การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 11 สหายเก่าของต้วนเจิ้ง
คนที่มองอยู่จากด้านบนพูดขึ้นเบาๆพลางมองไปยังต้วนชิงหมิงที่กำลังหันหลังเดินจากไป “เจ้าเห็นหรือยัง?สิบ
ปากว่าไม่เท่าตาเห็น ข่าวลือที่ว่าคุณหนูใหญ่จวนต้วนอ่อนแอยอมคนบัดนี้กลับจัดการกับน้องสาวและแม่นมไม่เบาเลยที
เดียว”
นํ้าเสียงแผ่วเบาทว่าชัดเจนแม้จะหัวเราะทว่าไม่สามารถสัมผัสความรู้สึกสนุกได้แม้แต่น้อย
“แต่นี่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าธนูชวนเย่ว์กงตกไปอยู่ในมือของนางแม้เจ้าจะเห็นชายชุดดำเข้าไปในจวนต้วนและไม่
ได้กลับออกมาแต่อีกฝั่ายก็ยังไม่ได้ของชิ้นนั้นไปส่วนนางที่จิตใจคับแคบย่อมไม่คู่ควรจะมีวาสนาต่อของลํ้าค่าอย่างธนู
ชวนเย่ว์กง” คนที่ยืนอยู่ที่หน้าต่างถอนหายใจ เอ่ยขึ้นเสียงเบา
คนที่อยู่ด้านหลังเงียบไปเพียงครู่ก็พูดขึ้นอย่างหนักแน่น “จะมีวาสนาหรือไม่มีก็ตาม ตราบใดที่ธนูชวนเย่ว์กงยัง
อยู่ในจวนต้วนจำเป็นต้องหาวิธีใกล้ชิดกับพวกนางเพื่อเอาของกลับมา”
มีคนถอนหายใจ “อย่าพึ่งรีบร้อนไป หงซู่มาแล้วไม่ใช่หรือพวกเราแค่คอยจับตาดูอย่างลับๆ เพื่อดูว่าธนูชวนเย่ว์
กงอยู่ที่ไหนส่วนจะล่อคนที่เราอยากเจอมาได้นั้น เจ้าก็รู้ว่ารีบร้อนไม่ได้”
เวลาผ่านไป……ภายใต้ความเงียบสงบ เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้น “เจ้าพูดถูก เรื่องนี้จะรีบร้อนไม่ได้เช่นนั้นข้าจะคอยดูต่อ
ไปแล้วกัน”
มีคำกล่าวถึงธนูชวนเย่ว์กงไว้ว่า ‘หากมีวาสนา แม้จะไม่มีลูกธนู ก็ยังสังหารคนได้’ ถ้าธนูชวนเย่ว์กงตกไปอยู่ใน
มือคนที่มีวาสนาจะมีพลังอัศจรรย์ตอนนี้ธนูอยู่ในจวนต้วน ขอเพียงรอ… จะต้องปรากฏออกมาเป็นแน่
เช่นนั้นแล้วต้องคอยจับตาดูคุณหนูใหญ่จวนต้วนเพิ่มหรือไม่?
วันนี้ทั้งวันต้วนชิงหมิงเดินเล่นจนดึกถึงจะกลับจวนเมื่อมาถึงกลับพบใบหน้าอันบวมปูดคล้ายโดนผึ้งต่อย อีกทั้ง
ยังเดินกะเผลก
แม่นมเถียนเห็นต้วนชิงหมิงก็รีบหันหลังกลับไปไม่กล้ามองหน้าต้วนชิงหมิงไม่อยากซักไซ้ไล่เลียงกับนาง ได้แต่
เรียกให้เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ให้ยกสำรับเข้ามา
แม่นมเถียนได้แต่กัดฟันกรอดมองตามหลังต้วนชิงหมิงไปพลางเอามือจับหน้าที่บวมปูดและขาที่ถูกตีแทบจะหัก
วันต่อมาต้วนเจิ้งกับต้วนชิงหมิงเดินทางผ่านมาที่เมืองหลวงหยุดลงที่หน้าจวนแห่งหนึ่ง
ประตูทาสีชาดบันไดสูงตระหง่าน หน้าประตูมีรูปปันสิงห์น่าเกรงขามสองตัวความน่าเกรงขามนั้นทำให้ผู้คนที่
พบเห็นต่างตาลุกวาว
ด้านบนประตูมีปั้ายสีแดงเขียนตัวอักษรสีทองตัวใหญ่ ‘จวนท่านแม่ทัพผู้อาจหาญ’ ตัวอักษรเขียนได้อย่าง
