กล่องจักรวาล (Universe Storage Box) - บทที่ 189 ส่งต่อ
บทที่ 189 ส่งต่อ
หลังจากที่ก้าวเท้าออกมาจากห้องทดลองแล้ว ศาสตราจารย์นีลก็รีบเร่งฝีเท้าขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีใครสังเกตเห็น
สุดท้ายเขาถึงขั้นเปลี่ยนเป็นออกวิ่งด้วยความลนลาน เพราะเขาไม่อาจรู้ได้เลยว่าตอนนี้ศาสตราจารย์ฉีมู่จะรู้ตัวแล้วหรือยัง หากฝ่ายนั้นรู้เรื่องเข้า ย่อมต้องมีคนออกไล่ล่าตามจับตัวเขามาลงโทษอย่างแน่นอน
โชคดีที่เมื่อศาสตราจารย์นีลวิ่งไปถึงรถและขับบดบังทัศนียภาพทะยานออกไปจากสถานที่แห่งนี้ได้สำเร็จ ก็ไม่มีร่องรอยของรถคันใดไล่กวดตามมา ในขณะที่เขากำลังควบคุมพวงมาลัยอยู่นั้น มือหนาก็เอื้อมไปหยิบหนังสือบันทึกเล่มเล็กออกวางไว้ที่เบาะด้านหลังอย่างทะนุถนอม พร้อมกันนั้นเขายังรีบโทรศัพท์แจ้งข่าวดีให้แก่ผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังได้รับทราบทันที
.
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ศาสตราจารย์ฉีมู่ได้เสร็จสิ้นการหารือและเดินกลับเข้ามาในห้องวิจัยของตน
ทว่าเมื่อก้าวพ้นประตูเขากลับไม่พบแม้แต่เงาของศาสตราจารย์นีลแล้ว เขาตกตะลึงไปครู่หนึ่ง แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะถึงแม้จะไม่มีศาสตราจารย์นีลอยู่ช่วยงานและทำให้ความเร็วในการทดลองลดลงไปบ้าง ทว่าการได้ทำงานคนเดียวเงียบ ๆ โดยไม่มีใครมาคอยป้วนเปี้ยนกลับทำให้เขารู้สึกสบายใจและมีสมาธิมากกว่า
อย่างไรก็ตาม ในไม่ช้าเขาก็เริ่มจับสังเกตถึงความผิดปกติบางอย่างได้… บนโต๊ะทดลองของเขามีร่องรอยของการรื้อค้นกระจายอยู่!
“ก่อนที่ฉันจะปลีกตัวไป ฉันก็เตือนศาสตราจารย์นีลคนนี้เป็นมั่นเหมาะแล้วนี่นาว่าอย่ามาแตะต้องสิ่งของของฉัน ตัวเขาเองก็คร่ำหวอดทำการทดลองมาตั้งหลายปี มีหรือจะไม่รู้มารยาทข้อนี้?”
ศาสตราจารย์ฉีมู่บ่นอุบด้วยความไม่พอใจอย่างรุนแรง ความประทับใจที่มีต่อศาสตราจารย์นีลยิ่งดิ่งฮวบย่ำแย่ลงกว่าเดิม
เขากระแทกลมหายใจเตรียมจะเก็บข้าวของที่กระจัดกระจายด้วยตัวเอง ทว่าในจังหวะที่ลงมือจัดระเบียบอยู่นั้น หัวใจของเขาก็พลันกระตุกวูบ… เมื่อพบว่าหนังสือบันทึกเล่มเล็กที่เขาเก็บซ่อนไว้ในลิ้นชักก่อนหน้านี้ ซึ่งภายในบรรจุพิมพ์เขียวระบบอุปกรณ์บำบัดน้ำเสียตัวใหม่ล่าสุดได้อันตรธานหายไปแล้ว!
ในตอนแรก ศาสตราจารย์ฉีมู่พยายามปลอบใจตัวเองว่าเขาอาจจะหลงลืมทิ้งมันไว้ที่ไหนสักแห่ง แต่หลังจากที่พลิกแผ่นดินค้นหาอยู่สักพักใหญ่ก็ยังไร้วี่แวว
เมื่อตระหนักได้แน่ชัดแล้วว่าสถานการณ์เข้าขั้นวิกฤต เขาจึงรีบพุ่งตัวออกจากห้องวิจัยตรงดิ่งไปยังห้องส่วนตัวของนีลทันที ทว่าหลังจากรัวเคาะประตูอยู่นานสองนานกลับไม่มีเสียงตอบรับใด ๆ กลับมา มีเพียงความเงียบงันที่ราวกับจะตอกย้ำการคาดเดาอันโหดร้าย
“ศาสตราจารย์ เกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอครับ? กำลังมองหาศาสตราจารย์นีลอยู่หรือเปล่า?” เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งที่เดินผ่านมาเอ่ยทักเมื่อเห็นท่าทางกระวนกระวาย “มีเรื่องด่วนอะไรไหมครับ?”
