กล่องจักรวาล (Universe Storage Box) - บทที่ 297 หักหลัง
บทที่ 297 หักหลัง
“โอวหยางซิงเหวิน! เจ้ายกยังมีอะไรจะแก้ตัวอีกไหม!”
ในบรรดาคนทั้งหมด โอวหยางซิงเหวินเป็นคนที่ปาร์คเกอร์อยากจะกำจัดมากที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น เขายังแค้นฝังหุ่นจากเหตุการณ์ที่โอวหยางซิงเหวินนำคนมาซุ่มโจมตีและสังหารพวกพ้องของเขา เพียงแต่วว่าในเวลานั้นอีกฝ่ายอาศัยการซุ่มโจมตีกะทันหันและได้เปรียบเรื่องจำนวน ฝ่ายกองทหารจึงต้องพ่ายแพ้
แต่ตอนนี้จำนวนคนของทั้งสองฝ่ายถือว่าไม่ต่างกันมากนัก ปาร์คเกอร์จึงไม่คิดว่าเขาจะแพ้อีกเป็นหนที่สอง และเขาต้องการคิดบัญชีแค้นแทนสหายที่ตายจากไปในคราวนั้นด้วย
“ท่านผู้นำตระกูลโอวหยาง ท่านจะว่าอย่างไร? ขนาดคนรับใช้ของท่านยังหลุดปากพูดออกมาเองเลย!”
เมื่อเห็นว่าคนรับใช้ของฝ่ายตรงข้ามส่งบทมาให้เป็นอย่างดี แม้ว่าปาร์คเกอร์จะไม่ยินดีที่จะเป็นคนเปิดการต่อสู้ก่อนในตอนแรก แต่เมื่อสถานการณ์สุกงอมเช่นนี้ เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการเผชิญหน้า ตอนนี้ปาร์คเกอร์จึงเอ่ยปากคาดคั้นโอวหยางเทียนทันที
โอวหยางเทียนจ้องมองไปที่ซุนจื่อด้วยแววตาที่เย็นเยียบจับขั้วหัวใจ หากไม่ใช่เพราะมีสายตาของคนอื่นจับจ้องอยู่ และยังมีเรื่องเฉพาะหน้าต้องสะสาง เขาคงจะสะบัดฝ่ามือฆ่าซุนจื่อให้ตายตกไปตรงนี้แล้ว! แต่เขาก็ไม่สามารถทำได้ในตอนนี้ เพราะหากเขาลงมือฆ่าคนปิดปาก สถานการณ์ก็จะยิ่งแย่ลงและเป็นการยอมรับกลาย ๆ
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เขาหมายหัวไอ้คนทรยศคนนี้ไว้ในใจแล้ว และตั้งใจว่าหลังจากเรื่องในวันนี้สิ้นสุดลง ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร เขาจะต้องลากคอซุนจื่อมาสับเป็นหมื่น ๆ ชิ้น!
นอกจากนี้ โอวหยางเทียนก็ไม่เข้าใจว่าทำไมซุนจื่อถึงพูดจาส่งเดชเช่นนั้นออกมา ในเมื่อซุนจื่อเป็นคนของตระกูลโอวหยาง เช่นนั้นก็ควรจะคิดเผื่อผลประโยชน์ของฝ่ายตนเองบ้าง แต่สิ่งที่มันพูดไปเมื่อครู่นั้น กลับเป็นการผลักเจ้านายของตนลงเหวโดยสิ้นเชิง
และไม่ว่าความจริงโอวหยางซิงเหวินจะเป็นคนทำจริงหรือไม่ แต่อีกฝ่ายได้ปักใจเชื่อไปแล้วว่าฝ่ายเขาเป็นคนขโมยและซ่อนผลเวอร์มิลเลียนไว้ และถ้ารูปการณ์เป็นแบบนั้นจริง ตระกูลโอวหยางก็เท่ากับเป็นพวกตระบัดสัตย์
‘เป็นไปได้ไหมที่ไอ้ระยำซุนจื่อมันจะถูกอีกฝ่ายติดสินบนมา?’ โอวหยางเทียนคิดในใจด้วยความระแวง
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าสถานการณ์จะบีบคั้นจนไม่มีเวลาให้ซักไซ้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดที่ทำให้ซุนจื่อขายตระกูลของเขาออกไป โอวหยางเทียนก็ต้องดึงสติกลับมาเผชิญหน้าก่อน
“กัปตันปาร์คเกอร์ พวกเราไม่ได้เอาผลเวอร์มิลเลียนไปจริง ๆ ส่วนเรื่องที่คนใช้อกตัญญูคนนั้นพูด ข้าเองก็ไม่รู้เรื่องและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยทั้งสิ้น!”
