การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 109 เสี่ยวฉวนจื่อและหรุ่ยเอ๋อร์
ต้วนชิงหมิงชะงักนิ่งยืนมองไปยังด้านหลังของหัวหน้าหมู่บ้านและพรรคพวก ไม่เอื้อนเอ่ยวาจา
เมื่อรู้ว่าเรือนไม่ต้องถูกปิดเถี่ยจู้จื่อกุลีกุจอก้มลงคำนับต้วนชิงหมิงที่พื้นอย่างดีอกดีใจเอ่ยขอบคุณไม่ขาดปาก……
ถ้าเรือนนี้ถูกปิดลงคนทั้งเรือนต่อให้ไม่ได้เป็นโรคเวินอี้ก็จะหมดอนาคตลงด้วยเช่นกัน
แต่วันนี้ต้วนชิงหมิงได้ช่วยชีวิตพวกเขาไว้ทั้งเรือน
นางยืนมองคนในครอบครัวของเขาพูดนิ่งๆ “โชคดีมากที่ตระกูลหลีไม่มีใครเป็นโรคเวินอี้ส่วนหลีเหล่าโถวที่
ทำงานให้กับจวนต้วนมากว่าค่อนชีวิตในฐานะเจ้านายย่อมต้องปกปั้องคนในครอบครัวของเขาให้รอดปลอดภัย!”
พูดไปพลางส่งสายตาให้กับเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์หญิงสาวเข้าใจในความหมายทันที รีบหยิบเงินก้อนหนึ่งยัดใส่มือของ
ภรรยาหลีเหล่าโถว “นี่เป็นเงินที่คุณหนูใหญ่ช่วยในงานประกอบพิธีฝังศพ…”
เงินก้อนหนักประมาณสิบบาทถ้ายึดตามราคาท้องตลาด เงินหนึ่งบาทแลกได้หนึ่งพันสองร้อยตำลึงถ้าเงินสิบบาท
ก็จะแลกได้หนึ่งหมื่นสองพันตำลึง!
หลีเหล่าโถวทำงานอย่างหนักมาทั้งปียังได้ไม่เกินสองถึงสามบาท แต่นี่เป็นเงินถึงสิบบาทสามารถแลกได้อย่าง
มากมายเช่นนี้แล้วงานศพของหลีเหล่าโถวจึงไม่จำเป็นขอหยิบยืมข้าวของจากเรือนอื่นพูดได้ว่ายังมีเงินเหลือให้หลานๆ
ไปเชิญอาจารย์มาสอนหนังสือได้อีก
ภรรยาของหลีเหล่าโถวมองเด็กสาวด้วยความซาบซึ้งรีบคุกเข่าลงคำนับให้ต้วนชิงหมิงไม่หยุด “ขอบคุณคุณหนู
ใหญ่ขอบคุณคุณหนูใหญ่…”
แม้ในใจเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ยังคงโกรธเคือง ทว่าทำได้เพียงพูดนิ่งๆ “ขอเพียงพวกเจ้าแยกแยะคนดีกับคนเลวให้ออก
อย่างชัดเจน แค่นี้ก็พอแล้ว!”
เมื่อได้ฟังความหมายแฝงที่เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์เอื้อนเอ่ยนางจึงรีบคุกเข่าไปทางต้วนชิงหมิง พูดอย่างละอายใจ “ข้าเป็น
คนไม่มีการศึกษานิสัยบุ่มบ่าม หวังว่าคุณหนูใหญ่จะยกโทษและไม่ถือโกรธข้านะเจ้าคะ!”
อีกฝั่ายได้ยินพลางขมวดคิ้วขึ้น……คำพูดของภรรยาของเถี่ยจู้จือนั้น ทำให้คนต่างมองนางเปลี่ยนไปเห็นได้ชัดว่า
นางไม่ใช่คนที่ไม่มีการศึกษาอย่างที่พูด!
