กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 999: เต่าทองปีกเหล็กเจ็ดดารา
สำหรับเขาที่ยังเยาว์แล้ว ถือเป็นเรื่องลึกลับยากจะ
คลี่คลายได้
อย่างไรก็ตาม เขายังตระหนักดีว่า
“ ประการแรกตั้งแต่ต้นยันจบ นางหาใช่ตัวจริงไม่ แต่
มันเป็นการโจมตีอภินิหารด้วย ‘เต๋า’ ของปีศาจบรรพ
กาลเนตรทองคำ ”
“ ประการที่สองข้าไม่ใช่นักบุญ มิใช่ขยะไร้ค่า ข้ากับนาง
ไม่มีทางลงเอยหรือบรรจบกันได้ด้วยเหตุผลหลาย
ประการ แต่ที่แน่ ๆ ไม่ใช่เพราะข้าดูถูกนางหรือคิดว่า
นางไม่คู่ควร ”
“ ประการที่สาม การที่เรารักนางเพราะทุกอย่างที่นาง
เป็น แต่นางไม่อาจแยกแยะสิ่งเหล่านี้ได้”
เขาเชื่อว่าการที่คนสองคนจะกลายมาเป็นสหายเต๋าเคียง
คู่กันได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับ
โชคชะตาวาสนาแลปัจจัยต่าง ๆ นอกจากนี้คนทั้งสอง
ต้องมีแนวคิดแลจิตใจที่ตรงกัน
ถึงแม้ตอนนี้ตัวเขายังไม่มั่นคงเพียงพอ แต่ลั่วผินก็จะเต็ม
ใจที่จะร่วมทางไปกับเขาอย่างแน่นอน แต่ถ้าเจอหน้ากัน
ในยามนี้ซึ่งพลังความสามารถของ อู่ อวี้ ยังอยู่ในระดับ
น้อยนิด ส่วนนางนั้นช่างสูงส่งเหลือเกิน ไม่รู้ว่าหากได้
พบกันอีกนางจะจำเขาได้หรือไม่…
แน่นอนว่านี้เป็นเพียงแค่การมองโลกในแง่ร้าย ซึ่งถ้าเจอ
ตัวกันจริง ๆ แล้ว แต่นางกลับทำเป็นจำเขาไม่ได้ อู่ อวี้
ก็รู้สึกว่าคงไม่จำเป็นต้องไล่ตามนางต่อไป
ดังนั้นการรวมตัวกันของราชทูตและตัวแทนแต่ละ
อาณาจักรทวีป เขายังคงหวังว่าจะได้พบ หนานกง เหว่ย
และ ลั่วผิน อีกทั้งยังเป็นสาเหตุที่ทำให้เขารู้สึกประหม่า
และกังวลใจเล็กน้อย
ตอนนี้นครเทวะอยู่ห่างจากเขาไม่ไกลนัก ดังนั้นจึง
พิจารณาได้ว่าพวกเขาปลอดภัยแล้ว
“ ก่อนจะกลับไปเล่นละครบทใหญ่ในนครเทวะ ข้า
จะต้องเพิ่มความแข็งแรงให้กับตัวเอง เตรียมตัวรับการ
ทดสอบทุกรูปแบบ ”
เมื่อคิดดังนั้น อู่ อวี้ ก็รู้ว่าตัวเองควรใช้เวลาให้เป็น
ประโยชน์มากที่สุด ด้วยการควรทำอะไรสักอย่าง
” เข้าไปท้าทายหุ่นเชิดในเจดีย์ล่องกำเนิด ”
ปัจจุบันถึงแม้ร่างต้นของเขาอยู่ในระดับก่อร่างกำเนิดจิต
เทวะ ขั้นที่ 6 แต่ความแข็งแกร่งของเขาเทียบเท่ากับ
ระดับค้นหาเต๋าขั้นที่ 4 แต่ถ้าให้เขาก็เผชิญหน้ากับผู้ที่มี
พื้นฐานฝึกตนอยู่ในระดับนี้เพียงลำพัง ก็คงจะยากที่จะ
รับมืออยู่บ้าง เสมือนดั่งตอนที่ถูก เสวี้ย ตู๋เค่อ ลอบ
สังหาร
