กล่องจักรวาล (Universe Storage Box) - บทที่ 275 สร้างปัญหา บทที่ 275 สร้างปัญหา
“แม่อย่าร้องไห้ไปเลยนะลูกไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย” ชิวหนิงช่วงพูดอย่างอดไม่ได้ใน ขณะที่เธอนอนอยู่บนเตียงและมองดูแม่ของเธอที่กำลังร้องไห้อยู่ข้างเตียง
แม่ของเธอร้องไห้มาตลอดตั้งแต่เธอเข้าไปอยู่ในห้องผู้ปśวย ไม่ว่าเธอจะพยายามเกลี้ยกล่อมชิวหนิงช่วงอย่างไรก็ไม่มีประโยชน์
ส่วนชิวหนิงช่วงเองก็รู้ดีว่าแม่เป็นห่วงเธอ ส่วนชิวหนิงช่วงเองก็รู้ดีว่าแม่เป็นห่วงเธอ
“ไม่เป็นไรไม่เป็นไร ลูกยังปกติดีทุกอย่าง และลูกก็ยังคงพูดแต่ว่าไม่เป็นอะไร!” แม่ของชิวหนิงช่วงร้องไห้ขณะที่เธอกำลังพูด
“ทั้งหมดมันเป็นความผิดของพ่อของลูกรู้ทั้งรู้ว่าลูกต้องการที่จะสืบคดีนี้และก็ยังไม่ยอมหยุด แต่เขากลับเห็นดีด้วย”
พ่อของชิวหนิงช่วงเองก็ยืนอยู่ข้างๆมองดูภรรยาด้วยใบหน้าเจื่อนๆ พ่อของชิวหนิงช่วงเองก็ยืนอยู่ข้างๆมองดูภรรยาด้วยใบหน้าเจื่อนๆ
เนื่องมาจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับลูกสาวจึงเป็นธรรมดาที่เขาจะต้องกังวลและเสียใจ แต่เขาจะไปรู้ได้อย่างไรว่าลูกสาวเขาจะเป็นคนเช่นนี้?
ถ้าเขาไม่ยอมเสียอย่างลูกสาวของเขาก็คงจะไม่ไปตามสืบคดีนี้ ถ้าเขาไม่ยอมเสียอย่างลูกสาวของเขาก็คงจะไม่ไปตามสืบคดีนี้
“ลูกต้องขอบคุณผู้ชายคนนั้นนะสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นไม่เช่นนั้นแล้ว ลูกคงไม่ได้มานอนอยู่แบบนี้?”
“ไม่สิท่านชิว พวกเราสามารถขอบคุณชายหนุ่มคนนั้นได้ถ้าเราชวนเขามาทานข้าวด้วยกัน” แม่ของชิวหนิงช่วงกล่าว
ถึงแม้ว่าชิวหนิงช่วงจะไม่ได้เล่าว่าฮวงเฟิงช่วยเธอไว้อย่างไรในตอนนั้นแต่ทุกคนก็รู้ดี เพราะจากตำแหน่งที่เธอถูกยิง มันต้องเป็นปาฏิหาริย์เท่านั้นที่ทำให้เธอผ่านพ้นเหตุการณ์นั้นมาได้
และตอนนี้ร่างกายของชิวหนิงช่วงก็ยังคงเป็นปกติดีซึ่งนั่นหมายความว่ามันต้องไม่ใช่เรื่องธร และตอนนี้ร่างกายของชิวหนิงช่วงก็ยังคงเป็นปกติดีซึ่งนั่นหมายความว่ามันต้องไม่ใช่เรื่องธร
ในตอนนั้นพ่อของชิวหนิงช่วงเป็นกังวลมากเกี่ยวกับลูกสาวของเขา และหลังจากที่ได้ทราบว่าลูกสาวของเขาไม่เป็นอะไร เขาก็เลยไม่ได้คิดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้มากนัก
อย่างไรก็ตามเมื่อคิดทบทวนเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผู้ชายคนที่ชื่อว่าฮวงเฟิงต้องไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน
