กล่องจักรวาล (Universe Storage Box) - บทที่ 296 ใครกล้าทำเรื่องแบบนี้
บทที่ 296 ใครกล้าทำเรื่องแบบนี้
โอวหยางเทียนพยักหน้ารับฟัง ก่อนหน้านี้เขาเองก็ยังเห็นอยู่เลยว่าผลไม้สีแดงยังคงอยู่ในกล่องตอนที่เปิดออก และเนื่องจากกล่องมันถูกลงกลอนเวทมนตร์ไว้ ดังนั้นเขาจึงคิดว่าลูกชายของตนไม่น่าจะมีความสามารถเปิดกล่องก่อนหน้าเขาได้แน่
และหลังจากที่เปิดกล่อง สิ่งที่เขาเห็นในมือของปาร์คเกอร์ตอนนี้ ก็เป็นสิ่งเดียวกันกับที่เขาเห็นในคฤหาสน์ไม่มีผิดเพี้ยน เดิมทีของที่อยู่ข้างในกล่องที่ได้มาจากโอวหยางซิงเหวิน… มันก็คือผลไม้สีแดงผลนี้อยู่แล้ว!
“กัปตันปาร์คเกอร์ พวกเราไม่ได้สับเปลี่ยนของด้านในแน่นอน กล่องนี้ข้าเป็นคนเปิดเองกับมือและไม่เคยมีใครเปิดก่อนข้าด้วย ข้ารับรองด้วยเกียรติของข้าเลยว่า ผลไม้ผลนี้เป็นผลเดียวกันกับตอนที่ข้าเปิดดูที่คฤหาสน์ตระกูล!” โอวหยางเทียนกล่าวคำยืนยันเสียงหนักแน่น
“เป็นไปไม่ได้!” ปาร์คเกอร์พูดด้วยความมั่นใจเต็มร้อย “ของที่อยู่ข้างในนั้นเดิมทีมันคือผลเวอร์มิลเลียน แต่สิ่งนี้มันไม่ใช่!”
“ผลเวอร์มิลเลียนงั้นรึ?”
เมื่อได้ยินชื่อนี้ โอวหยางเทียนก็ถึงกับตกใจสะท้านไปทั้งร่าง แต่ไม่นานเขาก็ตระหนักได้ถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ เขาเพียงเคยได้ยินชื่อเสียงของมันมาก่อนเท่านั้น ซึ่งผลเวอร์มิลเลียนเปรียบเสมือนสมบัติอันล้ำค่าสูงสุด โดยเฉพาะสำหรับผู้ฝึกยุทธเช่นพวกเขา แต่อย่างไรเสีย ผลเวอร์มิลเลียนที่ว่านั่นก็ไม่ได้อยู่ภายในกล่องใบนี้ตั้งแต่แรก และเห็นได้ชัดว่าตอนนี้อีกฝ่ายกำลังกล่าวหาว่าตระกูลโอวหยางยักยอกมันไว้
“ไม่! มันเป็นผลอันเดียวกันกับที่อยู่ในกล่องตั้งแต่วันแรกที่ลูกชายข้าได้มา และเป็นอันเดียวกันกับที่เจ้าถืออยู่ในมือตอนนี้ด้วย!” โอวหยางเทียนยังคงยืนกรานความบริสุทธิ์
อย่างไรก็ตาม ปาร์คเกอร์ก็ยังคงไม่เชื่อ ทั้ง ๆ ที่เขาเองเป็นคนที่เห็นผลไม้ล้ำค่าที่คิดว่าเป็นผลเวอร์มิลเลียน และยังเป็นคนใส่มันลงไปในกล่องด้วยมือตัวเองก่อนหน้านี้ แต่น่าประหลาดที่ทำไมตอนนี้มันถึงกลายเป็นแอปเปิ้ลไปได้ แต่กระนั้นดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ยอมรับผิดง่าย ๆ
ปาร์คเกอร์รู้ถึงสรรพคุณและรูปลักษณ์ของผลเวอร์มิลเลียนดี และเขาเชื่อว่าในฐานะผู้นำตระกูลโอวหยางอย่างโอวหยางเทียน ต่อให้ไม่เคยเห็นผลเวอร์มิลเลียนมาก่อนกับตา แต่เมื่อเปิดกล่องออกมาเห็นผลไม้ที่มีออร่าพลังงานวิเศษ ก็ต้องเกิดความโลภอยากได้มาครอบครองเป็นธรรมดา
เขาคิดว่าโอวหยางเทียนตัดสินใจฮุบของล้ำค่าชิ้นนี้ไว้เอง แถมนึกไม่ถึงว่าจะกล้าส่งของปลอมพรรค์นี้มาสับเปลี่ยนเพื่อตบตาเขา สิ่งที่อยู่ในกล่องตอนนี้ย่อมไม่ใช่ผลเวอร์มิลเลียนแน่ และเจตนาของอีกฝ่ายก็คือการหลอกลวงกันชัด ๆ !