ถึงอย่างนั้น อู่ อวี้ คงต้องขอบคุณ เสวี้ย ตู๋เค่อ อยู่ไม่
น้อย เพราะร่างกลืนสวรรค์ได้กลืนกินตัวมันกับพรรค
พวก เลยทำให้ความแข็งแกร่งกระเตื้องขึ้นมามาก
ทีเดียว หากต่อสู้กันแบบตัวต่อตัวคงยากที่จะจัดการ
เสวี้ย ตู๋เค่อ แต่เป็นเพราะพวกเขาร่วมมือผสาน จึงทำให้
เกิดความเป็นไปได้อย่างไรสิ้นสุด
หลังออกจากนครจักรพรรดิทักษิณ พวกเขาทั้งสามก็ได้
พูดคุยปรึกษาหารือกันอยู่พักหนึ่งแล้ว เพื่อไม่ให้เป็นการ
เสียเวลาเกินไป อู่ อวี้ ก็ตระเตรียมเข้าสู่เจดีย์ล่องกำเนิด
ภายในเจดีย์ล่องกำเนิดร่างกลืนสวรรค์เตรียมพร้อม
ประหัตประหารรอคอยอยู่ก่อนแล้ว ส่วน อู่ อวี้ ร่างต้นก็
แสดงพลังฝีมือการต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดออกไป โดยใช้
เทียมฟ้าจรดดินและร่างจำแลงเซียนวานร
การใช้เทียมฟ้าจรดดินในครานี้ สามารถขยายร่างกาย
ใหญ่โตมากกว่าร่างจริงถึงสี่เท่า เท่ากับว่าความสูงใน
ปัจจุบันของเขาราว ๆ สามจั้งเห็นจะได้ ซึ่งความสูง
ระดับนี้เทียบเท่าได้กับตึกสามชั้นเลยทีเดียว
ในยามนี้ร่างกลืนสวรรค์ยืนอยู่ด้านหน้า มีความสูงระดับ
แค่น่องของร่างต้นเท่านั้น
ครานี้ อู่ อวี้ ต้องการท้าทายหุ่นเชิดอีกครั้ง หลังจาก
ก่อนหน้านี้เขาท้าทายจอมเกาทัณฑ์วิญญาณสำเร็จ เมื่อ
พลังฝีมือของเขายกระดับขึ้นเป็นระดับก่อร่างกำเนิดจิต
เทวะขั้นที่ 6 ลำดับของมันจะถูกร่นลดลงมาเป็นตัวที่ 8
เขาจึงต้องการจะมาท้าทายหุ่นเชิดตัวใหม่ ซึ่งเขาไม่รู้ว่า
หุ่นเชิดตัวนี้จะมีรูปลักษณ์หรือความร้ายกาจอย่างไรกัน
แน่ ?
หุ่นเชิดตัวก่อน ๆ ไม่ว่าจะเป็น จอมกระบี่วิญญาณ ,
จอมทวนวิญญาณ ,จอมเกาทัณฑ์วิญญาณ ล้วนมี
รูปลักษณ์เสมือนมนุษย์ตัวเป็น ๆ โดยเฉพาะจอม
เกาทัณฑ์วิญญาณ ความสามารถของหุ่นเชิดตัวนี้ช่วย
เขาได้มากเมื่ออยู่ในสถานการณ์ต่อสู้
ทุกครั้งที่เริ่มท้าทาย อู่ อวี้ จะรู้สึกตื่นเต้น และอยากรู้
ทุกครั้งว่าหุ่นเชิดตัวใหม่มีรูปลักษณ์ความสามารถเช่นใด
ยิ่งเขาแข็งแกร่งก็ยิ่งไม่กังวล แต่ยิ่งทำให้เขามีความสุข
มากขึ้น เพราะมันจะหมายความว่าเขาสามารถต่อสู้พิชิต
ชัยหุ่นเชิดที่มีความแข็งแกร่งมากขึ้นตามลำดับไปด้วย
บัดนี้วงเวททั้งเก้าปรากฏขึ้นอีกครั้ง วงเวทวงที่เก้าค่อย
ๆ ปรากฏขึ้น แต่สิ่งที่ทำให้ อู่ อวี้ ประหลาดใจก็คือเขา
กลับไม่เห็นว่าในวงเวทนี้มีหุ่นเชิดอยู่เลย ดูเหมือนวงเวท
สีขาวจะว่างเปล่าอย่างสมบูรณ์!
