การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 111 เนื้อกวางหนึ่งชาม
เถี่ยเฟิงที่รีบร้อนออกมาตั้งแต่ตอนเช้าจึงยังไม่มีอะไรตกถึงท้อง กระทั่งตอนนี้ก็วิ่งวุ่นทำงานไปแล้วทั้งครึ่งเช้า!ทว่า
หากกลับไปที่จวนตอนนี้คงไม่มีอะไรเหลือให้กินแล้ว เพราะเวลาได้ล่วงเลยมานานกลับเป็นต้วนชิงหมิงที่ดูเหมือนไม่ได้
ตั้งใจแต่ที่จริงนางเตรียมทุกอย่างไว้ให้พวกเขาแล้ว เจ้านายแบบนี้หายากจริงๆ
จนกระทั่งกลับมาถึงเรือนต้วนชิงหมิงจึงถอดหมวกคลุมที่ห้อยม่านตาข่ายลงขณะที่สายตาไม่ละไปจากแม่นมหนิง
ที่มีท่าทางกลุ้มใจอยู่ตลอดเวลาครู่เดียวก็หลุดขำแล้วถามขึ้น “แม่นมหนิงเจ้ากำลังคิดถึงเรื่องหรุ่ยเอ๋อร์อยู่ใช่หรือไม่?”
แม่นมหนิงจัดเสื้อผ้าให้ต้วนชิงหมิงไปพลางกล่าวอย่างกลุ้มใจไปพลาง “เด็กสาวแบบนั้นถ้าเก็บไว้ข้างกายคุณหนู
บ่าวคงไม่วางใจเจ้าค่ะ!”
นางรู้ว่าแม่นมหนิงคิดไตร่ตรองเพื่อนางมาโดยตลอดก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกขอบคุณเอื้อมมือไปคว้ามือของแม่นมหนิง
พลางตบหลังมือของนางเบาๆแล้วกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “แม่นมหนิงเจ้าคิดว่าสะใภ้หลี่ไม่รู้จักลูกตัวเองอย่างนั้นหรือ?
แต่ว่าเหตุใดนางต้องส่งหรุ่ยเอ๋อร์มาเล่า?”
อีกฝั่ายครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วถึงได้เข้าใจกระจ่างในฉับพลัน “บ่าวเข้าใจแล้วค่ะ สะใภ้หลี่คนนี้ย่อมรู้ว่าจุดเด่นและจุด
ด้อยของลูกสาวตัวเองอยู่ตรงไหน นางก็เลยหวังจะส่งลูกสาวตัวเองเข้ามาที่จวนท่านแม่ทัพเหมือนกันให้มาดูสีสันของโลก
ใบนี้สักหน่อย ในภายหลังถึงจะสามารถปฏิบัติตัวอยู่ในกรอบได้ใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
ดูสองพี่น้องคู่นั้นสิอายุแค่หกเจ็ดปีเท่านั้น แต่ว่าด้วยนิสัยของเด็กทั้งสอง ก็ทำให้มองเห็นอะไรหลายๆอย่างแล้ว!
เมื่อได้ฟังคำพูดของแม่นมหนิงเด็กสาวได้แต่ยิ้มทว่าไม่เอื้อนเอ่ยวาจาใด ที่จริงแล้วการหยิ่งในเกียรติอันจอม
ปลอมไม่ใช่เรื่องดี นิสัยอย่างหรุ่ยเอ๋อร์ก็ไม่ถือว่าดีเช่นกันแต่ในฐานะที่เป็นมารดาของนาง ลูกสะใภ้ที่เป็นเสาหลักก็ได้นำ
สิ่งสุดท้ายที่ตัวเองสามารถให้ได้ มอบให้ไปหมดแล้ว หลังจากนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวหรุ่ยเอ๋อร์เอง ส่วนเรื่องที่เหลือก็ปล่อยไป
ตามโชคชะตาก็แล้วกัน!
นี่ก็คือหัวใจของคนเป็นแม่มักจะเตรียมสิ่งที่ดีที่สุดไว้ให้ลูกตัวเองเสมอ ช่วยหาอนาคตดีๆ ให้ลูกแต่พวกเขาจะไปรู้
เสียที่ไหนกัน ว่าโลกภายนอกช่างเย็นชาไร้นํ้าใจเช่นนี้จะมีใครช่วยเหลือใครได้อีกเล่า? อย่างมากทุกคนทำได้แค่ฝึกฝนให้
ตัวเองประสีประสาต่อโลกก็เท่านั้น!
