การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 110 หัวใจอันน่าสงสารของผู้เป็นพ่อเป็นแม่ในโลกนี้
- Home
- การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง
- ตอนที่ 110 หัวใจอันน่าสงสารของผู้เป็นพ่อเป็นแม่ในโลกนี้
ภรรยาของเถี่ยจู้จื่อหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจากแขนเสื้อเช็ดคราบนํ้าตาพลางยิ้มเจื่อนเล็กน้อยละม้ายข่มนํ้าตาไว้
ได้พูดกับต้วนชิงหมิงด้วยความจริงใจ
“พวกเขาสองพี่น้องตั้งแต่เกิดมาก็อยู่ด้วยกันทั้งเช้าจรดคํ่าไม่เคยต้องแยกจากกันอีกอย่างถ้าท่านพาเขาสองพี่น้อง
ไป จะได้ดูแลกันสะดวก ทั้งยังไม่ต้องคิดถึงกันการที่พวกเขาได้เติบโตในเมืองหลวงคงเป็นการดีเพราะที่นั่นล้วนมีแหล่ง
ของทรัพย์ในดินสินในนํ้าเด็กที่เกิดในชนบทอย่างพวกเขาจะได้เปิดหูเปิดตาหลังจากเติบโตแล้วคงหาเลี้ยงดำรงชีวิตได้
อย่างสะดวก”
นางหยุดเว้นจังหวะแล้วเอ่ยต่อ “ถึงแม้ข้าจะตัดใจยาก แต่ก็คำนึงเพื่อลูกตัวเองเสมอ อยากจะหาที่ไปดีๆให้พวก
เขาสักหน่อยเพียงหวังว่าชีวิตของพวกเขาจะได้เติบโตไปในทิศทางที่ตัวเองคาดหวังเจ้าค่ะ!”
ผู้เป็นพ่อเป็นแม่ในโลกนี้มีหัวใจอันน่าสงสารเสียจริง
ภรรยาของเถี่ยจู้จื่อมีคำพูดคำจาซื่อสัตย์มีความรู้สึกที่จริงใจ เพียงแต่ไม่รู้ว่ารู้สึกไปเองหรือเปล่าตอนที่ต้วนชิงห
มิงได้ยินคำว่า “แหล่งของทรัพย์ในดินสินในนํ้า” นางกลับรู้สึกถึงบางสิ่งในคำพูดของภรรยาของเถี่ยจู้จื่อราวกับกำลังพูด
ถึงบางสิ่งที่มีค่ามากเพียงพอให้เสียดสี!
ทุกถ้อยวาจาที่เด็กสาวได้ฟังอีกฝั่ายพูดยิ่งทำให้นางหวนคิดถึงมารดาตัวเองขึ้นมา หัวใจนางอ่อนยวบลงทันที
พลางถอนหายใจเบาๆดวงตางามใต้หมวกคลุมที่ห้อยม่านตาข่ายมองประเมินภรรยาของเถี่ยจู้จื่อชั่วครู่เมื่อเห็นดวงตา
ของอีกฝั่ายใสบริสุทธิ์เปียมความจริงใจระคนสีหน้าเจ็บปวดในทีของนางจึงอดไม่ได้ที่จะเอื้อนเอ่ย
“เอาล่ะ ข้าอนุญาตเจ้าแล้ว ข้าจะพาลูกๆ ทั้งสองของเจ้าไปเมืองหลวงด้วยกันข้าจะช่วยพวกเขาทำสัญญาเป็น
บ่าวรับใช้ที่เปลี่ยนแปลงได้ หลังจากโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว หากพวกเขายินดีจะกลับมา ข้าจะไม่รั้งไว้……”
เมื่อพูดจบก็พยักหน้าให้แม่นมหนิงนำเงินออกมายี่สิบตำลึงแล้ววางไว้ในฝั่ามือภรรยาของเถี่ยจู้จื่อ กล่าวช้าๆ
“เงินพวกนี้พวกเจ้าเก็บไว้เถอะ เมื่อหาบ้านให้คนชราได้ค่อยซื้อที่นากลับมาสักจำนวนหนึ่งเอาไว้หาเลี้ยงชีพก็แล้วกัน……
ส่วนเด็กสองคนนี้พรุ่งนี้ข้าจะพาพวกเขาไป เมื่อถึงตอนนั้น ข้าจะให้คนมาดูแลพวกเขาเอง……”
พูดไปพลางชำเลืองมองแม่นมหนิงแวบหนึ่งผ่านหมวกคลุมที่ห้อยม่านตาข่าย!