อู่ อวี้ รู้สึกผิดหวังมาก
” จะบอกว่าหุ่นเชิดภายในเจดีย์ล่องกำเนิด จอม
เกาทัณฑ์วิญญาณเป็นหุ่นเชิดที่แข็งแกร่งมากที่สุดแล้ว
งั้นหรือ? ”
แต่มันก็ยังดูคลุมเครือน่าสงสัย เพราะตอนนี้วงเวทที่
จอมเกาทัณฑ์วิญญาณเคยอยู่ ได้ลดย่นลงมาอยู่ใน
ตำแหน่งของวงที่ 8 ซึ่งมันเคยเป็นวงเวทที่ อู่ อวี้ ได้ท้า
ทายมาก่อนหน้านี้
แต่วงเวทสีขาวลำดับที่ 9 เวลานี้มันว่างเปล่าไม่สามารถ
มองเห็นอะไรอยู่เลย
” หากเป็นเช่นนี้ความได้เปรียบที่ข้าเคยมีคงจะลดลง
เพราะเราคงไม่สามารถพึ่งพาหุ่นเชิดในเจดีย์ล่องกำเนิด
ได้อีกต่อไป ”
นับตั้งแต่ที่ได้มันมาจากเส้นทางเซียนบรรพกาล หุ่นเชิด
ภายในเจดีย์ล่องกำเนิดมีประโยชน์อย่างมาก ทำให้เขา
ได้เปรียบต่อคู่ต่อสู้ ซึ่งมันเทียบเท่าได้กับร่างกลืนสวรรค์
เลยทีเดียว
ทว่าวันนี้ดูเหมือนว่า หลังจากท้าทายกับ จอมเกาทัณฑ์
วิญญาณ จะไม่มีหุ่นเชิดตัวไหนเหนือกว่ามันอีก
อู่ อวี้ รู้สึกหดหู่อยู่ไม่น้อย และเตรียมพร้อมจะจากไป
” ไยไม่ลองใช้เนตรเพลิงมองดูเล่า? ในเมื่อมิได้เร่งรีบ
อะไร ลองดูซะหน่อยก็คงจะไม่เป็นไรกระมัง ? บางที
อาจจะมีบางอย่างที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเนื้ออยู่ก็
ได้ เจ้าอยู่กับ หนานซาน หวางเยว่ แท้ ๆ แต่ไม่คิดระวัง
เผื่อเหลือเผื่อขาดเรื่องภาพมายาบ้างเลยหรือไร? ” ขณะ
อู่ อวี้ กำลังจะจากไป หมิงซวงก็ถอนหายใจแล้วเอ่ยขึ้น
สิ่งนี้ทำให้เขาตาสว่างขึ้นมาในทันที
” จริงสิ! ลองดูซะหน่อยก็ไม่เสียหาย ”
ดังนั้นเขาจึงเดินเข้าไปยังตำแหน่งของวงเวทสีขาว
หลังจากนั้นก็ใช้เนตรเพลิงเหลือบ ๆ มองอย่างไม่ได้
คาดหวังนักว่าจะพบเจออะไร
” มันไม่ได้ล่องหน! แต่ขนาดของมันเล็กจิ๋วหลิวมาก
เกินไปต่างหาก เล็กขนาดที่เรามองไม่เห็น ” เมื่อเขาใช้
เนตรเพลิงเพ่งมองอย่างพินิจ ก็สามารถแลเห็นได้อย่าง