เพราะว่าลูกสาวของเขาได้รับบาดเจ็บสาหัสและตอนนี้เธอกลับไม่ได้รับอันตรายอะไรเลย เพราะว่าลูกสาวของเขาได้รับบาดเจ็บสาหัสและตอนนี้เธอกลับไม่ได้รับอันตรายอะไรเลย
และลูกสาวของเธอเองก็ไม่ยอมเปิดปากพูดว่าอีกฝśายได้ช่วยเธอไว้อย่างไรดังนั้นเขาจึงยิ่งสน และลูกสาวของเธอเองก็ไม่ยอมเปิดปากพูดว่าอีกฝśายได้ช่วยเธอไว้อย่างไรดังนั้นเขาจึงยิ่งสน
“ได้สิเขาช่วยชีวิตลูกสาวของเราเอาไว้ เดี๋ยวฉันจะจัดการเรื่องนี้เอง” พ่อของชิวหนิงช่วงกล่าว
เขาเองรู้สึกสนใจในตัวของฮวงเฟิงอยู่แล้วตั้งแต่ต้นและในตอนนี้ก็เป็นโอกาสที่ดีที่เขาจะได้ท เขาเองรู้สึกสนใจในตัวของฮวงเฟิงอยู่แล้วตั้งแต่ต้นและในตอนนี้ก็เป็นโอกาสที่ดีที่เขาจะได้ท
“พ่อลืมเรื่องนี้ไปซะเถอะ เอาไว้ลูกออกจากโรงพยาบาล แล้วลูกจะไปขอบคุณเขาเอง” ชิวหนิงช่วงกล่าว
เห็นได้ชัดว่าเธอรู้ว่าพ่อเธอกำลังสงสัยบางอย่างและฮวงเฟิงก็ไม่ต้องการที่จะเปิดเผยความล เห็นได้ชัดว่าเธอรู้ว่าพ่อเธอกำลังสงสัยบางอย่างและฮวงเฟิงก็ไม่ต้องการที่จะเปิดเผยความล
ดังนั้นชิวหนิงช่วงจึงไม่อยากสร้างปัญหาให้แก่เขาเช่นกัน ดังนั้นชิวหนิงช่วงจึงไม่อยากสร้างปัญหาให้แก่เขาเช่นกัน
“จะทำแบบนั้นได้ยังไงล่ะ?คำขอบคุณของลูกก็เหมือนของพ่อกับแม่ ในฐานะที่เป็นพ่อแม่ของลูก พวกเราจะต้องขอบคุณเขาสิ” แม่ของชิวหนิงช่วงกล่าวเสียงหนักแน่น
อย่างไรก็ตามลึกๆ ในใจแล้ว เธอก็ยังคงต้องการที่เลี้ยงข้าวเขาสักมื้อ เพราะว่านี่จะเป็นครั้งแรกที่ฮวงเฟิงจะได้มาเจอพ่อแม่ของเธออย่างเป็นทางการ และตัวเธอเองก็ไม่รู้ว่าเขาคิดเช่นไร แต่แค่คิดหน้าของเธอก็เป็นสีแดงระเรื่อซะแล้ว
เมื่อเขาตื่นขึ้นในตอนเช้าของวันที่สองความเหนื่อยล้าตามร่างกายของฮวงเฟิงก็ได้หายไปอย เมื่อเขาตื่นขึ้นในตอนเช้าของวันที่สองความเหนื่อยล้าตามร่างกายของฮวงเฟิงก็ได้หายไปอย
ขณะที่เขากำลังจะรับประทานอาหารเที่ยงนั้นฮวงเฟิงก็ได้พบเข้ากับซูหยูโม่และเซี่ยเมิ่งเจียว ขณะที่เขากำลังจะรับประทานอาหารเที่ยงนั้นฮวงเฟิงก็ได้พบเข้ากับซูหยูโม่และเซี่ยเมิ่งเจียว
ฮวงเฟิงมองพวกเธอจากในระยะไกลก็เห็นว่าสีหน้าของพวกเธอทั้งไม่ค่อยดีนักและมองไปรอ แต่ก็ไม่มีเก้าอี้ว่างแถวๆ นั้นเลย ดังนั้นฮวงเฟิงจึงได้ถือกล่องข้าวกลางวันของเขาไปทางคนทั้งสอง
เมื่อฮวงเฟิงนั่งลงข้างๆซูหยูโม่ เขาก็ตกเป็นเป้าสายตาของคนทั้งหลาย เมื่อฮวงเฟิงนั่งลงข้างๆซูหยูโม่ เขาก็ตกเป็นเป้าสายตาของคนทั้งหลาย