“ท่านผู้นำโอวหยาง ข้าเดินทางมาที่นี่ก็เพื่อมาเจรจาอย่างบริสุทธิ์ใจ แต่เมื่อเห็นการกระทำที่ไร้ยางอายของตระกูลโอวหยางในตอนนี้แล้ว ดูเหมือนว่าเรื่องนี้คงจะจบไม่สวยเสียแล้ว!”
แม้ว่าตระกูลโอวหยางจะเป็นหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ของเมืองฮ่าวเทียน แต่กองทหารรับจ้างโลหิตสีชาดก็มีชื่อเสียงและอิทธิพลในระดับอาณาจักรไม่แพ้กัน เนื่องจากกัปตันปาร์คเกอร์ได้นำทหารฝีมือดีร่วมรบมาด้วยหลายนาย ในแง่ของพละกำลังในการต่อสู้ของฝ่ายกองทหารจึงทำให้เขาไม่มีความเกรงกลัวต่อโอวหยางเทียนเลยแม้แต่น้อย
โอวหยางเทียนสังเกตเห็นพลังปราณชี่ที่แผ่ออกมาจากดวงตาอันตรายของอีกฝ่าย แต่ในขณะเดียวกัน ความโกรธของเขาก็ปะทุขึ้นมาเช่นกัน อีกฝ่ายกล้าดียังไงมากล่าวหาว่าฝ่ายโอวหยางเป็นหัวขโมย หากฝ่ายเขาเป็นคนขโมยไปจริง เขาคงไม่เสียเวลาเดินทางมาเจรจาให้เหนื่อยยากขนาดนี้ แต่ความจริงคือ… เขาไม่ได้ขโมยอะไรไปทั้งนั้น!
“กัปตันปาร์คเกอร์! ท่านคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน?! ข้ามาที่นี่ด้วยความบริสุทธิ์ใจ และไม่มีทางที่ข้าจะทำเรื่องต่ำช้าเช่นนั้น!” โอวหยางเทียนพูดอย่างไม่ยอมลดละ
ก่อนหน้านี้เขารู้ดีว่าฝ่ายตนเป็นฝ่ายเริ่มทำผิด จึงพยายามพูดจาประนีประนอม แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะตั้งใจข่มขู่และยัดข้อหาให้ นั่นจึงทำให้โทสะของเขาเริ่มเดือดพล่านขึ้นมาเช่นกัน
“ข้าไม่เห็นความจริงใจของท่านผู้นำตระกูลโอวหยางเลยแม้แต่น้อย!” ปาร์คเกอร์แค่นเสียง
“แล้วกัปตันปาร์คเกอร์ล่ะ มีความจริงใจเท่ากับข้าหรือยัง?!” โอวหยางเทียนสวนกลับ
“งั้นเจ้ากำลังจะบอกว่า ผู้นำตระกูลโอวหยางอย่างเจ้าจะยังคงยืนกรานปฏิเสธจนถึงที่สุดใช่ไหม?!” ปาร์คเกอร์คำรามเสียงต่ำ
“มันไม่ใช่สิ่งที่พวกเราทำ! กัปตันปาร์คเกอร์เองนั่นแหละที่ดึงดันจะให้พวกเรายอมรับในสิ่งที่พวกเราไม่ได้ก่อ สุดท้ายยังไงพวกเราก็ขอยืนยันคำเดิมว่า… พวกเราไม่ได้เป็นคนสับเปลี่ยนของ!”
“ฮึ่ม!”