เลือนรางว่า ภายในวงเวทสีขาว มีบางสิ่งบางอย่างอยู่
แต่มันมีขนาดเล็กเท่ากับเล็บมือเท่านั้น เจ้าสิ่งนั้นน่าจะ
เป็นหุ่นเชิดที่อยู่ภายในวงเวทสีขาว ถึงแม้จะยังไม่เห็นว่า
มันคือสิ่งใด แต่ต้องไม่ผิดอย่างแน่นอน
อู่ อวี้ ผ่อนคลายลง
” ข้าเป็นคนพูดเองว่า เจดีย์ล่องกำเนิด สามารถ
เปลี่ยนแปลงเวลาได้มากกว่านี้ แล้วหุ่นเชิดจะหายไปได้
อย่างไร ”
เขาเลือกจะท้าทายหุ่นเชิดในวงเวทสีขาว ช่วงเวลา
นั้นเองหุ่นเชิดวงเวทอื่น ๆ ก็หายไป ต่อมาวงเวทสีขาวก็
ส่องประกายเจิดจ้าถึงขีดสุด แล้วก็แตกกระจายออกไป
ในทันที หลังจากนั้นหุ่นเชิดที่ อู่ อวี้ ต้องการท้าทาย
ปรากฏกายออกมาให้เห็น
หุ่นเชิดตนนี้มีขนาดเท่าเล็บมือ ทั่วทั้งร่างเป็นเหมือน
แมลงเหล็กกล้าตัวสีดำสนิท ดูแล้วค่อนข้างคล้ายคลึงกับ
เต่าทอง สิ่งส่วนที่โดดเด่นสะดุดตามากที่สุดก็คือ บน
กระดองเล็ก ๆ ด้านหลัง มีรูปร่างของดาว 7 ดวงอยู่
ดวงดาราส่องประกายแวววาว บางครั้งก็มืดสลัว ด้วยสิ่ง
นี้ทำให้มองเห็นหุ่นเชิดเต่าทองได้ยากยิ่ง แต่ช่วงที่มัน
ส่องประกายแสงแวววาว เมื่อลองเพ่งพินิจดูแล้ว อู่ อวี้
ก็รู้สึกอย่างชัดเจน ท่ามกลางหมู่ดาราทั้งเจ็ด มีวงเวทถูก
วาดประทับไว้มากมาย
มันไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นเต่าทองตัวเล็ก ๆ อู่ อวี้ กล่าวได้
เพียงว่า หุ่นเชิดตนนี้ยากจะตรวจพบได้ ถึงแม้จะตัวเล็ก
แต่ก็มีวงเวทอำพรางคล้ายคลึงกับจอมเกาทัณฑ์วิญญาณ
หากเก็บซ่อนไว้ในอาภรณ์ คาดว่าคงไม่มีผู้ใดสามารถแล
เห็น
“ หุ่นเชิดตนนี้ ไม่จำเป็นต้องเก็บกลับไปในเจดีย์ล่อง
กำเนิด ในอนาคตข้าสามารถปล่อยมันอยู่ด้านนอกได้
อย่างอิสระ ” อู่ อวี้ รู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมาก จากนั้น
เขาก็รู้แล้วว่า ถึงเวลาที่จะเห็นพลังอำนาจที่แท้จริงของ
หุ่นเชิดตนนี้แล้ว
เอี๊ยดอ๊าดเอี๊ยดอ๊าด!