พลางขยับเข้าไปประคองภรรยาของเถี่ยจู้จือกล่าวขึ้น “เรื่องนี้จะโทษเจ้าทั้งสองก็ไม่ได้ เพราะความเจ็บปวดจาก
การเสียคนรักไปข้าเข้าใจเป็นอย่างดี พวกเจ้าวางใจได้ เรื่องเหล่านี้ข้าไม่เก็บเอามาใส่ใจ!”
อีกครู่หนึ่งพลันเห็นแววตาของเด็กผู้ชายที่เปลี่ยนจากสายตาโกรธเกลียด กลับกลายเป็นเก้อเขินต้วนชิงหมิงคลี่ยิ้ม
ออกมาและถามขึ้น “เจ้าชื่ออะไร?”
เด็กคนนั้นได้ยินที่ต้วนชิงหมิงถามถึงลงไปทำความเคารพอย่างนอบน้อม พูดว่า “คุณหนูใหญ่ข้าน้อยชื่อหลี่ฉวน
เมื่อคู่เป็นเพราะเสี่ยวฉวนจื่อเข้าใจคุณหนูใหญ่ผิดหวังว่าคุณหนูใหญ่จะให้อภัยเสี่ยวฉวนจื่อขอรับ!”
นางเห็นหลี่ฉวนดูไร้เดียงสาไม่มีพิษมีภัยจึงรู้สึกถูกใจเป็นอย่างยิ่ง จึงเอื้อมมือไปลูบที่หัวของเขาแล้วพูดอย่างอ่อน
โยน “เสี่ยวฉวนจื่อ ข้ามีน้องชายอยู่คนหนึ่ง โตกว่าเจ้านิดหน่อยไม่รู้ว่าเจ้าจะยอมไปเป็นเพื่อนเล่น เพื่อนอ่านหนังสือกับ
เขาหรือไม่?”
ครั้นได้ยินที่ต้วนชิงหมิงถามต่างก็รู้สึกตกใจระคนยินดี… เป็นที่รู้กันว่า การได้เป็นเพื่อนอ่านหนังสือของลูกชายคน
โตของท่านแม่ทัพถือเป็นเกียรติยศอย่างสูง และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือจะสามารถอ่านออกเขียนได้และมีอนาคตที่ดีอีกด้วย!
เพียงแต่ไม่รู้ว่าเสี่ยวฉวนจื่อจะตอบอย่างไร?
ถ้าเขาปฏิเสธคุณหนูใหญ่ไม่เพียงแต่เสี่ยวฉวนจื่อจะเสียโอกาสที่ดี ยังทำให้เสื่อมเสียมาถึงเรือนพวกเขา
ต้วนชิงหมิงหันไปพูดกับเด็กน้อยไม่มองคนอื่นในเรือนแม้แต่น้อย โดยปกติถ้าเจ้านายถามและยังไม่ได้รับอนุญาต
คนอื่นจะไม่สามารถพูดแทรกได้ ดังนั้นแม่ของเถี่ยจู้จื่อและเถี่ยจู้จื่อ ทั้งสองต่างกุมมือด้วยความตื่นเต้นทว่ามิกล้าจะพูด
ออกไปแม้แต่คำเดียว!
ผู้เป็นมารดาของเด็กน้อยได้แต่อมยิ้มมองไปยังบุตรชายแววตาสั่นระริกด้วยความตื่นเต้น
เด็กสาวได้เห็นอดคิดไม่ได้ว่าผู้หญิงคนนี้ต้องมีอะไรสักอย่าง…เพราะดูจากที่เสี่ยวฉวนจื่อรู้จักมารยาทตั้งแต่ยังเล็ก
นางจึงบังเกิดความรู้สึกอย่างหนึ่งทั้งแปลกใจว่าผู้หญิงคนนี้ต้องมีพื้นหลังอะไรบางอย่างจึงสามารถสอนลูกชายลูกสาวได้
ดีเช่นนี้!
