กล่องจักรวาล (Universe Storage Box) - บทที่ 301 เปิดบูธ
บทที่ 301 เปิดบูธ
เมื่อถึงเวลาพลบค่ำ หวงเฟิงจึงกลับบ้านและพบม้วนคัมภีร์วิเศษภายในแหวนมิติ การเรียนรู้ม้วนคัมภีร์นี้ยากกว่าเวทมนตร์พื้นฐานทั่วไปของเมื่อก่อนเป็นอย่างมาก ซึ่งจะต้องใช้สมาธิและการทำความเข้าใจในระดับที่สูงขึ้น จากนั้นจึงจะสามารถเรียนรู้และเข้าใจเวทมนตร์นี้ได้ เขาคิดที่จะทดลองฝึกฝนทำและคิดว่าตัวเองคงสามารถอดทนต่อความยากลำบากในการฝึกได้ แต่หากมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น ผลลัพธ์ที่ตามมาอาจจะร้ายแรงเกินกว่าที่เขาจะรับไหว เช่นนั้นหวงเฟิงจึงยังไม่ค่อยอยากเสี่ยงเท่าใดนัก เขาจึงวางม้วนคัมภีร์ลงและตัดสินใจจะทำเป็นไม่สนใจชั่วคราว
หลังจากที่เก็บม้วนคัมภีร์ไว้ในกล่องจักรวาล เขาก็แน่วแน่ที่จะเพิกเฉยต่อมันไว้ชั่วคราว แน่นอนว่าหวงเฟิงไม่เคยคิดว่าเขาจะสามารถอดทนรอจนกว่าเขาจะถึงระดับที่จะสามารถฝึกฝนมันได้ แต่ในเวลานี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเขาไม่ใช่การฝึกเวทมนตร์ แต่เป็นการจัดการเรื่องโรงงาน หลังจากที่ผลิตภัณฑ์ของเขาถูกขายไปแล้ว เขาจึงรอการตอบรับของตลาดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ซึ่งหากไม่มีการตอบรับที่ดี โรงงานของเขาก็คงจะอยู่ได้ไม่นาน ดังนั้นเขาจึงต้องทำการโฆษณาและจ้างตัวแทนขายให้มาช่วยกระจายผลิตภัณฑ์แทน
ในช่วงเช้าของวันที่สอง หวงเฟิงที่ซักผ้าเสร็จพอดี ก็ได้มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
“บอสคะ พี่เหลียงบอกว่าให้ฉันตามบอสไปวันนี้ด้วยค่ะ เขาบอกว่าบอสจะไปบริษัทจัดหางานเพื่อรับสมัครคนมาเป็นพนักงาน” เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นนั้นมาจากกัวเมิ่งหานที่กัวเหลียงจัดให้มาช่วยหวงเฟิง
“เอ่อ เดี๋ยวก่อน ผมเพิ่งทำอาหารเช้าเสร็จ มาทานด้วยกันก่อนสิ เสร็จแล้วค่อยไปก็ได้” หวงเฟิงกล่าว
“โอ้ ใช่ ถ้าไม่ได้อยู่ที่โรงงาน เธอเรียกแค่ชื่อฉันหรือไม่ก็พี่เฟิงก็ได้นะ” หวงเฟิงไม่ต้องการแบ่งแยกสถานะกับกัวเมิ่งหานในตอนที่ไม่ใช่เวลาทำงาน เพราะอย่างไรพวกเขาก็อายุไล่เลี่ยกันและเป็นเพื่อนกันมาก่อน
“ถ้าอย่างนั้นต่อจากนี้ฉันจะเรียกคุณว่าพี่เฟิงก็แล้วกันนะคะ” กัวเมิ่งหานย่อมไม่ปฏิเสธคำแนะนำนี้ โดยเฉพาะเมื่อเธอนึกถึงสิ่งที่หรูหราบอกกับเธอเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับหวงเฟิง
“คุณมีอะไรให้ฉันช่วยไหมคะ?” เมื่อเห็นหวงเฟิงเข้าไปในครัว กัวเมิ่งหานจึงนึกอยากจะช่วยเขา
“ไม่ต้อง ๆ แค่รออยู่ด้านนอกก็พอ คุณทำอาหารให้ผมทานตั้งหลายครั้งแล้ว วันนี้ผมจะให้คุณได้ชิมฝีมือการทำอาหารของผมบ้าง” หวงเฟิงกล่าว
กัวเมิ่งหานไม่ปฏิเสธและนั่งลงอย่างเชื่อฟังในห้องนั่งเล่น เธอเองก็ค่อนข้างอยากรู้ทักษะการทำอาหารของหวงเฟิงอยู่เหมือนกัน แต่แน่นอนว่าเธอก็ไม่ได้ตั้งความหวังกับเขาไว้สูงนัก แต่เมื่อเธอได้ลิ้มลองข้าวผัดไข่ที่แสนเรียบง่ายของหวงเฟิงเข้าไปแล้ว ก็ถึงกับต้องเปลี่ยนความคิดในทันที เพราะรสชาติของมันอร่อยมากจริง ๆ ทักษะการทำอาหารของหวงเฟิงนั้นถือว่าดีอยู่ไม่น้อย และยังดีกว่าของเธอเสียอีก
“เป็นไงบ้าง? ทักษะการทำอาหารของผมไม่เลวใช่ไหมล่ะ?” หวงเฟิงกล่าวอย่างพอใจเมื่อเขาเห็นสีหน้าที่ประหลาดใจของกัวเมิ่งหาน
“อื้ม มันดีกว่าของฉันมากเลยค่ะ” กัวเมิ่งหานพูดอย่างตรงไปตรงมา
หลังจากที่รับประทานอาหารเสร็จ พวกเขาทั้งสองก็ตรงไปที่แหล่งรวมของคนที่ต้องการสมัครงาน แม้ว่าผลที่ได้ในช่วงแรกจะไม่ค่อยดีนัก แต่ก็ไม่ถึงกับรับไม่ได้เช่นกัน หลังจากที่หวงเฟิงและกัวเมิ่งหานรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับการรับสมัครเสร็จแล้ว พวกเขาก็ได้เริ่มจัดตั้งบูธรับสมัครงานของตัวเองในพื้นที่ที่จัดไว้ให้
ในขณะที่หวงเฟิงและคนอื่น ๆ ตั้งบูธของพวกเขาเสร็จ ก็ได้มีผู้คนจำนวนมากเข้ามาดู แต่หลังจากที่พวกเขาได้เห็นการแนะนำโรงงานและเงื่อนไขต่าง ๆ ส่วนใหญ่ต่างก็ส่ายหน้าและเดินจากไป เนื่องจากโรงงานของหวงเฟิงเพิ่งเปิดใหม่และมีขนาดเล็ก บัณฑิตจบใหม่หลายคนจึงยังไม่มั่นใจในความมั่นคงของบริษัท
หวงเฟิงไม่แปลกใจกับสถานการณ์เช่นนี้ เพราะตอนที่เขาเพิ่งจบการศึกษาใหม่ ๆ เขาเองก็มีความทะเยอทะยานเต็มเปี่ยมและเคยดูถูกธุรกิจขนาดเล็กมาก่อนเช่นกัน และต้องการหาบริษัทใหญ่ ๆ มั่นคงทำเท่านั้น แต่สุดท้ายเขาก็ต้องเอาหัวโขกกำแพงเพราะการที่จะเข้าบริษัทใหญ่นั้นก็ต้องพบกับการแข่งขันที่สูงด้วย และเมื่อหมดหนทาง เขาก็ต้องหันกลับไปมองบริษัทเล็ก ๆ ที่เคยดูถูก แต่ในตอนนั้นมันก็สายเกินไปเสียแล้ว