หลายคนมองดูฮวงเฟิงด้วยความอยากรู้อยากเห็นและบางคนก็จำฮวงเฟิงได้ หลายคนมองดูฮวงเฟิงด้วยความอยากรู้อยากเห็นและบางคนก็จำฮวงเฟิงได้
ยิ่งไปกว่านั้นถึงแม้ว่าซูหยูโม่และเซี่ยเมิ่งเจียวจะทานข้าวด้วยกันที่ห้องอาหารเป็นปกติอยู่แล แต่พวกเธอก็ไม่เคยที่จะนั่งทานข้าวร่วมกับคนอื่น ดังนั้นคนอื่นๆ จึงไม่เคยคิดที่จะไปขอนั่งร่วมโต๊ะกับพวกเธอเลย
เห็นได้ชัดว่าฮวงเฟิงไม่ทราบถึงเรื่องนีเขาจึงนั่งลงทันทีข้างๆ ทั้งสองคน และโชคดีที่พวกเธอทั้งสองคนไม่ได้สนใจที่จะไล่เขาไป
และแม้แต่ซูหยูโม่เองก็ยังยิ้มให้เขาขณะที่เซี่ยเมิ่งเจียวนั้นไม่มองหน้าเขาด้วยซ้ำแต่เธอก็ไม่ได และแม้แต่ซูหยูโม่เองก็ยังยิ้มให้เขาขณะที่เซี่ยเมิ่งเจียวนั้นไม่มองหน้าเขาด้วยซ้ำแต่เธอก็ไม่ได
“เกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอ?เท่าที่เห็นพวกคุณดูไม่ค่อยสดใสเลย เมื่อคืนนี้นอนไม่หลับงั้นเหรอ?” ฮวงเฟิงถามเรียบๆ ขณะที่เขาทานข้าวไปด้วย
“ไม่ใช่ธุระของนาย”เธออารมณ์ไม่ค่อยจะดีสักเท่าไรในตอนแรก แต่ในตอนนี้เมื่อเธอเห็นฮวงเฟิง เธอก็รู้สึกเกลียด ดังนั้นเธอจึงพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยดีนัก
“เอาล่ะผมจะไม่ถามอะไรอีกแล้ว ผมกินต่อได้หรือยัง?” ฮวงเฟิงไม่ใส่ใจ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เซี่ยเมิ่งเจียวพูดกับเขาแบบนี้
เขาเองก็เริ่มจะชินซะแล้ว เขาเองก็เริ่มจะชินซะแล้ว
ด้วยความคิดเช่นนี้เขาก็เลยไม่ต่อปากต่อคำกับเธออีก เพราะเขารู้ว่าเธอกำลังอารมณ์ไม่ดี และไม่อยากจะต้องทะเลาะกับเธอ
อย่างไรก็ตามซูหยูโม่เป็นคนแรกที่หัวเราะออกมาและจากนั้นก็พูดกับฮวงเฟิงว่า “ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลยนะ มันก็แค่เรื่องงานน่ะ”
“พี่หยูโม่นี่ยังจะหัวเราะได้อีกเหรอ ลูกน้องพวกนี้ช่างเหลือเกินจริงๆ!” เซี่ยเมิ่งเจียวพูดด้วยใบหน้าบูดเบี้ยว
“เกิดบ้าอะไรขึ้นอีกล่ะ?”ฮวงเฟิงถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “เกิดบ้าอะไรขึ้นอีกล่ะ?”ฮวงเฟิงถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เมื่อเห็นว่าเซี่ยเมิ่งเจียวกำลังฉุนเขาจึงได้รีบพูดขึ้นว่า “ผมก็แค่อยากรู้ ผมจะไม่ถามอะไรอีกแล้วล่ะ”
เมื่อฮวงเฟิงพูดจบสิ่งที่เซี่ยเมิ่งเจียวต้องการพูดก็ติดอยู่ที่ริมฝ่ีปากและจากนั้นเธอก็รู้สึกอึดอัด เมื่อฮวงเฟิงพูดจบสิ่งที่เซี่ยเมิ่งเจียวต้องการพูดก็ติดอยู่ที่ริมฝ่ีปากและจากนั้นเธอก็รู้สึกอึดอัด
“ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอกนะมันก็แค่ปัญหาเล็กๆ” ซูหยูโม่กล่าว “ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอกนะมันก็แค่ปัญหาเล็กๆ” ซูหยูโม่กล่าว
“ลูกน้องที่น่ารำคาญพวกนั้นร่วมมือกันสร้างปัญหาให้กับพวกเราพี่หยูโม่ คิดว่าใครเป็นคนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้? ฉันไม่เชื่อหรอกว่าจะไม่มีการสุมหัวกันที่นี่และการกระทำของพวกเขาก็ช่างเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวขนาด เซี่ยเมิ่งเจียวกล่าว
เมื่อเห็นว่าฮวงเฟิงจ้องมองมาด้วยความสงสัยซูหยูโม่จึงให้ข้อมูลคร่าวๆ แก่เขาว่าเกิดอะไรขึ้น
กลายเป็นว่าเมื่อเช้านี้พวกเธอได้รับโทรศัพท์จากซัพพลายเออร์วัตถุดิบทีละรายๆ แจ้งเข้ามาว่าต้องการทีจะเพิ่มราคาสินค้า
นอกจากนี้แม้ว่าราคาจะสูงขึ้นแต่การจัดหาวัสดุบางอย่างในภายหลังอาจจะไม่สูงเหมือนเมื่อ นอกจากนี้แม้ว่าราคาจะสูงขึ้นแต่การจัดหาวัสดุบางอย่างในภายหลังอาจจะไม่สูงเหมือนเมื่อ
นอกจากซัพพลายเออร์เหล่านี้แล้วยังมีห้างสรรพสินค้าและร้านเสริมสวยบางแห่งในมณฑลช จุดประสงค์เพื่อสร้างปัญหาให้แก่พวกเธอ
ถ้าเป็นแค่หนึ่งหรือสองตระกูลซูหยูโม่และเซี่ยเมิ่งเจียวก็คงจะไม่คิดมาก ถ้าเป็นแค่หนึ่งหรือสองตระกูลซูหยูโม่และเซี่ยเมิ่งเจียวก็คงจะไม่คิดมาก
แต่เนื่องด้วยคนจำนวนมากที่มารวมตัวกันจึงทำให้เกิดปัญหา แต่เนื่องด้วยคนจำนวนมากที่มารวมตัวกันจึงทำให้เกิดปัญหา
ทั้งสองสาวได้สะสางงานมาตลอดช่วงเช้าแต่ดูเหมือนว่าพวกเธอไม่มีอะไรที่จะต้องคิดมาก ทั้งสองสาวได้สะสางงานมาตลอดช่วงเช้าแต่ดูเหมือนว่าพวกเธอไม่มีอะไรที่จะต้องคิดมาก
“หรือจะเป็นเพราะออคิดบีนกรุ๊ปจากเมื่อครั้งที่แล้ว?”ฮวงเฟิงกล่าวเพราะเขารู้ว่าออคิดบีนก “หรือจะเป็นเพราะออคิดบีนกรุ๊ปจากเมื่อครั้งที่แล้ว?”ฮวงเฟิงกล่าวเพราะเขารู้ว่าออคิดบีนก
“นั่นก็เป็นไปได้”ซูหยูโม่กล่าวว่า” อย่างไรก็ตามคนที่โทรมาหาเราในครั้งนี้ ส่วนใหญ่แล้งเป็นซัพพลายเออร์และห้างสรรพสินค้าใน มณฑลชิง ออคิดบีนกรุ๊ปไม่ได้มีอำนาจมากขนาดนั้น”
“อาจจะเป็นถงเฉียนจุ้นได้ไหม?เขาไม่ใช่คนที่ร่ำรวยที่สุดในมณฑลชิง แต่เขาก็มีความสามารถที่จะทำเช่นนั้นได้” ฮวงเฟิงกล่าวเสียงเรียบ
คำพูดของฮวงเฟิงที่ทำให้ทั้งซูหยูโม่และเซี่ยเมิ่งเจียวพากันตกตะลึง คำพูดของฮวงเฟิงที่ทำให้ทั้งซูหยูโม่และเซี่ยเมิ่งเจียวพากันตกตะลึง