ต้วนชิงหมิงชะงักนิ่งครุ่นคิดเพียงครู่ก็เงยหน้าขึ้นมองดูท้องนภาที่เงียบเหงาเวิ้งว้างไม่นานก็ยกยิ้มน้อยๆ รอยยิ้ม
ของนางราวกับสายลมในเหมันต์ฤดู ทั้งหนาวและเยือกเย็น!ทำให้เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ที่อยู่ข้างกายรู้สึกตัวสั่นทั้งๆที่ไม่ได้หนาว
เมื่อเห็นรอยยิ้มนั้น พลางเอ่ยขึ้นอย่างหวาดระแวง “คุณหนูเจ้าคะ ทำไมข้ารู้สึกว่าท่านยิ้มน่ากลัวจัง!”
ต้วนชิงหมิงมองไปที่ขอบฟั้าเมฆครึ้มเป็นแถบ อยู่ๆ นางก็หันหน้ากลับมา มองไปที่เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์พร้อมตอบด้วย
รอยยิ้มเรียบๆ “ข้ากำลังยิ้มจริงๆเพราะคืนนี้จะมีงิ้วฉากเด็ดให้ดูแล้ว!”
“อ๋อ……งิ้วฉากเด็ด?”
บ่าวผู้น่าสงสารช่างไม่เข้าใจอะไรเลย สิ่งที่ต้วนชิงหมิงเรียกว่า ‘งิ้วฉากเด็ด’จะเป็นอะไรได้อีกเล่า!
ส่วนแม่นมหนิงที่อยู่อีกข้างเข้าใจความหมายในทันทีถึงแม้นางจะไม่รู้อะไรเลยแต่เพราะอาบนํ้าร้อนมาก่อนจึงมี
ไหวพริบย่อมคิดไปไกลอยู่แล้ว ทว่าทุกย่างก้าวที่ต้วนชิงหมิงเดินจะมีคนจับตาดูอยู่ข้างๆเสมอคนคนนั้นจะต้องกำลัง
วางแผนอะไรบางอย่างแน่นอน!
เพียงแต่ไม่รู้ว่า ‘งิ้วฉากเด็ด’ ที่ต้วนชิงหมิงบอกคืออันใดนางคิดแผนการที่จะใช้รับมือกับอีกฝั่ายได้แล้วหรือ?
ตกกลางคืนอาหารมื้อคํ่าของต้วนชิงหมิงถูกนำมาส่ง แต่สิ่งที่ต่างจากเวลาปกติก็คือคนที่นำอาหารมื้อคํ่ามาส่งใน
ครั้งนี้หาใช่บ่าวรับใช้ธรรมดาไม่กลับเป็นภรรยาแซ่หนิวของสวีปั๋อเห็นนางเดินโยกย้ายส่ายเอวเข้ามาในเรือนของต้วนชิงห
มิงอย่างเนิบช้าในมือสะบัดผ้าเช็ดหน้า มองเด็กสาวกล่าวกลั้วหัวเราะ
“โธ่ ช่วงไม่กี่วันมานี้อาหารพื้นๆ คงทำให้คุณหนูลำบากเสียแล้ว……เดิมทีบ้านนาปั่าเขาก็ไม่มีอาหารการกินที่ดี
อะไรแต่บังเอิญวันนี้ผู้ดูแลของพวกเราไปตลาด แล้วซื้อกวางชะมดสดๆ ที่ล่ามาจากภูเขาพอดีได้ยินว่าตอนที่ซื้อมาเลือด
ยังหยดอยู่เลย สดมากเจ้าค่ะเขารีบให้ข้าตุ๋นแล้วนำมาส่งให้คุณหนูใหญ่ รีบทานตอนที่ยังร้อนๆ เถอะเจ้าค่ะ!”
ต้วนชิงหมิงนั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะเมื่อได้ยินเช่นนั้น นางเพียงยิ้มบางๆ เอ่ยคำ “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ต้องขอบคุณพี่สะใภ้สวี
แล้ว หลังจากกลับไปแล้วอย่าลืมขอบคุณแทนข้าด้วย!”
ต้วนชิงหมิงอดไม่ได้ที่จะแสยะยิ้มในใจสวีปั๋อคนนี้ ไม่น่าเชื่อว่าจะสืบได้แม้กระทั่งว่านางชอบกินเนื้อกวางช่างตั้ง
อกตั้งใจเสียจริง! ถ้านางไม่ให้ความร่วมมือด้วยสักหน่อยจะไม่เป็นการทำผิดต่อเนื้อกวางชามนี้หรอกหรือ?