“ฉันมีเรื่องสําคัญมากจะถามเขา!” ศาสตราจารย์ฉีมู่ยังคงระดมทุบประตูไม่หยุด สีหน้าของเขาบิดเบี้ยวซีดเผือดลงเรื่อย ๆ
“ศาสตราจารย์ หยุดเคาะเถอะครับ ศาสตราจารย์นีลไม่ได้อยู่ข้างในหรอก ฉันเห็นเขาเดินออกไปข้างนอกก่อนหน้านี้แล้ว” ในเวลานี้นักวิจัยคนที่เคยเอ่ยทักทายนีลที่ประตูได้เดินเข้ามาสมทบและกล่าวเตือน
“เขาออกไปข้างนอกเหรอ?! ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?!”
ศาสตราจารย์ฉีมู่ชะงักค้างไปทันที ใบหน้าของเขาถอดสีกลายเป็นขาวซีดไร้เลือด เพราะดูเหมือนว่าข้อสันนิษฐานที่ร้ายแรงที่สุดในใจจะกลายเป็นความจริงเสียแล้ว
“ประมาณครึ่งชั่วโมงที่แล้วได้ครับ ฉันเห็นเขาเดินรีบร้อนเหมือนมีเรื่องคอขาดบาดตาย และสีหน้าท่าทางของเขาก็ดูมีพิรุธลนลานแปลก ๆ” ชายคนเดิมรายงาน
“แม่งเอ้ย! ไอ้สารเลวนีล!” ศาสตราจารย์ฉีมู่สบถลั่นออกมาอย่างเหลืออด
“เกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นเหรอครับศาสตราจารย์?” คนอื่น ๆ ที่เริ่มทยอยมามุงดูต่างก็รับรู้ได้ทันทีว่าเกิดเหตุวินาศสันตะโรขึ้นในศูนย์วิจัยเสียแล้ว
“ข้อมูลบันทึกเกี่ยวกับอุปกรณ์บำบัดน้ำเสียตัวใหม่ของฉันมันหายไป! ก่อนหน้านี้มีเพียงแค่นีลคนเดียวเท่านั้นที่เข้ามาในห้อง และเขาก็เป็นคนออกปากเองว่าจะมาชะแง้ช่วยฉันทำการทดลอง ฉันไม่ได้เอะใจสงสัยหรือคาดคิดเลยสักนิดว่ามันจะเป็นคนหักหลังกันได้…! ให้ตายเถอะ ฉันมันประมาทเลินเล่อเกินไปจริง ๆ!” ศาสตราจารย์ฉีมู่คร่ำครวญด่าทอตัวเอง
“อ้าว…! เป็นไปได้ยังไงกัน?”
“ศาสตราจารย์นีลเป็นคนทรยศแบบนั้นจริง ๆ หรอเนี่ย? ฉันไม่เคยคิดมาก่อนเลย!”
“แล้วตอนนี้เขาจะเอาข้อมูลนั้นหนีไปส่งมอบให้ใครกันล่ะ?”
ฝูงชนเริ่มวิพากษ์วิจารณ์ถึงเรื่องนี้กันอย่างเซ็งแซ่ ในหัวของทุกคนต่างรู้ดีว่าตระกูลใหญ่ฝั่งตรงข้ามมักจะส่งคนมาคอยชักชวนและซื้อตัวนักวิจัยอยู่เสมอ
ก่อนที่นีลจะส่งมอบของชิ้นนี้ให้คนอื่น เขาต้องจัดการคัดลอกและส่งมอบมันให้กับบริษัทฝ่ายนั้นโดยเร็วที่สุดแน่ ๆ เพื่อให้ตระกูลชั่วร้ายเบื้องหลังสามารถยื่นขอจดสิทธิบัตรและชิงผลิตสินค้าตัดหน้าตัดวงจรของพวกเขาได้
“ไม่มีทางหรอก…”
ใบหน้าของศาสตราจารย์ฉีมู่หมองหม่นลงเล็กน้อยขณะเอ่ยขึ้น “ฉันน่ะกลัวอยู่แล้วว่าสิ่งนี้จะรั่วไหลออกไป ดังนั้นหลังจากจัดระเบียบหนังสือเสร็จ ฉันจึงได้แอบฉีกเอกสารบางส่วนทิ้งไป ซึ่งในนั้นมีสมการหลักที่สำคัญที่สุดรวมอยู่ด้วย หากเขาต้องการที่จะเปิดใช้งานและคำนวณสมการเหล่านั้นใหม่อีกครั้งโดยไม่มีต้นฉบับ มันก็คงจะสายเกินไปและยากเกินความสามารถของเขาแล้ว”
เรื่องนี้ถือเป็นกลยุทธ์ลับปกติของพวกนักวิจัย พวกเขามักจะเก็บเศษกระดาษสำคัญแยกเอาไว้ ซึ่งแน่นอนว่าถ้าเกิดเหตุฉุกเฉิน เศษกระดาษเหล่านั้นก็จะถูกทำลายทิ้งไปทันทีเพื่อปกป้องความลับสูงสุด
“ถ้าอย่างนั้นรีบเข้ารีบแจ้งไปยังผู้นำตระกูลของเราด่วนเลยครับ! ให้ส่งคนออกไปสกัดจับตัวนีลเอาไว้ ไม่อย่างนั้นหากปล่อยให้เขาเล็ดลอดไปพ้นเขตเมืองมันจะสายเกินการณ์!” ใครคนหนึ่งเอ่ยเตือนสติ
หลังจากนั้นทุกคนก็เห็นพ้องต้องกัน แม้จะไม่มีใครคาดคิดว่านีลจะเป็นหนอนบ่อนไส้ แต่เบื้องหลังเรื่องนี้จะต้องมีเงาทมิฬของตระกูลคู่แข่งคอยบงการอยู่แน่นอน
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง แพนเดสซึ่งเป็นผู้นำตระกูลต้นสังกัดก็ได้รับรายงานด่วนว่า ผลงานวิจัยระดับเปลี่ยนโลกจากห้องทดลองได้ถูกสมุนทรยศโจรกรรมออกไปเรียบร้อยแล้ว และสั่งการให้ส่งกองกำลังออกล่าตัวทันที
.