โอวหยางเทียนกล่าวกับปาร์คเกอร์ ทว่าในขณะเดียวกันในใจของเขาก็เริ่มเกิดความคลางแค้นสงสัยอยู่ลึก ๆ เช่นกัน ว่าลูกชายสารเลวของตนจะแอบขโมยผลเวอร์มิลเลียนไปซ่อนไว้จริง ๆ แกล้งทำเป็นหลอกหลวงเขาด้วยหรือไม่? แต่ไม่ว่าเรื่องราวจะเป็นเช่นไร เขาก็ต้องปกป้องสายเลือดของตัวเองไว้ก่อน
“ไม่รู้เรื่องงั้นรึ? มันเป็นคนของตระกูลเจ้า และขนาดมันยังยอมรับสารภาพออกมาเอง เจ้ายืนกรานจะปฏิเสธหน้าด้าน ๆ อีกอย่างนั้นหรือ?!” ปาร์คเกอร์คำรามลั่น
“กัปตัน! ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลงกับพวกมันแล้ว ตอนนี้หลักฐานก็คามือเห็นชัด ๆ อยู่แล้วว่าพวกมันขโมยผลเวอร์มิลเลียนไป แถมตอนนี้ผลเวอร์มิลเลียนก็หายไปอีก ถ้าพวกมันไม่ได้เอาไปซ่อนแล้วจะเป็นใครกันล่ะ?! ผลเวอร์มิลเลียนมันจะงอกปีกบินหายไปเองได้อย่างงั้นรึ?!” ทหารรับจ้างคนหนึ่งตะโกนเสริมด้วยความโกรธแค้น
“ใช่แล้วกัปตัน! ทำไมท่านยังยอมเสียเวลาเสวนาให้กับพวกหมูพวกหมาพวกนี้อยู่แก?!” พวกมันหลอกลวงพวกเรา! ถ้าเราไม่สั่งสอนมันตอนนี้ ในอนาคตพวกเรากองทหารรับจ้างโลหิตสีชาดคงถูกพวกสวะที่ไหนไม่รู้รังแกเอาได้!”
“ใช่! ถ้าพวกมันไม่ยอมคืนของมาแต่โดยดี พวกเราก็จะได้สู้จนกว่าพวกมันจะคายออกมา!”
ผู้คนจากกองทหารรับจ้างโลหิตสีชาดต่างส่งเสียงโห่ร้องดังก้อง โรงเตี๊ยมแทบแตก พวกเขาต่างโกรธแค้นไม่แพ้กัน เนื่องจากสหายรักของพวกเขาถูกสังหาร อีกทั้งของล้ำค่ายังถูกปล้นชิงไป และที่ยิ่งไปกว่านั้นคืออีกฝ่ายยังมีหน้ามาส่งของปลอมมาหลอกลวงประชดประชันกันอีก เช่นนั้นคนจากกองทหารจึงเดือดดาลจนถึงขีดสุด
“ไอ้ห่าแก! แกเรียกใครว่าพวกหมูพวกหมาวะ?!”
“นี่แกกล้าพูดจาเชี่ย ๆ แบบนี้ใส่ตระกูลโอวหยางได้ยังไง!”
องครักษ์ฝ่ายโอวหยางเทียนที่ยืนคุมเชิงอยู่ก็ทนไม่ได้เช่นกัน ตระกูลโอวหยางเป็นถึงหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ของเมืองฮ่าวเทียน เมื่อถูกด่าทอเหยียดหยามต่อหน้าสาธารณชนย่อมไม่สามารถยอมรับความอับอายได้ ยิ่งไปกว่านั้น พวกมันยังกล้ามาดูถูกทหารฝ่ายโอวหยางที่เคยทำให้พวกมันลิ้มรสคมดาบจนหนีหัวซุกหัวซุนมาแล้วรอบหนึ่งอีกด้วย!