บรรยากาศรอบตัวเริ่มตึงเครียดขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงขีดสุด องครักษ์และทหารรับจ้างของทั้งสองฝ่ายต่างวางมือไว้ที่ด้ามอาวุธของตน ราวกับว่าพวกเขาสามารถพุ่งเข้าโจมตีเข่นฆ่ากันได้ทุกเมื่อ
เวลานี้โอวหยางซิงเหวินรู้สึกประหม่าและหวาดกลัวอยู่ภายในใจ เขาไม่ต้องการมาที่นี่ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แต่ถูกบิดาบังคับมาเพื่อขอขมา ดังนั้นหากทั้งสองฝ่ายเริ่มเปิดฉากตะลุมบอนกัน คนที่อ่อนแอที่สุดอย่างเขาจะตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิตเป็นคนแรก
ส่วนทางด้านปาร์คเกอร์เอง ในความจริงเขาก็ยังไม่ต้องการแตกหักถึงขั้นต่อสู้ในตอนนี้ เพราะถึงแม้ว่าครั้งนี้เขาจะพาคนที่มีฝีมือมาด้วยพอสมควร แต่ที่นี่ก็คือเมืองฮ่าวเทียนซึ่งเป็นถิ่นของตระกูลโอวหยาง หากเลือกได้เขาต้องการก่อสงครามกองโจรลอบโจมตีทีละนิดแทน เพื่อจัดการเรื่องนี้ให้จบเร็วที่สุด
กองทหารรับจ้างโลหิตสีชาดนั้นยังมีข้อได้เปรียบที่เหนือกว่าอีกฝ่ายในด้านยุทธศาสตร์ นั่นก็คือการที่พวกเขามีวิถีชีวิตพเนจร ไม่มีที่พำนักที่แน่นอน ทำให้ตระกูลโอวหยางยากที่จะตามล่าล้างแค้นคืนได้ อย่างไรก็ตาม ปาร์คเกอร์ก็ยังคงรู้สึกไม่เต็มใจที่จะเปิดศึกใหญ่ตอนนี้ เพราะเป้าหมายสูงสุดของเขาคือผลเวอร์มิลเลียนเท่านั้น
โอวหยางเทียนเองก็ไม่อยากเสี่ยงเปิดฉากต่อสู้เช่นกัน เพราะตระกูลของเขามีธุรกิจและรากฐานมากมายในเมืองนี้ หากเกิดการปะทะรุนแรงย่อมส่งผลเสียต่อชื่อเสียงและทรัพย์สิน ทั้งสองฝ่ายต่างไม่ต้องการที่จะลงมือ แต่กลับไม่มีใครกล้าที่จะเป็นคนเริ่มเอ่ยปากยอมถอยก่อน เพราะหากแสดงความอ่อนแอออกมา ก็เท่ากับต้องยอมรับเงื่อนไขเสียเปรียบของอีกฝ่าย
“นายน้อย… เคยบอกให้ข้าซ่อนผลเวอร์มิลเลียนที่เขาพูดถึงอยู่รึเปล่านะ?”
ในขณะที่บรรยากาศกำลังคุครุ่นจนแทบระเบิด จู่ ๆ ทั้งสองฝ่ายต่างก็ต้องหันขวับไปมองตามเสียงทันที เมื่อได้ยินเสียงของ ‘ซุนจื่อ’ พูดโพล่งขึ้นมาท่ามกลางความเงียบเชียบนี้ เสียงของเขาจึงดังฟังชัด และนั่นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ทุกสายตาจับจ้องมาที่เขาเป็นจุดเดียว!
โอวหยางซิงเหวินมองไปที่คนรับใช้ของเขาอย่างไม่เชื่อสายตา ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตระหนกตกใจและหวาดหวั่น ชายหนุ่มพลันเข้าใจเจตนาชั่วร้ายของอีกฝ่ายทันที เขาชี้หน้าไปที่ซุนจื่อด้วยมือที่สั่นเทาพร้อมกับตะกอกเสียงหลง
“แก… แกพูดบ้าอะไรของแก?!”
เนื่องจากโอวหยางซิงเหวินเริ่มมีอาการลนลานและรนรานมากเกินไป ข้อมูลที่เขาควรจะปฏิเสธจึงติดอยู่ที่ลำคอ ไม่อาจพูดอะไรที่ดูมีน้ำหนักออกมาได้
หลังจากที่ซุนจื่อพูดประโยคที่ชี้นำความผิดนั้นจบ เขาก็เอาแต่ก้มหัวลงต่ำและไม่กล้าสบตาใครอีก แสร้งทำตัวเหมือนผู้รับใช้ที่หวาดกลัวแต่ยอมจำนนต่อความถูกต้องเพื่อเจ้านาย