แม้ว่าในเวลานี้ศาสตราจารย์นีลจะยังไม่รู้ตัวว่าตนเองกำลังถูกกองกำลังติดอาวุธไล่ล่าอย่างกระชั้นชิด แต่เขาก็สามารถจินตนาการถึงฉากตึงเครียดดังกล่าวได้เป็นอย่างดี ท้ายที่สุดแล้ว ผลลัพธ์นี้ก็อยู่ในการคาดการณ์ของเขาอยู่แล้ว
ทว่าตราบใดที่เขาสามารถนำสิ่งนี้ไปส่งมอบให้ถึงมือของผู้บงการเบื้องหลังได้สำเร็จ เม็ดเงินมหาศาลที่เขาจะได้รับชดเชยก็เพียงพอที่จะทำให้เขาเสวยสุขใช้ชีวิตที่เหลือได้อย่างสะดวกสบายและหรูหราในเมืองอื่นไปตลอดชีวิต
ควิก!
ในที่สุด รถของนีลก็แล่นมาถึงจุดหมายปลายทางที่เขาเฝ้ารอคอย เมื่อเขาก้าวลงจากรถก็พบว่ามีบอดี้การ์ดร่างยักษ์ในชุดสูทสีดำสองคนยืนรอต้อนรับอยู่ภายนอกเรียบร้อยแล้ว
นีลพยักหน้ารับทว่าลึก ๆ เมื่อเห็นบอดี้การ์ดทั้งสองคนเขาก็ยังอดรู้สึกหวาดกลัวไม่ได้ เพราะโดยเนื้อแท้แล้วเขาเป็นเพียงศาสตราจารย์ที่หมกตัวอยู่แต่ในห้องแล็บ ไม่เคยต้องมาข้องแวะกับพวกโลกมืดเช่นนี้
แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อคิดถึงมูลค่าของสิ่งที่เขาเพิ่งจะโจรกรรมมาได้ในครั้งนี้ นีลก็เชิดหน้าขึ้นอีกครั้งพลางสูดหายใจเข้าลึกเพื่อผ่อนคลายจิตใจที่สั่นระรัว ก่อนจะก้าวเท้าเดินเข้าไปด้านในคฤหาสน์อย่างผ่าเผย
ทว่า… ช่างน่าเสียดายที่เขาไม่ได้เฉลียวใจสังเกตเลยสักนิดว่า หนังสือบันทึกเล่มเล็กที่ซุกซ่อนอยู่ในอ้อมแขนของตนนั้น บัดนี้ได้ถูกสับเปลี่ยนสลับขั้วไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วโดยที่เขาไม่รู้ตัว!
“นีลที่รัก… ฉันได้ยินมาว่าคุณหอบเอาขุมทรัพย์ล้ำค่ามาให้ฉันงั้นเหรอ?”
ภายในห้องโถงโอ่อ่าหรูหราของวิลล่าหลังใหญ่ ชายวัยกลางคนรูปร่างภูมิฐานกำลังนั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหลุยส์ ชายคนนี้มีนามว่า ‘บูดาส’ และเขาคือผู้ทรงอิทธิพลที่เข้ามารีครูทซื้อตัวนีลไปก่อนหน้านี้
ทันทีที่ได้ทราบรายงานว่านีลสามารถฉกชิงของดีมาได้สำเร็จ เขาก็รีบลุกขึ้นยืนพร้อมกับเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มกว้างขวางต้อนรับ
เมื่อนีลเห็นหน้าบูดาส เขาก็เกิดอาการตื่นเต้นระคนยินดีจนเนื้อเต้น เพราะชายตรงหน้าคนนี้คือหนึ่งในผู้มีอำนาจล้นฟ้าและทรงอิทธิพลมากที่สุดในเมืองแห่งนี้นั่นเอง!