สวยงามพลิ้วไหวหรือจะเป็นแผ่นปั้ายที่ฮ่องเต้พระราชทาน
‘ท่านแม่ทัพผู้อาจหาญ’ ต้วนชิงหมิงพยายามคิดทบทวนในความทรงจำ
ท่านแม่ทัพหนิงหย่วนเคยเป็นหัวหน้าของกองทหารต้วนเจิ้งเชี่ยวชาญการศึกชื่อเสียงจึงเลื่องลือไปทั่วสารทิศ
ทันใดนั้น……ต้วนชิงหมิงก็จำได้ว่าตอนนางอายุสิบเอ็ดขวบชื่อเสียงของท่านแม่ทัพหนิงหย่วนดังไปทั่ว แต่เพราะคดีหนึ่ง
ถูกตรวจสอบท่านแม่ทัพผู้อาจหาญจึงต้องไปอยู่ในคุก และไม่นานหลังจากนั้นเสียชีวิตแม้ต้วนเจิ้งและพรรคพวกจะช่วย
กันสุดกำลัง ทว่าก็ไม่สามารถช่วยไว้ได้จากนั้นชื่อเสียงจวนท่านแม่ทัพผู้อาจหาญจึงค่อยๆ หายไป
เมื่อรถม้าของต้วนเจิ้งมาถึงเถี่ยเฟิงรีบลงจากรถม้านำบัตรเชิญไปยื่น
ไม่นานประตูใหญ่ด้านหน้าก็เปิดออกภายในจวนมีชายคนหนึ่งเดินออกมา อายุราวสี่สิบ รูปร่างกำยำ ผิวสีแทน
ใบหน้าคมเข้มหว่างคิ้วโน้มลง ลักษณะอาจหาญที่ผ่านการสู้รบมาเป็นเวลานานหลายปีเขาหัวเราะออกมาเสียงดังกังวาน
จนทำให้คนฟังเนื้อตัวสั่นเทิ้ม
ชาติที่แล้วต้วนชิงหมิงเคยพบเขาครั้งหนึ่งทำให้นางรู้ว่าชายที่สง่าผ่าเผยคนนี้คือแม่ทัพผู้อาจหาญ หนิงจื้อเต๋อ!
“น้องต้วน ในที่สุดเจ้าก็มาจนได้” เมื่อเห็นต้วนเจิ้งจึงรีบเข้าไปกอดพลางหัวเราะ
ต้วนเจิ้งก็หัวเราะออกมาไม่ต่างกัน หัวเราะเสียจนนํ้าตาไหล “พี่หนิงไม่พบกันมานานมาก”
ทั้งสองกอดไปคุยไปเมื่อมองตากันนํ้าตาของลูกผู้ชายก็ไหลออกมา
พวกเขาผ่านความเป็นความตายกันมาในสนามรบนับครั้งไม่ถ้วนต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่จนได้มิตรภาพนี้มาเรียกได้
ว่าเป็นพี่น้องกันและจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไปชั่วชีวิต
ต้วนชิงหมิงมองยิ้มๆอยู่ด้านข้าง ในใจนางรู้สึกซาบซึ้งตามไปด้วย
แค่พริบตาเดียวชายหนุ่มอายุประมาณสิบสี่สิบห้าในตอนนั้น กลายเป็นแม่ทัพผู้อาจหาญในวันนี้ทั้งสองมองตากัน
ด้วยความซาบซึ้งใจและหัวเราะขึ้นเมื่อเห็นสายตาของต้วนชิงหมิงจ้องมองอยู่
กว่าทั้งสองจะแยกออกจากกันก็เป็นเวลานานครั้นเห็นคราบนํ้าตาของกันและกัน จึงพากันหัวเราะเสียงดังขึ้นมา
อีกครั้ง
“ท่านพ่อท่านกับท่านอาต้วนไม่ได้พูดคุยกันเสียนานจนลืมคุณหนูต้วนแล้วกระมัง” เด็กหนุ่มพูดขึ้นพลางหัวเราะ
ในที เดินไปแสดงความเคารพต้วนเจิ้ง “หนิงจ้งจวี่ คารวะท่านอา”
ต้วนเจิ้งรีบเข้าไปประคองแขนขึ้นส่วนต้วนชิงหมิงก็เข้าไปแสดงความเคารพ “ชิงหมิงคารวะท่านลุงเจ้าค่ะ”
หนิงจื้อเต๋อได้ยินจึงรีบเข้าไปประคองแขนขึ้นถือโอกาสที่ต้วนชิงหมิงเงยหน้าขึ้นยิ้มออกมา “โอ้นี่เป็นบุตรีของ