เด็กน้อยนิ่งคิดอยู่ครู่เดียวก็เปล่งวาจาเสียงใส “เรียนคุณหนูใหญ่ถ้ามีพี่สาวอย่างคุณหนูใหญ่จะต้องมีน้องชายที่ดี
อย่างแน่นอน……เสี่ยวฉวนจื่อยินดีอย่างมากที่จะเป็นเพื่อนอ่านหนังสือให้กับคุณชายใหญ่ขอรับ…แต่ว่า……”
เมื่อได้ยินที่เสี่ยวฉวนจื่อตอบเถี่ยจู้จื่อและภรรยาของหลีเหล่าโถวก็ยินดีเป็นล้นพ้น ทว่าเมื่อได้ยินคำว่า ‘แต่ว่า’
ทั้งสองคนชะงักนิ่งงัน… ฟั้าดินเจ้าขาอย่าให้เสี่ยวฉวนจื่อพูดคำว่า ‘ไม่’ นะเจ้าคะ!
ต้วนชิงหมิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “แต่ว่าอะไรหรือ?”
พูดจากใจจริงนางก็อยากรู้เหมือนกันว่าเสี่ยวฉวนจื่อ จะพูดอะไรต่อไป!
เสี่ยวฉวนจื่อพูดออกมา “แต่ว่าเสี่ยวฉวนจื่อมีพ่อกับแม่และครอบครัวที่นี่ดังนั้นเรื่องนี้เสี่ยวฉวนจื่อจะต้องถาม
พวกเขาให้ชัดเจนเสียก่อนขอรับถ้าพวกเขาเห็นด้วยเสี่ยวฉวนจื่อถึงจะตอบรับได้!”
เด็กสาวอดไม่ได้ที่จะพูดอย่างชื่นชม “เสี่ยวฉวนจื่ออายุยังน้อย กลับรู้บุญคุณของพ่อแม่ช่างเป็นสิ่งที่หาได้ยากเสีย
จริง!”
นางหยุดเว้นจังหวะแล้วหันไปมองภรรยาของหลีเหล่าโถวและผู้เป็นบิดามารดาของเด็กน้อยเอ่ยถามอีกครั้ง “ที่
เสี่ยวฉวนจื่อพูดพวกเจ้าทั้งสองได้ยินหรือไม่? ไม่รู้ว่าเจ้าทั้งสองจะเห็นด้วยหรือไม่?”
ภรรยาของหลีเหล่าโถวปลื้มปีติจนนํ้าตาไหลเต็มหน้าพลางยกแขนเสื้อเช็ดนํ้าตาไปพูดไป “เจ้านายแบบนี้ข้าขอ
เป็นตัวแทนลูกชายและสะใภ้ ให้เสี่ยวฉวนจื่อไปจวนท่านแม่ทัพได้ ไปได้! ไปได้!”
เถี่ยจู้เฟิงได้แต่ยิ้มแห้งดีใจจนพูดอะไรไม่ออก
เด็กน้อยวิ่งโผเข้าหาแม่จับมือขึ้นมาและพูดอย่างออดอ้อน “ท่านแม่ลูกจะต้องไปจวนท่านแม่ทัพแล้ว แต่ว่าข้าไม่
อยากจากคุณย่า ท่านพ่อท่านแม่และพี่น้องสาวเลย!”
ต้วนชิงหมิงถึงกับเบิกตาโตเลิกคิ้วขึ้นอีกครั้ง…เสี่ยวฉวนจื่อ……เด็กคนนี้ไม่ใช่ธรรมดา!
ท่านย่าช่วยตัดสินและอนุญาตให้เขาไปเขาจึงโผเข้าไปในอ้อมอกของผู้เป็นมารดาที่อยากได้การปลอบโยนแต่ว่า
คำพูดนั้นก็ยังไม่ลืมย่า พ่อและทุกคน ที่ดูแลเขามาเป็นอย่างดี!
