขั้นที่ 5
เจ้าพบสิ่งใด?”
หนานซาน หวางเยว่ หันไปมอง แล้วกล่าวว่า “ก็เจ้าไง
ตอนแรกข้ากับเจ้าสองพี่น้องหมายทำลายเนตรทองคำ
แล้วเข้าไปด้วยกัน กลับกลายเป็นว่าเกิดบางอย่าง
ผิดปกติขึ้น แม้ว่าข้าจะไม่อาจอธิบายได้ว่ามันผิดปกติ
อย่างไร แต่ข้าก็รู้ว่าเจ้าเป็นตัวปลอม จนจบที่ข้าได้ทำ
การต่อสู้กับเจ้าโดยไม่ได้เอ่ยวาจากันสักคำ พูดตามตรง
ข้าก็คิดว่าตัวข้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเจ้าอยู่แล้ว ข้าจึงได้ผลัก
เจ้าให้ตกลงไปที่บันไดอีกขั้น จากนั้นประตูจู่ๆ ก็เปิด
ออกเสียอย่างนั้น เกรงว่าหากข้าแยกแยะเจ้าไม่ออก คง
ถูกลอบโจมตีไปแล้วกระมั้ง?”
คำพูดของ หนานซาน หวางเยว่ ทำให้ อู่ อวี้ ยืนยันเรื่อง
บางเรื่องได้
หนานกง เหว่ย ที่อยู่บนบันไดขั้นที่ 5 เป็นตัวปลอม
ทว่าไม่รู้ทำไมเขาจึงรู้สึกผิดหวัง…
“ไอ้โหยววว ที่คอของเจ้าคืออะไร เจ้าสักเล่นหรือ!”
——————————–
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