กล่องจักรวาล (Universe Storage Box) - บทที่ 294 เค้นคำตอบ
บทที่ 294 เค้นคำตอบ
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา หวังเอ้อได้สัมผัสถึงความรู้สึกที่เหมือนจมลงสู่ห้วงนรกหลังจากขึ้นสวรรค์
ในอดีต เขาเคยเป็นคนที่โอวหยางซิงเหวินไว้วางใจมากที่สุดในบรรดาคนรับใช้ทั้งหมดของตระกูลโอวหยาง ในเวลานั้นที่เขาอยู่ในฐานะผู้ติดตามคนสนิท เขาจึงรู้สึกราวกับได้เสวยสุขอยู่บนสรวงสวรรค์ แต่ภายหลังเมื่อโอวหยางซิงเหวินสงสัยว่าเขาเป็นคนขโมยแหวนมิติไป ชีวิตของเขาก็เหมือนถูกถีบลงจากสวรรค์ในพริบตา
ทว่าหลังจากนั้นไม่นาน เขาก็ได้รับความช่วยเหลือจากอันจื่อชิง ซึ่งอีกฝ่ายได้สั่งให้คนไปรักษาอาการบาดเจ็บและบาดแผลให้แก่เขา แม้กระทั่งเรื่องอาหารการกินก็ยังดูแลเป็นอย่างดี โดยอาหารทุกมื้อที่นำมาเสิร์ฟล้วนเป็นอาหารเลิศรสชั้นดี
หลังจากที่เขาเพลิดเพลินไปกับความสุขที่ได้รับในสองสามวันมานี้ ในที่สุดอันจื่อชิงก็มาหาเขาเพื่อจุดประสงค์บางอย่าง ในระหว่างการสนทนานั้น อันจื่อชิงมักจะถามเขาเกี่ยวกับเรื่องแหวนมิติอยู่เนือง ๆ
ในตอนแรกหวังเอ้อยังไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายจะสื่อนัก แต่ไม่นานเขาก็ตระหนักได้ในทันทีว่าอันจื่อชิงคงรู้เรื่องแหวนมิติแล้วเช่นกัน หวังเอ้อจึงได้พยายามอธิบายต่อไปว่าตนไม่ได้เป็นคนขโมยแหวนมิติไป และเขาเองก็ไม่รู้ว่าตอนนี้แหวนวงนั้นตกไปอยู่ในมือของใคร
แต่ในมุมมองของอันจื่อชิง เขายังคงปักใจเชื่อว่าคนที่เอาแหวนมิติไปน่าจะเป็นหวังเอ้อ ดังนั้น ไม่ว่าหวังเอ้อจะพยายามอธิบายอย่างไร อันจื่อชิงกลับไม่เชื่อคำพูดของเขาเลยแม้แต่น้อย ชายหนุ่มเอาแต่ถามคำถามเดิมซ้ำ ๆ เกี่ยวกับแหวนมิติตั้งแต่คำแรกจนคำสุดท้าย
เมื่อรู้แล้วว่าหวังเอ้อไม่เต็มใจที่จะเปิดเผยข้อมูลของแหวนมิติ สุดท้ายอันจื่อชิงก็ต้องถอดหน้ากากสุภาพบุรุษที่เขาสวมอยู่ออก และเผยธาตุแท้ที่แสนโหดเหี้ยมออกมา
การเผชิญชะตากรรมครั้งนี้ทำให้หวังเอ้อเหมือนตกจากสวรรค์แล้วร่วงลงสู่ขุมนรกอีกหน ชีวิตที่แสนสุขสบายของเขาพลันมลายหายไปในพริบตา เขาไม่เพียงแต่จะไม่ได้ลิ้มรสอาหารเลิศรสอีกต่อไป แต่ยังต้องถูกจองจำและโดนทรมานอย่างแสนสาหัส
“หวังเอ้อ ข้าแนะนำให้เจ้ารีบพูดความจริงมาจะดีกว่า เพราะข้าไม่ได้มีความอดทนสูงเหมือนเจ้าโง่โอวหยางซิงเหวินหรอกนะ” อันจื่อชิงกล่าวเสียงเย็นชา พลางสายตามองไปที่บาดแผลพุพองบนร่างของหวังเอ้อ
“คุณชายอัน ข้าไม่รู้จริงๆ ครับว่าแหวนมิตินั่นอยู่ที่ไหน ข้าไม่ได้ขโมยมันมาจริง ๆ !” หวังเอ้อกล่าวด้วยสีหน้าทุกข์ระทมน้ำตาแทบเป็นสายเลือด
ทำไมทุกคนถึงคิดว่าเขาเป็นคนขโมยแหวนมิติไปหมด? หน้าตาของเขาดูเหมือนโจรขโมยของมากขนาดนั้นเลยหรืออย่างไร? ถ้างามตามความเป็นจริง หวังเอ้อมีประสบการณ์ถูกทรมานเช่นนี้มามากพอแล้ว หากเขารู้จริง ๆ ว่าแหวนมิติอยู่ที่ไหน เขาคงจะบอกไปตั้งนานแล้วเพื่อรักษาชีวิต แต่วิบากกรรมก็คือ… เขาไม่รู้อะไรเลยจริง ๆ !