น้องโหรวงั้นรึ? ช่างเหมือนกับแม่นางเหลือเกิน”
พอพูดถึงติงโหรวแววตาของต้วนเจิ้งดูหม่นหมองลงทันที พยักหน้าตอบรับ “ใช่แล้ว”
“ท่านลุงรู้จักท่านแม่ด้วยหรือเจ้าคะ?” ต้วนชิงหมิงยิ้ม
หนิงจื้อเต๋อยิ้ม “รู้จักสิ ทำไมจะไม่รู้จักเล่า แม่เจ้าเป็นน้องสาวบุญธรรมของลุงเมื่อก่อนยังไปมาหาสู่กันประจำ
ตอนนั้นพ่อกับแม่ของเจ้าหมั้นหมายกันแล้ว พ่อเจ้ายังเคยคิดว่าลุงกับท่านแม่ของเจ้าไม่ใช่แค่พี่น้องถึงขั้นเคยทะเลาะกัน
เสียด้วยซํ้า”
ต้วนชิงหมิงได้ยินก็เลิกคิ้วขึ้นเมื่อชาติที่แล้วนางไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนว่าท่านแม่มีพี่ชายบุญธรรมทั้งยังเคย
ทะเลาะกับท่านพ่อด้วย
ยังไม่ทันได้ถามอะไรออกไปต้วนเจิ้งก็หน้าแดง “พี่หนิงเรื่องเก่าไม่ต้องไปบอกให้พวกเด็กๆ ฟังก็ได้”
“ได้ๆๆๆ ไม่พูดก็ไม่พูด” หนิงจื้อเต๋อทำเป็นตกใจจากนั้นก็หัวเราะเสียงดังออกมาพลางดึงตัวหนิงจ้งจวี่ที่อยู่ด้าน
ข้างมาตรงหน้าต้วนชิงหมิง “เห็นหรือยัง นี่คือน้องสาวเจ้า รีบเรียกน้องสาวเร็วเข้า”
หนิงจ้งจวี่ไหวพริบดีมองไปยังต้วนชิงหมิง พูดออกมาว่า “น้องต้วน”
“สวัสดีพี่หนิง” ต้วนชิงหมิงยิ้ม ค่อยๆย่อเข่าเล็กน้อยแสดงความเคารพ
หนิงจื้อเต๋อหัวเราะ “ชิงหมิง นี่เป็นพี่ชายรอง ส่วนพี่ชายคนโตตอนนี้ไม่อยู่ที่จวนรอให้กลับมาแล้วค่อยเรียกเขาให้
มาหาเจ้า”
“ตามหลักต้องเป็นชิงหมิงไปคารวะพี่ใหญ่ เพราะชิงหมิงเป็นน้องต้องเคารพพี่” ต้วนชิงหมิงเอ่ยอย่างนอบน้อม
เมื่อได้ยินดังนั้นหนิงจื้อเต๋อยิ่งชอบอกชอบใจหัวเราะเสียงดังออกมาพลางชี้ไปยังบุตรชาย “ดูไว้น้องสาวของเจ้า
เก่งกว่าเจ้าอีก”
ต้วนเจิ้งเอ่ย “พี่หนิง อย่าได้ชมชิงหมิงนัก หากยังชมอีกนางคงลอยได้แล้ว” หนิงจ้งจวี่ได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าตอบ
รับเห็นด้วยทันทีทำให้ต้วนเจิ้งอดยิ้มไม่ได้
ทุกคนต่างพูดคุยกันอย่างมีความสุขพากันเดินเข้าประตูกลาง
เนื่องจากต้วนเจิ้งมีธุระที่ต้องพูดคุยกับหนิงจื้อเต๋อจึงฝากชิงหมิงไว้กับหนิงจ้งจวี่ให้พานางไปเดินเที่ยวชมสวน
ดอกไม้แม้ว่าต้วนชิงหมิงจะมาครั้งแรก แต่จวนหนิงจื้อเต๋อกลับต้อนรับนางอย่างอบอุ่นพานางไปเยี่ยมจวนหนิงทุกซอก
ทุกมุมครั้นเหนื่อยจนเดินต่อไม่ไหวจึงนั่งในศาลาเล็กในสวน ดื่มชาคุยกับหนิงจ้งจวี่
กว่าสองพ่อลูกจะทานอาหารกลางวันที่จวนหนิงเสร็จเวลากลับก็เป็นยามสือ[1]แล้วนางแอบเห็นสีหน้าผู้เป็นบิดา
ไม่ค่อยจะสู้ดี เหมือนมีอะไรให้ครุ่นคิดตลอดทั้งทางจึงได้แต่มองอยู่เงียบๆ ไม่สร้างปัญหา
…
[1]ยามสือ คือ การบอกเวลาสมัยโบราณ เวลาประมาณสิบเอ็ดโมงถึงบ่ายโมง