หนิวซื่อคนนี้พูดจาใส่ทำนองมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วเป็นตัวละครที่ชอบเดินวางมาด นอกจากนี้ เวลาที่พูดนางก็
ชอบสะบัดผ้าเช็ดหน้าไปมาทำท่าทำทาง บนผ้าเช็ดหน้าพรมนํ้าหอมราคาถูกเอาไว้เต็มผืน ตอนนี้พอนางสะบัด
ผ้าเช็ดหน้าในมือ กลิ่นนํ้าหอมฉุนก็ลอยเข้ามาในจมูกทำให้ต้วนชิงหมิงที่ไม่เคยใช้ของพวกนี้ต้องกลั้นหายใจอยู่ชั่วครู่ นาง
ขมวดคิ้วมุ่นรีบยกถ้วยนํ้าชาที่อยู่ข้างมือขึ้นมา อยากจะนำมาใช้บังกลิ่น
พอเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ที่อยู่ข้างๆเห็นสีหน้าของต้วนชิงหมิง ในใจก็รู้แล้วว่านายหญิงคงจะไม่ปลื้มแม่นางหนิวซื่อคนนี้
เป็นแน่จึงรีบเดินปรี่เข้าแทรกตรงกลางระหว่างต้วนชิงหมิงกับหนิวซื่อก่อนจะฉีกยิ้มหัวเราะให้อีกฝั่าย “นํ้าใจไมตรีของพี่
สะใภ้สวีคุณหนูใหญ่ของพวกเรารับรู้แล้ว ที่จริงเนื้อกวางชะมดนี่ก็เป็นของหายากนะถึงแม้คุณหนูใหญ่จะชอบมาก แต่ก็
ไม่ได้ชอบครอบครองไว้คนเดียวหรอกตอนนี้บ่าวจะพูดแทนนายหญิงก็แล้วกันเชิญพี่สะใภ้สวีมาร่วมรับประทานเป็น
เพื่อนคุณหนูใหญ่ของพวกเราเถอะ!”
เมื่อได้ฟังแบบนี้จากเดิมทีที่ยิ้มแย้มแจ่มใส หนิวซื่อก็มุมปากกระตุกทันที สีหน้าก็ดูตกตะลึงไปครู่หนึ่งเช่นกันแต่
ชั่วพริบตาเดียวก็กลับมาเป็นปกติแล้วบนใบหน้านางกลับมีรอยยิ้มที่กลํ้ากลืนอีกครั้ง “ข้าฐานะตํ่าต้อยจะรับประทาน
ร่วมกับคุณหนูใหญ่ได้อย่างไรเจ้าคะ? เชิญคุณหนูใหญ่ค่อยๆรับประทานเถอะ ข้าขอตัวก่อน”
พอพูดจบแล้วนางก็ไม่รอให้ต้วนชิงหมิงตอบ ลนลานทำความเคารพต้วนชิงหมิง แล้วรีบหมุนตัวเดินจากไป
ภายในห้องเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์จงใจพูดใส่ประตูเสียงดังว่า “ปัดโธ่คุณหนูเจ้าคะ เนื้อกวางนี่เป็นของหายากเชียวนะ คืน
นี้ท่านต้องเติมข้าวหลายๆถ้วยหน่อยแล้วเจ้าค่ะ”
เสียงของต้วนชิงหมิงที่ดังมาจากในห้องก็ฟังดูเหมือนพอใจมาก “บ่าวรับใช้ตัวแสบ เจ้าก็รู้ว่าข้าชอบเนื้อ
กวางชะมดเป็นที่สุดข้าก็ต้องเติมข้าวหลายถ้วยอยู่แล้ว”
ตรงมุมห้องรอยยิ้มชั่วร้ายปรากฏบนใบหน้าหนิวซื่อเพียงชั่วแวบเดียวก็หมุนตัวสะบัดผ้าเช็ดหน้าแล้วเดินยักย้าย
ส่ายสะโพกออกไปราวกับงูที่เลื้อยไปมา
เชอะ! ก็แค่บ่าวรับใช้ที่ตะกละตะกลามคนหนึ่งเท่านั้นแค่เห็นเนื้อกวางก็ตาเป็นมันแล้ว ครั้งนี้ข้าจะคอยดูว่าเจ้ายัง
จะไม่ยอมแพ้อีกไหม?