แต่น่าเสียดายที่ทั้งโอวหยางซิงเหวินและอันจื่อชิง ต่างไม่มีใครยอมเชื่อในสิ่งที่เขาพูดเลย
“ยังจะปากแข็งไม่ยอมบอกอีกงั้นหรือ?” อันจื่อชิงกล่าวพลางขมวดคิ้วแน่น เขารู้จักหวังเอ้อมาเป็นเวลานาน แต่เขาไม่เคยคิดเลยว่าไอ้คนรับใช้กระจอกคนนี้จะดื้อดึงถึงเพียงนี้
“ข้าไม่รู้จริง ๆ ครับคุณชายอัน! ถ้าข้ารู้ ข้าต้องบอกท่านไปตั้งนานแล้ว” หวังเอ้อกล่าวรำพันรำไห้สะอึกสะอื้น
ทว่าอันจื่อชิงไม่คิดจะรับฟังเสียงสะอื้นนั้นอีกต่อไป เขาหันไปกล่าวกับคนรับใช้ที่เป็นผู้คุมทรมานด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียมว่า
“เค้นถามมันต่อไป ตราบใดที่มันยังไม่ยอมพูดอะไรออกมา ก็ไม่ต้องปรานีมันอีก!”
“ครับคุณชาย” คนรับใช้รับคำสั่งด้วยสายตาอำเหี้ยม
“คุณชายอัน! ได้โปรดอย่าทำอะไรข้าเลย สิ่งที่ข้าพูดไปมันคือความจริงทั้งหมด!” หวังเอ้อตะโกนลั่นไล่หลังร่างที่กำลังเดินจากไปของอันจื่อชิง แต่น่าเสียดายที่อีกฝ่ายไม่ได้หยุดฝีเท้าลงเลยแม้แต่น้อย
ในขณะที่หวังเอ้อกำลังถูกทำร้ายและทรมานอยู่นั้น ทางด้านของโอวหยางเทียนก็ได้พาโอวหยางซิงเหวินเดินทางไปพบคนจากฝั่งกองทหารรับจ้างโลหิตสีชาด ถึงแม้ว่าโอวหยางเทียนจะคาดการณ์ไว้แล้วว่าคนของกองทหารรับจ้างโลหิตสีชาดคงไม่กล้าทำอะไรเขาโต้ง ๆ ในเมืองนี้ แต่เขาก็ยังไม่วางใจ
“ผู้นำตระกูลโอวหยาง ยินดีที่ได้พบ!”
“ยินดีที่ได้พบเช่นกัน คุณกัปตันปาร์คเกอร์!”