แม่นมหนิงพยักหน้าแล้วก้าวขึ้นมาข้างหน้าทันที มาจูงมือเสี่ยวเฉวียนจื่อกับหรุ่ยเอ๋อร์เอาไว้บนใบหน้าหญิงชรา
เผยรอยยิ้มที่เมตตาเอ็นดูและสุขุม พร้อมกล่าวอย่างใจเย็นว่า “สะใภ้หลี่วางใจได้ คุณชายกับเสี่ยวเฉวียนจื่ออายุไล่เลี่ย
กัน พวกเด็กๆเล่นด้วยกันง่ายอยู่แล้ว ส่วนหรุ่ยเอ๋อร์ ตามธรรมเนียมแล้วข้าจะต้องเป็นคนอบรมนางรับรองว่าหลังจาก
เติบโตแล้วข้าจะส่งแม่นางที่ทั้งงดงามทั้งมีความรู้คืนให้กับเจ้าอย่างแน่นอน!”
คำพูดเหล่านี้ของแม่นมหนิงทำให้ทั้งครอบครัวของเถี่ยจู้จื่อหัวเราะออกมาได้แต่พอนึกขึ้นได้ว่ากำลังจะแยกจาก
กัน พวกเขาก็กอดกันอีก นํ้าตาไหลอีกแล้วเรียกได้ว่าในรอยยิ้มซ่อนนํ้าตา ในนํ้าตาซ่อนความเจ็บปวดรสชาติที่อยู่ในนั้น
ยากที่จะลิ้มลองได้จริงๆ!
เมื่อเห็นแม่นมหนิงเอ่ยปากแล้วเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ก็ก้าวไปข้างหน้าครึ่งก้าว แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มงดงาม “สะใภ้หลี่
วางใจเถอะ หรุ่ยเอ๋อร์คนนี้เกิดมามีไหวพริบดีทั้งยังอยู่กับคุณหนูใหญ่ของพวกเราด้วย คุณหนูใหญ่ของพวกเราโอบอ้อม
อารีต่อบ่าวไพร่จนขึ้นชื่อแล้ว ถ้าหรุ่ยเอ๋อร์อยู่กับนางก็มีแต่จะได้เสพสุขกับวาสนานี้ไม่จบไม่สิ้นเลยล่ะ!”
ภรรยาของหลีเหล่าโถวพูดคุยสั่งเสียอยู่ชั่วครู่ทั้งขอบคุณและฝากฝัง!
ท้องฟั้าใกล้จะเที่ยงวันแล้วต้วนชิงหมิงจึงลุกขึ้นกล่าวอำลา พลางนัดแนะแล้วว่าอีกสามวันก่อนจะกลับจวนนาง
จะพาสองพี่น้องคู่นี้ไปด้วย
ทั้งครอบครัวเถี่ยจู้จื่อออกมาส่งต้วนชิงหมิงที่นอกประตูเรือนเอ่ยกล่าวขอบคุณอีกครั้ง ถึงปล่อยให้ขบวนเดินทาง
ของต้วนชิงหมิงจากไปอย่างช้าๆ!
ทันทีที่ต้วนชิงหมิงก้าวเท้าออกจากประตูเรือนหลีเหล่าโถวสายตาพลันเห็นเงาคนลับๆ ล่อๆวิ่งผ่านกำแพงบ้าน
หลังหนึ่งด้านหลังของลานบ้านที่ซ้อนกันหลายชั้น!ดูจากการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วของเงานั้นกับสีหน้าแปลกประหลาด ก็
ไม่ต้องพูดเลยต้องเป็นคนที่มีเจตนาไม่ซื่ออยู่แล้ว!
ต้วนชิงหมิงเพียงชำเลืองมองเงานั้นแวบหนึ่งด้วยสีหน้าเรียบเฉยๆทว่าในดวงตาดูลํ้าลึกขึ้นเรื่อยๆ นางก็ได้แต่เม้ม
ริมฝีปากเอาไว้แน่นไม่เปล่งวาจาใดออกมา!
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ตรงหน้าเถี่ยเฟิงก็ย่อมเห็นแล้วเช่นกัน เดิมทีเขาคิดจะไล่ตามไปแต่พอเห็นว่าข้างกายตัวเองมีแต่
ผู้หญิง ถ้าอีกฝั่ายใช้แผนล่อเสือออกจากปั่าขึ้นมาเขาก็จะฉุกละหุกจนทำอะไรไม่ถูก พอนึกถึงตรงนี้อีกทั้งเห็นสายตาของ
ต้วนชิงหมิงที่ดูเย็นเยียบละม้ายมีแผนการในใจเขาก็เงียบไว้อย่างชาญฉลาด!