ท้ายที่สุดแล้วก็ยังเป็นผู้สูงศักดิ์ท่านนั้นของจวนสกุลต้วนที่มีฝีมือเหนือชั้น ทั้งมีความรอบรู้ แค่ใช้แผนการตื้นๆ ก็
สามารถแก้ไขปัญหาทุกอย่างได้แล้ว
เมื่อเห็นหนิวซื่อกลับเข้ามาในเรือนสวีปั๋อก็รีบสาวเท้าออกมาต้อนรับอย่างอดใจรอไม่ไหว พลางเอ่ยปากถามอย่าง
รีบร้อนทันที “เป็นอย่างไรบ้าง? คุณหนูตัวแสบนั่น……กินเนื้อกวางหรือยัง?”
หนิวซื่อเชิดหน้าที่เต็มไปด้วยเครื่องประทินโฉมแสยะยิ้มสองสามครั้งก่อนจะเอื้อนเอ่ยด้วยความมั่นใจ “เชอะ!เป็น
ข้าออกโรงเองแล้ว ก็ต้องมั่นใจได้สิ! เจ้ายังจะกังวลอะไรอีก?”
เดิมทีสวีปั๋อยังคงกังวลในความเจ้าเล่ห์ของต้วนชิงหมิงกลัวว่านางจะไม่ยอมติดเบ็ด แต่ดูจากท่าทางมั่นใจของ
หนิวซื่อก็รู้แล้วว่าเรื่องนี้สำเร็จลุล่วง
สวีปั๋อยิ้มจนตาหยีเป็นร่องเล็กแล้วประสานมือคารวะหนิวซื่อ “โธ่ ลำบากฮูหยินแล้ว”
หนิวซื่อบิดตัวพลางสะบัดผ้าเช็ดหน้าใบหน้าเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ พอสะบัดใบหน้าอวบอ้วนแปั้งที่ติดอยู่บน
ใบหน้าก็แทบจะร่วงลงมา นางยกยิ้มขึ้นเห็นฟันแล้วกล่าวอย่างแสร้งถ่อมตัวว่า “โธ่ท่านพี่ข้าว่านี่เป็นเรื่องที่ไม่มีร่องรอย
นะ จะเอามาพูดซี้ซั้วได้อย่างไรกันเล่า?”
สวีปั๋อมองไปทางเรือนที่ต้วนชิงหมิงอยู่แล้วยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ออกมา “นายท่านนั้นที่อยู่ในจวนบอกไว้แล้วขอเพียง
แต่เรื่องนี้สำเร็จ เขาก็จะช่วยเหลือพวกเรา เขาจะมอบยศขุนนางระดับเก้าให้ข้าถึงแม้ยศนั้นจะตํ่าต้อย แต่ก็นับว่าเป็น
ขุนนางเหมือนกันเจ้าก็จะได้กลายเป็นฮูหยินของข้าอย่างชอบธรรมแล้ว”
อีกฝั่ายใช้ผ้าเช็ดหน้าปั้องปากยิ้มอย่างภูมิใจนึกไม่ถึงเลยจริงๆว่าตระกูลหนิวของพวกเราก็มีคนที่จะได้เป็นฮูหยิน
กับเขาด้วยเหมือนกัน
ทั้งสองพูดคุยหัวเราะกันครู่หนึ่งไม่รู้ว่าสวีปั๋อนึกอะไรขึ้นมาได้ จู่ๆ ก็เตือนด้วยสีหน้าจริงจัง “อย่างไรเสีย ท่านที่
อยู่ในเรือนก็เป็นเจ้านาย ถึงแม้เรื่องนี้จะสำเร็จแล้วแต่เจ้าก็ต้องปิดปากเงียบ ห้ามพูดอะไรแม้แต่คำเดียว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นหนิวซื่อก็รีบสาบานต่อฟั้าทันที “เรื่องนี้ฟั้ารู้ดินรู้เจ้ารู้ข้ารู้ ต่อให้ตีให้ตายข้าก็ไม่กล้าพูดออกไป”
เขากำชับภรรยาอีกนิดหน่อยแล้วถึงได้เดินออกประตูไป
ในเรือนหลัก ลมราตรีพัดเข้ามา เปลวไฟจากตะเกียงสั่นไหวคล้ายมีบางอย่างเกิดขึ้น
“ตุ้บ……ตุ้บ” เสียงดังมาจากในห้องสองครั้งสองคราเหมือนมีอะไรบางอย่างล้มลงตามมาด้วยเสียงร้องโวยวาย
ราวกับหัวใจแตกสลายของเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์
“คุณหนูใหญ่ ท่าน……เป็นอะไรไปเจ้าคะ?”