เมื่อ อู่ อวี้ เตรียมพร้อม ร่างกายของเขาก็บังเกิดการ
สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง พร้อมกับเสียงเอี๊ยดอ๊าดแหลม
เล็ก ที่ดังขึ้นอย่างชัดเจนยิ่ง ขณะนั้นเอง อู่ อวี้ ก็แลเห็น
ความผิดปกติบนตัวเต่าทอง ภายใต้การควบคุมของวง
เวท ร่างกายของมันกำลังบังเกิดการเปลี่ยนแปลงทาง
กลไก ตัวขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับว่ามันปรากฏ
ขึ้นมาจากอากาศธาตุ นี่แสดงให้เห็นว่าวงเวทอักขระ
ของมันอยู่ในระดับสูงยิ่ง ซึ่งในเวลานี้มันกำลังแสดง
ร่างกายที่ปิดซ่อนเอาไว้
ภายใต้ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง ทันใดนั้นเต่าทอง
ที่มีขนาดเท่าเล็บมือ ก็กลายเป็นปีศาจเหล็กกล้าขนาด
ใหญ่ในชั่วพริบตา ยามนี้ อู่ อวี้ ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าของมัน
กลายเป็นผู้ที่มีขนาดเล็กมากแทน หลังจากหุ่นเชิด
แปรเปลี่ยนร่างกายจนขยายใหญ่ขึ้น เขาก็สามารถแล
เห็นรูปแบบโครงสร้างอักขระวงเวทจำนวนนับไม่ถ้วน
บนร่างกายเหล็กกล้าสีดำทมิฬของมันได้อย่างชัดเจน ใน
เวลานี้ดารา 7 ดวงบนกระดองมัน ส่องประกายแสงแวว
วาวอย่างน่าเหลือเชื่อ เสมือนดั่งดารา 7 ดวงที่ส่อง
ประกายเจิดจ้าปกคลุมไปทั่วทั้งเจดีย์ล่องกำเนิดอย่าง
สมบูรณ์ บดบังวิสัยทัศน์การมองเห็นของ อู่ อวี้ อย่าง
รุนแรง
บัดนี้มันเปลี่ยนแปลงจากแมลงตัวเล็กขนาดเท่าเล็บมือ
กลายเป็นเครื่องจักรสังหารกระหายโลหิตในชั่วพริบตา
ภาพที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นเขาแหลมคม
บนหัวของมัน หรือแท่งเหล็กแหลมคมจำนวนนับไม่ถ้วน
บนขายาว แม้กระทั่งเปลือกกระดองของมันที่ปกคลุม
อยู่ทั่วทั้งร่าง ราวกับว่ามันถือกำเนิดมาเพื่อสังหาร ดวง
เนตรทั้งสองของมันเป็นสีแดงฉาน ภายในนั้น
ประกอบด้วยดวงตาขนาดเล็กจำนวนนับไม่ถ้วน ดูแล้ว
ช่างน่าเกลียดน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง รวมกับแสงดาราที่
ส่องประกายอยู่เบื้องหลัง ยิ่งทำให้มันดูศักดิ์สิทธิ์มาก
ยิ่งขึ้น
” เต่าทองปีกเหล็กเจ็ดดารา ”
แม้มันจะเป็นหุ่นเชิด แต่ก็เป็นหุ่นเชิดชั้นยอด แน่นอนว่า
มันย่อมมีชื่อเป็นของตนเอง
ดูเหมือนหุ่นเชิดตนนี้จะเหนือยิ่งกว่าจอมเกาทัณฑ์
วิญญาณ เมื่อเห็นพลังของมัน อู่ อวี้ ก็ตื่นเต้นมากขึ้น
เท่านั้น แน่นอน อู่ อวี้ ทราบว่าการเอาชนะแมลงปีก
แข็งตนนี้ ย่อมยากลำบากเป็นอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตามระหว่างที่ อู่ อวี้ กำลังตื่นเต้นอยู่นั้น แมลง
ตัวนี้ก็ลงมือทันที สามารถแลเห็นได้ว่าวัสดุที่ใช้สร้างมัน
เทียบเคียงได้กับศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณเลย
ทีเดียว อย่างไรก็ตามร่างกายของมันย่อมแข็งแกร่ง
ทนทานเสียยิ่งกว่าศาสตราวิถีแท้สุดยอดวิญญาณ
ภายใต้การสนับสนุนจากวงเวทจำนวนมาก เห็นได้ชัดว่า
เต่าทองปีกเหล็กเจ็ดดาราตนนี้เชี่ยวชาญในการต่อสู้
ระยะประชิดเป็นอย่างยิ่ง
ด้านหลังคือปีกเกราะเหล็กกล้า ส่วนด้านบนหัวคือเขา
เหล็กกล้าแหลมคม นอกจากนี้ยังมีขายาวอีกจำนวนมาก
ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นอาวุธระยะประชิดของมัน แต่สิ่ง
สำคัญก็คือ ถึงแม้ว่าอาวุธเหล่านี้จะถูก อู่ อวี้ ทำลาย แต่
มันก็สามารถเติบโตขึ้นมาใหม่ได้เรื่อย ๆ !