เพียงแต่……นี่เป็นใครอีกเล่า กล้ามาท้าทายต่อหน้าคุณหนูใหญ่สกุลต้วนเช่นนี้ถ้าโดนเขาจับได้เมื่อไร เขาจะขยี้คน
คนนั้นให้ร่างแหลกเป็นแน่!
ถึงแม้ขบวนของต้วนชิงหมิงจะออกไปแล้วแต่ทั้งหมดก็เหมือนยังจมอยู่ในเรื่องของครอบครัวหลีเหล่าโถว!
ส่วนแม่นมหนิงก็ยิ่งเงียบผิดปกติคล้ายกำลังใคร่ครวญบางอย่างอยู่ในใจ ตอนที่เดินไปได้ครึ่งชั่วยามมองซ้ายมอง
ขวาแล้วไม่เห็นใคร จู่ๆ นางก็ก้าวมาข้างหน้าสองก้าวแล้วพูดกับต้วนชิงหมิงเบาๆ ว่า
“คุณหนูเจ้าคะ ตามที่บ่าวเห็น เสี่ยวเฉวียนจื่อนั่นแววตาใสสะอาดร่าเริงกระปรี้กระเปร่า คุณสมบัติประจำตัวกับ
ความประพฤติก็ย่อมไม่ต้องพูดถึงคุณหนูเอ็นดูเขาแล้ว ถึงรับไว้เป็นเด็กรับใช้ของนายน้อยก็นับว่าไม่เลวแต่บ่าวคาด
ว่า……เด็กที่ชื่อหรุ่ยเอ๋อร์คนนั้น……”
พอพูดถึงตรงนี้ก็หยุดชะงักคำพูดลง ไม่ลงลึกรายละเอียดพลางก้มหน้ามองพื้น แล้วไม่ได้พูดอะไรอีก!
ชาวบ้านผ่านไปผ่านมาบนเส้นทางเมื่อได้เห็นต้วนชิงหมิงที่มีลักษณะท่าทางสูงส่งสง่างามก็ไม่กล้าเมินเฉยทว่าก็ไม่
กล้าทักทายตามอำเภอใจเช่นกัน ได้แต่เดินอ้อมไปไกลๆลับหลังคล้ายซุบซิบพูดคุยกัน!
เด็กสาวย่อมเข้าใจสิ่งที่แม่นมหนิงจะสื่อกับนางมีหรือที่นางจะไม่เข้าใจ เสี่ยวเฉวียนจื่อนั่นแววตาใสบริสุทธิ์เผยให้
เห็นลักษณะซื่อตรง แค่มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าเป็นต้นกล้าชั้นดีควรค่าแก่การลงทุนฝึกเลี้ยง! แต่เด็กสาวที่ชื่อหรุ่ยเอ๋อร์
นั่นแตกต่างกันราวฟั้ากับดิน!
ตอนที่ต้วนชิงหมิงเดินเข้ามาในเรือนก็เห็นหรุ่ยเอ๋อร์เป็นคนแรก ที่จริงเด็กสาวที่ชื่อหรุ่ยเอ๋อร์นั่นก็มองเสื้อผ้า
อาภรณ์ราคาแพงทั้งตัวต้วนชิงหมิงก่อนเป็นอันดับแรกแล้วในดวงตาก็ฉายแววอิจฉาออกมาโดยไม่รู้ตัวแล้วเด็กสาวก็ใช้
สายตาเช่นนั้นจ้องเสื้อคลุมชุดใหม่ของเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์อยู่ตลอดไล่มองตั้งแต่ศีรษะจดเท้า แล้วก็ไล่จากเท้าขึ้นไปบนศีรษะ
ไม่ได้หันหน้าไปไหนเลย!สายตาอย่างนั้น มีทั้งความกระหายใคร่อยาก มีทั้งความอิจฉาเหมือนต้องการจะฉีกเสื้อลงมา
จากตัวเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์แล้วใส่ไว้บนร่างกายตัวเองเสียเดี๋ยวนั้น!