เห็นได้ว่าเด็กน้อยคนนี้หลักแหลมไม่เบา
ภรรยาของเถี่ยจู้จื่อมีหรือจะไม่รู้ความคิดของลูกชาย? นางจึงยิ้มและดีดไปที่หน้าผากของเสี่ยวฉวนจื่อ “เจ้าเด็ก
ดื้อถ้าอยากไปก็ไป ทำไมจะต้องมาพูดเอาใจแม่ด้วย!”
“เสี่ยวฉวนจื่อรู้ว่า ท่านแม่รักข้ามากที่สุด” เสี่ยวฉวนจื่อพูดออดอ้อน
เมื่อเห็นว่าเสี่ยวฉวนจื่อจะไปจวนต้วนน้องสาวจึงเดินเข้ามาจับมือเขา พูดเสียงเบาราวกับกระซิบ “พี่ชายจะไป
นานเท่าไร หรุ่ยเอ๋อร์คิดถึงพี่ชาย!”
“พี่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะไปนานแค่ไหน ตอนที่พี่ไม่อยู่เรือนเจ้าจะต้องเชื่อฟังท่านย่า ท่านพ่อและท่านแม่รู้ไหม?”
เขาหันไปจับมือน้องสาวตอบเสียงเบา
หรุ่ยเอ๋อร์นํ้าตาคลอทั้งสองข้างมองไปยังต้วนชิงหมิงด้วยความหวังว่าจะพาหรุ่ยเอ๋อร์ไปด้วย
ต้วนชิงหมิงได้แต่ถอนหายใจพลางคิดในใจว่านางจะพาลูกชายลูกสาวของพวกเขาไปครั้งเดียวไม่ได้ถ้าทำเช่นนั้นก็
ดูเหมือนจะไปแย่งความรักของครอบครัวนี้มาทั้งหมด
เมื่อมองกลับไปก็เห็นแม่นมหนิงมองเสี่ยวฉวนจื่ออย่างชื่นชมอายุเพียงเท่านี้ก็รู้จักมารยาท วันข้างหน้าจะต้อง
สดใสอย่างแน่นอน
ในเวลานี้เองเห็นผู้เป็นมารดาของเสี่ยวฉวนจื่อเดินเข้าไปปรึกษากับผู้เป็นย่าไม่นานจึงหันกลับมาทำความเคารพต้
วนชิงหมิงเอื้อนเอ่ยหนักแน่น ไม่ลังเล “หรุ่ยเอ๋อร์แยกจากพี่ชายไม่ได้ขอให้คุณหนูใหญ่รับเด็กทั้งสองไปด้วยกันเถิด เพื่อ
เขาทั้งสองจะได้มีเพื่อนเล่น!”
ได้ยินที่แม่ของเสี่ยวฉวนจื่อพูดทันใดนั้นต้วนชิงหมิงถึงกับตะลึง
ที่จริงแล้วจะรับบ่าวรับใช้เพิ่มสักคนหรือสองคนก็ไม่มีปัญหา เพียงแต่นางไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดภรรยาของเถี่ย
จู้จื่อจึงยอมยกให้ลูกชายลูกสาวทั้งคู่ไปอดที่จะเปรียบเทียบเมื่อตอนที่นางต้องทนทุกข์ทรมานจากการที่ลูกชายลูกสาว
ต้องจากไป?
ต้วนชิงหมิงคาดการณ์ว่าภรรยาของเถี่ยจู้จื่อต้องไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดา ดังนั้นจึงพูดอย่างไม่ปิดบัง “ในเมื่อสะใภ้หลี่
พูดเช่นนี้ เช่นนั้นข้าก็จะไม่เกรงใจแล้วจวนต้วนของข้าแม้จะดูสูงส่ง แต่ว่าไปอยู่ที่อื่นก็ไม่เหมือนอยู่เรือนของตนยิ่งไปกว่า
นั้นถ้าคิดว่าสะใภ้หลี่ควรจะมีลูกไว้คอยดูแลไว้สักคน!”