ดังนั้น หวงเฟิงรู้ว่าบัณฑิตที่เพิ่งออกจากมหาวิทยาลัยเหล่านี้ก็จะต้องช็อคกับความจริงในไม่ช้า ท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาก็อาจจะต้องยอมรับข้อเสนอจากบริษัทเล็ก ๆ หรือโรงงานเล็ก ๆ ที่พวกเขาไม่ชอบในตอนแรก เพราะเมื่อถึงเวลานั้น ไม่ใช่พวกเขาที่เป็นคนเลือกบริษัท แต่เป็นบริษัทเล็ก ๆ พวกนั้นต่างหากที่จะเป็นคนคัดเลือกแทน
พวกเขากลุ่มนี้หลายคนไม่อยากไปทำงานที่โรงงานของหวงเฟิง จึงได้เลือกไปสมัครกับโรงงานอื่นหรือบริษัทอื่นที่ดูมีชื่อเสียงมากกว่า อย่างไรก็ตาม หวงเฟิงก็ยังคงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ หลังจากที่รวบรวมเรซูเมทั้งหมดมา เขาก็พบว่าโรงงานของเขาจะต้องขยายเวลาการรับสมัครพนักงานขายเพิ่ม และเขาเองก็ต้องการคนที่มีความสามารถจริง ๆ ด้วย ดังนั้นเขาจึงใช้ประโยชน์จากเรซูเมเหล่านี้เพื่อเลือกพนักงานในอนาคตอย่างละเอียด
สำหรับคนที่นั่งลงเพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติมจากหวงเฟิงและกัวเมิ่งหาน พวกเขาทั้งคู่คอยตอบข้อสงสัยอย่างกระตือรือร้น หวงเฟิงเพิ่งผ่านช่วงเวลานั้นมาไม่นาน จึงไม่มีสิทธิ์เพิกเฉยต่อกลุ่มคนเหล่านี้ได้ ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เขายังไม่มีกล่องจักรวาลและเป็นเพียงคนธรรมดาเท่านั้น ในตอนนั้นเขาจึงเป็นกังวลเรื่องงานตลอดทั้งวันเพราะยังไม่มีงานอะไรให้ทำ ดังนั้นเขาจึงเข้าใจความรู้สึกของคนหางานเหล่านี้เป็นอย่างดี ว่าพวกเขาคิดอย่างไรและต้องการอะไร และเขาก็เคยคิดว่าหากเขาได้ทำงาน เขาจะทำงานออกมาอย่างไรให้ดีจนสามารถทำให้บอสเอ่ยปากชมเขาได้ แต่ไม่กี่เดือนต่อมา สถานะของเขาได้เปลี่ยนไปแล้ว ตอนนี้เขาไม่ได้เป็นเพียงคนหางานธรรมดา ๆ คนหนึ่งเหมือนอย่างคนที่อยู่ตรงหน้าเขาในตอนนี้อีกต่อไป
“หวงเฟิง ทำไมนายถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะ?!”
ในขณะที่หวงเฟิงกำลังพิจารณาถึงข้อได้เปรียบเสียเปรียบจากข้อเท็จจริงอยู่นั้น ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น หวงเฟิงเงยหน้าขึ้นมองตามสัญชาตญาณเพื่อมองหาต้นเสียงของผู้พูด จากนั้นเขาก็ตะลึงไปเล็กน้อย
“โอ้ หวังทงทง ช่างบังเอิญจริงๆ เลยนะ” หวงเฟิงกล่าวอย่างเป็นกันเอง ขณะที่เขายังคงจัดเรียงเรซูเมที่อยู่ในมือ
ถูกต้องแล้ว คนที่ปรากฏตัวต่อหน้าหวงเฟิงในตอนนี้ ก็คืออดีตแฟนสาวที่เขาเคยคบหาด้วยตอนเรียนอยู่มหาวิทยาลัยนั่นเอง