จะไม่พูดก็ไม่ได้ว่านั่นคือสายตาที่ทำให้คนรู้สึกไม่สบายใจที่สุด ถึงแม้จะอายุยังน้อย แต่จิตใจที่ใฝั่หาเกียรติยศอัน
จอมปลอมก็เผยให้เห็นแล้วในมุมมองของต้วนชิงหมิงที่คอยดูคนมาตลอดผู้หญิงเช่นนี้ไม่ใช่ต้นกล้าที่ดีอะไรเลยจริงๆ!
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ที่กำลังตั้งใจออกหน้าแทนเจ้านายนางจึงไม่เห็นแววตาที่หรุ่ยเอ๋อร์มองนาง แม้เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์จะไม่เห็น
แต่แม่นมหนิงกับต้วนชิงหมิงกลับเห็นแล้วและตอนที่ได้เห็น พวกนางก็เริ่มส่ายหน้า…หรุ่ยเอ๋อร์คนนี้แตกต่างจากเสี่ยวเฉวี
ยนจื่อผู้เป็นพี่ชายราวฟั้ากับดิน!
นอกจากนี้สิ่งที่ทำให้แม่นมหนิงไม่เข้าใจก็คือ ภรรยาของเถี่ยจู้จื่อผู้นั้นดูอย่างไรก็ไม่เหมือนหญิงชาวปั่าชาวเขา แม้
จะเป็นเช่นนี้นางกลับยังยุยงส่งเสริมให้หรุ่ยเอ๋อร์กับเสี่ยวเฉวียนจื่อให้ออกนอกบ้านไปสู่เมืองหลวงที่มีสีสันหลากหลาย
สีสันอีกหรือ อย่าบอกนะว่านางไม่เข้าใจจริงๆว่านิสัยอย่างลูกสาวนางจะมีจุดจบเป็นอย่างไร?
เมื่อผู้เป็นนายไม่พูดอะไรแม่นมหนิงก็ไม่ได้พูดอะไรเช่นเดียวกันคนกลุ่มนี้เพียงเดินผ่านทางในหมู่บ้านอย่างเงียบๆ
เดินไปยังหมู่บ้านแห่งหนึ่ง!ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงวันแล้ว ในเตาของแต่ละบ้านล้วนมีกลิ่นหอมของอาหารโชยออกมาทำเอา
ท้องของเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ร้อง “โครกคราก” นางแอบมองต้วนชิงหมิงแวบหนึ่งแล้วหันมองแม่นมหนิงแต่ตัวเองกลับหน้าแดง
ด้วยความอับอายก่อนแล้ว!
ต้วนชิงหมิงแสร้งทำเหมือนไม่ได้ยินเพียงยิ้มบางๆ พร้อมบอกว่า “แม่นมหนิงวันนี้ข้าหิวจะแย่อยู่แล้ว เจ้าบอกให้
ห้องครัวเตรียมอาหารไว้เยอะๆ หน่อย……แล้วก็เถี่ยเฟิง เหมือนจะเลยเวลารับประทานอาหารแล้ว เจ้าไปที่ห้องข้าแบ่ง
อาหารให้เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์หน่อย แก้ขัดแบบนี้ไปสักมื้อแล้วกัน……”
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ขานรับอย่างเบิกบานใจใบหน้าเล็กเท่าฝั่ามือทำสีหน้าหิวโหยละม้ายนํ้าลายจะไหล… หึหึตอนนี้ได้
อาศัยบารมีของคุณหนู มีอาหารอร่อยๆ กินแล้ว!
แม่นมหนิงเห็นท่าทางตะกละตะกลามของเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ก็มองมาอย่างตำหนิ ราวกับว่านางทำตัวเหมือนเด็กน้อย
ที่วันๆ รู้จักแต่เรื่องกิน!
แต่พอนึกถึงลักษณะนิสัยเฉพาะตัวแบบนี้ของคุณหนูที่คำนึงถึงบ่าวไพร่เสมอเหมือนกับติงโหรวในอดีต ในใจนาง
พลันก็รู้สึกปวดแปลบขึ้นมา!
ทางด้านนี้ที่จริงเถี่ยเฟิงก็หิวมาตั้งนานแล้วเช่นกันพอได้ยินคำพูดไม่กี่ประโยคของต้วนชิงหมิง ถึงแม้จะฟังดูเหมือ
นสบายๆ ไม่ได้ตั้งใจแต่ที่จริงแล้วนางกำลังคำนึงถึงพวกเขา ในใจเถี่ยเฟิงรู้สึกซาบซึ้งทันที รีบบอกว่า “เช่นนั้น……
ขอบคุณคุณหนูใหญ่ขอรับ!”