อู่ อวี้ กระตือรือร้นเล็กน้อย เขาต้องการเก็บเครื่องจักร
สังหารนี้ไว้ในกระเป๋า
เมื่อการต่อสู้อุบัติขึ้น เต่าทองปีกเหล็กเจ็ดดาราก็หาได้
เมตตาเขาแม้แต่น้อย ด้วยความสามารถในการต่อสู้
ระยะประชิดอันน่าสะพรึงกลัว ทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกว่า
รับมือกับมันได้ยากยิ่ง ซึ่งร่างต้นของเขาเป็นกำลังหลัก
ในการเผชิญหน้ากับมัน พลองฟ้าเพลิงผลาญถูกเหวี่ยง
อัดกระแทกเขาใส่ปีกเหล็กกล้าของมันอย่างรุนแรง
บังเกิดเสียงดังตูมตูมตูมขึ้นอย่างต่อเนื่อง!
ในชั่วพริบตานี้ อู่ อวี้ ไม่ทราบเลยว่ามันมีไพ่ตายซ่อนอยู่
มากมายเท่าใด อีกฝ่ายไม่เพียงไม่เพียงแต่มีเปลือกแข็ง
ประดุจเหล็กกล้า แต่มันยังมีพลังความแข็งแกร่งอันน่า
สะพรึงกลัว อู่ อวี้ เผชิญหน้ากับมันหลายครั้ง แต่เขาก็
รู้สึกว่าตนเองกำลังตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ กล่าวตามตรง
เขาไม่เคยเผชิญหน้ากับฝ่ายตรงข้าม ที่มีความสามารถ
ในการต่อสู้ระยะประชิดแข็งแกร่งกว่าเขามาก่อน
อย่างไรก็ตามไม่ต้องสงสัยเลยว่าเต่าทองปีกเหล็กเจ็ด
ดาราคือศัตรูดังกล่าว
นอกจากนี้ด้วยพลังความสามารถของร่างกลืนสวรรค์ก็
ถูกลดทอนไม้น้อย เนื่องจากหุ่นเชิดเต่าทองตัวเล็กนี้ไม่
สามารถกลืนกินได้
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ ยังไม่รู้สึกท้อแท้ เนื่องจากว่าตอนนี้
เขายังมิได้แสดงความแข็งแกร่งที่แท้จริง บัดนี้เขา
ร่วมมือกับร่างกลืนสวรรค์ อย่างน้อย ๆ ไอเย็นจาก
พิมานจักรพรรดิเป่ยหมิงก็ตรึงเต่าทองปีกเหล็กเจ็ดดารา
ให้ช้าลงได้พอสมควร พอเริ่มช้าลงแล้ว อู่ อวี้ ก็เข้าโจมตี
มันทันที เมื่อการต่อสู้มาถึงจุดนี้ อู่ อวี้ ก็งัดกลยุทธ์วิชา
ทั้งหมดออกมาโจมตี รวมถึงวงเวทโจมตีของพลองฟ้า
เพลิงผลาญ นอกจากนี้ยังมีพลังอิทธิฤทธิ์และเคล็ดวิชา
เต๋าต่าง ๆ ทั้งหมดถูกประเคนเข้าใส่เต่าทองปีกเหล็กเจ็ด
ดารา แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาก็คือไม่ว่าเขาจะสาดประเคน