แม้ว่าโอวหยางเทียนและปาร์คเกอร์อยากจะเอ่ยปากหยุดคนของฝ่ายตนในตอนแรก แต่ในเวลานี้สถานการณ์มันเกินกว่าจะควบคุมได้แล้ว โอวหยางเทียนที่ต้องการจะยุติเรื่องราวทั้งหมดนี้ด้วยการเจรจาอย่างสันติต้องทอดถอนใจ เพราะดูเหมือนว่าเขาจะไม่สามารถทำเช่นนั้นได้อีกต่อไป มีแต่ต้องจับอาวุธเผชิญหน้ากับมันเท่านั้น เพราะหากปล่อยไว้ สถานการณ์จะยิ่งโกลาหลและสูญเสียการควบคุมยิ่งกว่าเดิม
เคร้ง! เคร้ง! ฉับ! อ๊ากกก!
เสียงกรีดร้องที่น่าสังเวช เสียงโต๊ะและเก้าอี้ที่ถูกทำลายหักเป็นชิ้น ๆ และเสียงของอาวุธหนักปะทะกันดังกึกก้อง ทำให้ผู้คนรอบข้างต่างพากันวิ่งหนีตายอุตลุด
ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังเปิดฉากตะลุมบอนกันอย่างบ้าคลั่งนั้นเอง… ทั้งโอวหยางซิงเหวินและซุนจื่อต่างก็อาศัยจังหวะชุลมุนนี้หาที่ซ่อนตัว ซุนจื่อรู้ดีว่าคำพูดหักหลังของเขาก่อนหน้านี้จะนำพาความวิบัติอะไรมาสู่ตัว ดังนั้นก่อนที่คู่พ่อลูกตระกูลโอวหยางจะรอดชีวิตกลับมาเล่นงานเขา เขาจึงต้องรีบหาทางหลบหนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่นั้นชีวิตน้อย ๆ ของเขาคงต้องจบสิ้นลงที่นี่แน่
ส่วนโอวหยางซิงเหวินก็พยายามสอดส่องสายตาตามหาซุนจื่อเพื่อจะคาดคั้นถามว่าทำไมมันถึงทำเรื่องอัปรีย์เช่นนี้ มันสมองกลับหรืออย่างไร? อย่างไรก็ตาม ตอนนี้โอวหยางซิงเหวินที่ตามหาอยู่นานกลับไม่พบร่องรอยของซุนจื่อเลย เป็นไปได้ว่าไอ้สารเลวคนสนิทคนนี้ได้แอบหนีไปเสียแล้ว โอวหยางซิงเหวินเองก็อยากจะหนีตามไปด้วยเช่นกัน แต่ทว่าทั้งพ่อและองครักษ์ของเขายังคงติดพันการต่อสู้อยู่ที่นี่
ส่วนทางด้านของซุนจื่อ อีกฝ่ายกลับลอบยิ้มสะใจและคิดว่าตัวเองค่อนข้างฉลาดทีเดียว เพราะหลังจากที่ได้รู้ความลับเรื่องผลเวอร์มิลเลียนหายไป เขาจึงคิดหาทางตีตัวออกห่างจากตระกูลโอวหยาง และเรื่องราวความขัดแย้งในโรงเตี๊ยมนี้ก็เป็นโอกาสเหมาะที่ทำให้เขาต้องตัดสินใจหักหลัง
การได้อยู่เคียงข้างคุณชายโง่อย่างโอวหยางซิงเหวินมันทำให้เขารู้สึกไม่มีความปลอดภัยในชีวิตเลยแม้แต่น้อย ย้อนกลับไปเมื่อเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อสองวันก่อน… เขาได้พบกับอันจื่อชิงโดยบังเอิญ อันจื่อชิงเห็นว่าเขามีท่าทางวิตกกังวลเป็นอย่างมาก จึงได้เข้ามาถามไถ่ถึงเรื่องราวที่ทำให้หนักใจ
ในเวลานั้น ซุนจื่อได้เล่าสิ่งที่เขาคิดออกไปทั้งหมด แต่เมื่อพูดจบเขาก็นึกเสียใจในภายหลังเพราะกลัวอันจื่อชิงจะคาบข่าวไปบอกโอวหยางซิงเหวิน ทว่าอันจื่อชิงไม่เพียงแต่จะไม่ต่อว่าหรือนำเรื่องไปฟ้อง แต่กลับยื่นข้อเสนอและเงื่อนไขบางอย่างที่เป็นประโยชน์เพื่อแลกกับการที่จะช่วยเหลือชีวิตของเขาแทน…!