ณ โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง ในที่สุดโอวหยางเทียนก็ได้พบกับผู้นำของกองทหารรับจ้างโลหิตสีชาด ทั้งสองฝ่ายต่างเอ่ยปากสอบถามเกี่ยวกับภูมิหลังของอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มเปิดฉากเจรจา
โอวหยางซิงเหวินที่เดินตามหลังพ่อของเขามา สังเกตเห็นฮาโรลด์ ชายไว้หนวดเคราครึ้มร่างยักษ์ที่ยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มทหารรับจ้าง ชายหนุ่มกัดฟันกรอดด้วยความแค้น ถ้ารู้ว่าผู้ชายคนนี้จะนำเรื่องไปฟ้องหัวหน้าจนบานปลาย เขาคงไม่ต้องถูกลากตัวมาเจรจาแบบนี้ และคงไม่ถูกพ่อแท้ ๆ ทุบตีสั่งสอนจนระบมไปทั้งตัว
“ในเมื่อผู้นำตระกูลโอวหยางนำตัวโอวหยางซิงเหวินมาที่นี่ด้วยตัวเองเช่นนี้ แสดงว่าท่านยอมรับเงื่อนไขของฝ่ายเราแล้วใช่หรือไม่?” ปาร์คเกอร์เปิดฉากกดดันทันที
“กัปตันปาร์คเกอร์ ท่านไม่คิดว่าคำขอของท่านมันมากเกินไปหน่อยหรือ?” โอวหยางเทียนกล่าวด้วยใบหน้าที่นิ่งขรึม ในขณะที่จ้องมองไปยังอีกฝ่าย “เหตุผลที่ข้ามาที่นี่ในวันนี้ ก็เพื่อหาทางออกและแก้ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยสันติ และหวังว่ากัปตันปาร์คเกอร์จะยอมถอยคนละก้าว”
“เงื่อนไขของข้ามันมากเกินไปอย่างนั้นรึ?”
ปาร์คเกอร์มองไปที่โอวหยางเทียนพร้อมแค่นยิ้ม “หนึ่งในกองทหารรับจ้างของข้าต้องสูญเสียทั้งรองกัปตันและคนในกองไปหลายคน ข้าต้องการแค่ชีวิตของคุณชายโอวหยางมาเซ่นไหว้ดวงวิญญาณเท่านั้น ท่านไม่คิดว่าลูกชายของท่านสมควรได้รับผลลัพธ์เช่นนั้นหรอกหรือ?”
“ข้ายอมรับเงื่อนไขข้อนี้ไม่ได้ ท่านควรเข้าใจตรงนี้ด้วย” โอวหยางเทียนส่ายหัวปฏิเสธเสียงแข็ง
แน่นอนว่าปาร์คเกอร์รู้ดีอยู่แล้วว่ามีความเป็นไปได้ศูนย์เปอร์เซ็นต์ที่โอวหยางเทียนจะยอมรับข้อเสนอนี้ เหตุผลที่เขายื่นเงื่อนไขขู่กรรโชกในตอนแรก ก็เพื่อบีบให้อีกฝ่ายยอมโอนอ่อนในข้อเสนอถัดไป เพราะถ้าเขาเปลี่ยนเงื่อนไขให้เบาลงแต่ฝ่ายโอวหยางเทียนยังคงปฏิเสธกลับมาอีก นั่นจะแสดงให้เห็นว่าตระกูลโอวหยางทำเกินไปและไม่ไว้หน้ากองทหารรับจ้างโลหิตสีชาดเลย ซึ่งจะทำให้พวกเขามีความชอบธรรมในการเปิดศึก
โอวหยางเทียนเองก็เข้าใจกลเกมนี้เช่นกัน และนั่นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เขากล้าพาโอวหยางซิงเหวินมาเผชิญหน้า
“ถ้าเช่นนั้น ท่านผู้นำตระกูลโอวหยาง ท่านควรคืนสิ่งที่เป็นของพวกเรากลับคืนมาเสียก่อน จากนั้นเราค่อยคุยเรื่องอื่นกันดีไหม?” ปาร์คเกอร์พูดพร้อมกับยื่นมือออกไป สุดท้ายไม่ว่าเงื่อนไขอื่นจะเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องได้ของล้ำค่าชิ้นนั้นคืนมา
“แน่นอน!” โอวหยางเทียนผงกศีรษะ
โอวหยางเทียนคิดเรื่องนี้ไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว ว่าหากไม่คืนของที่ลูกชายตนไปปล้นมา อีกฝ่ายคงไม่ยอมปล่อยเรื่องนี้ไปง่าย ๆ แน่ และในเมื่อฝ่ายของเขาเป็นฝ่ายเริ่มทำผิดก่อน พวกเขาจึงต้องแสดงความจริงใจด้วยการคืนของให้อีกฝ่ายไปก่อน ถึงแม้ว่าในใจลึก ๆ ของเขาจะรู้สึกเสียดายและไม่อยากคืนของสิ่งนี้เลยก็ตาม