สารพัดการโจมตี เต่าทองปีกเหล็กเจ็ดดาราก็สามารถ
ฟื้นตัวขึ้นมาใหม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้นดูเหมือนว่าเต่าทองปีกเหล็กเจ็ดดารา จะไม่
ค่อยมีความสามารถในการโจมตีเท่าใดนัก จากที่เห็นดู
เหมือนวงเวทโจมตีหลักของมันจะมีอยู่ 2 ชนิด อย่าง
แรกก็คือ ‘ เวทปีกเหล็กไร้ลักษณ์สังหาร ‘ เมื่อวงเวท
ทำงานปีกเหล็กทั้งสองก็แตกออก เสมือนดังใบมีดขนาด
ใหญ่ จะกลายเป็นล่องหนไม่อาจแลเห็นรูปลักษณ์ของ
มันได้ จากนั้นเป็นเหล็กกล้าก็จะบินหมุนวนสังหารไปทั่ว
ทั้งสี่ทิศ ปีกเหล็กไร้ลักษณ์สังหารนี้ดูราวกับว่ามีหุ่นเชิด
ตนอื่นเพิ่มขึ้นอีกสองตน ปีกของมันเกือบจะแยกร่างของ
อู่ อวี้ ออกเป็นสองท่อน!
อย่างที่สองคือ ‘พิภพอำไพเจ็ดดารา’ มันคือพลังที่ได้มา
จากดาราทั้ง 7 ดวงที่อยู่บนหลังของมัน เมื่อพิภพอำพัน
เจ็ดดาราถูกปลดปล่อยออกมา บนพื้นฟ้าจะปรากฏ
ดาราเจ็ดดวงขึ้น จากนั้นดาราบนท้องนภาก็ดูราวกับว่า
กำลังเชื่อมต่อกับเจ็ดดาราที่อยู่บนแผ่นหลังของเต่าทอง
ชั่วพริบตาต่อมาดาราทั้งเจ็ด ก็ปลดปล่อยลำแสงดารา
อันไร้สิ้นสุดแพร่กระจายออกไปทั่วทุกแห่งหน แสง
จันทร์เจิดจ้านี้มันคล้ายกับเนตรเพลิงของ อู่ อวี้ เมื่อเห็น
ท่าไม่ค่อยดี เขาก็รีบหลบนี้กระโดดออกจากเจดีย์ล่อง
กำเนิดอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม เขารู้สึกว่าตัวเองยังไม่อาจคว่ำมันลงได้
ตอนนี้ ดังนั้นเขายังคงเดินหน้าท้าทายต่อไปอย่างไม่ย่อ
ท้อ ตราบใดที่ยังมีหวัง ต่อให้มันเป็นเพียงแค่เล็กน้อย
เขาก็จะไม่ยอมแพ้ให้กับเครื่องจักรสังหารทรงพลังตัวนี้
เด็ดขาด!
หากลองนึกภาพว่าเต่าทองปีกเหล็กเจ็ดดาราตัวนี้ หลบ
ซ่อนตัวอยู่ในอาภรณ์ของเขา แล้วอยู่ ๆ รูปร่างของมันก็
เปลี่ยนไปพร้อมกับระเบิดการโจมตีสังหารอันน่า
สะพรึงกลัวอย่างฉับพลัน คาดว่ามันจะเป็นเรื่องเลวร้าย
สำหรับฝ่ายตรงข้ามน่าดู
——————————–
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